วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

พระเจ้ามันธาตุราช

พระเจ้ามันธาตุราช
ปกครองทวีปทั้ง ๔ ..จาตุมหาราชิกา.. และดาวดึงส์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอดีตชาติของ พระองค์เองให้พระภิกษุสงฆ์ฟังว่า ...."ในยุคพระเจ้ามันธาตุราช พระบรมโพธิสัตว์ มาบังเกิดเพื่อที่จะสั่งสมบารมีให้แก่รอบ เป็นผู้ มีบุญญาธิการมาก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ มีฤทธานุภาพแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็น บริวาร ไม่มีผู้ใดทรงเอาชนะพระองค์ได้

วันหนึ่งขณะทรงทดสอบกําลังพระบารมีของพระองค์เอง ทรงปรบพระหัตถ์เพื่อเรียกฝนรัตนชาติ ทันใดนั้นเอง ฝนรัตนะ ๗ ประการก็ตกลงมาจากอากาศ ทําให้ทั่วภาคพื้นปฐพีเต็มไปด้วยรัตนชาติสูงท่วมหัวเข่า เป็นสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง บรรดาสมบัติทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกมนุษย์นี้ พระองค์ทรงมีทุกอย่างเลิศที่สุด

แต่พระองค์ก็ยังไม่พอพระทัยจึงตรัสถามมหาอํามาตย์ว่า
“สิ่งที่ทําความเพลิดเพลินในโลกนี้ เรามีพร้อมหมดแล้ว สุดยอดแห่งเบญจกามคุณทั้งหลาย เราได้ครอบครองแล้ว ยังมีที่ใดอีก ที่จะยังความสําราญให้แก่เราได้ นอกเหนือจากในโลกมนุษย์นี้

มหาอํามาตย์ขุนพลแก้วกราบทูลว่า “สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา พระเจ้าข้า น่ารื่นรมย์กว่าโลกมนุษย์นี้” พระองค์ ทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงจักรแก้วพร้อมด้วยมหาอํามาตย์ ข้าราชบริพารเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เมื่อเสด็จไปถึง ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เสด็จมาต้อนรับปฏิสันถารอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมทูลเชิญให้เถลิงสิริมหาสมบัติในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา

แต่ถึงกระนั้นนานวันเข้าพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในเบญจ กามคุณอันเป็นทิพย์ในชั้นจาตุมหาราชิกา จึงตรัสถามมหาราช ทั้ง ๔ ว่า “ความสุขสําราญที่ยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นนี้มีไหม” ท้าวมหาราชตรัสตอบว่า “มีพระเจ้าข้า ชั้นดาวดึงส์น่ารื่นรมย์ กว่านี้” พระองค์จึงอําลาท้าวมหาราช ๔ เดินทางไปยังดาวดึงส์เทวโลก

เมื่อไปถึงดาวดึงส์เทวสถาน ท้าวสักกเทวราชพร้อมด้วย เทพบุตร เทพธิดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทรงมาให้การต้อนรับปฏิสันถาร ท้าวสักกะทรงรู้ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ จึงแบ่งทิพยสมบัติในดาวดึงส์ให้ปกครองครึ่งหนึ่ง

ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์กับท้าวสักกเทวราชต่างเสวย ทิพยสมบัติร่วมกัน พระโพธิสัตว์เสวยทิพยสมบัติยาวนานถึง ๓ โกฏิ 5 หมื่นปี ในระหว่างนี้ได้มีท้าวสักกเทวราชจุติ และอุบัติ ขึ้นใหม่ผ่านไปถึง ๓๖ พระองค์

เมื่อพระโพธิสัตว์ได้รับความสุขสบายในเทวโลก ก็เกิด
ความทะยานอยากขึ้นอีก ปรารถนาจะได้ความเป็นใหญ่แต่ เพียงผู้เดียว ทรงมีดําริที่จะปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด จึงคิดหาอุบายที่จะปลงพระชนม์ท้าวสักกะ แต่ไม่สามารถทําได้ ยิ่งคิดวรรณะยิ่งหมองคล้ำ ทําให้รู้สึกอึดอัดพระทัย จึงเกิดโทสะอย่างแรงกล้าขึ้นภายในใจ ทันใดนั้นความชราภาพปรากฏขึ้นมา พระวรกายก็ซูบซีด เศร้าหมอง แล้วร่วงพลัดตกลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงไปอยู่ พระราชอุทยานของพระองค์ทันที

นายอุทยานเห็นดังนั้นรีบนําความไปกราบทูลราชตระกูล ราชตระกูลพากันมาเข้าเฝ้า และจัดที่บรรทมถวายในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ทรงได้สํานึก จึงให้ป่าวประกาศไปทั่วทั้งทวีป ให้มหาชนมาฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระองค์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ สอนใจแก่มหาชนว่า

“ท่านทั้งหลายจงดูเราผู้กําลังจะละสังขารไป เราได้ เสวยมหาสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เสวยทิพยสมบัติทั้งใน สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์อยู่ตลอดกาลนาน แต่ความปรารถนาในเบญจกามคุณก็ยังไม่เพียงพอ เรามีจิตคิด ประทุษร้ายจึงพลัดตกลงมาอย่างน่าอนาถ ขอท่านทั้งหลายจง อย่าได้ขวนขวายในเบญจกามคุณเลย ขึ้นชื่อว่าเบญจกามคุณ ทั้งหลาย ทั้งในโลกนี้และในเทวโลก เพราะยากที่จะทําให้เต็มอิ่มได้

ขอท่านทั้งหลายจงละตัณหา ความทะยานอยาก แล้วประพฤติธรรมให้บริบูรณ์เถิด จะได้มีสุคติภพอันวิเศษเป็นที่ไป” เมื่อสิ้น สุดพระโอวาท พระโพธิสัตว์ก็สวรรคตและเสด็จไปตาม ยถากรรมของพระองค์

จะเห็นได้ว่า ตัณหา ความทะยานอยากนั้นเป็นภัยและ เป็นทุกข์ใหญ่หลวง ที่ทําให้ผู้มีบุญตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต้องตกอยู่ในวังวนของสังสารวัฏ ต้องเวียนว่ายตายเกิดกัน ไปไม่มีวันสิ้นสุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เรา ละตัณหาความทะยานอยาก ให้มีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตน มีอยู่ จะได้ไม่ตกเป็นทาสของตัณหา เพราะตัณหาเป็นเครื่อง เหนี่ยวรั้งให้อยู่ในภพสาม จะหลุดจะพ้นได้ต้องสละ ปลด ปล่อย วาง ไม่ยึดติดในสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่มีใจมุ่งตรง ต่อหนทางพระนิพพานเท่านั้น

จากธรรมประชาชน ฉบับ สารธรรม ๓

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ม้าอาชาไนย

ม้าอาชาไนย
การปกปิดความลับเอาไว้ เป็นความดี
การเปิดเผยความลับ บัณฑิตไม่สรรเสริญ
นักปราชญ์จึง อดกลั้นไว้ เมื่อประโยชน์ยังไม่สําเร็จ
ประโยชน์สําเร็จแล้ว จึงกล่าวตามสบาย

การรู้จักพิจารณาไตร่ตรอง สํารวมระวัง แสดงตัวให้เหมาะสม
เมื่อถึงเวลาอันควร เป็นวิสัยของบัณฑิต เรื่องนี้ พระบรมศาสดา
ได้กล่าวถึง อดีตชาติ ของพระสารีบุตร ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเป็น ม้าอาชาไนยว่า

“ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี มีพ่อค้าม้าคนหนึ่งนําม้า ๕๐๐ ตัว มาจากอุตตราปถชนบท เพื่อนําไป
ขายในกรุงพาราณสี ขณะเดินทาง ได้ไปขอ แวะพักบ้านหญิงชรา
คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเศรษฐีตกยาก โดยขอเช่า บ้านเป็นที่พักชั่วคราว
คืนนั้นเองนางม้าคลอดลูกออกมาตัวหนึ่ง เป็นม้าอาชาไนย พ่อค้าม้า
พักอยู่ถึง ๓ ราตรี หญิงชราได้ขอ เงินค่าเช่าเพียงครึ่งหนึ่งกับม้า
อาชาไนยตัวนั้น พ่อค้าม้ายินดี จ่ายเงินตามนั้น


หญิงชราเลี้ยงลูกม้าอาชาไนยเสมือนลูกของตน แต่ให้ กินได้แค่
ข้าวเปลือกและหญ้าที่ม้าชาวบ้านกินเหลือไว้ตาม ประสาคนยากจน
จนลูกม้าอาชาไนยเจริญเติบโตขึ้น ต่อมามี พ่อค้ากลุ่มหนึ่งต้อนม้า
๕๐๐ ตัว แวะมาขอพักที่บ้านหญิงชรานั้น ครั้นฝูงม้าทั้ง ๕๐๐ ตัว
เข้ามาใกล้บ้านหลังนั้น ได้กลิ่นของ ม้าอาชาไนย จึงเกิดความยําเกรง
ตามสัญชาตญาณ ไม่กล้า เข้าไปในบ้านนั้นแม้แต่ตัวเดียว พ่อค้าม้า
จึงถามหญิงชราว่า ใน บ้านนี้มีม้าอยู่บ้างไหม หญิงชราตอบว่ามีม้า
อยู่ตัวหนึ่งที่เราเลี้ยงไว้ แต่เวลานี้ยังไม่อยู่ ตอนเย็นจึงจะกลับ

พ่อค้าม้าจัดให้ม้าของตนพักนอกบ้าน แล้วคอยดูการ
กลับมาของม้าตัวประเสริฐ ครั้นตกเย็นพ่อค้าเห็นลักษณะอัน สมบูรณ์
ของม้า รู้ทันทีว่านี่เป็นม้าอาชาไนย จึงขอซื้อจากหญิงชราด้วยทรัพย์
จํานวนมาก โดยรับปากว่าจะเลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี จะให้อยู่อย่างผาสุก
ยิ่งกว่าที่หญิงชราเลี้ยง หญิงชราฟังดังนั้น ก็ยอมขายให้

พ่อค้าม้าวางถุงทรัพย์ 5 ถุงๆ ละพันตําลึงไว้ที่เท้า ทั้ง ๔ ของม้า

อาชาไนย ไว้ทางหางและทางศีรษะอีกข้างละถุง แล้วส่งมอบให้
หญิงชราอยู่เบื้องหน้าม้าอาชาไนย ม้าอาชาไนยมองดูหญิงชรา
ผู้เป็นประดุจมารดา พลัน น้ำตาไหลนองทั้งสองข้าง

หญิงชราเห็นดังนั้นก็ร้องไห้ เอามือ ลูบหลังม้าอาชาไนย

แล้วปลอบใจ ว่า “ลูกเอ๋ย แม่เลี้ยงเจ้ามา ด้วยความรักเสมือนลูกที่เกิด
ในอุทรเจ้าต้องอยู่อย่างลําบาก ตามประสายาก เจ้าจงไปอยู่กับพ่อค้า
ผู้มีฐานะท่านนี้เถิด เขาจะบํารุงให้เจ้าได้รับความสุขสําราญยิ่งกว่าอยู่
กับแม่อีก” ม้าอาชาไนยฟังดังนั้น รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควร จึงแสดงความ
เคารพ ต่อหญิงชรา แล้วลาจากไปอยู่กับพ่อค้า

ครั้นพ่อค้าออกเดินทางไปถึงอีกตําบลหนึ่ง คิดจะ ทดสอบ
ม้าอาชาไนย จึงให้เอารําต้มเทลงในรางให้กิน ม้าอาชาไนย
ไม่ยอมกิน เพราะรู้ว่าเป็นของไม่สมควรแก่ตน พ่อค้า นั้นรู้สึก
แปลกใจ จึงถามว่า “เจ้าเคยกินหญ้าที่เป็นเดนและรําต้ม
กับข้าวตังมาแล้ว รําต้มนี้เป็นอาหารที่เจ้าคุ้นเคย เหตุไรเจ้าจึง
ไม่ยอมกิน”

ม้าอาชาไนยตอบว่า “นาย ในที่ใดที่คนทั้งหลาย ยังไม่

รู้จักข้าพเจ้าว่า มีชาติ ตระกูล กิริยา มารยาทอย่างไร ในที่นั้น
ข้าพเจ้าก็ไม่แสดงตน ได้กินข้าวตังและรําต้มเป็นอาหาร
แต่บัดนี้ ท่านรู้แล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นม้าเช่นไร เหตุนี้ข้าพเจ้าจึง
ไม่ยอมบริโภคของไม่คู่ควรแก่ตน”


พ่อค้าฟังดังนั้น จึงปลอบเอาใจว่า “ขอท่านอย่าโกรธเลย
เราทําเช่นนี้เพื่อจะทดลองดูเท่านั้น จากนั้น พ่อค้ารีบจัด อาหาร
มีรสโอชาปานดั่งอาหารสําหรับเสวยของพระราชา มหากษัตริย์
ให้ม้าอาชาไนยบริโภค แล้วพาเข้าสู่กรุงพาราณสี

ครั้นถึงท้องพระลานหลวง พ่อค้าให้ม้าทั้ง ๕๐๐ อยู่ทาง หนึ่ง จากนั้นกั้นม่าน ขึงเพดาน ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันมีค่า ให้ม้าอาชาไนยพักอยู่ในที่ใกล้ๆ กัน เมื่อพระเจ้าพาราณสีเสด็จ มาทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสถามว่า “เหตุไรม้าทั้งปวงกับม้าตัว นี้จึงมีที่พักแตกต่างกัน” พ่อค้าม้ากราบทูลว่า “เพราะม้าตัวนี้ เป็นม้าอาชาไนย”

พระเจ้าพาราณสีทรงให้ทดสอบดูว่าม้าอาชาไนยจะมี กําลังว่องไวสักเพียงใด โดยรับสั่งให้วิ่งรอบพระลานหลวง เมื่อ พ่อค้าม้าขึ้นขี่ม้า แล้วให้วิ่งรอบพระลานหลวง ด้วยกําลังเร็ว ของม้าอาชาไนย ภาพที่เห็นเสมือนมีม้านับพันตัววิ่งเรียงราย ต่อเนื่องกันเป็นแถวไปโดยรอบ เมื่อวิ่งด้วยความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก ก็ไม่มีผู้ใดเห็นตัวม้าอาชาไนย เห็นแต่ผ้าแดงโบกสะบัดที่คาด เอวของพ่อค้าม้าเท่านั้น

จากนั้น พ่อค้าได้ให้ม้าวิ่งไปบนผิวน้ำและบนใบบัวถวาย พระเจ้าพาราณสีให้ทอดพระเนตรพร้อมทั้งมหาชนที่มาดูกัน อย่างเนืองแน่น เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว จึงลงจากหลังม้า ยืนอยู่ในที่เฉพาะพระพักตร์พระราชา เหยียดฝ่ามือออกไป เรียกม้าอาชาไนยให้วิ่งไปในอากาศ พระมหากษัตริย์เห็นเช่นนั้น ทรงอัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงพระราชทานตําแหน่งอุปราชให้แก่ พ่อค้าม้า พร้อมอภิเษกม้านั้นให้เป็นม้ามงคลอาชาไนยคู่บารมี
ของพระองค์

นอกจากนั้น พระองค์ทรงพระราชทานที่อยู่อันวิจิตร มีพื้นปูลาดด้วยเครื่องอลังการอันหาค่ามิได้ เบื้องบนดาดด้วย เพดานอันวิจิตรด้วยดาวทอง ห้อยพวงมาลาทอง และของหอม ต่างๆ ประพรมด้วยเครื่องหอม ๓ ประการ ตามประทีปน้ำมันหอมไว้เป็นนิตย์ ตั้งกระถางทองคําไว้สําหรับเป็นที่ขับถ่ายของม้าอาชาไนย ทรงพระราชทานกระยาหารที่พระองค์เสวยให้ม้าอาชาไนยบริโภคเป็นนิตย์

ตั้งแต่นั้นมา ราชสมบัติทั้งสิ้นใน ชมพูทวีปเสมือนอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้าพาราณสี เพราะม้าอาชาไนยเป็นม้ามีบุญ มากนําสิริมหาสมบัติมาให้ แม้ภัยพาลปัจจามิตร ก็ไม่มีมากล้ำกราย


จะเห็นได้ว่า เรื่องเกี่ยวกับความควรและไม่ควรนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ เราควรรู้จักกาลที่ควรถ่อมตน และกาลที่ควรแสดงตน ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาลจะบังเกิดขึ้นกับเรา ถ้าทําทุกอย่างได้อย่างพอเหมาะพอดี เราจะได้ดี มีทั้งทรัพย์ ทั้งเกียรติยศชื่อเสียง และความสําเร็จสมปรารถนาที่จะเกิดขึ้น อย่างแน่นอน

*มก. เล่ม ๕๘ หน้า ๓๒
พระภิกษุ  ...
สามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้หรือไม่

 
                ในสมัยหนึ่งครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้เกิดเรื่องราวถกเถียงกันในหมู่สงฆ์ ถึงเรื่องวินัยสงฆ์ของภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง

               ภิกษุที่ว่านี้เมื่อออกบวชในพุทธศาสนาก็ไม่สามารถปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังได้ เพราะต้องคอยมาปรนนิบัติผู้เป็นมารดาที่อาศัยอยู่ในบ้านตามลำพัง 

           เมื่อพระศาสดาทราบเรื่องก็ทรงตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย อย่าถือโทษภิกษุรูปนี้เลย แม้ในกาลก่อน  เราเองเคยปรนนิบัติผู้เป็นมารดามาเหมือนกัน” แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสเล่า มาตุโปสกชาดก  ชาดกว่าด้วยพญาช้างยอดกตัญญูดังนี้...

            ในป่าลึกแห่งหนึ่งมีพญาช้างเผือกขาวปลอดมีรูปร่างสวยงาม มีช้างแปดหมื่นเชือกเป็นบริวาร    พญาช้างเผือกตัวนี้มีความกตัญญูรู้คุณมารดา ทุกครั้งที่ออกหาอาหารก็จะนำกลับมาให้มารดาที่ตาบอดกินเสมอ  โดยฝากช้างบริวารนำผลไม้รสหวานเหล่านั้นมาให้มารดา   แต่ก็ถูกช้างบริวารที่นำอาหารมา  กินเสียระหว่างทาง

 
       
      เมื่อพญาช้างกลับมาพบว่ามารดาไม่ได้อาหาร ก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดา  ในขณะที่ช้างเชือกอื่นกำลังหลับพักผ่อน พญาช้างก็แอบพาช้างมารดาหนีออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขา แล้วให้มารดาพักอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง 

               พญาช้างก็ตกลงใจอยู่ในถ้ำแห่งนี้ พญาช้างกับแม่อาศัยอยู่ในป่าเพียงลำพัง ดำรงชีวิตด้วยความสงบสุข 

              อยู่มาวันหนึ่งมีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง นั่งร้องไห้อยู่ในป่า เพราะเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้ ด้วยความเมตตากรุณาพญาช้างจึงนำนายพรานออกจากป่า 

              ฝ่ายพรานป่าเมื่อพบช้างที่สวยงามอย่างพญาช้างก็คิดแผนร้าย     ที่จะนำพญาช้างไปถวายพระราชา  เนื่องจากพญาช้างมงคลของพระราชาได้ตายลง  พระราชาจึงมีรับสั่งให้หาช้างงามมาถวาย   จึงหักกิ่งไม้วางไว้เป็นระยะ   ๆ เพื่อจะได้มาถูกทาง 

                นายพรานเมื่อออกจากป่าได้แล้ว ก็รีบนำเรื่องช้างงามมาทูลต่อพระราชาเพื่อหวังได้รางวัล พระราชาเมื่อทราบแล้วก็ปรารถนาจะครอบครองพญาช้างนั้น จึงให้นายควาญช้างพร้อมบริวารติดตามนายพรานมาจับพญาช้างไปถวาย
 
             นายพรานนำควาญช้างและบริวารมาจนถึงสระน้ำแห่งหนึ่งในป่า  ขณะนั้นพญาช้างกำลังกินน้ำอยู่ในสระ นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างก็ถูกใจมาก 
  
             เมื่อพญาช้างเห็นนายพรานกลับมาพร้อมผู้คนอีกกลุ่มใหญ่ก็รู้ว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ก็สู้ไม่ได้ ยอมให้ควาญช้างนำตัวไปในเมืองพาราณสี   ฝ่ายช้างมารดาเมื่อไม่เห็นลูกกลับมาก็ได้แต่คร่ำครวญคิดถึงลูก 

            เมื่อควาญช้างพาพญาช้างมาถึงเมืองก็ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงและนำไปไว้ที่โรงช้าง   รอให้พระราชาลงมา ทอดพระเนตร  เมื่อควาญช้างนำความขึ้นกราบทูล พระราชาก็ทรงนำอาหารรสดีต่างๆ มาให้พญาช้าง 
 
            พญาช้างเมื่อเห็นอาหารดีๆ ก็คิดถึงมารดา ไม่ยอมกินอาหารนั้น พระราชาถามว่า “พญาช้างเจ้ากังวลอะไรเหรอ ทำไมเจ้าไม่ยอมกินอาหารที่เรานำมาให้ละ” พญาช้างตอบว่า“หม่อมฉันเป็นห่วงนางช้างผู้เป็นมารดา นางตาบอดไม่มีใครดูแล ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้” พระราชาเมื่อฟังแล้วก็เกิดความเศร้าใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้าง 

              พญาช้างเมื่อถูกปล่อยตัวก็รีบกลับไปยังถ้ำที่มารดานอนอยู่ เมื่อไปถึงก็รีบนำน้ำในสระมารดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้กินอาหารมาแล้ว 7 วัน  ช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวก็ตกใจ เกิดความวิตกคิดว่าฝนตก  พญาช้างเห็นมารดาตกใจ ก็รีบบอกว่า “แม่...อย่ากลัวไปเลย นี่ลูกเอง ลูกกลับมาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมได้ปล่อยให้ลูกกลับออกมา”  มารดาพญาช้างแสนจะดีใจ  ชื่นชมพระราชาผู้ทรงธรรมเป็นอย่างมาก 
 
            ฝ่ายพระราชาที่เลื่อมใสในความกตัญญูของพญาช้าง มีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไป และ
เพื่อเทิดทูนความกตัญญูของพญาช้าง พระราชาจึงรับสั่งให้สร้างรูปเหมือนพญาช้าง จัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี  กาลต่อมาแม่ช้างก็สิ้นอายุขัย พญาช้างจึงตัดสิ้นใจเข้าไปในเมือง ถวายตัวรับใช้พระราชาจนสิ้นชีวิต

 
                 ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี  ...คนดีต้องมีความกตัญญู  ....บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น 


ปริศนาธรรม
...ใครคือผู้หลับ และใครคือผู้ตื่น ...

                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภเหตุถึงอุบาสกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดา
แต่เป็นมหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณธรรมภายใน ท่านเป็นผู้มีใจ
หยุดใจนิ่ง เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบันแล้ว เรื่องราวที่
เป็นสาเหตุให้พระบรมศาสดาตรัสเรื่องนี้ขึ้นเป็นดังนี้

                ครั้งหนึ่งอุบาสกท่านนี้ได้เดินทางไปกับกองคาราวาน
ของพวกพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง เพราะกลัวอันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่า บ้าง จากโจรที่ดักซุ่มปล้นสะดมบ้าง  ตลอดระยะเวลาที่อุบาสกร่วมเดินทางไปกับพวกพ่อค้า ไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดๆเกิดขึ้น 

               ค่ำวันหนึ่ง เมื่อกองเกวียน เดินทางมาถึงบริเวณราวป่าแห่งหนึ่ง  นายกองเกวียนสั่งให้ปลดเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม  แล้วให้จัดสถานที่พักผ่อน หลังจาก รับประทานอาหารค่ำกันแล้ว  ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ทุกคนพากันแยกย้ายเข้านอนกันหมด โดยไม่ทันจัดตั้งเวรยามไว้  เพื่อดูแลความปลอดภัย คงเหลือเพียงอุบาสกท่านนี้ ซึ่งเป็นผู้ปรารภความเพียร จึงยังไม่ได้เข้านอนเช่นคนอื่น ๆ  ท่านเดินจงกรมที่ควงไม้ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของนายกองเกวียน

               ที่ป่าแห่งนี้  มีพวกโจรซุ่มอยู่ประมาณ ๕๐๐ คน เตรียม
จะเข้าปล้นพ่อค้าเหล่านี้ แต่ครั้นเห็นอุบาสกกำลังเดินด้วย
อิริยาบถที่สงบสำรวมเช่นนั้น ก็รู้ว่า บุคคลนี้กำลังเดินจงกลม
ทำความเพียรอยู่ จึงพากันดักซุ่มรอให้อุบาสกเข้านอนก่อนจึง
จะเข้าปล้น   

               ฝ่ายอุบาสกผู้มีใจหยุดใจนิ่งอยู่กลางกายธรรม
พระโสดาบัน มีกระแสแห่งธรรมหล่อเลี้ยงร่างกายให้
สดชื่นด้วยธรรมปีติตลอดเวลา ท่านจึงเดินจงกรมตลอดทั้งคืน
จนพวกพ่อค้าตื่นลุกขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวัน ตระเตรียมที่จะเดินทางกันต่อไป  ทำให้โจรหมดโอกาสที่เข้ามาปล้นคารวานนี้ได้ 


                 ด้วยความเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติของอุบาสกนี้  พวกโจรต่างพากันทิ้งอาวุธ เดินเข้าไปหานายกองเกวียน  พลางพูดว่า "นาย กองเกวียนผู้เจริญ เมื่อคืนตอนที่พวกท่าน  หลับสนิทกันหมด ไม่มีผู้ใดรู้ภัยแห่งชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกเรา ที่พวกท่านรอดชีวิตมาได้ เพราะอาศัยบุรุษผู้นี้   ที่ตื่นอยู่ด้วยความไม่ประมาท       ท่านควรทำสักการะบุคคลผู้นี้ เถิด" 

                 จากนั้นพวกโจรพากันกลับไป เมื่อพวกพ่อค้าตรวจดู
อาณาบริเวณรอบๆ เห็นอาวุธที่พวกโจรทิ้งไว้มากมายเช่นนั้น
ต่างพูดกันว่า ที่เราทุกๆ คนรอดชีวิตมาได้ พราะอาศัยอุบาสก
ท่านนี้แท้  จึงพร้อมใจกันทำสักการะใหญ่แก่อริยอุบาสกท่านนี้

                เมื่ออุบาสกกลับเมืองสาวัตถีแล้ว ได้ไปเข้าเฝ้าพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าที่วัดพระเชตวัน หลังจากถวายบังคมแล้ว
พระบรมศาสดาตรัสถามว่า "อุบาสก พักนี้ท่านไม่ได้มาวัดตั้ง
หลายวันนะ" อุบาสกได้กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้
ทรงทราบ ครั้นพระบรมศาสดาสดับเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
พระองค์จึงตรัสว่า "ดูก่อนอุบาสก บัณฑิตในกาลก่อนก็ปฏิบัติ
เช่นนี้มา" จากนั้นทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าว่า

               ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลของพราหมณ์
ครั้นเจริญเติบโต  ได้ศึกษาศิลปวิทยาจนจบ กลับมาครองเรือน
หลังจากนั้น ท่านเกิดเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส จึงละทิ้งความ
สะดวกสบายทางโลก ออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า
หิมพานต์จนได้ฌานสมาบัติ ท่านเป็นผู้มีอิริยาบถเดินจงกรมอยู่
เป็นนิตย์  มีความสุขที่เกิดจากฌานสมาบัติทั้งวัน ทั้งคืน รุกขเทวดาที่มีวิมานอยู่บริเวณนั้นเห็นพระฤๅษี  ผู้มีศีลาจารวัตรงดงามก็เกิดความเลือมใสและดีใจเป็นอย่างยิ่ง

                 เนื่องจากรุกขเทวดาตนนี้เป็นบัณฑิต และมีปัญหาที่
ค้างใจมายาวนาน จึงปรากฏกายยืนอยู่ที่คาคบไม้ เพื่อถาม
ปัญหาพระฤาษีว่า "ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล  เมื่อผู้คนทั้งหลาย
ในโลกตื่นอยู่   ใครเล่าหนอที่เป็นผู้หลับ   และเมื่อผู้คนทั้งหลาย
เป็นผู้หลับแล้ว ใครเล่าที่เป็นผู้ตื่น ท่านสามารถแก้ปัญหาที่
ค้างใจข้าพเจ้ามานานได้หรือไม่"

                  พระฤาษีโพธิสัตว์ตอบว่า "เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่
ข้าพเจ้ายังเป็นผู้ที่หลับอยู่  แต่มื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ตื่นอยู่   ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาของท่านดี  และจะ
แก้ปัญหาของท่านเอง" 

                  เทวดาได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบถามว่า...

 "เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้หลับได้อย่างไร

และเมื่อคนทั้งหลายพากันหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร"

                  เมื่อพระฤาษีถูกถาม จึงตอบว่า "ดูก่อนรุกขเทวาปัญหาที่ท่านถามเรานี้เป็นปัญหาที่ดีมาก ชนเหล่าใดที่ไม่รู้ธรรม  เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้วเพราะความประมาท ข้าพเจ้าย่อมเป็นผู้ตื่นอยู่  หากเมื่อพระอริยเจ้า สำรอก ราคะ โทสะ โมหะ  และอวิชชาออกแล้ว  เมื่อนั้นพระอริยเจ้าเหล่านั้นชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอยู่  แต่ข้าพเจ้ากลับชื่อว่าหลับอยู่ เพราะยังอยู่ในอำนาจของกิเลสนั่นเอง     ดังนั้นพระอริยเจ้าผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นผู้ตื่นอย่างแท้จริง ส่วนข้าพเจ้ายังเป็นผู้ที่หลับอยู่   

                   แต่เมื่อใดผู้คนทั้งหลายพากันประมาท ไม่ทำความเพียร  เมื่อนั้นข้าพเจ้าได้ชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอยู่ เพราะการปรารภความเพียรเพื่อเผากิเลสนั่นเอง"


                    เมื่อพระโพธิสัตว์แก้ปัญหาจบ รุกขเทวดาเกิดความปีติใจยิ่งที่มีผู้ เข้าใจปริศนาธรรมนี้อย่างแจ่มชัด  เพราะการหาผู้ใดที่จะเข้าใจชีวิตตามความเป็นจวิง และมุ่งทำความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ให้กิดขึ้นแก่ตนเองนั้น  ไม่ใช่หาได้ง่ายรุกขเทวดาจึงกล่าวสรรสริญพระโพธิสัตว์ว่า "ถูกแล้วท่านผู้ทรงศีล  เมื่อเหล่าพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ด้วยความบริสุทธิ์  ท่านยังเป็นผู้ที่หลับอยู่ 

                    แต่มื่อเทียบกับผู้คนทั้งหลายที่ประมาท ท่านกลับปรารภความเพียรเช่นนี้ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอยู่  ท่านตอบปัญหาข้าพเจ้าได้ถูกต้องยิ่งนัก"

                  หลังจากกล่าวอนุโมทนากับพระโพธิสัตว์ รุกขเทวดาก็
กลับเข้าสู่วิมานของตนด้วยความเบิกบานใจ อุบาสกท่านนั้นฟัง
พระธรรมเทศนาแล้ว เกิดความปีติ  ยินดีและมีกำลังใจเพิ่มพูน
ในการที่จะบำเพ็ญเพียรต่อไป  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็ยิ่ง
บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่ ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว

                    จะเห็นว่า ผู้หลับและผู้ตื่นในความหมายของบัณฑิต นัก
ปราชญ์ สุขุมลุ่มลึกยิ่งนัก  ผู้ที่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าอย่าง
สมบูรณ์ คือผู้ตื่นอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักธรรมะภายใน มัว
แต่ประมาท ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้หลับทั้งๆ ที่ยังลืมตาอยู่

                    เพราะฉะนั้น พวกเราอย่าเป็นผู้ประมาท ให้หมั่นทำความเพียรให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ เพราะกายธรรมได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบานแล้ว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราที่ได้ชื่อว่า พุทโธ
ก็เพราะท่านได้เข้าถึงกายธรมอรหัต เป็นผู้ตื่นแล้วจากกิเลส
ทั้งหลาย เราเป็นสาวกของพระองค์ ควรต้องทำตามท่าน และ
ทำให้ได้เช่นนี้กันทุกๆ คน

*มก. เล่ม ๕๙ หน้า ๔๐๙

คัดลอกมาจาก... ธรรมะประชาชน  ฉบับสารธรรม  3



วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เส้นทางสู่สันติ

เส้นทางสู่สันติ



        
"กาลย่อมล่วงไป 
ราตรีย่อมผ่านไป 
ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป 
บุคคลเล็งเห็นภัยในมรณะนี้ 
พึงมุ่งต่อสันติ ละ โลกามิสเสีย"

           วันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนำเอาความชรามาสู่ตัวเรา
ความตายก็รุกคืบใกล้เข้ามาทุกขณะ ชีวิตมนุษย์มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่
ไม่ช้าต้องเสื่อมสลายไปสิ่งต่างๆในโลกไม่ว่าจะเป็นบุตรเป็นธิดา
ทรัพย์สินเงินทอง ญาติพี่น้อง ไม่อาจติดตามตัวเราไปปรโลกได้
มีแต่บุญกุศลที่สั่งสมไว้ดีแล้วเท่านั้น ที่จะเป็นดั่งเงาติดตามตัว
เราไป 

             นักปราชญ์ในกาลก่อน ท่านจะสอนว่า ...ยศและลาภหาบ
ไปไม่ได้แน่   เหลือไว้แต่ต้นทุนบุญกุศล   ทั้งสมบัติทั้งหลายให้ปวงชน  ร่างของตนเขาก็เอาไปเผาไฟ

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิจารณาลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น
อีกว่า... การจะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายนั้น ต้องละ
คลายจากโลกามิส ซึ่งเป็นเหยื่อล่อของพญามาร ที่ทำให้หลง
เวียนวนอยู่ในสังสารว้ฏ   อันหาเบื้องต้นท่ามกลาง  และที่สุดไม่ได้
เบญจกามคุณทั้งห้านี่้  คือเหยื่อล่อที่ทำให้ติดข้องอยู่ในภพ
ทั้งสาม เหมือนปลาติดเบ็ดของนายพราน จะหลุดพ้นจากวังวน
ของชาติ..ชรา...มรณะนี้ได้   ต้องมุ่งสู่สันติคือการฝึกฝนใจให้สงบ
หยุดนิ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้น

               ดังเช่นพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ท่านมีสติปัญญามองเห็น
เหยื่อล่อคือเบญจกามคุณว่าเป็นเหตุให้มนุษย์ต้องทำลายล้างกัน
ครอบครัวแตกแยก แม้ญาติพี่น้องก็กล้าที่จะประทุษร้ายต่อกันได้
เพื่อนยังทำลายเพื่อน เพราะมุ่งหวังเพียงให้ได้กามคุณทั้งหลาย
มาครอบครอง ท่านจึงสละสิ่งเหล่านั้น มุ่งสู่ความสงบของใจ
ด้วยการออกบวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง

                 ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่
ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสี เมื่อประสูติแล้วมีพระนามว่าอสทิสราชกุมาร
ต่อมาพระมารดาได้ให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่สองชื่อว่าพรหมทัต
กุมาร 

                 เมื่อเจริญวัย อสทิสราชกุมารสด็จไปศึกษาศิลปวิทยาที่
เมืองตักกสิลา พระองค์เป็นผู้มีความสามารถในการยิงธนู ไม่มี
ใครเสมอเหมือน   คือสามารถยิงหนังกระบือหนาถึง ๑๐๐ แผ่น หรือแผ่นไม้กระดานหนา ๑๐๐  นิ้วให้ทะลุได้เป็นต้น 

                  ครั้นพระราชาใกล้สวรรคต จึงแต่งตั้งอสทิสราชกุมาร
ให้ครองราชย์แทน ส่วนพรหมทัตกุมารให้ดำรงตำแหน่งอุปราช
เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์ประกาศกับ
เหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพารว่า พระองค์ไม่ประสงค์ครองราชย์
สมบัติ ทรงปรารถนาความสันโดษ จึงอภิเษกพระอนุชาให้
ครองราชย์สมบัติแทน   ส่วนพระองค์ดำรงตนอยู่ในธรรม ทรงใช้
ชีวิตอย่างสมถะตลอดมา 

                  ทางด้านปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต   เป็นคนชอบพูดจาส่อเสียด วันหนึ่งปุโรหิตคิดขึ้นว่า เสือ ๒ ตัว  อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ แม้อสทิสราชกุมารไม่ได้เป็นพระราชา แต่ก็ดำรงตนเหมือนพระราชา พระราชา ๒ องค์ไม่ควรจะอยู่ร่วมกันจึงพูดยุยงส่อเสียดว่า อสทิสราชกุมารกำลังเตรียมวางแผนแย่งราชบัลลังก์พรหมทัตราชาทรงหูเบา จึงรับสั่งให้ทหารจับพระเจ้าพี่ทันที 

                   อสทิสกุมารไม่ต้องการให้เลือดนองแผ่นดิน จึงข่มความ
โกรธไว้ เพราะรู้ว่า ลาภ ยศ และโมหะแท้ๆ ที่ทำให้พี่น้องต้อง
เข่นฆ่ากันเอง  พระองค์จึงรีบหลบหนีไปแว่นแคว้นอื่น ทรง
ปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดา สมัครเป็นนักยิงธนูในพระราชวัง
พระเจ้าสามันตราชทรงเห็นบุคลิกลักษณะท่าทางของพระกุมาร
ก็เกิดความรัก จึงรับไว้เป็นทหารคนสนิทของพระองค์
พวกนักยิงธนูรุ่นเก่าเห็นอสทิสกุมารได้สิทธิพิเศษมากกว่า
ก็เกิดความอิจฉา

                 วันหนึ่งขณะสด็จไปที่พระราชอุทยาน พระราชา
ทอดพระเนตรเห็นมะม่วงพวงหนึ่งบนยอดไม้ ทรงดำริว่า ไม่มี
ใครขึ้นไปเอามะม่วงนี้ได้ จึงรับสั่งให้นายขมังธนูยิงมะม่วงให้
ตกลงมา พวกนายขมังธนูกราบทูลว่า "ขอเดชะขอนี้ไม่เป็นการ
ยากสำหรับพวกข้าพระองค์เลย แต่นายขมังธนูที่มาใหม่ได้  
ค่าจ้างมากกว่าพวกข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดให้เขายิงเถิด
พระเจ้าข้า"  

                 พระราชาจึงรับสั่งให้อสทิสกุมารเข้าเฝ้า และให้ยิง
มะม่วงมาถวายพระองค์  พระกุมารเห็นเป็นโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตน  จึงทรงนุ่งผ้าแดง ถือเมณฑกมหาธนู และโก่งสายสีแก้วประพาฬ   ขณะจะยิง ได้กราบทูลพะราชาว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์  ประสงค์จะให้มะม่วงพวงนี้ตกลงมาด้วยลูกศรตอนขึ้นหรือลูกศร  ตอนลง พระเจ้าข้า" 

                  พระราชารับสั่งว่า "พ่อคุณเอ่ย เราเคยเห็นแต่คนยิงลูกศรขึ้นไป แต่ยังไม่เคยเห็นการยิงลูกศรลงมา  ฉะนั้น เจ้าจงยิงให้ตกด้วยลูกศรตอนลงก็แล้วกัน" 

                   พระกุมาร  กราบทูลว่า  "ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้จักขึ้นไปไกลจนถึงพิภพท้าวจาตุมหาราช แล้วจักลงมาเอง ลูกศรนี้เมื่อปล่อยออกไป  จะไม่ส่ายไป ส่ายมา  แต่จะแหวกขึ้นไประหว่างกลางขั้วพวงมะม่วง  แล้วจะย้อนกลับมาทางเดิมตัดขั้วพวงมะม่วงให้หล่นลงมา
ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิดพระเจ้าข้า" 

                   จากนั้นทรง  แผลงศรออกไป ลูกศร ทะลุผ่านกลางพวงมะม่วงขึ้นไปอย่าง รวดเร็ว  พระกุมารรู้ว่า บัดนี้ลูกศรเห็นทีจะถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว จึงทรงยิงไปอีกดอกหนึ่ง ด้วยกำลังที่มากกว่า
ลูกศรที่ยิงไปครั้งแรก  ลูกศรขึ้นไปกระทบท้ายลูกศรดอกแรกปัด
ให้กลับลงมา 


                  ส่วนศรลูกที่สองขึ้นไปถึงภพดาวดึงส์ เสียงแหวก
อากาศของลูกศรที่กลับลงมาคล้ายเสียงสายฟ้า ขณะลงมาก็มา
ทางเดิมแล้วตัดขั้วพวงมะม่วงได้พอดี พระกุมารใช้พระหัตถ์
ข้างหนึ่งรับพวงมะม่วงไว้ อีกข้างหนึ่งรับลูกศร   มหาชนเห็น
ความอัศจรรย์นั้น พากันส่งเสียงชื่นชมยกย่องว่า ท่านเป็นเลิศ
กว่านักแม่นธนูทั้งหลาย แม้แต่พระราชาก็ทรงเลื่อมใสและ
พระราชทานรางวัลให้มากมาย


                 เมื่อพระราชาทั้ง  ๗ เมืองรู้ว่า บัดนี้  อสทิสราชกุมารมิได้อยู่ในกรุงพาราณสี จึงพากันยกพลมาเพื่อยึดกรุงพาราณสี
พระเจ้าพรหมทัตทรงกลัวมรณภัย จึงรีบส่งทูตไปรับพระเจ้าพี่
เสด็จกลับเมือง ทั้งกำชับให้นำเสด็จกลับมาให้ได้ และฝาก
พระดำรัสไปถึงอสทิสราชกุมารว่า "หากพระเจ้าพี่ไม่เสด็จกลับมา
น้องคงไม่มีชีวิตรอด"

                ด้วยความรักในพระอนุชา พระโพธิสัตว์รีบเสด็จกลับ
กรุงพาราณสี ทรงปลอบพระอนุชาให้เบาใจแล้วจารึกอักขระลง
ที่ลูกศรมีใจความว่า "เราชื่อ อสทิสราชกุมารบัดนี้ กลับมาแล้ว
ขอให้พวกท่านรีบยกทัพกลับไปมิเช่นนั้น เราจะยิงศรไปล้างชีวิต
ของพวกท่านทั้งหมด  แต่เราจะไม่ทำร้ายผู้เชื่อฟังเรา แม้เลือด
เพียงแมลงวันกินพออิ่ม  เราก็จะไม่ให้ไหลออก  ขอให้พวกท่าน
รีบยกทัพกลับไปเสีย"

                จากนั้นพระองค์เสด็จประทับที่ป้อมปราการ แผลงศร
ดอกนั้นให้ตกลงบนภาชนะทองที่พระราชา ณ พระนครกำลัง
เสวยอยู่ พระราชาทั้งเจ็ดทอดพระเนตรเห็นอักขระที่ลูกศรแล้ว
พากันตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย  ต่างเสด็จหนีกลับหมด

                ต่อมาพระโพธิสัตว์ทรงเบื่อหน่ายในลาภยศสรรเสริญ จึงออกผนวชเป็นฤาษี ทรงยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิด ครั้น
สิ้นพระชนม์ก็ได้เข้าถึงสุคติภูมิ

                เราทั้งหลายผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธ
ศาสนา รู้จักหนทางแห่งความหลุดพ้น ถือว่าได้โอกาสอัน
ประเสริฐยิ่งกว่าการได้แก้วแหวนเงินทอง  และของมีค่าใดๆ ใน
โลกนี้ เพราะโอกาสดีๆ เช่นนี้  ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะได้พบเจอ

                พวกเราเป็นเพียงไม่กี่เปอร์เช็นต์  จากมนุษยชาติหกพันกว่าล้านคนที่ได้มาพบพระพุทธศาสนาอันประเสริฐนี้  ดังนั้น อย่าได้ปล่อยโอกาสอันมีค่านี้ให้หลุดลอยไป มาศึกษาแก่นแท้ของพระศาสนา แล้วนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน  แล้วความสุขจะเกิดขึ้นกับตนเอง ...ครอบครัว... และประเทศชาติ อย่างแน่นอน 



*มก. เล่ม ๕๗ หน้า ๑๗๑

คัดลอกมาจาก... ธรรมะประชาชน  ฉบับสารธรรม  3


วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562

หิริ...โอตตัปปะ
ธรรมะคุ้มครองโลก


                  สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีพื้นฐานของชีวิตเหมือนกัน คือ
ความทุกข์ เช่นเดียวกับโลกที่มีความมืดเป็นพื้นฐาน แต่ที่เรา
มองเห็นคน สัตว์ สิ่งของหรือสิ่งต่างๆ ได้ เพราะมีแสงสว่าง
จากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือจากดวงไฟ หากเราเข้าใจความ
เป็นจริงของชีวิต ว่าเป็นทุกข์แล้ว จะได้เกิดความเบื่อหน่ายใน
ทุกข์ทั้งหลาย และรีบขวนขวายหาทางหลุดพ้นออกจากทุกข์
แสวงหาความสุขที่แท้จริง 


                   ถ้าสัตว์เหล่าใด ไม่มีหิริและโอตตัปปะในกาลทุกเมื่อ
แล้วสัตว์เหล่านั้นก็เป็นผู้ปราศจากสุกกธรรมอันเป็นรากเหง้า
เป็นผู้เข้าถึงชาติและมรณะ ส่วนสัตว์เหล่าใด เข้าไปตั้งหิริ
และโอตตัปปะไว้โดยชอบในกาลทุกเมื่อ สัตว์เหล่านั้นมี
พรหมจรรย์งอกงาม เป็นผู้สงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว"

               โลกจะร่มเย็น  เป็นสุขได้ ต้องอาศัยหิริโอตตัปปะเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน   

              หิริคือความละอายต่อบาป  มีจิตสำนึกในตัวเอง แม้ไม่มีใครเห็น
              โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อบาป   เกรงกลัวต่อโทษหรือบาปอกุศลที่จะตามมา ตั้งแต่กลัว  ถูกตำหนิติเตียน กลัวถูกทำโทษ กลัวตกนรก จึงไม่กล้าทำบาป


                "มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุรูปหนึ่งบวชด้วยความศรัทธาเลื่อม
ใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ได้ไม่นานก็อยากจะลาสิกขา
พระพุทธองค์ทรงรู้วาระจิต จึงตรัสสอนว่า "ดูก่อนภิกษุ เมื่อ
ครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น โบราณกบัณฑิตได้บวชในลัทธิ
นอกพุทธศาสนา ไม่มีความยินดี ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้
กว่า ๕๐ ปี โดยไม่แสดงความที่ตนกระสันให้ปรากฏแก่ใครๆ
เพราะมีหิริโอตตัปปะ 

                   เธอบวชในศาสนาที่จะนำสัตว์ออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงคิดอยากจะออกไปแสวงหาทุกข์ให้ปรากฏในท่ามกลางบริษัท ๔ ทำไมเธอไม่รักษาหิริโอตตัปปะของตนไว้" จากนั้นพระองค์ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าเพื่อเป็นเครื่องสอนใจว่า

                  ในอดีต พระองค์เกิดเป็นลูกของพราหมณ์ ซึ่งมีสมบัติ
มากมายมหาศาล เป็นผู้มีชื่อว่ ทีปายนกุมาร เมื่อเรียนจบ
ศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ แล้ว ไม่ปรารถนาจะอยู่ครองเรือน จึง

ขนสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ออกบริจาคเป็นทาน อำลาหมู่ญาติ
ออกบวช แสวงหาทางเป็นเครื่องพ้นทุกข์ บำเพ็ญภาวนาอยู่ใน
ป่าหิมพานต์เป็นเวลานานถึง ๕๐ปี 

                วันหนึ่งดาบสได้ออกจากป่า เพื่อไปเสพรสเค็มรสเปรี้ยวในเมือง ท่านเที่ยวภิกขาจารไปตามสถานที่ต่างๆ จนไปถึงบ้านของเพื่อนที่เคยรู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช ครอบครัวของเพื่อนได้ต้อนรับเป็นอย่างดีอุปัฏฐากไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

                ลูกชายของเพื่อนชื่อ ยัญญทัตตกุมาร ถูกอสรพิษร้ายกัดไม่สามารถทนพิษได้จึงสลบไป  พ่อแม่รู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัด จึงรีบอุ้มลูกไปหาพระดาบสให้ช่วยเยียวยา โดยอ้อนวอนว่า "ท่านเจ้าขา   ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือธรรมปริตร   ขอท่านได้โปรดช่วยบุตรของข้าพเจ้าให้หายด้วยเถิด"   
   
                พระดาบสกล่าวว่า "เราไม่รู้โอสถ เราเป็นบรรพชิต ไม่ทำ
เวชกรรมรักษาโรค" เมื่อถูกอ้อนวอนหนักเข้า ท่านหลับตาทำ
ภาวนาแผ่เมตตาจิตไปยังเด็กน้อยผู้เหลือแต่ลมหายใจที่แผ่วเบา
เมื่อใจเป็นสมาธิดีแล้ว ก็วางมือลงบนศีรษะของเด็ก พลางตั้ง
ทำสัจอธิษฐานว่า  ..."เราเป็นผู้ต้องการบุญ มีจิตเลื่อมใสตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วันเท่านั้น  แม้เราจะไม่มีความใคร่บรรพชา อยากลาสิกขากลับไปใช้ชีวิตในเพศคฤหัสถ์อยู่ทุกวัน แต่ก็ยังทนประพฤติพรหมจรรย์ได้ถึง ๕๐ ปี ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร ขอพิษจงคลายออก ให้เด็กรอดชีวิตเถิด" 

                 ทันใดนั้นเอง พิษในกายของเด็กไหลออกมา แล้วตกลงชึม หายไปในแผ่นดินส่วนหนึ่ง เมื่อเด็กน้อยรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมองดูผู้เป็นมารดาแล้วเรียก "แม่"  เขาทำได้เพียงแค่พลิกตัว แต่ยังลุกขึ้นไม่ได้
กัณหทีปายนดาบสบอกเพื่อนว่า "กำลังบุญของเรา  ทำได้แค่นี้ ท่านจงทำด้วยกำลังของตนบ้างเถิด" 

                เพื่อนได้ฟังคำแนะนำเช่นนั้น จึงวางมือบนหน้าอกของลูก ตั้งจิตอธิษฐานทำสัจกิริยาว่า "เพราะเหตุที่เราเห็นแขกที่มาถึงบ้านเพื่อจะพักบางครั้งเราไม่พอใจจะให้พักเลย  แม้สมณพราหมณ์ก็ไม่รู้ความไม่พอใจของเรา เพราะแม้เราไม่ประสงค์จะให้แต่พยายามตัดใจให้  ด้วยเราเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ  ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี
จงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร ขอพิษจงคลายออก ขอให้กุมารจงรอด
ชีวิตด้วยเถิด"

                 เมื่อบิดาทำสัจกิริยาเช่นนี้แล้ว พิษในกายก็ไหลออก
มาอีก ฝ่ายมารดาก็เช่นเดียวกัน ได้ตั้งสัจกิริยาด้วย เมื่อหมด
พิษแล้ว ลูกชายสามารถลุกขึ้นพูดคุยกับพ่อแม่และหมู่ญาติที่มา
ห้อมล้อมได้เป็นปกติ เพื่อนของท่านดาบสถามด้วยความสงสัยว่า


                 "นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึกฝนตนดีแล้ว นอกจาก
ท่านกัณหะ จะหาผู้ที่มีคุณธรรมเสมอเหมือนท่านนั้นยากยิ่งนัก
ดูก่อนท่านกัณหทีปายนะ ท่านเกลียดชังอะไร จึงสู้ฝืนใจ
ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้"

                ท่านดาบสเปิดผยความในใจว่า "บุคคลออกบวชด้วย
ศรัทธาแล้วกลับเข้าบ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก
เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์
อยู่ในฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ และเป็นฐานะของสัตบุรุษ
ทั้งหลาย เพื่อนเอ่ย เราเป็นผู้ทำบุญ หนประพฤติพรหมจรรย์
เพราะอาศัยหิริโอตตัปปะ"

                   ท่านดาบสย้อนถามว่า "ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และ
คนเดินทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษาหาร บ้าน
ของท่านบริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ เป็นเหมือนบ่อน้ำ ท่านคิด
อย่างไรแม้ไม่ประสงค์จะให้ทาน  ยังสามารถให้ทานด้วยความ
เคารพ" เพื่อนตอบว่า "บิดามารดาและปูย่าตายายของเรา
เป็นคนมีศรัทธ เป็นทานบดี เราประพฤติตามธรรมเนียมของ
ตระกูล ถ้าไม่ทำก็จะถูกตำหนิ เป็นคนทำลายธรรมเนียมของ
วงศ์ตระกูล เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ ดังนั้นแม้ไม่ประสงค์จะให้
เราก็ต้องให้ทานไม่เคยขาด"


                   พระดาบสแนะนำเพื่อนว่า "เพื่อนเอ่ย การที่ท่านหา
ทรัพย์ได้มาโดยลำบาก แล้วบริจาคทานโดยไม่มีศรัทธา เป็นสิ่ง
ไม่สมควร แต่นี้ไป ท่านจงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม และให้
ทานด้วยศรัทธาเถิด" เพื่อนก็รับคำ แล้วแนะนำท่านดาบสบ้างว่า
"ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นเนื้อนาบุญของโลก แต่ไม่มีความยินดี
ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการไม่สมควรเช่นกัน ตั้งแต่นี้ไป
ขอท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์เถิด"

                  จากนั้นสามีภรรยาพากันนมัสการลาท่านดาบสกลับไป ตั้งแต่นั้นมา พระดาบสโพธิสัตว์ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจนสามารถ
ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นได้ในที่สุดจะเห็นได้ว่าหิริโอตตัปปะสามารถรักษาคุณธรรมความดี ให้ดำรงอยู่ได้ตลอดไป 

                      อานุภาพของการมีหิริโอตตัปปะมีอานุภาพถึงเพียงนี้  ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสงบสุข ที่สำคัญคือ เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย  ดังนั้นขอให้ทุกท่านมีหิริโอตตัปปะอยู่ในใจ หากจะทำสิ่งไม่ดีก็ให้ ละอายใจตนเอง  และเกรงกลัวผลของกรรม ที่จะตามมาในภายหลัง   ให้หมั่นทำใจหยุดใจนิ่งกันให้ได้ตลอดเวลา จนกว่าจะได้ที่พึ่งภายในคือพระธรรมกายกันทุกๆ คน


คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับ สารธรรม 3  





วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สุวรรณหังสชาดก
...โลภมาก  ลาภมักหาย...



              ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี 

ทรงปรารภภิกษุณีชื่อถูลนันทา ผู้ไม่รู้จักประมาณในการ

บริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน ได้ตรัส

อดีตนิทานมาสาธกว่า


                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์
ตระกูลหนึ่ง มีภรรยาและได้ลูกสาว ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี 

และสุนันทา พอลูกสาวทั้ง ๓ ได้สามีแล้วทุกคน พราหมณ์ก็ได้

เสียชีวิตไปเกิดเป็นหงส์ทองคำระลึกชาติได้


                 วันหนึ่ง ได้เห็นความลำบากของนางพราหมณีและลูกสาวของ

ตนที่ต้องรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีพ จึงเกิดความสงสาร ได้โผบิน

ไปจับที่บ้านนางพราหมณีแล้วเล่าเรื่องราวให้แก่นางพราหมณี

และลูกสาวฟัง และได้สลัดขนให้แก่พวกเขาเหล่านั้นคนละ

หนึ่งขนแล้วก็บินหนีไป หงส์ทองได้มาเป็นระยะๆ มาครั้งใดก็

สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งขน โดยทำนองนี้นางพราหมณีและ

ลูกสาวจึงร่ำรวยและมีความสุขไปตามๆ กัน


                 ต่อมาวันหนึ่งนางพราหมณีเกิดความโลภจึงปรึกษากับลูกๆ ว่า 

" ถ้าหงส์มาครั้งนี้ พวกเรา จะจับถอนขนเสียให้หมด เพื่อจะได้

มีทรัพย์สมบัติมาก " พวกลูกๆ ไม่เห็นดีด้วย แต่นางพราหมณี

ไม่สนใจ ครั้นวันหนึ่งพญาหงส์ทองมาอีก นางก็ได้จับถอนขน

เสียให้หมด ขนเหล่านั้นกลายเป็นขนนกธรรมดาเท่านั้น เพราะ

พญาหงส์ทองมิได้ให้ด้วยความสมัครใจ นางพราหมณีได้

เลี้ยงหงส์นั้นจนขนงอกขึ้นใหม่เต็มตัว หงส์ก็ได้บินหนีไปโดย

ไม่ได้กลับมาอีกเลย


พระพุทธองค์ เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ได้ตรัสพระคาถา

ว่า


   " บุคคลได้สิ่งใด ควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภเกิน

ประมาณ เป็นความชั่วแท้


     นางพราหมณี จับเอาพญาหงส์ทองแล้วจึงเสื่อมจาก

ทองคำ "



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  .....

- ควรมีความยินดีในสิ่งที่ได้  เท่าที่เขาให้

 - มีความโลภมาก....ลาภจะหาย



อสัมปทานวรรค หน้า ๕๓๖-๕๔๐ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...