วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561




เรื่องพาหิยทารุจิริยะ


พาหิยทารุจิริยะเกิดในตระกูลพ่อค้าในพาหิยรัฐ เขาเจริญวัยแล้วก็ประกอบอาชีพโดยเอาเรือบรรทุกสินค้ามากมายแล่นไปค้าขายยังคาบสมุทรอื่น กลับไปกลับมา สำเร็จความประสงค์ ๗ ครั้งจึงกลับนครของตน ครั้นครั้งที่ ๘ คิดจะไปสุวรรณภูมิ จึงขนสินค้าแล่นเรือไป เรือแล่นเข้ามหาสมุทรยังไม่ทันถึงถิ่นที่ตั้งใจ เรือก็ต้องพายุอับปางลงในท่ามกลางสมุทร ผู้คนที่เหลือ ก็เสียชีวิตไปทั้งหมดเหลือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

 เขาได้เกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่ง ลอยตัวอยู่ท่ามกลางคลื่น ในวันที่ ๗ ก็เข้าถึงฝั่งใกล้ท่าสุปปารกะ นอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาดเพราะเสื้อผ้าถูกน้ำซัดไปหมด ด้วยความละอายเขาจึงได้ลุกขึ้นเข้าไประหว่างพุ่มไม้มองไม่เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะใช้มาเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ จึงหักก้านกิ่งไม้ เอาเปลือกพันกาย ทำเป็นเครื่องนุ่งห่มปกปิดไว้ (จึงได้ชื่อใหม่ว่า พาหิยทารุจีริยะ เพราะนุ่งผ้าทำด้วยเปลือกไม้)

เขานั้นก็เที่ยวถือชามกระเบื้องอันหนึ่ง เดินขอข้าวที่ท่าสุปปารกะ ชาวบ้านเห็นเข้าจึงคิดว่าเป็นพระอรหันต์  แม้มีคนมาถวายผ้าให้ แต่ก็ไม่ยอมรับเพราะกลัวจะไม่ได้ลาภสักการะ  ใช้สอยเฉพาะผ้าเปลือกไม้อย่างเดียว พวกชาวบ้านก็เกิดความเลื่อมใสว่า เป็นผู้มีความมักน้อย   จึงทำสักการะเป็นอันมาก   เขาจึงทำตัวเป็นผู้มีความมักน้อย   เมื่อถูกคนเหล่านั้นยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ ก็เลยสำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ จนเพื่อนเก่าที่ไปเกิดเป็นพรหมมาเตือน ว่า “ท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์”  พาหิยะ คิดว่า “ เราได้กระทำกรรมหนักหนอ”  จึงถามเพื่อนว่ามีพระอรหันต์ที่ไหนบ้าง  เพื่อนบอกว่าตอนนี้มีพระศาสดามาประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี

พาหิยะมีความสังเวชสลดใจ ได้ออกจากท่าสุปปารกะ แล้วเดินทางไปยังเมือง สาวัตถีระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ ภายในคืนเดียวด้วยอานุภาพแห่งเทวดา ถึงกรุงสาวัตถี เวลารุ่งเช้า ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พาหิยะมาถึง ทรงพระดำริว่า ชั้นแรก อินทรีย์ของท่านพาหิยะยังไม่แก่กล้า แต่ในระหว่างชั่วครู่หนึ่งจักถึงความแก่กล้า  จึงรอคอยให้พาหิยะมีอินทรีย์แก่กล้าเสียก่อน จึงเสด็จทรงบาตรยังกรุงสาวัตถีในขณะนั้น พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ส่วนพาหิยะนั้น ก็เข้าไปยังพระเชตวัน เห็นภิกษุเป็นอันมากฉันภัตตาหารเช้าแล้วจงกรมอยู่ในที่กลางแจ้ง จึงถามว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบาตรยังกรุงสาวัตถี ... ภิกษุถามว่า ท่านมาจากไหน ? …พาหิยะตอบว่า มาจากท่าสุปปารกะ ...ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านมาไกล เชิญนั่งก่อน จงล้างเท้า ทาน้ำมัน แล้วพักสักหน่อยหนึ่ง ในเวลาพระองค์กลับมา ก็จะเห็นพระองค์

พาหิยะกล่าวว่า  กระผมไม่รู้ว่าชีวิตของกระผมจะสิ้นไปเมื่อใด กระผมเดินทางมาโดยไม่พักนานตลอดระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ เพียงขอให้ได้เฝ้าพระศาสดาแล้วจึงจะพักผ่อน
เขาพูดอย่างนั้นแล้วก็รีบร้อน เดินทางเข้าไปยังกรุงสาวัตถี ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เมื่อพาหิยะได้แลเห็นพระพุทธเจ้า ด้วยพระพุทธสิริอันหาที่เปรียบมิได้ ก็บังเกิดปีติท่วมท้น แล้วก็น้อมสรีระไปแล้ว กราบลงที่ระหว่างถนน ด้วยเบญจางคประดิษฐ์จับที่ข้อพระบาทไว้มั่นแล้ว กราบทูลว่า อาราธนาพระพุทธองค์ให้แสดงธรรมโปรด

พระศาสดาทรงตรัสห้าม  ด้วยเหตุว่ามิใช่เวลาเหมาะสม เพราะเป็นเวลาที่พระพุทธองค์จะทรงบิณฑบาต   พาหิยะ ก็ได้กราบทูลวิงวอนซ้ำอีก  พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามอีกเป็นครั้งที่สอง ในครั้งที่สามเมื่อท่านพาหิยะทูลวิงวอนอีก พระศาสดาได้มีพระดำริว่า ที่พระองค์ห้ามพาหิยะถึงสองครั้งก็ด้วยเหตุว่า นับตั้งแต่เวลาที่พาหิยะเห็นพระพุทธองค์แล้ว เขาก็มีปีติท่วมท้นไปทั้งร่างกาย ในช่วงเวลาที่ปีติมีกำลังมากนี้ แม้จะได้ฟังธรรม ก็ไม่ทำให้สามารถบรรลุธรรมได้

 อีกประการหนึ่งเป็นเพราะทรงเห็นว่าพาหิยะมีความกระวนกระวายในการฟังธรรมมาก ซึ่งเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมเช่นกัน เพราะเหตุนั้นพระศาสดาจึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง ครั้นเมื่อเขาทูลขอในครั้งที่ ๓ ทรงพิจารณาเห็นความแกร่งกล้าในอินทรีย์ของพาหิยะพร้อมแล้ว จึงทรงประทับยืนอยู่ในระหว่างทางและได้ทรงแสดงธรรมโดยย่อว่า

“ดูกรพาหิยะ  ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อท่านเห็นสักแต่ว่าเห็น  ... เมื่อท่านฟัง สักแต่ว่าฟัง ...  เมื่อท่านทราบ  สักแต่ว่าทราบ  ...เมื่อท่านรู้แจ้ง สักแต่ว่ารู้แจ้ง  ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล”

เมื่อพาหิยะกำลังฟังธรรมของพระศาสดาอยู่นั้น ได้หมดกิเลส บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ จึงได้ทูลขอบรรพชากับพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านว่า ท่านมีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ ? ท่านพาหิยะกราบทูลว่า ยังไม่มี พระเจ้าข้า  พระศาสดาจึงตรัสให้ไปแสวงหาบาตรและจีวรมาก่อน พระองค์ก็เสด็จหลีกไป
ส่วนพาหิยะ ได้เดินไปตามหาบาตรและจีวร เจอแม่โค  ได้ขวิดพาหิยะ เสียชีวิตทันที

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักไม่เกิดขึ้นแก่พาหิยะแน่  จึงมิได้ประทานการบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

(สาเหตุที่ไม่มีบาตรและจีวร  ในอรรถกถา กล่าวไว้ 2 นัยยะคือ...                    1.ในอดีตที่ท่านพาหิยะบำเพ็ญสมณธรรมมาสิ้น ๒ หมื่นปี ท่านไม่ได้ทำการสงเคราะห์บาตรหรือจีวรแก่ภิกษุแม้รูปหนึ่ง 
2. ในอดีต เมื่อสมัยโลกว่างจากพระพุทธศาสนา ท่านเป็นโจร เที่ยวไปในป่า เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เพราะความโลภในบาตรและจีวร จึงใช้ธนูยิงท่านแล้วถือเอาบาตรและจีวรไป  )

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ ......
1.ชีวิตเป็นของน้อย ทุกคนรู้วันเกิด  แต่ไม่สามารถรู้วันตายของตนเองได้  เพราะฉะนั้นให้หมั่นสั่งสมบุญเอาไว้ อย่าประมาทว่า...เรายังอายุน้อย ...เรายังไม่มีเวลา  ...เราจะสั่งสมบุญในวันหน้า  แต่เราควรรีบสั่งสมบุญทุกครั้งเมื่อโอกาสมาถึง  
2.การได้เป็นนักบวช เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก  ดูจากพาหิยะ  แม้ได้เป็นพระอรหันต์ แต่ก็ยังไม่ได้บวช เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสก็ให้รีบบวชเป็นพระภิกษุ  เพื่ออานิสงส์อันยิ่งใหญ่
             3. ควรสร้างอานิสงส์การทำทานไว้ให้เป็นนิสัย มีอะไรก็แบ่งปันกัน เพื่อได้รับอานิสงส์ในวันข้างหน้าบ้าง   วัฏฏะสงสารยังอีกยาวไกล
                 4.ใกล้เทศกาลบวชเข้าพรรษา  มาถวายบาตรและจีวร เพื่อสร้างอานิสงส์ใหญ่ติดตามตัวไปในภพชาติเบื้องหน้ากันค่ะ 
 

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว


ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

                       สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากมาย ทีเดียว  เดิมปู่ย่าตายาย มี  ความเคารพพระพุทธ  พระธรรม และพระสงฆ์ อย่างมาก  ปัจจุบันนี้ คนไม่ค่อยให้ความเคารพ เช่น  กระทำกับพระสงฆ์ พระผู้ใหญ่ อย่างไม่เหมาะ  ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ช่วงนี้ (25-5-61) วันนี้นำเรื่องที่บุคคลกระทำกับภิกษุ ไม่เหมาะ ไม่ควร  มาเป็น case study    ดังนี้ มีนายพรานสุนัขคนหนึ่ง  ชื่อโกกะ  กำลังเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อหาเนื้อสัตว์ป่า พร้อมสุนัขของตนหลายตัว  ระหว่างทางพบภิกษุรูปหนึ่ง กำลังเดินบิณฑบาต ด้วยความเป็นคนพาล ทำให้รู้สึกโกรธ คิดว่า “เราพบคนกาลกินี  วันนี้จักไม่ได้อะไรแน่เลย ”  แล้วเดินนเข้าไปในป่า  ฝ่ายพระเถระก็บิณฑบาตในหมู่บ้าน  จนทำภัตกิจแล้ว จึงกลับเข้าสู่วิหาร


          ฝ่ายนายพรานเที่ยวไปในป่าไม่ได้อะไรจริง ๆ อย่างที่คิดไว้ ก็เดินทางกลับ  ระหว่างทางพบกับพระเถระอีก  นายพรานคิดว่า “เราเจอพระเถระรูปนี้ เข้าป่าไม่ได้อะไรเลย  บัดนี้เราเจออีก  เราจะให้สุนัขกัดพระรูปนี้  ”  จึงให้สัญญาณปล่อยสุนัขไป
พระเถระอ้อนวอนว่า  “อุบาสก  อย่าทำอย่างนั้นเลย ”  นายพรานบอกว่า “วันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้อะไร  เพราะพบกับท่านในตอนเช้าก่อนไป   ตอนกลับมาก็มาพบกับท่านอีก ” ข้าพเจ้าจะให้สุนัขกัดท่าน จึงปล่อยสุนัขไป  พระเถระรีบขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่งโดยเร็ว  นั่งในที่สูง  สุนัขหลายตัวล้อมต้นไม้ไว้  


           นายพรานโกกะ บอกว่า “ท่านขึ้นต้นไม้ก็ไม่พ้น  ” จึงเอาปลายลูกศรแทงพื้นเท้าของพระเถระ  พระเถระอ้อนวอนว่า “ท่านอย่าเช่นนั้น”  นายพรานโกกะไม่สนใจ  ยังแทงกระหน่ำต่อไปอีก  พระเถระถึงความทุกข์ทรมาน ไม่สามารถควบคุมสติได้  ทำให้จีวรที่ห่มหลุดลงมาคลุมนายพรานโกกะ
ฝ่ายสุนัขเห็นดังนั้น กรูกันเข้าไปกัด มันคิดว่าพระเถระตกลงมาแล้ว  ชั่วพริบตานายพรานเหลือแต่กองกระดูก  ฝ่ายสุนัขเมื่ออิ่มแล้ว ก็ออกมายืนข้างนอก   พระเถระ จึงเอากิ่งไม้แห้งขว้างสุนัข  สุนัขเห็นพระเถระ จึงรู้ว่า ได้กินเจ้านายเสียแล้ว  จึงวิ่งเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว  


          ฝ่ายพระเถระเกิดความสงสัยว่าศีลของตนด่างพร้อยหรือไม่  เมื่อลงจากต้นไม้ ก็รีบไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา  กราบทูลเรื่องราวนั้นตั้งแต่ต้น  แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสกนั้นอาศัยจีวรของข้าพเจ้า ฉิบหายแล้ว ศีลของข้าพระองค์ด่างพร้อยหรือไม่  สมณภาพของข้าพระองค์  ยังอยู่หรือไม่  พระเจ้าค่ะ”


          พระบรมศาสดาสดับถ้อยคำของพระเถระนั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุ..ศีลของเธอไม่ด่างพร้อย  สมณของเธอยังอยู่  เขาประทุษร้ายต่อเธอผู้ไม่ประทุษร้าย  จึงถึงความพินาศ ” แม้ ในอดีต เขาก็ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายเหมือนกัน  จึงทรงเล่าอดีตมาเล่าดังนี้ 


          ในอดีตกาล  หมอผู้หนึ่งเที่ยวไปในหมู่บ้าน เพื่อต้องการประกอบเวชกรรม  เมื่อหิวอาหาร ก็ออกไปพบเด็กเป็นอันมาก กำลังเล่นกันอยู่  จึงคิดว่า “เราจักให้งูกัดเด็กเหล่านี้แล้วรักษา”  จึงนำงูที่อยู่ในโพรงไม้แห่งหนึ่ง บอกเด็กว่า “เด็ก ๆ ทั้งหลาย  นั่นลูกนกสาลิกา พวกเจ้าจงจับมัน ”


           ทันใดนั้น เด็กน้อยคนหนึ่ง จับงูที่คออย่างมั่น  ดึงออกมา รู้ว่าเป็นงู จึงร้องขึ้น สลัดออกจากมือ  งูไปบนกระหม่อมของหมอที่ยืนอยู่ไม่ไกล  งูรัดก้านคอของหมอ กัดอย่างถนัด ตายในทันที  นายพรานโกกะนี้ แม้ในกาลก่อนก็ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายถึงความพินาศแล้วอย่างนี้เหมือนกัน 


           พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว เมื่อจะทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
     โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ    สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
เมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ            สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต.
    ผู้ใดประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน, บาปย่อมกลับถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง  เหมือนธุลี อันละเอียดที่เขาซัดทวนลมไปฉะนั้น.


       เมื่อจบพระธรรมเทศนา  พระเถระได้บรรลุพระอรหันต์
จะเห็นได้ว่า  กรรมของคนที่ประทุษร้าย  ผู้ที่ไม่ประทุษร้าย  เป็นกรรมหนัก  ให้ทุกข์คนอื่นอย่างไร  ทุกข์นั้นจะกลับมาถึงตัวเองอย่างนั้น เสมอ  ไม่นานเกินรอ ...  เหมือนธุลีที่ตนโปรยเหนือลมฉันใด   ลมย่อมพัดมาใส่ตนเองฉันนั้น


วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กระแตพระโพธิสัตว์



กระแตพระโพธิสัตว์


                  การเกิดมาเป็นมนุษย์  ได้พบพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นโชคลาภ อย่างประเสริฐยิ่ง   เพราะการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น  เป็นการยากในโลก   คือจะต้องเป็นบุคคลพิเศษ  ที่บ่มบารมีมาเป็นเวลานาน จนบารมีทั้ง 30 ทัศ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาแตกต่างกัน ..บางองค์ 20 อสงไขย กับแสนมหากัปป์ , บางองค์ 40 อสงไขย กับแสนมหากัป,  บางองค์ 80 อสงไขย  กับแสนมหากัป  ในระหว่างของการสร้างบารมีนั้น  ไม่ว่าจะบังเกิดมาในอัตภาพของอะไร   แต่น้ำใจ..ย่อมกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว  และมั่นคงเสมอ ดังเช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

    พระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดเป็นกระแต สัตว์เดรัจฉาน อยู่ใกล้กับมหาสมุทรใหญ่   อยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกหนัก น้ำท่วมมาก กระแสน้ำกำลังเชี่ยวกราก ได้พัดพาเอารังและลูกน้อย ของพระโพธิสัตว์ลงสู่มหาสมุทรหายไป  ฝ่ายพระโพธิสัตว์มีความเสียใจมาก เฝ้าคิดสงสารลูกของตน  มีความทุกข์เหมือนจะขาดใจตายตามลูกน้อยไป  มีใจครุ่นคิดอยู่ว่า  “เราจะกระทำความเพียร วิดน้ำในมหาสมุทรนี้ให้แห้ง แล้วจะค้นหาลูกของเราให้พบ ให้จงได้”

                  ครั้นคิดมุ่งมั่นอย่างนี้  ก็เริ่มทำความเพียร  เอาหางของตน จุ่มลงไปในน้ำทะเล  แล้ววิ่งมาสลัดน้ำลงบนที่ดอน  แล้วก็ย้อนกลับไปทำเหมือนเดิม ทำอย่างนี้มา 5-6  วัน ร่างกายเริ่มบอบช้ำ เหน็ดเหนื่อย  แต่น้ำทะเลไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว และกล้าแกร่ง ของกระแตพระโพธิสัตว์  ผู้มีใจมั่นคง ไม่ย่อท้อ จากความเพียร  จึงทมานะพยายามวิดน้ำในมหาสมุทรต่อไปอย่างไม่ลดละ

                 ด้วยวิริยบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ ทำให้ให้บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์ มีอาการแข็งกระด้างอย่างอัศจรรย์  ครั้นพระอินทร์ส่องพระเนตรดู จึงรู้ถึงเหตุของกระแตพระโพธิสัตว์  ซึ่งกำลังเอาหางวิดน้ำจากมหาสมุทร  พระอินทร์จึงแปลงกายลงมาจากดาวดึงส์ มาถามกระแตพระโพธิสัตว์ว่า :  ดูก่อนท่าน กระแต   ท่านกำลังทำอะไรหรือ

                      กระแต:   เรากำลังวิดน้ำในมหาสมุทร

พระอินทร์: ท่านต้องการสิ่งใดหรือ จึงต้องมาวิดน้ำในมหาสมุทรนี้

กระแต:   เราต้องการให้น้ำในมหาสมุทรนี้แห้ง เพื่อเราจะค้นหาลูกน้อยของเราที่ถูกน้ำพัดพามาลงในมหาสมุทรนี้

พระอินทร์:  ท่านจะวิดน้ำในมหาสมุทรนี้ให้แห้ง เห็นทีว่าท่านจะตายเสียเปล่าเป็นแน่  น้ำในมหาสมุทรนี้มากมายนัก สุดวิสัยที่ใครจะวิดให้แห้งได้  หยุดทำอะไรโง่ ๆ เสียเถอะ อย่าได้พยายามต่อไปเลย จะตายเสียเปล่า

กระแต:   ท่านนั่นแหละโง่   ท่านเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่มีความเพียร  คนที่เกียจคร้าน อย่างท่าน ไม่ควรที่เราจะเจรจาด้วย   ตั้งแต่ท่านมาชวนเราคุย ทำให้เราเสียเวลาอยู่เป็นอันมาก เราเสียดายเวลานัก  ท่านจงไปเสียให้พ้น อย่ายืนอยู่ตรงนี้เลย  แล้วตวาดใส่ว่า.. ออกไปให้พ้น ..

               หลังจากนั้น  กระแตพระโพธิสัตว์ก็วิดน้ำด้วยหางของตนต่อไป อย่างขะมักเขม้น โดยไม่ยอมหยุด

ฝ่ายพระอินทร์ดำริว่า “ธรรมดาสัตว์ผู้เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร  ย่อมมีความเพียรใหญ่อยู่ในสันดาน  ดูเถิด... แม้ในกาลบัดนี้ ได้กระทำสิ่งที่เหลือวิสัย  เราลองน้ำใจบอกให้เลิกละเสีย ด้วยเหตุผล อันสมควรแต่ก็ยังไม่ละทิ้งความตั้งใจเดิม  ช่างมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว  อาจหาญ  น่าสรรเสริญยิ่งนัก ”

               เมื่อพระอินทร์ดำริอย่างนี้แล้ว  ก็ไปเอาลูกกระแตที่ยังไม่ตายมามอบให้พระโพธิสัตว์ด้วยเทวนุภาพ แล้วก็สำแดงพระองค์ให้ทราบว่า เป็นจอมเทพเบื้องบนแห่งสรวงสวรรค์   เปร่งรัศมี  เสด็จกลับไปสู่ที่ประทับของพระองค์
                             
                                จะเห็นได้ว่า พระโพธิสัตว์   คือผู้ปรารถนาเพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า  ย่อมจะมีใจหนักแน่น และมั่นคง  ถึงแม้ว่าได้กำเนิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังมีน้ำใจที่มั่นคงเด็ดเดี่ยว เต็มไปด้วยวิริยอุตสาหะ ที่ยอดเยี่ยม หากตั้งใจทำอะไรแล้ว แม้จะยากเพียงใด ก็จะเพียรพยายาม ทำให้สำเร็จให้จงได้ จะไม่เลิกล้มความตั้งใจโดยเด็ดขาด  


วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เสกคาถาอย่างไร ที่จะทำให้รวยและมีความสุข...



ความเป็นมาของคาถา... หัวใจเศรษฐี

(อุ  อา  กะ  สะ)
            
เรื่องคาถาหัวใจเศรษฐีนี้มาจากทีฆชาณุสูตร  มีเรื่องย่อดังนี้..ทีฆชาณุเป็นชายชาวเมืองโกฬิยะ ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลถามว่า “ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ ยังต้องการแสวงหาความสุขอย่างชาวโลก ต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย เลี้ยงลูกน้อง เลี้ยงเพื่อน ฯลฯ ยังไม่สามารถออกบวชได้อย่างพระองค์ แต่อยากรู้ว่าทำอย่างไร ถึงจะพอมีความสุขในชีวิตนี้ได้ และเมื่อตายไปแล้วก็ยังมีสุขในชีวิตหน้าได้อีก ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์ อันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าด้วยเถิด”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบถึง ึงควานี้มาจากทีฆชาณุสูตร  เรื่องย่อดังนี้..ือคือ ายไปไหนได้ นดี ๆ มีศรัโกฬิยะ  ยังมีความปรารถนาที่จะเป็นคฤหัสถ์ที่ดีความสุขในภพนี้ โดยให้หลักธรรม 4 ประการ คือ
     1. อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร พูดง่ายๆ คือ "หาทรัพย์" เป็น
     2. อารักขสัมปทา หมายถึง ถึงพร้อมด้วยการรักษาทรัพย์  พูดง่าย ๆ คือ  "เก็บทรัพย์" เป็น
     3. กัลยาณมิตตตา หมายถึง ถึงพร้อมด้วยเพื่อนที่ดี  พูดง่าย ๆ คือ "สร้างคน" เป็น
     4. สมชีวิตา หมายถึง การเลี้ยงชีวิตอย่างเหมาะสม พูดง่าย ๆ คือ "ใช้ทรัพย์" เป็น

1. อุฏฐานสัมปทา  หมายถึงการเป็นผู้ขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาทรัพย์  ก่อนจะได้ทรัพย์มา ต้องศึกษาหาความรู้เพื่อทำงานให้ดี  ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องทำ ต้องหนักเอาเบาสู้ในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย กิจการทั้งหลายต้องรู้จักรับผิดชอบให้สำเร็จลุล่วง  แล้วช่วยกันทำเป็นทีม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณางานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น ให้สามารถทำงานและบริหารงานจนสำเร็จ….อย่างนี้เรียกว่าหาทรัพย์เป็น
2. อารักขสัมปทา  หมายถึง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการรักษาคุ้มครองทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยน้ำพักน้ำแรง อาบเหงื่อต่างน้ำ ด้วยสุจริตธรรม ไม่ให้เงินทองรั่วไหล ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมิให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และรู้จักทำให้เงินนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดหรือให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นด้วยความชอบธรรม  และพึงรักษาคุ้มครองทรัพย์นั้นด้วยการคิดว่า จะไม่ให้ถูกราชภัย ไม่ให้ถูกโจรภัย ไม่ให้ถูกภัยธรรมชาติ และไม่ให้ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักมาลักไป   อย่างนี้เรียกว่ารักษาทรัพย์เป็น    
3. กัลยาณมิตตตา   หมายถึง การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร   คบหากับผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เมื่ออยู่ใกล้ก็จะคอยศึกษาจากคนดีเหล่านั้นในเรื่องศรัทธา ศีล  จาคะ  และปัญญาแล้วมาปฏิบัติตาม  เมื่อทำได้แล้ว  ก็จะถ่ายทอดไปให้กับคนที่ต้องการเป็นคนดีต่อไป  จนกว่าคนดี ๆ มีศรัทธา  ศีล จาคะ และปัญญา  เป็นกลุ่มเป็นทีมใหญ่ ๆ ๆ   พยายามรักษาเพื่อนดี ๆ ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือค้ำจุนกันไปทั้งในทางโลกและทางธรรม รักเพื่อนเหมือนรักตัวเองก็จะได้เพื่อนดี ๆ มาส่งเสริมกันและกัน  อย่างนี้เรียกว่า สร้างคนเป็น 
4. สมชีวิตา   หมายถึง การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย หรืออัตคัดขัดสนจนเกินไป ให้รู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งทรัพย์ เลี้ยงชีพแต่พอเหมาะ พอดี คำนวณการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้  รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์…..อย่างนี้เรียกว่าใช้ทรัพย์เป็น
 หากได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักหัวใจเศรษฐีทั้ง  4 ประการนี้  แล้ว จะได้รับความสุขในภพนี้อย่างดี ครอบครัวมีความสุข และสามารถเป็น ”มหาเศรษฐี” ผู้มั่งมีเงินทองมหาศาล  มีโอกาสสั่งสมบุญบารมีได้อีกมาก และเมื่อถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรม  ก็สามารถทำได้โดยง่าย เพราะครอบครัวไม่เดือดร้อนเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง






วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วิถีทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ 4 อย่าง

                                                 

อิทธิบาท 4 

                            คำว่า อิทธิบาท   มาจากคำว่า อิทธิ ...แปลว่าความสำเร็จ  ...บาท  แปลว่า วิถีทางที่จะนำไปสู่ ...รวมความแล้วหมายถึง วิถีทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ หมายถึง คุณธรรมที่จะทำให้ความสำเร็จตามความประสงค์  ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น 4 คือ

1. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
2. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น 
3. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
4. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

                  ธรรม 4 อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตนดังรายละเอียดดังนี้
                1. ฉันทะ (aspiration)   คือ ความพอใจ รักใคร่ เต็มใจ และฝักใฝ่ในงานอยู่เสมอ ทุ่มเทความสามารถ เพื่อที่จะทำงานนั้นให้ดีที่สุด ด้วยการรักในงานของตน ชอบในงานของตน งานในที่นี้หมายถึง สิ่งที่เราทำ ผู้ใดมีงานอะไรแล้วมีความรักใคร่พอใจในงานนั้น เรียกว่า มีฉันทะ  องค์ประกอบของฉันทะ.....มีความยินดีในสิ่งที่ทำ....มีความพอใจในสิ่งที่ทำ....มีความเต็มใจในขณะที่ทำ ....มีความมีใจรักในขณะที่ทำ ....มีความอยากหรือฝักใฝ่ที่จะทำสิ่งนั้นๆให้บรรลุถึงจุดหมาย

                 2. วิริยะ (exertion)   คือ ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ และมานะบากบั่น ที่จะทำงานหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ดีที่สุด ไม่ท้อถอยเมื่อเกิดอุปสรรค และความยากลำบากต่าง ๆ ด้วยการมองปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางต่อการทำสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องเอาชนะให้สำเร็จ  องค์ประกอบของวิริยะ....ความเพียรในการทำสิ่งนั้นๆในทางที่ถูกตามเหตุ และผล ภายใต้พื้นฐานตามหลักคุณงามความดี....มีความกล้า และความแน่วแน่ที่จะทำ ... ไม่ละทิ้งซึ่งการงานหรือสิ่งที่กำลังทำอยู่...มีความอุตสาหะ และอดทนต่อความยากลำบาก...มีการเอาใจใส่ในงาน

                 3. จิตตะ (thoughtfulness)   คือ และให้ใจจดจ่ออยู่กับอยู่กับสิ่งที่ทำ มีสมาธิมั่นคงอยู่กับงาน ไม่ปล่อยปละละเลยในงานที่ทำ และทำงานด้วยความตั้งใจที่จะให้งานนั้นสำเร็จ แต่หากใครทำการสิ่งใดด้วยความเป็นคนประมาท ไม่เอาใจใส่กับงานที่ตนทำ ทำอะไรทิ้งๆ ขว้างๆ งานนั้นย่อมไม่สำเร็จตามเป้าประสงค์หรือหากสำเร็จ แต่ก็เป็นความสำเร็จที่ไม่มีประสิทธิผลในงาน  องค์ประกอบของจิตตะ....มีความสนใจในสิ่งที่จะทำนั้นอย่างจริงจัง...เอาใจใส่ในขณะที่กระทำสิ่งนั้นๆ... การมีใจที่เป็นสมาธิ ในขณะ ที่กระทำ....การที่มีจิตใจมุ่งมั่น และแน่วแน่ในขณะที่กระทำ

                 4. วิมังสา (investigation)   คือ การสอบสวน ไตร่ตรอง และพิจารณาตรวจสอบในสิ่งที่กำลังทำนั้น ๆ รวมถึงการรู้จักค้นคว้า ทดลอง คิดค้น และรู้จักคิดแก้ไขปรับปรุงงาน ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
องค์ประกอบของวิมังสา...การใช้ปัญญาคิด วิเคราะห์ก่อนที่ จะลงมือปฏิบัติ และกำลังทำ...ใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ในสิ่งนั้น ๆ ตามคันรองคลองธรรม...การแก้ไข ปรับปรุงข้อบกพร่อง และพัฒนาในสิ่งนั้น ๆ ด้วยปัญญา

                  ดังนั้น ฉันทะ และวิริยะ...เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยให้บุคคลมีความมั่นใจ ในการที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา และอุปสรรคในการทำงาน ....ส่วนจิตตะ และวิมังสา เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยในการเอาชนะปัญหา และอุปสรรคในการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก... https://bit.ly/2jKh8KF

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พรหมวิหาร 4



พรหมวิหาร 4

การเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ทำให้ผู้น้อยมีความจงรักภักดี เป็นที่รัก เคารพ ยำเกรงของผู้น้อย  และยังทำให้ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีกับเรา เปลี่ยนความคิด จากไม่ดีกลับกลายมาเป็นดี  ทำให้มีความปลอดภัย จากคนที่คิดร้าย    พระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องพรหมวิหาร 4 ไว้ เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ คือ

1.เมตตา         ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นได้รับสุข 
2.กรุณา          ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3.มุทิตา          ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
4.อุเบกขา       การรู้จักวางเฉย

จะขออธิบายพรหมวิหาร 4  ในแต่ละหัวข้อ พร้อมทั้งอานิสงส์ของแต่หัวข้อดังนี้

1. เมตตา : ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขคือความสบาย   สบายใจ  เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้หลายทางคือทางกายและทางใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขการให้ทาน ความสุขเกิดจากการนั่งสมาธิ และความสุขเกิดจากการได้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ เป็นต้น

อานิสงส์แห่งความเมตตา...ทำให้นอนหลับสบาย  ...ตื่นขึ้นมาก็สบาย ...ไม่ฝันร้าย ....มีแต่คนรักใคร่....อมนุษย์รัก....เทวดารักษา....มีความปลอดภัย ....มีจิตตั้งมั่น....ผิวพรรณผ่องใส....ฯลฯ

2. กรุณา : ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์   มีความสงสารผู้ได้รับความลำบากกว่าตน  เช่นอยากช่วยเหลือคนเจ็บ...  อยากช่วยเหลือคนกำพร้า อนาถา... อยากช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนด้วยสิ่งของ  ... อยากช่วยเหลือคนหิวโหย ...อยากช่วยเหลือคนที่ตกอยู่ในอันตราย  ฯลฯ  ให้เขาได้พ้นจากทุกข์  ตามกำลัง สติ ปัญญาที่เราจะช่วยได้

อานิสงส์แห่งความกรุณา ..ทำให้มีคนจงรักภักดี  ลูกน้องรักและทำงานทุ่มชีวิต จิตให้เต็มที่  เต็มกำลัง  และมีขวัญ กำลังใจที่ดี   มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่โดดเดี่ยว  เดียวดาย  เข้าทำนองที่ว่า “เมื่อดีท่านใช้  เมื่อไข้ท่านรักษา” 

3. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี   คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ  ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น  ไม่มีจิตใจริษยา   คือพลอยดีใจกับเขา เมื่อได้ดี เช่นได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ได้ชัยชนะ  ได้รางวัล ได้คำสรรเสริญ  ฯลฯ

อานิสงส์ในการแสดงมุทิตานั้น ..จะมีแต่คนจงรักภักดี  และมีความปรารถนาดีตอบแทน เกิดความนิยมนับถือ ยึดเอาเป็นที่พึ่ง และเป็นที่รักของทุกคน าผู้ใหญ่มีความกรุณาต่อผู้น้อย  ก็ย่อมทำให้เกิดควา

4. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืน  สรรพสัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม 

อานิสงส์ ของผู้ที่วางอุเบกขา  ตั้งอยู่ในความยุติธรรม  ให้ความเป็นธรรมแก่คนอื่นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ผู้อื่นอยู่ในบังคับบัญชา ตั้งใจทำหน้าที่ของตน  เพราะต่างก็เชื่อใจว่าใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว  ไม่มีความกระวนกระวายหรือร้อนใจ  


               เพราะฉะนั้นท่านที่ปฏิบัติตามพรหมวิหาร 4 นี้ จะมีแต่ความสุข  ความเจริญ  ไม่มีความทุกข์ มีแต่สุขล้วน ๆ   หากปฏิบัติทุก ๆ วัน จะทำให้ จิตใจผ่องใส เป็นที่รักของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่เคารพกราบไหว้ของมนุษย์และเทวดา  และที่สำคัญจะเข้าถึงมรรค ผล นิพพาน ได้โดยง่าย โดยเร็วพลัน  เพราะไม่มีเวรไม่มีภัยกับใคร ๆ เลย   

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ธรรมที่ทำให้งาม

                                            

                                ธรรมที่ทำให้งาม 

                   ถ้าจะกล่าวถึงความสวย ความงาม มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นส่วนมาก  เพราะเป็นเพศที่รักสวย รักงาม  มาดูกันว่าความสวยงามนั้น ได้มาจากไหน ...???  

                   ความสวยงามเกิดขึ้นได้ 2 ทางด้วยกัน  คือ


                  1.ทางกาย ..เสื้อผ้า อาภรณ์ที่เหมาะสมกับการแต่งตัว   ใส่พอดี  รูปแบบที่สุภาพ สีไม่ฉูดฉาดมาก ใส่แล้วดูเรียบร้อย  ...ทรงผม ก็ต้องดูให้เหมาะสมกับรูปหน้า  และวัย โดยภาพรวมต้องดูเรียบร้อย ไม่ยุ่งเหยิง  ...กิริยามารยาท ซึ่งจะเป็นตัวเสริมอีกอย่างหนึ่ง  นอกจากนี้ ร่างกายต้องสะอาดและสุภาพ ฯลฯสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเสริมให้รูปร่างหน้าตาดูสวยงามมากยิ่งขึ้น 


                  2. ทางจิตใจ ...คือเป็นคนใจงาม  ใจบุญ  ใจเมตตา  ใจกรุณา ฯลฯ  งามทางจิตใจนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดของความงาม   เพราะงามที่ใจจะเป็นผู้ที่มีเสน่ห์ลึกซึ้ง  ไม่ล้าสมัย  แม้จะเห็นได้ยาก  แต่สามารถรู้ได้ด้วยการพูดคุย สนทนา และการอยู่ร่วมกัน  หรือสัมผัสได้โดยวิธีการใด วิธีการหนึ่ง   ถ้าจิตใจงดงามแล้ว จะทำให้ความสวยงามทางกายโดดเด่นยิ่งขึ้น


                  มาดูความงามของนางวิสาขากันบ้าง  นางวิสาขา ถือว่าเป็นหญิงงามในสมัยพุทธกาล ที่งามพร้อมด้วยเบญจกัลยาณี  คือมีความงาม 5 ประการ ได้แก่ 1.ผมงามเหมือนกำหางนกยูง 2.ริมฝีปากงามเหมือนสีผลตำลึงสุก เรียบสม่ำเสมอและปิดมิดชิด 3.กระดูกงาม ฟันขาวเหมือนไข่มุก เรียงเป็นระเบียบ 4.ผิวงาม เกลี้ยงเกลา 5.วัยงามเป็นสาวสวยพริ้งอยู่เสมอ


                  นางวิสาขา ไม่ได้งามเฉพาะภายนอกที่เห็นทั้ง 5 ประการที่กล่าวมานี้เท่านั้น   แต่ภายในจิตใจของนางยิ่งงดงามกว่าภายนอก คือนางมีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา นางได้บรรลุเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ   ได้รักษาศีลและเจริญภาวนามาตลอด  นอกจากนี้ยังทำบุญบริจาคทานอยู่เป็นนิตย์ จนได้รับการยกย่องให้นางเป็นผู้เลิศในการถวายทาน 


                  นางจึงเพรียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ  ทรัพย์สมบัติ  คุณสมบัติ  แม้เวลาผ่านไปถึง 120 ปี แต่รูปกายของนางก็ยังคงสวยสดใส ไม่ต่างอะไรกับหญิงแรกรุ่น นางเป็นมารดาของบุตรธิดาถึง 20 คน บุตรธิดาเหล่านั้นยังสืบสานวงศ์ตระกูลจนมีลูกหลานอีก 8,420 คน  ความงามของนางก็ยังเต็มเปี่ยม  ทุกคนมีความปรารถนาที่จะได้มา  ซึ่งความงามเหล่านั้น  


                  ในขั้นต้นพระพุทธองค์ทรงสอนให้ตกแต่งจิตใจให้เป็นคนใจงาม ในระดับพื้นฐานต้องมีธรรมะไว้ 2 ข้อไว้ปฏิบัติ คือ


                  1. ขันติ คือความอดทน  หมายถึงการรักษาปกติภาพของตนไว้ได้เมื่อถูกกระทบ  ด้วยสิ่งไม่พึงปรารถนา จำแนกตามเหตุได้ 4 ระดับ คือ


                ...อดทนต่อความลำบากตรากตรำ ขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง  ไม่ท้อถอย หนักเอาเบาสู้


                ...อดทนต่อทุกขเวทนา เจ็บป่วยไม่แสดงอาการทุรนทุรายเกินเหตุ


               ..อดทนต่อความเจ็บใจ คือทนต่อการกระแทกแดกดันของคนอื่น 


              ...อดทนต่ออำนาจกิเลส  สิ่งยั่วยุต่างๆ  เมื่อได้มาก็ไม่ดีใจจนเกินไป  เมื่อเสียไปก็ไม่เสียดายเกินไป   ไม่แสดงกิริยามารยาทที่ไม่ดีงาม มีสติปัญญาควบคุมตนให้มีเหตุผลเสมอ และ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี 


              2. โสรัจจะ คือความสงบเสงี่ยม สงบจิต สงบใจ ทำใจให้เย็น ๆ เมื่อใจสงบแล้ว   กิริยาอาการที่แสดงออกมาก็จะสงบเสงี่ยม  มีอัธยาศัยดีงาม   มีความสงบเรียบร้อย มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน  มีความสุภาพอ่อนโยน  รู้จักโอภาปราศรัย มองโลกในแง่ดี  รู้จักยกย่องให้เกียรติผู้อื่น


              สรุปคือ...เมื่อทุกคนทำได้ทั้งขันติ และโสรัจจะแล้ว  ความงามทุกส่วนที่เคยมีอยู่ ก็จะไม่เสื่อม  จะคงงดงามอยู่  และคงชนะใจคนอื่นได้เป็นอย่างดี   ยิ่งนับวัน จะยิ่งงดงาม มีคุณค่า ที่ประเมินค่าไม่ได้ และสร้างความรัก ความผูกพันเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้นให้กับบุคคลที่พบเห็นและเข้าใกล้    หวังว่าทุก ๆ ท่านจะมีทั้งความงดงามมากขึ้นทุก ๆ วัน  งามทั้งกาย และงามทั้งใจ ด้วยธรรมะ ขันติ และโสรัจจะนี้



#ธรรมะดีดี  #ข้อคิด #สาระดีดี #มีประโยชน์  #คนจริง #รักจริง  #จริงใจ #กรรม

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...