วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

พิษ...แห่งกาม

พิษ...แห่งกาม
 
ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นกับพระองค์ ทรงทอดอาลัยในตน
ไม่คบหาของรักทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา
ตนเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว
ผู้มีตนที่สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว จะพึงได้สมปรารถนาในสิ่งที่รักในภายหลัง

ความไม่ประมาท เป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งปวง เป็นที่ประชุมรวม แห่งธรรมทั้งหลาย ดุจรอยเท้าของสรรพสัตว์ทั้งหลายในพื้นชมพูทวีป ย่อมประชุมรวมลงในรอยเท้าช้างฉะนั้น ผู้ใดไม่ประมาทในชีวิต ความคิด คําพูด และการกระทําของเขา ย่อมจะถูกต้องร่องรอยในธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย


หากเรามีความไม่ประมาทฝังลึกอยู่ในใจแล้ว เราจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ชีวิตของเราจะสมบูรณ์บริบูรณ์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งความไม่ประมาทที่แท้จริงนั้น คือ การมีสติอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ตลอดเวลา ใจหยุดนิ่งอยู่กลางพระธรรมกายทุกอนุวินาที หากทําได้เช่นนี้ เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท


มีวาระแห่งภาษิตที่ใน ขุรปุตตชาดก ความว่า...
“ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นกับพระองค์ ทรงทอดอาลัยในตน ไม่คบหาของรักทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนที่สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว จะพึงได้สมปรารถนาในสิ่งที่รัก ในภายหลัง”

การใช้ชีวิตในทางโลก เราจะต้องรับผิดชอบในหลายสิ่ง หลายอย่าง จนบางครั้งทําให้เราลืมเลือนสิ่งที่มีค่าที่สุดไป คือ การทําตัวของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จากมลทินทั้งหลาย โดยลืม พินิจพิจารณาว่า สิ่งนอกตัวทั้งปวงนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่เรากําลังแสวงหา

เมื่อปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ ก็เท่ากับว่า ชีวิตกําลังตกอยู่ในความประมาท ดังนั้นเราจึงควรที่จะทําประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เพื่อเราจะได้รับประโยชน์ ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ตลอดจนถึงประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน

อย่างไรก็ตาม ตัวเราเองนั่นแหละที่สําคัญที่สุด เพราะ ถ้าเราไม่ทอดทิ้งประโยชน์ของตนแล้ว ประคับประคองตนไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อํานาจของอาสวกิเลส เอาชนะใจตนเองได้ ย่อมสามารถ บําเพ็ญประโยชน์ให้ผู้อื่นได้

แต่หากไม่สามารถดํารง ความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ ปล่อยใจไปตามอํานาจกิเลส ที่มาครอบงํา ย่อมทําให้ประสบกับทุกข์ภัยต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอํานาจแห่งกิเลสกามนี้สําคัญนัก เพราะพิษของกามมี แต่จะทําร้ายผู้คน ให้ตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน

ดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งมี ครอบครัวก่อนบวชแล้ว หลังจากท่านเข้ามาบวช ได้ตั้งใจเล่าเรียนกัมมัฏฐาน แต่เนื่องจากท่านเพิ่งบวชใหม่ ความผูกพันกับภรรยาก็ยังมีอยู่ ฝ่ายภรรยาเองไม่เต็มใจที่จะให้ท่านบวชอยู่แล้ว แต่ก็ขัดไม่ได้

เมื่อท่านออกบวชแล้ว ยังได้แวะเวียนมาหาภรรยาเก่าอยู่เสมอ จนทําให้จิตใจของท่านหวั่นไหวอยากจะลาสิกขา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเรียกมาตรัสถามว่า “ข่าวที่เธอ อยากจะสึกนั้นจริงหรือ” พระภิกษุรูปนั้นทูลตอบตามความเป็นจริงว่า “ที่ข้าพระองค์อยากลาสิกขาเพราะเกิดหวั่นไหวในถ้อยคําของภรรยาพระเจ้าข้า”

พระศาสดาทรงฟังดังนั้น รู้ทันทีว่า ขณะนี้สาวกของพระองค์กําลังถูกพิษแห่งกามเสียดแทงจิตใจอยู่ จึงอยากลาสิกขาออกไป ทรงต้องการที่จะให้ได้คิด จึงตรัสเตือนว่า ...“ดูก่อนภิกษุไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เธอเกือบพ่ายแพ้ต่อกิเลสกาม แม้ในอดีตหญิงคนนี้ ก็เกือบทําให้เธอสิ้นชีวิต แต่ได้บัณฑิตช่วยเธอไว้ได้” จากนั้นพระองค์ทรงนําอดีตชาติมาตรัสเล่าว่า....

ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า เสนกะ ครองราชย์สมบัติอยู่ที่เมืองพาราณสี พระองค์มีความรักใคร่สนิทสนมกับ พญานาคราชตนหนึ่ง ก่อนที่จะรักใคร่คุ้นเคยนั้น เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งพระราชาได้เสด็จประพาสเมือง แล้วไปเจอเด็กชาวบ้าน ใช้ก้อนดินและท่อนไม้รุมทําร้ายงูด้วยความที่ไม่รู้ว่าเป็นพญานาค คิดว่าเป็นงูธรรมดา แม้พระราชาก็ไม่ทรงรู้เช่นกัน แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีเมตตา ทรงรับสั่งให้ปล่อยงูตัวนั้นไป

ครั้นตกกลางคืน พญานาคราชเกิดความสํานึกในบุญคุณของพระราชา เมื่อกลับถึงนาคพิภพแล้ว ได้ถือเครื่อง บรรณาการมากมายเข้าไปหาพระราชาถึงที่บรรทมในยามเที่ยงคืน แล้วได้ถวายเครื่องบรรณาการต่างๆ เหล่านั้น ตั้งแต่นั้นมา พระราชากับพญานาคราชก็ได้พบปะกันบ่อย มิตรภาพก็แน่นแฟ้นมากขึ้นตามลําดับ

กระทั่งวันหนึ่ง พญานาคราชได้กล่าวกับพระราชาว่า “มหาบพิตร ข้าพเจ้าจะตั้งนางนาคมาณวิกานางหนึ่งไว้เพื่อดูแล รักษาพระนคร เมื่อพระองค์มองไม่เห็นนาง ก็ให้ร่ายมนต์บทนี้” ต่อมา พระราชาเสด็จพระราชอุทยาน ทรงเล่นน้ำอยู่ที่สระโบกขรณีกับนางนาคมาณวิกา นางนาคมาณวิกานั้นมีอุปนิสัย มักมากในกามคุณ ได้เหลือบไปเห็นงูน้ำตัวหนึ่ง จึงแปลงกายเป็นงู แล้วไปเสพอสัทธรรมกับงูน้ำตัวนั้น

พระราชาไม่เห็นนาง ก็สงสัยว่า นางนาคไปไหน จึงร่ายมนต์ค้นหาก็ได้เห็นนางกําลังทําอนาจารอย่างนั้น จึงเอาชีกไม้ไผ่ตีที่หลังนาง นางนาคมาณวิกาโกรธมาก จึงออกจากอุทยานกลับไปยังนาคพิภพ และไปทูลพญานาคราชว่า ได้ถูกพระสหายของพระองค์ตีที่หลัง จนหลังเป็นรอยหมดแล้ว


พญานาคราชโกรธ
พญานาคราชได้ฟังดังนั้น ทั้งที่ยังไม่รู้ความจริง ก็โกรธ ขึ้นมาทันที รับสั่งให้เรียกนาคมาณพมาสี่ตัว แล้วบัญชาว่า ...“เจ้าทั้งหลาย จงเดินทางไปที่เมืองพาราณสีโดยเร็ว พากัน เข้าไปยังที่บรรทมของพระราชาแล้วจัดการทําลายพระที่นั่งให้ เป็นจุณด้วยลมจมูกของพวกเจ้าเถิด”

นาคมาณพทั้งสี่ตัวรับบัญชาแล้ว พากันเดินทางไปยัง เมืองของเสนกราชาทันที ขณะไปถึงเมืองและได้แอบอยู่ในห้อง บรรทม เป็นเวลาเดียวกับที่พระราชาตรัสเล่าถึงเรื่องราวที่เกิด ขึ้นในวันนั้นให้พระมเหสีฟังว่า “วันนี้นางนาคมาณวิกาได้แปลง ร่างเป็นงู แล้วไปเสพอสัทธรรมกับงูน้ำ

เราจึงเฆี่ยนนางที่หลัง ป่านนี้คงกลับไปทูลพญานาคราชสหายเราแล้ว เพื่อทําลาย มิตรภาพระหว่างเราเป็นแน่ และคงจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นตามมา ในเวลาอันใกล้นี้” นาคมาณพได้ยินดังนั้น รีบกลับไปรายงาน เรื่องราวทั้งหมดให้พญานาคราชทันที


พญานาคราชาเกิดความสังเวชใจ
ไปหาพระราชา ถึงที่บรรทม เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พร้อมกับประทานมนต์ บทหนึ่งที่สามารถรู้เสียงของสัตว์ได้ทุกชนิด เพื่อเป็นการขอโทษ พลางกําชับว่า “เราให้มนต์บทนี้แด่พระองค์ แต่มีข้อแม้ว่า พระองค์อย่าให้ใครเป็นอันขาด ถ้าให้พระองค์เองจะต้อง กระโดดเข้ากองไฟตายทันที” ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงเข้าใจคําพูดของสัตว์ทุกชนิด

วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ประทับนั่งอยู่ที่ท้องพระโรง กําลังเสวย ขนมจิ้มกับน้ำผึ้งอยู่ น้ำผึ้งกับขนมชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งตกลงบนพื้น มดตัวหนึ่งเที่ยวร้องบอกเพื่อนๆ ว่า “ถาดน้ำผึ้ง และขนมที่ท้อง พระโรงแตกแล้ว พวกเราจงมาช่วยกันกินให้อิ่มหนําสําราญเถิด” พระราชาได้สดับดังนั้นก็ทรงพระสรวล พระเทวีได้แต่เก็บ ความสงสัยไว้ในใจ เมื่อพระราชาทรงสรวลบ่อยเข้า จึงทูลถาม ด้วยความอยากรู้ว่า “เสด็จพี่เพคะ พระองค์ทรงสรวลเรื่องอะไร”

โดยปกติพระราชาเป็นผู้มีจิตที่อ่อนไหว ตกอยู่ใต้อํานาจแห่งความรัก เมื่อถูกพระเทวีรบเร้าบ่อยๆ พระองค์ก็เล่า เรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พระเทวีได้ฟังดังนั้น อยากจะได้มนต์ จึงรบเร้าทูลขอ ถึงแม้พระราชาจะตรัสบอกว่า “หากเราให้เจ้าไป เราต้องตายแน่นอน” พระนางก็ยังรบเร้าว่า “แม้พระองค์ต้องตายก็ต้องให้กับหม่อมฉัน” พระราชาได้ฟังดังนั้น แทนที่จะ ฉุกคิดกลับถูกพิษแห่งกามบดบัง จึงตอบตกลงที่จะให้ โดยยอม ตายทีเดียว

ด้วยเหตุนั้นจึงทําให้ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว ท้าวสักกะ ปรารถนาจะให้ข้อคิดกับพระราชา จึงแปลงกายเป็นแพะทําทีว่า กําลังจะเสพกามต่อหน้าม้าเทียมรถ ม้าเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวติเตียนว่า “เจ้าเป็นแพะที่ไร้ยางอายมาก ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรทํา ในที่ลับและที่แจ้ง”

แพะพระอินทร์ฟังดังนั้น จึงถือโอกาส ตักเตือนพระราชาให้ได้คิดทันทีว่า “สหายเอ๋ย แกนั่นแหละที่โง่ ปล่อยให้เขาสนตะพายเทียมที่ลากนั้น มีเชือกมัดปาก เวลาที่ เขาปลดแอกก็ไม่หนีไป ส่วนพระราชาที่กําลังประทับนั่งบนราชรถที่แกลาก โง่กว่าแกอีก ได้มนต์ชั้นยอดแล้วยังจะให้ภรรยาโดยยอมตาย เพราะถูกพิษแห่งกามปิดบังดวงปัญญาแล้ว ย่อมโง่กว่าแกอีก”

พระราชาได้ฟังดังนั้นจึงได้คิด ...แพะได้กล่าวให้โอวาท พระราชาว่า “พระองค์ไม่ควรตกอยู่ใต้อํานาจแห่งกาม จนลืมรักตนเอง ควรบําเพ็ญประโยชน์ของตนให้มากๆ เพื่อประโยชน์จะ ได้เกิดขึ้นแก่พสกนิกรทั้งหลาย”

เมื่อพระศาสดาตรัสจบแล้ว ภิกษุนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล พระองค์ตรัสสรุปว่า “พระอินทร์ที่แปลงเป็นแพะนั้นก็คือ พระองค์ เอง ม้าตัวนั้น คือพระสารีบุตร” จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า หากปล่อยจิตใจให้ตกอยู่ใต้อํานาจ กิเลสกาม ไม่ว่าเป็นหญิงหรือชาย ความมืดบอดย่อมบดบังดวงปัญญา ทําให้สูญเสียสิ่งที่มีค่า หรือแม้กระทั่งชีวิตได้

เราควรมีสติ และรักตัวเองให้มาก ๆ การ ที่จะรักตนเองได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องหมั่นปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงคือพระธรรมกายให้ได้ เพื่อจะได้ห่างไกลจาก มลทินทั้งหลายกันทุกๆ คน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓
หน้า ๑๗๑-๑๗๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๙ หน้า ๑๑๔

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562

การสำรวมอินทรีย์ นำชีวีพ้นทุกข์

การสำรวมอินทรีย์
...นำชีวีพ้นทุกข์...



ก็ผู้ใด รู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน

ผู้นั้นย่อมตกอยู่ในอํานาจของศัตรู และจะเดือดร้อนในภายหลัง

ส่วนผู้ใด รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน

ผู้นั้นก็จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู
เหมือนไก่พ้นจากกรงเล็บของแมว ฉะนั้น

การเดินทางในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และ เบื้องปลายไม่ได้นี้ หมู่สัตว์ถูกอวิชชา คือความไม่รู้แจ้ง เห็นจริงในชีวิตปิดบังเห็น จํา คิด รู้ ให้มืดมนอนธกาล เมื่อ เกิดมาแล้ว ล้วนตกอยู่ในความประมาท มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอันเป็นบ่วงแห่งมาร ร้อยรัดไว้ ทําให้เพลิดเพลิน จนหลงลืมเป้าหมายดั้งเดิมที่เกิดมาเพื่อแสวงหาหนทาง ของพระนิพพาน มนุษย์ถูกอวิชชาเข้าครอบงําจิตใจเช่นนี้ มายาวนาน ทําให้ไม่เคยคิดถึงคําถามของชีวิตที่ว่า เกิดมาทําไม ตายแล้วจะไปไหน และมีอะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของ ชีวิต หากได้มีโอกาสตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยการ หมั่นตรึกระลึกนึกถึงศูนย์กลางกายตลอดเวลา เมื่อใจถูกกลั่น ให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ย่อมจะรู้เห็นเรื่องราวของชีวิตไปตาม ความเป็นจริง

มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
“โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ
อมิตฺตวสมเนฺวติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ
ผู้ใด รู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นย่อม
ตกอยู่ในอํานาจของศัตรู และจะเดือดร้อนในภายหลัง

“โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ
มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏว วิฬาริยา
ส่วนผู้ใด รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน
ผู้นั้นก็จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจาก กรงเล็บของแมว ฉะนั้น”

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในโลกที่เรายังไม่รู้และคาดคิด ไม่ถึง เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ทําตัวประหนึ่ง พระราชาผู้พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบ เตรียมพร้อมที่จะรับ กับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ผู้ที่เตรียมพร้อมเช่นนี้ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ไม่ประมาท

การเป็นผู้พร้อมเสมอสําคัญมาก เพราะชีวิต ของเรานั้นไม่แน่นอน ในวันนี้เรามีชีวิตอยู่ แต่วันพรุ่งนี้ตัวของเราเอง ก็ไม่อาจรู้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงรออยู่หรือไม่

การทําตนให้พร้อมอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์สรรเสริญ โดยเฉพาะการรู้เท่าทันใจของตนเอง เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด รู้เท่าทันกิเลสอาสวะที่บังคับ..เห็น.. จํา ..คิด.. รู้ของเรา แล้วไม่ยอมให้ กิเลสอาสวะเหล่านั้นมาดลใจเราให้ประมาท ทําให้เราสามารถประคับประคองตนให้รอดพ้นจากภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ หากไม่ประคับประคองสติให้ดี ปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามกระแสกิเลสแล้ว จะทําให้ชีวิตผิดพลาดได้ง่าย เมื่อผิดพลาดแล้ว ก็ยากที่จะรอดพ้นไปจากความทุกข์ทรมาน

“ครั้งหนึ่งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ทรงประกาศพระศาสนา ยังสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นจํานวนมากให้ดื่มอมฤตธรรม ให้เข้าถึงบรมสุข คือพระนิพพาน แต่ยังมีพุทธสาวกอีกเป็นจํานวนมากที่ยังไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต ยังไม่หมดสิ้นอาสวกิเลส ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว เกิดมหาปีติ ได้ตัดสินใจสละความสุขสบายในทางโลก ออกบวช บําเพ็ญสมณธรรม ตามรอยพระบาทของพระศาสดา

ในจํานวนนั้น ได้มีกุลบุตรหนุ่มท่านหนึ่ง ตัดสินใจออกบวชเช่นกัน มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบําเพ็ญเพียรทําอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป ทุก ๆ วันท่านได้บําเพ็ญสมณธรรมไม่เคยขาด แต่สิ่งที่เราคาดไม่ถึง ยังมีอีกมากมาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เสมอ

วันหนึ่ง พระภิกษุรูปนั้นเดินบิณฑบาต ได้ทอดสายตาลง ต่ำ ก้าวเดินบิณฑบาตด้วยความสงบ สํารวม ตามปกติ จนกระทั่ง ไปถึงบ้านหลังหนึ่ง เพียงชั่วขณะจิตแว็บเดียวเท่านั้น ที่ท่านละ จากการทอดสายตาลงต่ำ แล้วซ้อนตาขึ้นมองตามปกติ พลัน... สายตาของท่านพบหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างสวยงามจับใจ ประกอบกับในอดีตชาติเคยเกิดมาพบกัน มีความหลังด้วยกันมาก่อน ทําให้กิเลสอาสวะอันเป็นกระแสที่นอนเนื่องมานาน ถูกพิษแห่งราคะเสียดแทงใจอย่างแรงกล้า ทําให้เผลอสติ ไม่ได้ประคองใจไว้ในตัว แต่ส่งใจออกไปข้างนอก ไปติดอยู่กับหญิงสาวคนนั้น สมณธรรมที่เพียรประพฤติปฏิบัติมายาวนาน ก็ไม่สามารถต้านทานได้ เกิดความรุ่มร้อนอยากลาสิกขาออกไป ใช้ชีวิตกับหญิงสาวนั้น

จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า... ความประมาทเลินเล่อ ไม่ สํารวมเพียงชั่ววูบ อาจทําให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงในชีวิตพรหมจรรย์ พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการสํารวมระวังเป็นอย่างมาก เพราะจะทําให้ไม่ตกอยู่ใต้อํานาจของกิเลส หากปราศจากความสํารวมแล้ว ย่อมจะก่อให้เกิด ทุกข์แสนสาหัส

ข่าวที่พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นอยากสึกเป็นที่เลื่องลือกันใน หมู่ของพระภิกษุ เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง พระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัยแห่งมรรคผลของเธอ จึงตรัสเรียกมาถามว่า “ภิกษุ การบวชในศาสนาของตถาคตนั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดแล้ว เหตุไฉนเธอจะละเพศนี้ไปเล่า” เมื่อ ถูกพระศาสดาตรัสถามเช่นนั้น พระภิกษุหนุ่มไม่กล้าทูลคําเท็จ จึงกราบทูลตามความเป็นจริงว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตอนที่ ข้าพระองค์ออกเดินบิณฑบาต ได้เห็นหญิงคนหนึ่ง ประดับประดาร่างกายอย่างสวยงาม ข้าพระองค์อดใจไม่ไหว มีจิตผูกพันกับนาง อยากลาสิกขาพระเจ้าข้า”

พระศาสดาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงปรารถนาจะตรัสเตือนสติภิกษุหนุ่มให้ได้คิด จึงทรงนําอดีตนิทานมาตรัสเล่าว่า...

ชาติหนึ่งที่พระบรมโพธิสัตว์เกิดเป็นไก่ป่า มีบริวาร หลายร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าหากินกับเหล่าบริวารอย่างสงบสุขตลอดมา โดยไม่มีภัยอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น

กระทั่งมีนางแมวตัวหนึ่งมาอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ที่พระโพธิสัตว์กับเหล่าบริวารอาศัยอยู่นั้น นางแมวได้ใช้กลอุบาย ล่อลวงให้ไก่ทั้งหลายตายใจ หลงเข้าไปหากินในถิ่นของมัน ในป่าที่มันได้อาศัยอยู่ มีอาหารอุดมสมบูรณ์มาก ไม่อดอยาก ยากแค้นเลย

เมื่อไก่ทั้งหลายหลงเชื่อต่างพากันเข้าไปหากิน ในป่านั้น นางแมวเจ้าเล่ห์ได้จับไก่ป่าบริวารของพระโพธิสัตว์กินจนหมด และปรารถนาจะล่อให้ไก่พระโพธิสัตว์เข้าไปอีก แต่พระโพธิสัตว์รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น จึงไม่ยอมประมาท แมวเจ้าเล่ห์คิดว่า เจ้าไก่ตัวนี้ช่างอวดดีเหลือเกิน ไม่รู้ ว่าเราเป็นแมวเจ้าอุบาย เราควรที่จะเล้าโลมว่า จะยอมเป็น ภรรยาของมัน เมื่อมันหลงเชื่อเรา แล้วตกอยู่ในอํานาจของเรา เราจะสําเร็จโทษมันในภายหลัง

เมื่อคิดอุบายเช่นนี้แล้ว นางแมวได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ แล้วพูดขึ้นด้วยคําพูดที่อ่อนหวานว่า.....“ดูก่อนพ่อไก่น้อยสีแดงผู้มีขนสวยงามเกินกว่าใครในป่านี้ ขอให้ท่านลงมาจากกิ่งไม้ที่เกาะอยู่เถิด เราจะยอมเป็นภรรยาของท่าน ไก่น้อยตัวประเสริฐของฉัน ฉันมีความสุขที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบ รอท่านอยู่ ขอท่านจงลงมาเถิด”

ไก่พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น มีสติ รู้เท่าทันในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น คิดในใจว่า เจ้าแมวตัวนี้กัดกิน ญาติของเราหมดแล้ว บัดนี้คงอยากกินเราแน่นอน เราจะไล่มัน ไปดีกว่า คิดแล้วก็กล่าวขึ้นว่า “เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนฉันเป็นสัตว์ ๒ เท้า แมวกับไก่อยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก ไปหา ตัวอื่นเป็นคู่ครองเถิด เราไม่ต้องการแมวอย่างเจ้าหรอก”

นางแมวฟังคําพระโพธิสัตว์ก็ยังไม่ยอมแพ้ คิดในใจว่า เราจะล่อลวงไก่ตัวนี้ไปกินให้ได้ จึงพูดว่า “ฉันจะยอมเป็น ภรรยาแสนดี จะทําอะไรเพื่อท่านทุกอย่าง ไม่ยอมแบ่งใจไปให้ใครเลย ท่านคือชีวิตฉัน อย่าผลักไสไล่ส่งฉันเลย ท่านจะได้พบฉันผู้เป็นพรหมจาริณี เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

แม้ได้ฟังดังนั้นแล้วก็ตาม ด้วยความเป็นผู้รู้ทันเหตุการณ์ ของพระโพธิสัตว์ ทำให้ไม่หลงกลแมว คิดในใจว่า เห็นทีเราจะต้องขู่ให้แมวตัวนี้หนีไป คิดแล้ว ก็พูดขึ้นอย่างไม่แยแสว่า “ดูก่อนเจ้าโจรลักไก่ จงไปไกล ๆ เถิด เราไม่มีทางหลงกลเจ้าหรอก เจ้าจะทําอะไรเราได้ เจ้าไม่ต้องการ เราเป็นสามีหรอก อย่ามาทําเป็นพูดดีเลย ไปหลอกผู้อื่นเถิด ผู้อื่นอาจหลงกลเจ้าก็ได้” เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวดังนี้แล้ว นางแมวจึงยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะหลอกกินพระโพธิสัตว์อีกต่อไป

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเล่าอดีตนิทานจบแล้ว ในที่สุดแห่งการแสดงธรรม ภิกษุที่กระสัน อยากสึกนั้น ได้มีดวงตาเห็นธรรม ดํารงอยู่ในโสดาปัตติผล มีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงอยู่บนเส้นทางของพระอริยเจ้า ไม่เกิดความรู้สึกที่อยากลาสิกขาอีกต่อไป

การที่เรามีสติ รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้สติปัญญาพิจารณา แล้วจึงเชื่อ เป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราเป็นผู้รู้เท่าทันเหตุการณ์แล้ว จะทําให้เราผ่าน วิกฤติของชีวิตได้อย่างง่ายดาย การมีสติอยู่ตลอดเวลา จนสามารถแยกแยะ และรู้เท่าทันอาสวกิเลส อันเป็นต้นตอของ ทุกข์ทั้งปวงได้ เราจะต้องมีใจที่ใสบริสุทธิ์ตลอดเวลา

เพราะใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์ อยู่ตรงจุดแห่งความละเอียด คือศูนย์กลางกายนี้ จะทําให้เรารู้แจ้งเห็นแจ้ง ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตไปพร้อมๆ กัน หากทําได้เช่นนี้ ย่อมได้ชื่อว่า รู้เท่าทันเหตุการณ์อย่างแท้จริง ดังนั้นให้ทุกท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ดีกันทุกๆ คน

ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๑๖๓-๑๗๐
อ้างอิง ....พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๙ หน้า ๙๐ เรื่อง... กุกกุฏชาดกที่ ๘






วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ความโกรธ ทำให้เสียประโยชน์

ความโกรธ  ทำให้เสียประโยชน์


ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นประดุจไฟที่คอยเผาลน
ตนเอง ยิ่งถ้า เกิดความโกรธแล้วระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ก็จะ ทําให้เกิด
การทะเลาะวิวาทอาจถึงเข่นฆ่ากัน หรือทําลายข้าวของ เกิดความ
เสียหายแก่ทรัพย์สิน และหากอาฆาตพยาบาทกันก็จะ เป็นการผูกเวร
กันต่อไปอีก ถ้าเราไม่รู้เท่าทันอารมณ์โกรธ ผลร้ายมักจะเกิดขึ้นเสมอ
ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง

ดังเช่น เรื่องของชายผู้มักโกรธคนหนึ่ง ที่ต้องเสีย
ประโยชน์ที่จะพึงได้ไป และยังมีทุกข์ตามมาอีก พระบรมศาสดา
ทรงยกเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นอุทาหรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุให้พึง
สังวร สํารวมระวัง และเห็นโทษภัยของความเป็นผู้มักโกรธ



“สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์ถือกําเนิดเป็นมาณพหนุ่มผู้มีปัญญา สําเร็จการศึกษา
ในทุกศาสตร์จากเมืองตักสิลา ท่านเป็นผู้มีดวงปัญญาสว่าง รู้ว่าศาสตร์
ในทางโลกนั้น ไม่สามารถทําให้พ้นทุกข์ได้ จึงตัดสินใจ ออกบวช
เพื่อศึกษาศาสตร์ ทางธรรม โดยบวชเป็นดาบสบําเพ็ญเพียรอยู่ใน
ป่าหิมพานต์ จนได้บรรลุฌานสมาบัติ ต่อมาได้มาพํานักอยู่ใน
พระราชอุทยานในกรุงพาราณสี

เช้าวันหนึ่งท่านได้เข้าไปภิกขาจารในเมือง พระราชาเมือง
พาราณสีทอดพระเนตรเห็น ทรงเลื่อมใส จึงโปรดให้นิมนต์เข้าไป
ฉันในพระราชวัง แล้วอาราธนาให้จําพรรษาอยู่ในพระราชอุทยานนั้น
พระดาบสรับอาราธนา พระราชาเสด็จไปอุปัฏฐาก วันละครั้ง
และได้รับโอวาทจากพระดาบสว่า.......

“ธรรมดากษัตริย์ต้องเป็นผู้ไม่มักโกรธ ต้องละเว้น
อคติ ๔ และไม่ควรประมาทในการประพฤติธรรม ควรประกอบ
ด้วยขันติธรรม มีเมตตากรุณาในประชาราษฎร์ทั้งปวง และ ครอบครอง
ราชสมบัติโดยชอบธรรม” พระดาบสมักตอกย้ำประโยคนี้กับพระราชา
ทุกครั้งก่อนที่จะจากกันว่า “ขอพระองค์ อย่าได้ทรงพระพิโรธต่อ
ผู้ที่โกรธต่อพระองค์เลย เพราะพระมหากษัตริย์เป็นผู้ให้ความสงบ
ร่มเย็นแก่ปวงประชา ถ้าพระองค์ พิโรธแล้ว พสกนิกรจะได้ที่พึ่งแต่
ที่ไหน แม้ความเป็นผู้น่าเคารพ สักการบูชาของพระองค์ก็จะเสื่อมถอย
อาตมภาพขอถวาย พระพร”

พระเจ้าพาราณสีทรงเลื่อมใสมาก ยกย่องเทิดทูน
พระดาบสเป็นพระอาจารย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานปัจจัย
ไทยธรรมมีค่ากว่าแสนกหาปณะ ทว่าพระดาบสเป็นผู้ มักน้อยสันโดษ
ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ทรัพย์ จึงไม่ยินดี ที่จะรับ ท่านพักอยู่
ในพระราชอุทยานนานถึง ๑๒ ปี แล้วมีดําริ ว่า “เราควรไปโปรดมหาชน
ตามชนบทบ้าง เพื่อให้ผู้มีบุญได้ รู้จักวิธีการดําเนินชีวิตที่ถูกต้อง
จะได้มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป” จึงฝากให้นายอุทยานไปกราบทูล
พระเจ้าพาราณสี แล้วออก จากพระราชอุทยานไป

เมื่อไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีนายเรือจ้างคนหนึ่งรออยู่
เขาชื่อว่า อาวาริยปิตา เป็นคนมีสันดานหยาบ ไม่รู้จักผิดชอบ
ชั่วดี เมื่อจะส่งคนข้ามฟากก็ไม่บอกค่าจ้าง ต่อเมื่อส่งถึง
ฟากแล้ว จึงเรียกค่าจ้างภายหลัง บ่อยครั้งที่เขาไม่ได้ค่าจ้าง
ตามที่ต้องการ จึงเกิดการทะเลาะวิวาทชกต่อยกับผู้โดยสาร
ดังนี้แล้ว นอกจาก จะเป็นผู้ไม่เจริญด้วยทรัพย์ ยังเป็นผู้มาก
ด้วยการผูกเวรอีกด้วย

เมื่อพระดาบสตรวจตราอุปนิสัยของเขาแล้ว เห็นสิ่งที่ไม่ใช่
ประโยชน์ที่มักเกิดขึ้นกับเขา จึงมีมหากรุณาที่จะสงเคราะห์
ได้วานให้เขาพายเรือข้ามฟากไปส่ง นายเรือถามว่า “ท่านเป็น
นักบวช ท่านมีค่าจ้างจะให้เราหรือ” ดาบสตอบว่า “เรามีค่าจ้าง
ที่ประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์มากมายนัก เราจะบอกทางเสียทรัพย์และทาง
ได้ทรัพย์ให้แก่ท่าน” จากนั้นเขาก็พาพระดาบสข้ามฝาก

ครั้นส่งถึงอีกฝั่งแล้ว เขาทวงถามค่าจ้าง ด้วยคาดหวังว่า
จะได้สิ่งของเป็นเครื่องตอบแทนที่มีค่ามากกว่าเงินทอง แต่พระดาบส
กล่าวให้ธรรมทานว่า “ดูก่อนพ่อ หากท่านหวังความ เจริญในอาชีพนี้
ท่านจงตกลงราคาค่าจ้างจากคนโดยสารก่อนที่ จะข้ามฝาก เพื่อให้
เป็นที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย จึงจะเป็นการดี จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน
ทําให้หลายๆ ครั้งที่ท่านไม่ได้ทรัพย์ เพราะมีการทะเลาะกันเป็นเหตุ
เสียแล้ว” แม้เขาจะพอรู้ว่า คําสอนนั้นดี แต่เนื่องจากเป็นคนที่มีจิตใจ
หยาบทราม จึงมุ่งเอาแต่ทรัพย์ไม่เอาคําสอน คิดในใจว่า เมื่อ
ดาบสสอนเราแล้ว เราคงจะได้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งจากท่าน

พระดาบสรู้ว่าจิตของเขายังไม่พร้อมที่จะเปิดรับ เพราะ มี
ความหมองของกิเลสคือความมักโกรธหนาแน่นอยู่ จึงมีจิตอนุเคราะห์
กล่าวต่อไปว่า “ดูก่อนนายเรือจ้าง เราจะให้หนทาง สวรรค์แก่ท่าน
เพื่อที่ท่านจะได้พ้นจากอบาย ขอให้ท่านจงมีสติ ระงับความโกรธ
ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือในป่า จะเป็นทางน้ำ หรือทางบกก็ตาม
ท่านอย่าได้โกรธผู้ใด เป็นอันขาด ครั้นท่าน ปฏิบัติแล้ว ความเจริญ
จักมีแก่ท่าน”

ธรรมดาของคนมักโกรธ มักมีดวงปัญญาบอด นายเรือหาได้
เชื่อฟังไม่ ทวงถามค่าจ้างว่า “ท่านจะให้ทรัพย์แก่เราหรือไม่” ดาบส
ตอบว่า “สิ่งที่เราให้แก่ท่านนั้น มีค่ามากกว่า ทรัพย์เสียอีก เพราะ
เป็นประโยชน์ ใหญ่ในสัมปรายภพของ ท่านเอง ค่าจ้างคือสิ่งที่เรา
สั่งสอนนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ท่าน ตลอดกาลนาน” นายเรือจึงแสดง
ความฉุนเฉียวบริภาษว่า “เราไม่ต้องการถ้อยคํา เราจะเอาทรัพย์”
พระดาบสมีความ อดทนพร่ําสอนต่อว่า “ขอท่านจงมีสติเถิด อย่าให้
ความโกรธ เผาลนท่านเลย ท่านจงระงับโทสะที่เป็นเหมือนเพชฌฆาต
ประหารตัวท่านเองเถิด”

เขาโกรธจัดจนระงับอารมณ์ไม่ได้ จึงผลักพระดาบสให้
ล้มลงที่ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วชกต่อยพระดาบส พระดาบสผู้มีฤทธิ์
ไม่ปรารถนาจะทําร้ายใคร ท่านจึงไม่ต่อสู้ ขณะเดียวกันนั้นเอง ภรรยา
ของเขากําลังนําอาหารมาให้ เห็นสามีกําลังทําร้าย พระดาบส จึงรีบ
เข้าไปห้าม เขาพาลไปตบตีภรรยาซึ่งมีครรภ์แก่อีก ทําให้บุตรในครรภ์
แท้งไป ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์นั้น ก็เข้ามาขวาง จับเขาซ้อมจน
กระทั่งโชกเลือด แล้วจับมัดตัวไปถวายพระราชา พระเจ้าพาราณสี
ทรงพระพิโรธมาก แต่พระดาบสห้ามปรามไว้ พระองค์จึงลงอาญา
ตามสมควรแก่โทษ

พระบรมศาสดาตรัสเรื่องนี้แล้วทรงสอนว่า... เพราะ ความ
โกรธยังความพินาศให้กับคนแจวเรือนั้น สํารับกับข้าวแตกกระจาย
บุตรในครรภ์ต้องแท้งไป คนแจวเรือนั้นต้องสูญเสีย ประโยชน์
ที่จะพึงได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ภิกษุทั้งหลาย ได้ธรรมสังเวช
จึงได้บรรลุโสดาปัตติผลในเวลาจบพระธรรม เทศนานั่นเอง

เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านมองเห็นทุกข์เห็นโทษของ
ความโกรธไว้ให้ดี เพราะความโกรธนั้นหาคุณประโยชน์ ไม่ได้เลยแม้
แต่น้อย เหมือนเสาะแสวงหาน้ำในกลางทะเลทราย ต้องพบ แต่ความ
แห้งแล้ง เราควรฝึกฝนตนให้เป็นคนชุ่มฉ่ำด้วยกระแส แห่งเมตตาจิต
และขันติธรรมอยู่ในใจ เมื่อมีเรื่องมากระทบ อย่าให้กระเทือนเข้าไป
ในใจเอาชนะ ความโกรธให้ได้ แล้วเราจะเป็นผู้ชนะ ที่แท้จริงตลอดกาล

คัดลอกบางส่วนมาจากธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...