วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562


กุลาวกชาดก 

ชาดกว่าด้วยการเสียสละ


        ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง จึงตรัสพระธรรมเทศนาดังนี้ ภิกษุหนุ่มสองสหายออกเดินทางจากชนบทเพื่อไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุรูปหนึ่งมีเครื่องกรองน้ำซึ่งเป็นอัฐบริขาร ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นไม่มี ทั้งสองรูปจึงใช้เครื่องกรองน้ำดื่มร่วมกัน
 

    
          วันหนึ่งภิกษุทั้งสองรูปเกิดมีปัญหาโต้เถียงกัน ภิกษุผู้เป็นเจ้าของเครื่องกรองน้ำจึงไม่ให้ภิกษุผู้ร่วมเดินทางใช้เครื่องกรองน้ำของตน เมื่อเดินทางได้สักระยะ ภิกษุผู้ไม่มีเครื่องกรองน้ำ ก็ไม่อาจอดกลั้นความกระหายได้ จึงดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง  ภิกษุทั้งสองเดินทางมาถึงพระเชตวัน มหาวิหารแล้วจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

     
      
 พระศาสดาทรงตรัสถามถึงการเดินทาง ภิกษุทั้งสองจึงเล่าถึงการทะเลาะ โต้เถียงในระหว่างเดินทางและเรื่องที่ดื่มน้ำโดยไม่ใช้เครื่องกรองน้ำ  “ ภิกษุรูปนี้รู้อยู่ว่า..น้ำที่มีตัวสัตว์ ก็ยังดื่ม ”

       “ ดูก่อนภิกษุ เธอดื่มน้ำมีตัวสัตว์จริงหรือ ” “ พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์กระหายน้ำ จนต้องดื่มน้ำที่ไม่ได้กรอง ”

     “ ดูก่อนภิกษุ แม้บัณฑิตในกาลก่อน ซึ่งครองราชย์สมบัติในเทพนคร ยังยอมตาย ยอมที่จะพ่ายแพ้ในการรบ แต่จะไม่ยอมทำลายชีวิตสัตว์อื่น เพื่อความเป็นใหญ่ของตนเลย ” พระพุทธองค์ทรงติเตียนภิกษุรูปนั้น แล้วทรงนำอดีต นิทานมาแสดง
 

     ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่ง ครองราชย์อยู่ที่เมืองราชคฤห์ในแคว้นมคธ ณ หมู่บ้านมจลคามแห่งแคว้นมคธนั้นเอง พระโพธิสัตย์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า มฆะ ครั้นเจริญเติบโตในวัยอันควรแล้ว บิดามารดาจึงให้แต่งงานกับหญิงที่มีชาติตระกูลเสมอกัน อยู่กินกันด้วยความสุข มีทรัพย์สมบัติและบุตรธิดามากมาย
     มฆมานพได้เป็นผู้นำครอบครัวให้ทำบุญทำทานและรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว ในหมู่บ้านแห่งนั้นมีชาวบ้านอาศัยอยู่สามสิบตระกูล วันหนึ่งในขณะที่มฆมานพเดินเล่นในหมู่บ้าน เห็นสถานที่แห่งหนึ่งแล้วพอใจ จึงจัดการเก็บกวาดทำ จนกระทั่งเป็นสถานที่น่ารื่นรม น่าพักผ่อนหย่อนใจ
 
  
      วันรุ่งขึ้นมฆมานพตั้งใจจะมาพักผ่อน ณ ที่ ซึ่งตนเองได้เก็บกวาดไว้นั้น ก็ปรากฏว่ามีผู้อื่นมาพักใช้เป็นที่พักเสียแล้ว มฆมานพจึงจัดหาสถานที่ใหม่ กระทำให้เป็นที่พักอันน่ารื่นรมย์อีก
   
     ครั้นพอวันรุ่งขึ้นก็มีผู้มาใช้ประโยชน์ที่แห่งใหม่ซึ่งมฆมานพจัดหาไว้อีก เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน กระทั่งมฆมานพได้สร้างสถานอันน่ารื่นรมไว้ถึงสามสิบแห่งให้แก่ตระกูลต่างๆ ในหมู่บ้านนั้นทั้งหมด 


     ต่อมามฆมานพได้สร้างศาลาไว้ในที่เหล่านั้น พร้อมทั้งตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ กระทำศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ทั้งสามสิบตระกูล ต่างพากันช่วยถางทาง สร้างถนน สร้างสะพาน ขุดสระ สร้างศาลา ให้ทาน และรักษาศีล 5 ตามมฆมานพ การที่ชาวบ้านรักษาศีล 5 ตามมฆมานพนั้น ได้สร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าหมู่บ้านเป็นอย่างมาก
     เนื่องจากการละเว้นการฆ่าสัตว์และละเว้นการดื่มสุรานั้น ทำให้ตนเองเสียรายได้  คิดได้ดังนั้นแล้วหัวหน้าหมู่บ้านจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามคตราช และกราบทูลเสด็จว่า มีพวกโจรเที่ยวเข่นฆ่าชาวบ้าน
 
     พระราชาเมื่อได้ทรงเสดับฟังคำของหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว จึงรับสั่งว่าให้นำคนเหล่านั้นมา  พระราชาทรงหลงเชื่อ คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านไม่ทันได้ไต่สวนความก็รับสั่งให้ประหารด้วยการนำช้างมาเหยียบให้ตาย เมื่อราชบุรุษให้ชาวบ้านนอนลงที่พระลานหลวงก็ไสช้างเข้ามา 
  
      แม้ชาวบ้านจะพยายามอธิบายและร้องขอชีวิตต่อพระราชาแต่ก็ไม่เป็นผล ราชบุรุษได้ไสช้างเข้าไปยังชาวบ้านที่นอนอยู่หมายจะเอาชีวิต ระหว่างนั้นมฆมานพได้ปลอบใจชาวบ้านและเตือนสติให้ระลึกถึงศีล และให้เจริญเมตตา 
 
     ชาวบ้านทั้งหมดทำตามที่มฆมานพบอก เมื่อราชบุรุษนำช้างเข้าไปเพื่อให้เหยียบชาวบ้าน ช้างนั้นก็ไม่ยอมเข้าไป ร้องเสียงลั่นแล้วหนีไป แม้จะนำช้างเชือกอื่นมาก็เป็นเช่นเดียวกัน เหตุการณ์นี้สร้างความแปลกใจแก่พระราชายิ่งนัก
     ทรงคิดว่าชาวบ้านมียาที่ทำให้ช้างไม่กล้าเข้าไปใกล้ จึงรับสั่งให้ราชบุรุษค้นตัวชาวบ้าน 
 
      พวกราชบุรุษตรวจค้นดูแล้วก็ไม่พบอะไร พระราชาทรงสงสัยว่าชาวบ้านจะมีเวทมนต์ทำให้ช้างกลัว จึงสั่งให้เรียกมฆมานพมาสอบถาม 
     พระราชาได้ฟังดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส ทรงยกสมบัติในเรือนทั้งหมดของหัวหน้าหมู่บ้าน และให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นทาสของชาวบ้านเหล่านั้น พร้อมทั้งมอบช้างและบ้านเรือนแก่ชาวบ้าน

     

         มฆมานพได้ปฏิบัติวัตรบท 7 คือ เลี้ยงดูบิดามารดา เคารพนอบน้อมผู้ใหญ่ในตระกูล พูดจาสุภาพนิ่มนวล ไม่กล่าวคำส่อเสียด ปราศจากความตระหนี่ กล่าวแต่คำสัตย์ เป็นผู้ไม่โกรธ เมื่อสิ้นอายุขัยจึงได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสักกะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  
แม้พวกสหายของ มฆมานพก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาเช่นกัน 
            ครั้งหนึ่งท้าวสักกะได้ทำการรบกับพวกอสูร โดยมีมาตลีเทพบุตรเป็นสารถี แต่พลาดท่าเสียทีแก่พวกอสูร จึงต้องแล่นรถหนีเพื่อกลับเข้าสู่เทพนคร

     ขณะที่พ่ายแพ้หนีกลับมายังเทพนครนั่นเอง มาตลีเทพบุตรได้ขับรถผ่านป่างิ้ว ระหว่างทางรถของท้าวสักกะได้ทำลายต้นงิ้วซึ่งเป็นที่อยู่ของลูกครุฑจำนวนมาก พวกลูกนกครุฑที่พลัดตกลงมาก็พากันร้องเสียงขรม

    

     ท้าวสักกะไม่ต้องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงทรงสั่งให้พระมาตลีสารถีกลับรถไปยังทางเดิมหมายจะสละชีวิต ฝ่ายพวกอสูรเมื่อเห็นท้าวสักกะย้อนกลับมา ก็คิดว่าก็คงมีกำลังเสริมมาช่วย จึงพากันหนีเข้าไปยังภพอสูรตามเดิม  
    เมื่อพวกอสูร หนีกลับไปยังภพอสูรแล้ว ท้าวสักกะจึงทรงเป็นผู้ชนะศึกในครั้งนั้น 

     พระศาสดาครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว ตรัสกับภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนครองราชย์สมบัติในเทวโลก ถึงจะสละชีวิตของตนก็ไม่กระทำ ปานาติบาต ด้วยประการดังนี้ เธอชื่อว่าบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้เหตุใดจักดื่มน้ำมีตัวสัตว์มิได้กรองเล่า
     
     พระศาสดาทรงติเตียนภิกษุนั้น แล้วทรงประชุมชาดกว่า 

มาตลี สารถีในครั้งนั้น กำเนิดเป็น พระอานนท์
ส่วนท้าวสักกะในครั้งนั้น เสวยพระชาติเป็นเราตะถาคตชะนี้แล

ข้อคิดที่ได้.....

1.การแบ่งปันมีความสำคัญ ...พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน  เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว  ถ้าไม่รักกันแล้ว จะทำให้ครูบาอาจารย์ ไม่สบายใจ

2.ชีวิตของสัตว์แม้ตัวเล็ก ๆ  ก็อย่าเบียดเบียน  ให้เห็นความสำคัญของชีวิตของเขา

3.การทำความดี  แม้ถูกกลั่นแกล้งก็ให้ตั้งใจทำต่อไป อย่างมฆมานพ

4.การแผ่เมตตา และตั้งอยู่ในศีล  มีอานุภาพ  แม้ช้างยังไม่กล้าทำร้าย    ทำนองว่า คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหล   ตกไม่ไม่ไหม้


วิโรจนชาดก - สุนัขจิ้งจอกอยากเป็นผู้นำ





                 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้แสดงท่าทางอย่างพระองค์ ได้ตรัสเล่าความเป็นไปในอดีตว่า...
                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง ออกจากถ้ำทองไปหาอาหาร ได้กระบือใหญ่ตัวหนึ่ง กินเนื้อแล้วไปดื่มน้ำที่สระแห่งหนึ่ง

                ในขณะที่เดินกลับถ้ำ ได้พบสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งในระหว่างทาง สุนัขจิ้งจอกจึงขออาสาเป็นผู้รับใช้ราชสีห์ด้วยความกลัวตาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  สุนัขจิ้งจอกก็ได้กินเนื้อเดนราชสีห์อย่างอิ่มหนำสำราญ  มันมีหน้าที่ขึ้นยอดเขาไปดูสัตว์ที่จะเป็นอาหาร แล้วกลับลงมาบอกพระยาราชสีห์ว่า

            " ข้าพเจ้า อยากกินเนื้ออย่างโน้น นายท่าน จงแผดเสียงเถิด " พระยาราชสีห์ก็จะไปจับสัตว์ตัวนั้นมาเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อนานาชนิดหรือแม้กระทั่งช้าง
               ครั้นเวลาผ่านไปหลายปี สุนัขจิ้งจอก ชักกำเริบเกิดความคิดว่า
               " แม้ตัวเรา ก็เป็นสัตว์ มี ๔ เท้าเหมือนกัน เหตุใด จะให้ผู้อื่นเลี้ยงอยู่ทุกวันเล่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะฆ่าช้างเป็นอาหารกินเนื้อเอง  แม้แต่ ราชสีห์ก็เพราะอาศัยเราบอกว่านายขอรับ  เชิญท่านแผดเสียงเถิด เท่านั้น  ก็จึงฆ่าสัตว์ต่างๆได้   ต่อแต่นี้ เราจะให้ราชสีห์พูดกับเราบ้าง " ได้เข้าไปหาราชสีห์แล้วบอกเรื่องนั้น
           แม้ถูกพระยาราชสีห์พูดเยาะเย้ยว่า      " เป็นไปไม่ได้ "
    ก็ตามคงเซ้าซี้อยู่นั่นเอง พระยาราชสีห์เมื่อไม่อาจห้ามมันได้ ก็รับคำให้สุนัขจิ้งจอกนอนในที่นอนของตน แล้วไปคอยดูช้างตกมันที่เชิงเขา พบแล้วก็กลับเข้ามาบอกสุนัขจิ้งจอกว่า
    " จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด "
   สุนัขจิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สลัดกาย มองทิศทั้ง ๔ หอนขึ้นสามคาบ วิ่งกระโดดเข้างับช้างหวังที่ก้านคอช้าง กลับพลาดไปตกที่ใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้าขวาขึ้นไปเหยียบหัวจิ้งจอก จนหัวกะโหลกแตกเป็นจุน แล้วเอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้แล้วเยี่ยวรดข้างบน ร้องกัมปนาทเข้าป่าไป

พญาราชสีห์เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า....

     " มันสมองของเจ้าทะลักออกมา กระหม่อมของเจ้าก็ถูกทำลาย
       ซี่โครงของเจ้า ก็หักหมดแล้ว วันนี้ เจ้าช่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน "

 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ....

-ให้รู้จักประมาณกำลังตัวเอง  ...อย่าคิดอะไร  เกินกำลังความสามารถของตัวเอง 

-การเป็นใหญ่ได้นั้น    ต้องสั่งสมบุญ บารมี มามาก  พญาราชสีห์  พระโพธิสัตว์  สั่งสมบุญบารมีมากมาก จึงเป็นเจ้าป่า  มีกำลังมาก  สัตว์อื่นสู้ไม่ได้ 

-เมื่อโดนทักท้วง   ควรหันกลับมาดูว่า ...เขาทักท้วงด้วยความหวังดีหรือไม่   ถ้าด้วยความหวังดีแล้ว  เราควรเชื่อ และทำตามแต่โดยดี  เหมือนสุนัขจิ้งจอก  ถ้าเชื่อพญาราชสีห์  ก็คงไม่ถึงซึ่งความตายอย่างแน่นอน 







สัญชีวชาดก
ปลุกขึ้นมาฆ่า

.....................





          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ปรารภเรื่องการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู  ได้ตรัสว่า...
           ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ในนั้นมีมานพคนหนึ่งชื่อ สัญชีวะ ได้เรียนมนต์ทำคนตายให้ฟื้นคืนมาได้  แต่ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน
            วันหนึ่ง เขาเข้าไปหาฟืนกับเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่งนอนตายอยู่ ก็พูดกับเพื่อนๆ ว่า
           " เราจะทำเสือตายตัวนี้ ให้ฟื้นคืนมา พวกท่านจะเชื่อเราหรือไม่ "
           พวกเพื่อนๆบอก...ไม่เชื่อ และท้าว่า
          " ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นมาเถิด " แล้วก็ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ไป
             ส่วนนายสัญชีวะ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสือได้ลุกขึ้น กระโดดกัดที่ก้านคอของเขา ทำให้เขาเสียชีวิตล้มลงตรงนั้นเอง  ทั้งคนและสัตว์นอนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไป แล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า

                " ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว
                    คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละ ให้เป็นเหยื่อ 
                   เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น 
                   แล้วทำเขานั้นแล ให้เป็นเหยื่อ "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....

-มีความรู้ ความสามารถ ก็ควรใช้ให้ถูกกาล  ถูกเวลา   ไม่เช่นนั้น   ย่อมประสบความเดือดร้อน 

-อย่าประมาทเล่นกับสัตว์เดรัจฉาน  เพราะควบคุมไม่ได้

-การเรียนวิชชา  เมื่อเรียนผูก  ก็ควรที่จะเรียนแก้ด้วย  จะได้แก้ไขได้ทัน

-อย่าคบคนชั่ว  เพราะเราจะเป็นเหยื่อของเขา

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562


วันออกพรรษา

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

              วันออกพรรษา 2562 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562 เป็นวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝน
                วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า "ปวารณา" แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน
     สำหรับคำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลี ดังนี้ "สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ" มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียใหม่ให้ดี

              

ความสำคัญของวันออกพรรษา
วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลดังนี้
      1. หลังจากวันออกพรรษา พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ 

                     2. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษาไปเผยแผ่แก่ประชาชน

                     3. ใน
วันออกพรรษา พระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนเรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือและความสามัคคีกัน

                     4. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าว ตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป

วันออกพรรษาควรทำอะไรบ้าง

                        ในวันออกพรรษานี้  พุทธศาสนิกชน  ควรบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา   แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว

     นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “ประเพณีตักบาตรเทโว”
คำว่า “ตักบาตรเทโว” มาจากคำเต็มว่า “ตักบาตรเทโวโรหณะ”  คือการตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า ...พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ) ที่ต้นมะม่วงใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดแก้วที่ใกล้เมืองสังกัสสะ


กิจกรรมที่ควรทำในวันออกพรรษา
      1.  ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน

      2. นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน
      3.ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมเจริญภาวนา
     4. ศึกษาถึงความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา
    5.บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
     6. ลด ละ เลิก อบายมุข และให้งดจำหน่ายสิ่งเสพติดทุกชนิด

     

ประโยชน์จะได้รับจากวันออกพรรษา
      1. พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติ

     2. พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ปวารณา

      3. พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา

      4. พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีรู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง 




                    

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

วาจาศักดิ์สิทธิ์

“...พูดแต่คำจริง  วาจาไพเราะในชาตินี้  
ชาติต่อ ๆ ไป คำพูดของตนศักดิ์สิทธิ์...”
                 ในบรรดาศีล 5 ข้อ มีหลายๆคนบอกว่าศีลข้อ 4 รักษายากที่สุด และมีนักธุรกิจบางคนให้เหตุผลว่า “ในการทำธุรกิจนั้น ไม่อาจพูดความจริงได้ทั้งหมด” ที่จริงศีลข้อ 4 นั้น นอกจากงดเว้นจากการพูดเท็จแล้ว ก็ควรละเว้นการพูดคำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้ออีกด้วย จึงจะรักษาศีลข้อ 4 ได้สมบูรณ์ ในข้อห้ามทั้ง 4 ข้อนี้ การพูดเท็จหรือพูดโกหก เป็นที่รับรู้ได้ยากที่สุดในบรรดาข้อห้าม 4 ประการนี้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายให้ทั้งผู้อื่นและตัวผู้พูดเอง (ทันตาเห็น ถ้ามีคนจับได้) โดยมีปริมาณความเสียหายตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง มาก ไปจนกระทั่งมากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า “โกหกเรื่องอะไร”
                  ส่วนการพูดคำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้อนั้น ก็สามารถก่อความเสียหายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด รับรู้ได้ง่าย ผู้ฟังจึงพอมีโอกาสตั้งรับได้ อานุภาพการทำลายล้างจึงอาจไม่ลึกซึ้งแนบเนียนเท่ากับการโกหกหลอกลวง อย่างไรก็ตาม การงดเว้นถ้อยคำเหล่านี้ นอกจากจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว เรายังจะได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้ม คือ เราจะเป็นบุคคลที่น่ารักและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากผู้อื่นในปัจจุบันชาตินี้เลยทีเดียว ภพชาติต่อไป เราจะมีฟันสวย ขาวสะอาด เรียบเสมอกัน กลิ่นปากหอม ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี จะได้รับความจริงใจจากผู้อื่นและที่สำคัญที่สุด เราจะมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้กล่าวไว้ว่า
                 “...ถ้าใครต้องการวาจาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ...พวกที่พูดวาจาพล่อยๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหลชนิดนี้ฆ่าวาจาของตัวเอง ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทำให้ นี้ต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตน ให้เป็นวาจาที่ไพเราะ อ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วย เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่กันและกัน...”
                   “...หัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดจะทำอะไรสำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ...”
 วาจาศักดิ์สิทธิ์ คือ อะไร ?
  • วาจาศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ วาจาที่มีอำนาจ บันดาลให้สิ่งที่กล่าวออกไปสำเร็จได้ดังประสงค์ และผู้ใดได้ฟังจะต้องทำตาม
                วาจาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จะต้องมีบุญมรองรับด้วยการบำเพ็ญกุศลทางวาจาเอาไว้ คือ รักษาศีลข้อ 4 เป็นอย่างดี โดยพูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน พูดคำจริงที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และงดเว้นวจีทุจริต คือ การพูดเท็จ การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด และการพูดเพ้อเจ้อ
                  สำหรับบางคน อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำได้บริสุทธิ์ครบถ้วนทุกประการ ทั้งการไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเรางดเว้นคำพูดเหล่านี้ แล้วได้วาจาศักดิ์สิทธิ์มาเป็นการตอบแทน ก็น่าจะคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม จากนี้ไป ถ้าเราคิดให้รอบคอบและถามตัวเองทุกครั้งก่อนทำผิดศีลข้อ 4 ว่า “นี่เรากำลังจะทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองอยู่หรือเปล่า” เชื่อว่าเราจะสามารถรักษาศีลข้อ 4 ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์มากขึ้น
จากหนังสือ คำสอนหลวงปู่ สู่โลกปัจจุบัน (วันที่พิมพ์: 10 ตุลาคม พ.ศ.2551)

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เรื่องเล่า...อานุภาพหลวงปู่...

เห็นพระธรรมกายด้วยตาเนื้อ  น่านฟ้าวัดปากน้ำ
   เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เป็นที่โจษขานกันเป็นอย่างมาก ซึ่งจะถือว่าเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the Town) ในช่วงนั้นก็ได้ เพราะสมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือพิมพ์ก็ได้ตีพิมพ์รูปของท่าน และเรื่องราวความมหัศจรรย์ในวันวิสาขบูชา จนกลายเป็นความฮือฮาที่แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ โดยเล่าถึงการปรากฏของพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า ในวันเวียนเทียนสมโภช ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการตีพิมพ์เรื่องราวของท่านลงหนังสือพิมพ์ หลวงปู่ก็มีกิตติศัพท์เลื่องลือกึกก้องว่า ท่านเป็นพระที่เก่งในทางวิปัสสนามากถึงระดับที่ว่า สามารถอาราธนาพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานมาให้เห็นด้วยตาเนื้อแบบจะๆ ซึ่งเรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา และวันมาฆบูชา
            ในช่วงพิธีเวียนเทียน ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็น หลวงปู่จะให้พวกที่ทำวิชชาทั้งหมดมาพร้อมกันที่โรงงานทำวิชชา แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะไม่ใช่เวรของตนก็ตาม จากนั้นก็ใช้วิชชาธรรมกายช่วยกันอาราธนาพระธรรมกายให้มาปรากฏเหนือน่านฟ้าวัดปากน้ำ อีกทั้งยังกลั่นแก้ธาตุธรรมของผู้มาเวียนเทียนให้สะอาดบริสุทธิ์ และเปิดเห็น จำ คิด รู้ เพื่อให้เห็นพระธรรมกาย ซึ่งผู้ที่จะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้นั้น จะต้องอยู่ในอาการสงบ สำรวมกาย วาจา ใจ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิในขณะเวียนเทียนด้วย ซึ่งในแต่ละปี ก็จะมีสาธุชนจำนวนมากได้เห็นพระปฏิมากรลอยอยู่เหนือน่านฟ้า ปางสมาธิบ้าง ปางประทานพรบ้าง บางคนก็เห็นองค์พระจำนวนมหาศาลลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ซึ่งพอเห็นแล้วก็ปีติขนลุกชูชัน จนบางคนถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ออกมาด้วยความดีอกดีใจ หรือบางคนแม้เลิกเวียนเทียนแล้ว ขณะนั่งเรือจ้างออกจากวัดไปถึงท่าน้ำตลาดพลู แต่พอเหลียวหลังกลับไปดูเหนือพระอุโบสถ ก็ยังสามารถเห็นพระพุทธเจ้าแก้วใสลอยอยู่เหมือนเดิม
           เรื่องนี้มีพยานที่มีตัวตนจริงที่ได้พบเห็นเป็นจำนวนมากมาย อีกทั้งยังมีหลักฐานอยู่ในหนังสือของหลวงภูมินาถสนิท (สืบ ตังครัตน์) ซึ่งเป็นมหาดเล็กคนโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า... “ครั้งหนึ่งก่อนวันวิสาขบูชา พ.ศ.2489 ข้าพเจ้าได้รับคำบอกเล่าจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า พิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาปีนี้ หลวงพ่อได้อาราธนา อัญเชิญเสด็จพระพุทธองค์ ให้เสด็จมาปาฏิหาริย์ มาทรงเป็นประธานในพิธีด้วย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรวม 300 คน เดินเวียนไปจวนจะครบสามรอบ มีอุบาสกผู้หนึ่งเอะอะขึ้นว่า เขาเห็นพระพุทธนิมิตปาฏิหาริย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า และชี้ให้ทุกคนดูในขณะนั้น”
         ...และที่น่าทึ่งมากไปกว่านั้น มีบุคคลที่ไม่เชื่อและไม่ศรัทธา เดินทางมาพิสูจน์เป็นจำนวนมาก เช่น คุณสุธรรม จันทร์กลัด อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ซึ่งได้กล่าวยืนยันว่า ปกติท่านเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถึงขนาดทักท้วงว่า พระพุทธเจ้า ท่านเสด็จปรินิพพานไปนานถึง 2,500 กว่าปีแล้ว ทำไมยังสามารถเสด็จมาให้เห็นได้อีก และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ท่านเดินทางไปพิสูจน์ โดยพาภรรยา คือ คุณพะยอม ไปเวียนเทียนด้วยกัน และสุดท้ายก็ได้เห็นปาฏิหาริย์เหนือน่านฟ้าจริงๆด้วยตาตัวเอง และทันทีที่เห็น ท่านก็รีบคุกเข่ากราบลงกับพื้นพระอุโบสถวัดปากน้ำทันที 3 ครั้ง จากนั้นก็รีบตรงเข้าไปในพระอุโบสถ แล้วไปก้มกราบที่หน้าตักของหลวงปู่ ทั้งที่ขนยังลุกซู่ไม่หาย แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานฝากเนื้อฝากตัว ขอให้ได้เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ทุกชาติ
             หรือแม้แต่ คุณโชติ วนิกเกียรติ เดิมเป็นคนที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่วัดปากน้ำเลย ถึงขนาดพูดกับพี่สาวของตัวเอง คือ คุณชัช วินิกเกียรติ ที่มาวัดปากน้ำเป็นประจำว่า วัดใกล้ๆบ้านก็มี ทำไมต้องไปทำบุญที่วัดปากน้ำด้วย เป็นเพราะติดใจพระรูปใดรูปหนึ่ง หรือถูกหลวงปู่หลอกหรือเปล่า... แต่พอคุณโชติได้เดินทางมาพิสูจน์ และได้มาเห็นปาฏิหาริย์เหนือน่านฟ้าในวันเวียนเทียนด้วยตาตัวเองแบบจะๆ ก็เลยเข้าใจ และรีบเข้าไปขออนุญาตกราบที่เท้าหลวงปู่ เพื่อขออโหสิกรรมที่เข้าใจผิด และหลังจากนั้น คุณโชติก็เปลี่ยนใจหันมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม และกลายเป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ โดยมาทำบุญถวายน้ำอ้อยแด่หลวงปู่อยู่เป็นประจำ...
                จากปรากฏการณ์เหนือน่านฟ้านี้เอง เป็นการประกาศอนุภาพของพระรัตนตรัย และยกใจมหาชนผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หรือที่เลื่อมใสแล้ว ให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ดำเนินรอยตามการประกาศธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงใช้วิธีการสอนอยู่ 3 อย่าง ที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์ 3” เพื่อลดทิฐิมานะผู้เห็นผิดให้กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ซึ่งปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ได้แก่
  • อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ที่พ้นวิสัยของสามัญมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • อาเทสนาปาฏิหาริย์ คือ การดักใจทายใจคนได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสั่งสอนจูงใจคนให้นิยมเชื่อถือตามได้อย่างน่าอัศจรรย์
               ดังในครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ตอนที่เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จกลับลงมาในวันมหาปวารณา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้พุทธานุภาพเปิดโลกทั้งสาม ทำให้มนุษย์และเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย สามารถมองเห็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าที่มาส่งพระองค์ ซึ่งเป็นเหมือนกองทัพชาวสวรรค์ที่เลื่อนลอยลงมาจากนภากาศ มีความยิ่งใหญ่ประดุจพระเจ้าจักรพรรดิเสด็จออกยาตราทัพ โดยเหล่าเทวดาได้ลงมาทางบันไดทอง มหาพรหมลงมาทางบันได้เงิน ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้วมณี ขณะนั้นพระองค์ทรงเปล่งรัศมีสว่างไสวเรืองรองไปทั่วโลกธาตุ ทำให้เหล่าสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกทั้งสาม คือ สวรรค์, มนุษย์, และนรก สามารถเห็นกันและกันในเวลาเดียวกัน ทั้งเทวดา, มนุษย์, สัตว์นรก, สัตว์เดียรัจฉาน, อสุรกาย ต่างเห็นกันและกันด้วยตาเนื้อเป็นอัศจรรย์ด้วยพุทธานุภาพ ซึ่งเมื่อสรรพสัตว์เห็นความอัศจรรย์เช่นนี้แล้ว ก็ต่างเกิดมหาปีติ พากันตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า เพราะเห็นพุทธานุภาพนั้น อีกทั้งบางคัมภีร์ยังกล่าวไว้ว่า แม้แต่มดซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ยังมีความรู้สึกนึกคิดปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าด้วย
จาก หนังสืออานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา พิมพ์วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2555

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำอย่างไร...???  ถึงจะรวย


..........................................



 ในเรื่องความรวยความจนนี้ ปรากฏอยู่ในพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่หลายแห่ง เช่น
“...ในโลกมนุษย์ถ้าเรามีบุญแล้วจะค้าขายก็ร่ำรวย จะทำงานทำกิจการอะไรก็เจริญ จะหาทรัพย์สมบัติก็ได้คล่องสะดวกสบายไม่ติดขัดแต่ประการใด ถ้าว่าไม่มีบุญ จะทำอะไรก็ติดขัดไปเสียทุกอย่างทุกประการ ดังนั้น จึงได้ชักชวนพวกเราให้มาทำบุญทำกุศลเสีย จะได้เลิกจนเลิกทุกข์ยากลำบากเสียที...”
วิธีทำให้รวย นอกจากความซื่อสัตย์...อดทน...ขยันหมั่นเพียรแล้ว ....ยังต้องมีคุณธรรมพื้นฐาน คือต้องหมั่นทำทาน ...หมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และหมั่นเจริญสมาธิภาวนาให้ใจหยุดใจนิ่ง ดังนี้


ทาน: ...คือการให้ เป็นคุณธรรมเบื้องต้นของการทำความดี    ทำให้เราเป็นที่รักของทุกคน พร้อมทั้งมีโภคทรัพย์สมบัติ  สามารถทำได้ทั้งวัตถุทาน...อภัยทาน...วิทยาทาน ...และธรรมทาน 
ศีล: ...เป็นหลักประกันของชีวิตขั้นพื้นฐาน   ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน  มีหลายระดับคือ  ศีล 5 ...สำหรับบุคคลทั่วไป  ...ศีล 8 นักบวชหญิง   ...ศีล 10  สำหรับสามเณร  ...ไปจนถึง ศีล 227 ...สำหรับพระภิกษุ    รักษาศีลตามสภาวะของตน
ภาวนา: ...คือการรักษาจิตของเราให้นิ่ง สงบ สบาย ไม่ฟุ้งซ่าน โดยการทำสมาธิ หรือเจริญภาวนา ซึ่งจะมี 2 แบบ คือ 1.สมถภาวนา ....เป็นการทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว   ส่วน  2. วิปัสสนาภาวนา ...เป็นการทำจิต ให้เป็นสมาธิที่ตั้งมั่น พร้อมทั้งพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงใคร่ครวญหาเหตุและผลของสภาวธรรมทั้งหลาย 

หลวงปู่วัดปากน้ำ  
ท่านทำให้เป็นตัวอย่างแล้ว 
ดังคำของท่านที่ว่า ....


“...สมภารวัดปากน้ำ แก่แล้ว อายุ 71 แล้ว ...ต้องการบุญกุศลเท่านั้น อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานไป... ไม่ทำอะไรก็สอนหนังสือหนังหาไป.... สงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตรไปอย่างนี้แหละ...”
ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าใครมาบำเพ็ญทานที่วัดปากน้ำ ท่านจะเมตตาคำนวณบุญให้ และบอกกล่าวกันเดี๋ยวนั้นเลยว่า ทำบุญวันนี้ได้บุญไปเท่าไหร่ ซึ่งสร้างความปลื้มปีติให้แก่ญาติโยมเป็นยิ่งนัก  ตัวอย่างเช่น
“...วันนี้นะไม่ใช่นิดๆหน่อยๆ มาทอดผ้าป่านี้นะ คนหนึ่งๆนั่นวัดผ่าเส้นศูนย์กลางขนาด 1,000 วา เป็นดวงในขนาดพันวา เขามีธรรมกาย เขาเห็นทั้งนั้นแหละ ขนาดพันวา วัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดพันวา กลมรอบตัวเรียบเหมือนหน้ากระจกเชียว นั่นแหละบุญมาติดอยู่กลางตัวทุกคนๆ แต่หย่อนบ้าง บางคนก็ถึง 900 วา บางคนก็ถึง 800 วา 700 วา 600 วา 500 วา ต้องได้ทุกคน  เหมือนกันหมด แบบเดียวกันหมดทีเดียว ความจริงเป็นอย่างนี้...”
เพราะฉนั้น  ถ้าอยากรวย  ...ก็ต้องหันมาทำทาน ...รักษาศีล ...เจริญสมาธิภาวนากันให้มากๆ  ให้ทำด้วยจิตที่สะอาด  บริสุทธิ์  ผ่องใส  เกลี้ยงเกลา... อีกไม่นาน  ก็จะสมหวังดังใจ   ขอให้ประสบความสุข และความสำเร็จดังใจที่ปรารถนากันนะ  

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...