วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562



เรื่องของพระโกณฑธานเถระ 
 ผู้มีสตรีติดตามอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา  

พระโกณฑธาน ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้เข้าศึกษา ตามธรรมเนียมของพวกพราหมณ์จนจบไตรเพท หลังจากนั้นได้มาบวชในพระพุทธศาสนา  ตั้งแต่วันที่ท่านบวช  จะมีมหาชนได้เห็นรูปหญิงสาวติดตามไปข้างหลังของท่านตลอด   แต่ตัวท่านเองมองไม่เห็นรูปนั้น 

เมื่อท่านออกบิณฑบาต ชาวบ้านที่จิตใจดี ก็ได้ถวายทานสองส่วน   โดยบอกว่า  ส่วนนี้ถวายท่าน สำหรับส่วนนี้ให้หญิงสาวสหายของท่าน  ตั้งแต่นั้นจึงได้รับสมญานามว่า.... โกณฑธาน 

สำหรับพระภิกษุ    เห็นอาการเช่นนั้นก็เกิดความรังเกียจ  กลัวความเสื่อมเสียเกิดขึ้นกับหมู่คณะ  จึงบอกให้อนาถปิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขา มหาอุบาสิกา ขับไล่ออกจากวัด แต่ ทั้งเศรษฐีทั้งสองก็ไม่ได้ทำ  จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล 

เมื่อพระองค์ได้ฟังเช่นนั้นก็เสด็จมายังเชตวนารามทรงให้ทหารล้อมกุฏิของพระโกณฑธานไว้ พระองค์เฝ้ามองไปที่ด้านหน้าของกุฏินั้น ส่วนพระโกณฑธานได้ยินเสียงดังจึงออกมายืนดูที่หน้ามุข ทันใดนั้นพระราชาก็ทรงมองเห็นว่ามีสตรียืนข้างหลังของพระโกณฑธานพระราชาทรงเข้าไปหาสตรีนั้น แต่ไม่เห็น  จึงตรัสถามว่า
“สตรีนั้นไปอยู่ที่ไหน 

คนทั้งหลายก็พูดกันอย่างนี้เหมือนกัน   แต่อาตมภาพไม่เห็นสตรีนั้นเลย”

พระราชาจึงขอให้พระโกณฑธานลองไปยืนที่หน้ามุขอีกครั้ง  พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นสตรีนั้นอีก จึงทรงแน่พระทัยว่าเป็นภาพหลอกตาาใช่สตรีจริงไม่ จึงตรัสกับพระโกณฑธานด้วยความกรุณาว่า
“พระคุณเจ้า การที่มีรูปอันเศร้าหมองแก่สมณเพศ  เที่ยวติดตามอยู่เช่นนี้ไม่เป็นมงคลคนทั้งหลายจะไม่ถวายอาหารแก่ท่านขอท่านจงเข้าไปในพระราชวังเป็นเนืองนิตย์  เพื่อรับอาหารบิณฑบาตจากข้าพเจ้าด้วยเถิด”เมื่อกล่าวแล้วก็เสด็จกลับไป

พระภิกษุทั้งหลาย รู้สึกไม่พอใจพระราชา  ...จุดประสงค์เดิม ต้องการให้ไล่พระโกณฑธาน  แต่พระองค์กลับมาอุปัฏฐากดูแลอย่างดี   ...และพากันตำหนิพระโกณฑธาน  

...ฝ่ายพระโกณฑธาน ก่อนหน้านี้ไม่เคยโต้ตอบใคร แต่มาบัดนี้เห็นว่าพระราชาสนับสนุนก็กำเริบใจกล่าวโต้ตอบภิกษุว่า“พวกท่านนั่นแหละเป็นผู้ทุศีล   พวกท่านเป็นคนชั่วช้า  และพาผู้หญิงเที่ยวไป”

พระภิกษุทั้งหลายจึงนำความนั้นกราบทูลพระศาสดา พระองค์ทรงเรียกภิกษุมาไต่ถามทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงตรัสกับพระโกณฑธานว่า

“พระภิกษุเหล่านั้นเห็นหญิงเที่ยวไปกับเธอจึงกล่าวเช่นนั้น แต่เธอไม่เห็นหญิงเที่ยวไปกับพระภิกษุเหล่านั้นเลย เหตุไฉนจึงไปด่าว่าเขา

การที่เธอมีภาพหญิงเที่ยวติดตามไปเบื้องหลังนั้น เป็นเพราะกรรมอันลามกของเธอในอดีต เหตุไฉนในบัดนี้จึงถือทิฏฐิชั่วอีกเล่า”

 พระภิกษุทรงขอให้พระพุทธองค์ ทรงเล่าถึงบุพกรรมของพระโกณฑธาน  ... พระองค์ทรงเล่าว่า

ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพระภิกษุ 2 รูปเป็นสหายรักใคร่กลมเกลียวเอื้อเฟื้อแบ่งปันเสมือนหนึ่งว่าเกิดจากครรภ์มารดาเดียวกันวันหนึ่งพระภิกษุ 2 รูปนั้นจะไปทำอุโบสถที่โรงอุโบสถระหว่างทางพระภิกษุรูปหนึ่งปวดอุจจาระจึงบอกสหายให้คอยอยู่ก่อนส่วนตนจะขอแวะทำสรีรกิจในพุ่มไม้

ขณะนั้น มีเทวดาผู้มีนิสัยเกเร เห็นพระภิกษุทั้งสองรูปรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก อยากจะให้แตกกันจึงปลอมเพศเป็นหญิงสาวสวย  เมื่อพระภิกษุรูปนั้นทำสรีรกิจเสร็จแล้วเดินออกมาเทวดาในรูปของหญิงสาวจงใจเดินตามออกมาจากพุ่มไม้ด้วย เพื่อให้พระภิกษุที่คอยอยู่เห็น   เมื่อรู้ว่าเห็นแล้วก็ซ่อนกายหายไปจากที่ตรงนั้น

เมื่อพระภิกษุรูปนั้นเดินเข้ามาใกล้ พระภิกษุผู้รอคอยได้กล่าวขึ้นว่า“ผู้มีอายุศีลของท่านวิบัติเสียแล้ว”

พระภิกษุ.. “ทำไมหรือท่าน” 

พระภิกษุผู้รอคอย “ข้าพเจ้าเห็นหญิงรุ่นสาวคนหนึ่งเดินตามหลังท่านออกมาจากพุ่มไม้ เธอเกล้าผมเสียใหม่และจัดแจงผ้านุ่งให้เรียบร้อย การเข้าไปของท่านก็มิใช่ประเดี๋ยวประด๋าวอาการอย่างนี้จะให้หมายความว่าอย่างไรนอกจากศีลของท่านได้ถึงความวิบัติกับสตรีนั้นแล้ว ท่านอย่าปฏิเสธเลยข้าพเจ้าเห็นกับตาตัวเอง”

พระภิกษุ  ....ตกใจเป็นอันมาก กล่าวว่า“ท่านอย่าให้ข้าพเจ้าต้องวิบัติเลยข้าพเจ้ามิได้ทำกรรมอย่างนั้นจริงๆ”


เมื่อเดินทางมาถึงอุโบสถ ก็ไม่ปรารถนาจะทำอุโบสถร่วมด้วยเพราะถือว่าพระภิกษุอีกรูปหนึ่งไม่มีศีลเสียแล้วท่านได้บอกแก่สงฆ์ว่าได้เห็นมาอย่างไรส่วนภิกษุผู้ถูกกล่าวหาได้พยายามชี้แจงว่ามิได้ทำกรรมอย่างนั้นจึงอ้อนวอนขอความเห็นใจจากสงฆ์

ฝ่ายเทวดาที่กลั่นแกล้ง เมื่อเห็นเรื่องเลยเถิดไปอย่างนั้น   ก็เกิดร้อนตัวกลัวกรรมจึงยืนอยู่ในอากาศเล่าความจริงทั้งหมดให้เหล่าพระภิกษุฟังและขอให้พระภิกษุทั้งสองจงทำอุโบสถร่วมกันเถิด

เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ภิกษุจึงยอมทำอุโบสถร่วมแต่ความสนิทชิดเชื้อไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว    เมื่อสิ้นอายุ พระภิกษุทั้งสองบังเกิดในเทวโลกส่วนเทวดาอันธพาลนั้น   ไปเกิดในอเวจีมหานรกอยู่หนึ่งพุทธันดรกลับมาเกิดใหม่เป็นพระโกณฑธานเถระ  ที่มีผู้หญิงตามหลังตลอดเวลา

พระศาสดา ได้ตรัสเตือนพระโกณฑธานว่า

“เธออาศัยกรรมอันชั่วช้าของตน จึงได้รับผลอันแปลกประหลาดเช่นนี้ บัดนี้ไม่ควรถือทิฏฐิชั่ว กล่าวคำหยาบกับใคร เพราะเมื่อเขาถูกด่าว่าก็จะด่าว่าท่านตอบมาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทษต่างๆจะหวนกลับมาถึงตัวท่านถ้าท่านทำตนไม่ให้หวั่นไหว (อยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่มีปากไม่มีเสียง) เหมือนกังสดาล (ระฆัง) ที่ปากขาดแล้ว  ท่านก็จะถึงนิพพาน”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น พระโกณฑธานก็ตั้งตนอยู่ในโอวาทของพระศาสดาไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัตตผล

ต่อมาพระบรมศาสดาทรงยกย่องท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จับสลากเป็นปฐม


ข้อคิด....ที่ได้ในเรื่องนี้ ...
1. ผลของกรรมที่ทำนั้นไม่ไปไหน...หากต้องรับผลของกรรมนั้น.   จะเห็นได้ว่า เทวดาอาจจะทำเพื่อการล้อเล่น   หรือทดสอบความรักที่เพื่อนมีต่อกัน เท่านั้น แต่ที่เป็นกรรมหนักเพราะทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน แม้ว่าได้กระทำกรรมนี้เพียงช่วงสั้น ๆ   ในเวลาที่ รอการลงอุโบสถร่วมกัน    .แม้ว่า.เทวดาอันธพาล  ได้สำนึกผิด  กลัวกรรม  ..และมีการรับสารภาพแล้วว่าตนเป็นคนทำ  ...แต่ผลของกรรมนั้น   ยังส่งผลตกอเวจีมหานรกถึง 1 พุทธันดร  

2.การตัดสินคนอื่น อย่าเชื่อฟังตาม ๆ กันมา  หรือ จากสื่อต่าง ๆ แม้ว่าเห็นกับตาตัวเอง ก็ใช่ว่าจะถูกต้อง 100 %  มีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย  เพราะฉะนั้นทางที่ดี  ต้องพิจารณาไตร่ตรอง  อย่าด่วนในการตัดสินใครว่าผิดโดยที่ไม่ทราบข้อมูลจริง ๆ 

3.เราต้องรักกัน  มีความจริงใจกัน และเชื่อใจกัน  ให้มาก ๆ   มีสัจจะ  พูดอย่างไร  ทำอย่างนั้น  ทำอย่างไร  พูดอย่างนั้น  จะได้ไม่เป็นเครื่องมือของเทวดาที่เป็นพาลได้ ...

4...ต้องอธิษฐานว่า ...อย่าได้เจอคนภัย คนพาลทั้งหลาย  แม้แต่เทวดาก็อย่าได้เจอ 


วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561


 อานิสงส์
การบูชาด้วยดอกไม้

สมัยพระสิขี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า    มีพระเถระ    ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์  เรื่องการเห็นโทษของการทำบาปอกุศล  มีผลให้ตกไปสู่อบายภูมิ  และผลแห่งการสร้างบุญ ส่งให้ไปบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์   พระเถระคิดว่า การที่เกิดมาเป็นมนุษย์  แล้วมีชีวิตอยู่อย่างผู้ประมาทนี้ไม่สมควรเลย   จึงได้ถือเอาดอกไม้นานาชนิดโปรยถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น  ส่งผลให้ท่านได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก เสวยทั้งสวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอันเลิศ ไม่ว่าจะเหยียบไปที่ใดก็ตาม ก็มีดอกไม้ผุดขึ้นมารองรับ และก็เป็นที่เคารพบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดา ทั้งหลาย

     จนมาถึงสมัยพุทธกาลนี้ ท่านก็ได้บังเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย    มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงออกบวช เมื่อบวชได้ไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  มีนามว่า อโวปุปผิยเถระ เพราะท่านได้โปรยดอกไม้ไปในอากาศเป็นพุทธบูชา เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ก็ย้อนอดีตกลับไป ได้เห็นบุพกรรมที่ท่านได้สร้างเอาไว้ ก็เกิดความอัศจรรย์ ในผลบุญ อันเล็กน้อยที่ได้ทำ แต่ผลที่ได้มหาศาล   

เช่น ได้เป็นพระราชา  บ้าง ..  เป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ  และทรงมีพละมาก  ...ภพชาติ สุดท้าย ก็ได้คุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖  นี้เป็นผลแห่งบุญที่ได้ทำในครั้งนั้น”

   ยังมีอีกเรื่อหนึ่ง   ในสมัยพระเจ้าวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า  อดีตพระเถระรูปหนึ่ง  มาเกิดเป็นนกน้อยตัวหนึ่ง อาศัยใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ แม้จะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่บุญเก่าของท่านก็ยังพอมีอยู่ จึงสามารถเตือนตัวเองไม่ให้สร้างบาปอกุศลเพิ่ม ไม่กินสัตว์มีชีวิต กินแต่เพียงสาหร่ายและพืชที่มีอยู่ในแม่น้ำ

    วันหนึ่ง พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จไปประกาศพระสัทธรรมเพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขณะเดียวกันนั้น นกน้อยกำลังหากินอยู่พอดี ได้มองเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระฉัพพรรณรังสีเปล่งออกมาจากพระวรกาย  รุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก เหมือนพระอาทิตย์ที่สว่างไสว จึงคิดว่า   สมณะรูปนี้  งดงามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก คงจะเป็นผู้ที่มีคุณวิเศษเป็นแน่  อย่ากระนั้นเลย เราควรที่จะเอาบุญกับท่าน

     พอคิดได้อย่างนี้แล้ว ก็ใช้จะงอยปากเด็ดดอกสาหร่ายที่มีอยู่ในแม่น้ำนั้น แล้วบินเข้าไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมบูชาดอกไม้นั้นลงแทบบาทพระพุทธองค์ ด้วยจิตที่เลื่อมใสไม่มีประมาณ นกน้อยพอละจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ไปบังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติในกามาวจรภูมิ... หลังจากจุติจากอัตภาพนั้น แล้วก็มาเกิดในมนุษยโลก... เสวยมหาสมบัติได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.... เป็นมหาเศรษฐีอีกนับชาติกันไม่ถ้วน

     จนมาถึงสมัยพุทธกาลนี้ ก็ได้บังเกิดในตระกูลสูงตระกูลหนึ่ง เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ออกบวช พอออกบวชได้ไม่นานก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์  โดยมีนามว่าปัจจาคมนิยเถระ เมื่อท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน จึงเกิดปีติโสมนัสในอานุภาพแห่งบุญ

จะเห็นได้ว่า  การทำบุญที่ถูกเนื้อนาบุญ แม้หว่านพืชเพียงเล็กน้อย ก็ได้ผลเกินควรเกินคาด ไม่มีนาบุญ  อื่นที่ยิ่งกว่าบุญเขตในพระพุทธศาสนา   ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กันในเพศภาวะใดก็ตาม จะเป็นมนุษย์หรือไม่ใช่มนุษย์ หากได้สร้างบุญถูกเนื้อนาบุญแล้ว จะประสบความสุขและความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิต ทำให้บุญที่สร้างไปนั้นทับทวีเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีประมาณ  ดังนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา ทั้งหลาย ต้องรู้จักทำบุญกับบุญเขตอันเยี่ยมให้ยิ่งขึ้นไปเถิด

#ธรรมะดีดี  #ข้อคิด #สาระดีดี #มีประโยชน์  #คนจริง #รักจริง  #จริงใจ #กรรม #รักจริงต้องแชร์




วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561



อานุภาพของความเลื่อมใส

มัฏฐกุณฑลี เป็นลูกชายเศรษฐีตระกูลพราหมณ์พ่อแม่รวยมาก แต่พ่อขี้เหนียว มาก จนใครก็ให้สมญาว่า ...ไม่เคยให้อะไรกับใครเลย ...  แต่ก็ยังมีใจรักลูกมาก  จึงให้ตุ้มหูทอง ผิวเกลี้ยงคู่หนึ่ง แก่ลูกชายของตน  จึงได้ชื่อว่ามัฏฐกุณฑลี 

                       ลูกชายอายุ 16 เกิดป่วยหนัก   แม่เฝ้าอ้อนวอนพ่อ  ให้เอาหมอมารักษาลูกชาย แต่ด้วยความขี้เหนียวของพ่อ จึงไม่ยอม  กลัวเสียเงินเยอะ   ก็ไปถามหมอว่า  เวลาคนเป็นอย่างนี้   หมอจะจัดยาอย่างไร .. เสร็จแล้วก็ไปหารากไม้  ใบไม้  อย่างที่หมอบอก   เอามาให้ลูกชายกิน    ลูกชายจึงไม่หาย  จากเป็นเล็กน้อย  จนเป็นมากขึ้น   พราหมณ์จึงยอมพาไปหาหมอ   แต่หมอเห็นแล้วว่า ไม่สามารถรักษาได้  จึงปฏิเสธ   พราหมณ์รู้ว่าลูกชายต้องตายแน่ ๆ  จึงหามลูกออกมานอนนอกระเบียงเพราะ กลัวคนมาเยี่ยม  จะเห็นทรัพย์สมบัติ ของตน    

พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลก  เห็นมัฏฐกุณฑลี ในข่ายพระญาณ  จึงเสด็จมา โปรด  ตอนที่พระองค์เสด็จมาถึง   เด็กหนุ่มกําลังนอนตะแคง หันหน้า เข้าฝาบ้าน   เห็นแสงจากรัศมีของพระองค์กระทบฝาบ้าน  จึงแปลกใจว่าแสงอะไร จึงหันหน้าออกมาดู เห็นพระพุทธเจ้า ก็คิดว่า เพราะพ่อเราเป็นอันธพาล ไม่ได้ถวายทาน ไม่ได้ฟังธรรม เราเลยไม่เคยได้เฝ้าพระพุทธเจ้า มาตอนนี้ แม้แต่จะยกมือไหว้พระพุทธเจ้าก็ยกไม่ไหว  คิดอย่างนี้แล้ว  เขาก็ทําใจให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์

 พระพุทธองค์ทรงทราบว่า  มัฏฐกุณฑลี ทําจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แล้ว  ก็เสด็จออกไป   พอลับตาเท่านั้น  เขาก็สิ้นลมลง แล้วไปเกิดในวิมานทอง สูง 30 โยชน์  เมื่อได้เห็นสมบัติ     ก็พิจารณาว่า  ทําไมถึงได้สมบัติอันมีประมาณนี้    ก็เลยรู้ว่าเป็นเพราะทําใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า   หลังจากนั้นก็มองลงมาจากเทวโลก  ...เห็นพ่อยืนร้องไห้ที่ป่าช้า เกิดความสงสาร  อยากจะช่วยให้พ่อคลายทุกข์   จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มมายืนร้องไห้อยู่ใกล้ๆ พราหมณ์  

พราหมณ์ได้ยินเสียงคนร้องไห้จึง เข้ามาถามว่า  "มาร้องไห้ นี่มีทุกข์อะไรหรือ "ชายหนุ่มก็ถามกลับว่า  "ท่านเล่า มีทุกข์อะไรล่ะ" พราหมณ์จึงบอกว่า  "ข้าพเจ้าทุกข์ถึงลูกชายที่ตายไป"   ชายหนุ่มจึงเล่าว่า "ข้าพเจ้ามีรถคันหนึ่ง เป็นรถทองคําล้วน   สวยมาก แต่ยังหาล้อรถไม่ได้ทุกข์ใจมาก" พราหมณ์ตกตะลึง พอบอกว่าเป็นรถทองคํา จึงบอกว่า "พ่อหนุ่ม จะต้องการล้อเงินหรือล้อทอง หรือแก้วมณีอะไร เราจะจัดหาให้ท่าน"

ชายหนุ่มคิดว่า  "ดูสิ ตอนเราป่วยจนตาย  ไม่ยอมเสียเงินค่าหมอแม้นิดหน่อย ตอนนี้   เห็นเรามีรถทอง จะยอมจ่ายล้อทองให้" คิดแล้วแกล้งพูดว่า "ไม่มีอะไรเหมาะกับรถของข้า  เท่ากับ ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์    "  พราหมณ์คิดว่า ชายหนุ่มคนนี้บ้า  จึงพูดว่า "เกิดตายแล้ว เกิดอีกเท่าไหร่ก็เอาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์มาทําล้อไม่ได้หรอก"   

ชายหนุ่มย้อนว่า "แต่เรายังอยากได้ในสิ่งที่เห็นได้อยู่ ท่านซิ....ร้องไห้คร่ำครวญ  ในสิ่งที่ใครๆ ก็มองไม่เห็น  ท่านว่าใครโง่กว่ากัน"    พราหมณ์ก็เลยได้สติ "   พูดชมเชย ชายหนุ่มที่มาทำความเห็นถูก...  ทำความเศร้าโศกถึงลูกชาย ให้คลายลง   แล้วถามว่าชายหนุ่มเป็นใคร ...ได้รับคำตอบว่าเป็นลูกชายของพราหมณ์นั่นเอง

พราหมณ์เกิดความสงสัยว่า ลูกชายของตนไม่เคยได้ทำบุญเลย  แล้วเป็น  เทพบุตรได้อย่างไร ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดให้ฟัง  พราหมณ์ฟังแล้วปีติมาก จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  ปฏิญาณว่าจะรักษาศีล  ให้ทาน และเลื่อมใสในพระรัตนตรัย แล้วทูลอาราธนาไปเสวยที่บ้านในวันรุ่งขึ้น

เมื่อพระพุทธองค์เสวยกระยาหารเสร็จแล้ว พราหมณ์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "บุคคลไม่ได้ถวายทานแก่ พระองค์   ไม่ได้บูชาพระองค์   ไม่ได้รักษาอุโบสถ   เพียงแค่ทําจิตเลื่อมใสในพระองค์อย่างเดียวก็ได้ไปเกิดในสวรรค์" มีจริงหรือพระเจ้าข้า

พระพุทธองค์ตรัสว่า "ท่านถามทําไม ในเมื่อมัฏฐกุณฑลี ได้บอกความจริงนั้น แล้ว"    พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า ผู้คนที่มาชุมนุมยังไม่หายสงสัย จึงทรงอธิษฐานให้มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลงมา พร้อมด้วยวิมาน  ตอบความจริงทุกอย่าง  ผู้คนทั้งหลายอุทานออกมาด้วยความเลื่อมใสว่า  "ดูเถอะลูกชายพราหมณ์ไม่ได้ทําอย่างอื่นเลย  นอกจากทําใจ  ให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเท่านั้น ยังได้สมบัติขนาดนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณอันสูงยิ่งน่าอัศจรรย์แท้"  หลังจากนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระภาษิตว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี”

ธรรมทั้งหลาย 
มีใจเป็นหัวหน้า 
มีใจเป็นใหญ่ 
สำเร็จแล้วด้วยใจ 
ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว
พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา 
เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น
……………………..

#ธรรมะดีดี  #ข้อคิด #สาระดีดี #มีประโยชน์  #คนจริง #รักจริง  #จริงใจ #กรรม




วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561



...กรรม...


                   กรรม  คือการกระทำ  มี 2 อย่างคือ กุศลกรรม  คือการกระทำดี   และอกุศลกรรม  คือ การกระทำชั่ว   ทุก ๆ การกระทำ  ย่อมมีผลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ดังนั้น  ท่านที่ทำความดี  ผลย่อมตอบแทนดี  ท่านที่ทำกรรมชั่ว  ก็ย่อมได้รับผลชั่วตอบแทน   เพราะฉะนั้น สัตว์โลกย่อมมีกรรมเป็นของตน.. เป็นทายาทแห่งกรรม... มีกรรมเป็นกำเนิด ...มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ...มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย .. ใครทำกรรมใดไว้  ..จะดีหรือชั่วก็ตาม ตนจะต้องรับผลของกรรมนั้น 

                  ในทางโลก คนทำผิดสามารถเลี่ยงกฏหมายได้บ้าง โดยสร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ เพื่อมาอ้างให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองถูก    แต่สำหรับกฏแห่งกรรม ยุติธรรมเสมอ  จะไม่สามารถหลบหลีกได้เลย   และเมื่อกรรมส่งผล  จะหนีไปทางอากาศ  ทางน้ำ  หรือทางภูเขา  ก็ไม่สามารถพ้นจากกรรมที่ตนเองเคยทำไว้ได้  ดังคำที่ว่า ใครทำกรรมใดไว้  ตนจะต้องรับผลของกรรมนั้น  

                 เรื่องที่จะเล่านี้ เป็นเรื่องในธรรมบท  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล  เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเรื่องมีอยู่ว่า มีภิกษุ 3 กลุ่มประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน  ในขณะที่ภิกษุทั้ง 3 กลุ่มนี้ เดินทางมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา  เรื่องมีดังนี้

                 กลุ่มที่หนึ่ง  ขณะเดินทางเพื่อเข้าเฝ้าพระศาสดา ในระหว่างทางได้ไปแวะพักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่พวกชาวบ้านกำลังตระเตรียมปรุงอาหารบิณฑบาตถวายพระสงฆ์อยู่นั้น มีบ้านหลังหนึ่งเกิดไฟไหม้ และมีเสวียนไฟ (ลักษณะเป็นวงกลม) ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า และมีอีกาตัวหนึ่งบิน  สอดคอเข้าไปในวงเสวียนไฟ  ตกลงมาตายที่กลางหมู่บ้าน   ภิกษุทั้งหลายเห็นอีกา  บินสอดคอเข้าไปในเสวียนตกลงมาตายเช่นนั้น   ก็กล่าวว่า จะมีก็แต่พระศาสดาเท่านั้นที่จะทรงทราบบุพกรรมของกาตัวนี้ที่ต้องมาประสบชะตากรรมเสียชีวิตอย่างสยดสยองครั้งนี้

ภิกษุกลุ่มที่สอง โดยสารเรือเพื่อไปเข้าเฝ้าพระศาสดา เมื่อเรือลำนั้นเดินทาง  มาถึงกลางมหาสมุทร เกิดการหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกผู้โดยสารมากับเรือต่างปรึกษาหารือกันถึงสาเหตุที่ทำให้เรือหยุด  เห็นว่าในเรือน่าจะมีคนกาลกิณี จึงได้ทำสลากแจกให้แต่ละคนจับ  เพื่อค้นหาคนกาลกิณี คนนั้น  

ปรากฏว่าสลากได้ถึงแก่ภรรยาของนายเรือถึงสามครั้ง นายเรือจึงกล่าวขึ้นว่า คนทั้งหลายจะมาตายเพราะ  หญิงกาลกิณี คนนี้ไม่ได้ จึงจับภรรยาของนายเรือ ใช้กระสอบทรายมัดที่คอแล้วผลักตัวลงไปในน้ำทะเล  เมื่อหญิงภรรยาของนายเรือถูกจับถ่วงน้ำไปแล้ว เรือก็สามารถเคลื่อนตัวได้  อย่างปกติ  เมื่อภิกษุเหล่านั้นเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ขึ้นฝั่งจะเดินทางต่อไปเฝ้าพระศาสดา ตั้งใจทูลถามถึงบุพกรรมของภรรยาของนายเรือ ที่ถูกใช้กระสอบทรายมัดที่คอแล้วผลักตัวลงไปในน้ำทะเลนี้


ภิกษุกลุ่มที่สาม  ขณะเดินทางเพื่อเข้าเฝ้าพระศาสดา แต่ในระหว่างทาง ได้เข้าไปสอบถามที่พระภิกษุวัดแห่งหนึ่งว่าพอจะมีที่พักค้างแรมสักคืนในบริเวณใกล้เคียง  เมื่อได้รับแจ้งว่ามีถ้ำแห่งหนึ่งพอจะพักค้างแรมได้ จึงได้เดินทางไปพัก ณ ที่นั้น แต่พอถึงช่วงกลางดึกก็มีหินใหญ่ก้อนหนึ่ง   กลิ้งมาปิดที่ปากถ้ำ ในตอนเช้าพวกภิกษุจากวัดที่อยู่ใกล้ๆเดินทางมาที่ถ้ำ เมื่อเห็นหินใหญ่กลิ้งมาปิดอยู่ที่ปากถ้ำเช่นนั้น ก็ได้ไปตระเวนขอแรงชาวบ้านจากเจ็ดหมู่บ้านให้มาช่วยกันผลักหินก้อนนั้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้พระภิกษุ 7 รูปจึงถูกขังอยู่ในถ้ำโดยไม่ได้ฉันอาหารฉันเป็นเวลา 7 วัน พอถึงวันที่ 7 หินใหญ่ที่ปิดปากถ้ำก็เคลื่อนตัวออกมาเองราวปาฏิหาริย์ ภิกษุกลุ่มนี้ก็ตั้งใจว่า เมื่อเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาแล้วก็จะทูลถามว่าเป็นวิบากกรรมอะไรที่ทำให้ต้องถูกขังอยู่ในถ้ำนานถึง 7 วันเช่นนี้

ภิกษุทั้งสามกลุ่มได้เดินทางมาพบกันระหว่างทาง จึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมกัน ภิกษุแต่ละกลุ่มก็ได้กราบทูลถึงสิ่งที่กลุ่มตนได้ประสบพบเห็นมา ให้พระศาสดา ทรงทราบ   พระองค์ทรงตรัสตอบ ถึงบุพกรรมของคนทั้ง 3 กลุ่ม ที่พระภิกษุได้เห็นมาดังนี้

กลุ่มแรก       “ ภิกษุทั้งหลาย กานั้นได้เสวยกรรมที่ตนทำแล้วนั่นแหละโดยแท้  เรื่องมีอยู่ว่า มีชาวนาผู้หนึ่ง    ในกรุงพาราณสี ฝึกโคของตนอยู่   แต่ไม่อาจฝึกได้   ด้วยว่าโคของเขาเดินไปได้หน่อยเดียวก็นอน   แม้เขาจะตีให้ลุกขึ้น   ให้เดินไปได้หน่อยเดียว   ก็ล้มตัวลงนอน   เหมือนอย่างเดิม   

ชาวนานั้น แม้พยายามแล้วก็ไม่สามารถฝึกโคได้สำเร็จ   จึงมีความโกรธ กล่าวกับมันว่า อยากนอนนัก ก็นอนอยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปไหนอีก ว่าแล้วก็เอาฟ่อนฟางมามัดที่คอโค   แล้วจุดไฟเผา  โคถูกไฟคลอกตาย   ภิกษุทั้งหลาย กรรมอันเป็นบาปนั้น ชาวนานั้นกระทำแล้วในครั้งนั้น ทำให้เขาหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลนาน   เพราะวิบากของกรรมอันเป็นบาปนั้น   เกิดแล้วในกำเนิดกา 7 ครั้ง  ถูกไฟไหม้ตายในอากาศอย่างนี้ ด้วยเศษวิบากกรรม"


 กลุ่มที่สอง “ภิกษุทั้งหลาย ครั้งหนึ่งมีหญิงผู้หนึ่ง เลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง นางพาสุนัขตัวนี้ไปไหนมาไหนด้วย จนพวกเด็กๆเห็น  พากันล้อเลียน   นางทั้งโกรธและรู้สึกอับอายมาก  จึงได้วางแผนฆ่าสุนัขนั้น   นางได้เอาหม้อมาใส่ทรายจนเต็ม  แล้วผูกหม้อทรายนั้นที่คอของสุนัข   แล้วถ่วงสุนัขนั้นลงในน้ำ   จนสุนัขนั้นจมน้ำตาย จากผลของกรรมชั่วครั้งนั้น  นางตกนรกอยู่เป็นเวลานาน ในร้อยชาติสุดท้าย นางถูกมัดถ่วงด้วยกระสอบทรายที่คอก่อนจะถูกผลักลงน้ำจนเสียชีวิต”

กลุ่มที่สาม  “ภิกษุทั้งหลาย ครั้งหนึ่งเด็กเลี้ยงโค 7 คนเห็นเหี้ยตัวหนึ่งเดินเข้าไปในช่องจอมปลวก จึงช่วยกันปิดทางออกทั้ง 7 ช่องของจอมปลวกด้วยกิ่งไม้  และก้อนดินเหนียว หลังจากปิดช่องทางไม่ให้เหี้ยออก   พวกเด็กก็ต้อนโคไปเลี้ยง ณ ที่อื่น  หลังจากนั้นอีกเจ็ดวัน เมื่อต้อนโคกลับมาที่เดิมจึงนึกขึ้นมาได้ และได้ไปช่วยกันเปิดช่องจอมปลวกให้เหี้ยนั้นออกมา ก็เพราะวิบากกรรมครั้งนั้น ทำให้ทั้ง 7 คนถูกขังอยู่ในถ้ำนานถึง 7 วันโดยไม่ได้รับประทานอาหารแบบนี้ ในช่วง 14 ชาติสุดท้าย”


พระศาสดาตรัสว่า ....

น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ       น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส
น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส        ยตฺรฏฺฐิโต มุจเจยฺย ปาปกมฺมา.

คนที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ   หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร หนีเข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขา  เพราะเขาอยู่แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด  ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ภิกษุเหล่านั้น บรรลุอริยผลทั้งหลายมี โสดาปัตติผลเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แม้แก่มหาชนผู้มาประชุมกัน

.................................
เพราะฉะนั้น  ขึ้นชื่อว่ากรรม  แม้แต่เพียงเล็กน้อย  อย่ากระทำเลยจะดีกว่า   พระพุทธองค์ ตรัสว่า กรรมทุกกรรมจะส่งผลหมดทุกกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่ว   เพียงแต่การส่งผลไม่ได้เรียงตามลำดับเท่านั้นเอง   ดังนั้น หน้าที่ของเรามีสิทธิ์เลือกว่า เราอยากได้ความสุขหรือความทุกข์  ถ้าอยากได้ความสุข ก็ทำกรรมดี  ถ้าอยากได้ความทุกข์  ก็ทำชั่ว  ชีวิตคนเราก็มีเท่านี้เอง 


#ธรรมะดีดี  #ข้อคิด #สาระดีดี #มีประโยชน์  #คนจริง #รักจริง  #จริงใจ #กรรม

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561


การทะเลาะกัน 
 เป็นทางมาซึ่งความพินาศ  
..............................

                   ความสามัคคี  ....  เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมยอมรับว่า เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยสังคมขนาดเล็ก ระดับครอบครัว ระดับองค์กร หรือขนาดใหญ่ระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก หากขาดความสามัคคี ย่อมขาดพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ และยิ่งหากปัญหาความขัดแย้งมีมาก ย่อมสามารถลุกลามไปสู่ความรุนแรงได้ในที่สุด
เหมือนเรื่องในสัมโมทมาชาดก ดังนี้ 

                   มีป่าแห่งหนึ่ง…มีพญานกกระจาบ เป็นผู้ดูแลฝูง  วันหนึ่ง  . มีนายพรานคนหนึ่งถือตาข่ายไปจับเอาไปกิน เอาไปขาย  ก็ไปแอบที่พุ่มไม้ ทำเสียงเหมือนนกกระจาบ ... นกกระจาบเมื่อได้ยินก็บินลงมาคิดว่าเพื่อนเรียก  แต่เมื่อลงมาไม่เห็นเพื่อน  นายพรานเห็นเป็นจังหวะ เลยเหวี่ยงแหไป ได้นกเป็นจำนวนมาก  

                     สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายตาของพญานกกระจาบ  คิดว่า เราจะทำอย่างไรดี  เพื่อให้บริวารของเรามีความปลอดภัย  เมื่อโดนจับไปคิดไปคิดมา  คิดได้ จึงเรียกนกกระจาบบริวารมาประชุมกัน...บอกว่า  มีวิธีการอย่างนี้นะ   พวกเจ้าโดนจับได้เมื่อไหร่ ให้พวกเจ้าเอาหัวสอดเข้าไปที่ตาข่าย แล้วบินขึ้นไปพร้อม ๆ กัน  แล้วเอาตาข่ายไปไว้บนยอดไม้สูง ๆ  ลูกนกกระจาบ ได้รับทราบโอวาทและวิธีการของพญานกเรียบร้อยแล้ว 

                        วันต่อมา นายพรานก็ทำเหมืือนเดิิม  มาแอบ และเรียเสียงเหมือนนกกระจาบ  นกกระจาบก็ลงไปเหมือนเดิม   นกทั้งหลาย ช่วงแรกก็ตกใจ  แต่เมื่อตั้งสตินึกถึงโอวาทของพญานกกระจาบได้ จึงบอกให้นกทุกตัวทำอย่างโอวาทของพญานกกระจาบ  ทุกตัวเอาหัวลอดตาข่าย   แล้วบินพร้อม ๆ กัน   กลายเป็นตาข่ายบินได้   บินไปถึงยอดไผ่แห่งหนึ่ง เอาตาข่ายไปวางไว้  แล้วตัวนกกระจาบก็บินจากไป  
                           

                         เมื่อนายพรานกลับบ้าน ภรรยาแปลกใจและต่อว่านายพรานว่าทำไมไม่ได้นกสักตัวเลย  นายพรานก็เล่าให้ฟังว่านกกระจาบทำอย่างนี้  แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี่๋ยวนกก็แตกสามัคคีกัน   เราก็จับนกได้อีกครั้งหนึ่ง  

                          ผ่านไปหลายวัน  ภายในฝูงของนกระจาบ เกิดการทะเลาะกัน  ตอนแรกก็ทะเลาะกัน 2 ตัว   ต่อมา เริ่มทะเลาะกันในวงกว้างมากขึ้น  สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ในสายตายของพญานกกระจาบ ซึ่งเป็นหัวหน้า  พญานกคิดว่า หากเป็นอย่างนี้  ความสามัคคีไม่มีแล้ว ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับหมู่คณะเรา  ก็เลยชวนบริวารที่ยังเชื่อฟัง บินหนีไป  ย้ายไปอยู่ที่อื่น  ทิ้งตัวที่ทะเลาะกันอยู่ที่เดิม  

                          วันต่อมานายพรานก็มาจับเหมือนเดิม  เหวี่ยงแหสำเร็จเหมือนเดิม  แต่นกแบ่งออกเป็น 2 พวก  คือพวกที่ 1 จะทำตามโอวาทของพญานก  แต่อีกพวกหนึ่งบอกว่าทำไมต้องทำตาม  ก็ทะเลาะกันใหญ่    เมื่อไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว ก็ทำให้ไม่สามารถบินพาตาข่ายขึ้นไปได้   จึงโดนนายพรานโดนจับได้อย่างง่ายดาย   ส่วนนกที่ตามพญานกไปก็อยู่อย่างมีความสุข  

                           จะเห็นว่า ความสามัคคี  มีพลังและมีอานุภาพมาก  เพราะฉะนั้น องค์กรใดที่ยังมีความรัก ความสามัคคีกัน  ใคร ๆ ก็จะมาทำลาย ไม่ได้    ในทางตรงกันข้าม  หากไม่มีความสามัคคีแล้ว  สักวันหนึ่งองค์กรนั้นก็จะถูกทำลายได้โดยง่าย  การทะเลาะกัน ไม่ดีเลย  จะนำมาซึ่งความพินาศ  

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ข้อคิดดี ในวันพระ 

                 วันนี้  ตรงกับวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2561 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีจอ  
                 
วันนี้วันพระละกิเลส
ดับต้นเหตุแห่งทุกข์จึงสุขศรี
เพิ่มสติปัญญาบารมี
ทุกนาทีทวีบุญมีคุณจริง

ศีลข้อหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ทำพูดคิดมีเมตตาหรรษายิ่ง
ได้พึ่งพิงพระไตรรัตน์พัฒนา
ละความโกรธโหดร้ายหมายชังชิง

ศีลข้อสองไม่ลักทรัพย์ดับโลภะ
มีจาคะสละได้ไร้ตัณหา
สร้างสัมมาอาชีวะประจำตน
รวยน้ำใจไมตรีชื่นชีวา

ศีลข้อสามห้ามใจใฝ่ราคะ
กามต้องละชนะได้ไม่หมองหม่น
สำรวมกายวาจาใจไร้ทุกข์ทน
เป็นยอดคนพึ่งตนพ้นโลกีย์

ศีลข้อสี่มีสัจจะละมุสา
ต้องแกร่งกล้าจริยธรรมนำสุขศรี
ไม่เพ้อเจ้อส่อเสียดมีเกียรติดี
คำหยาบนี้ละเถิดประเสริฐมา

ศีลข้อห้าสุรายาเสพติด
อย่าใกล้ชิดคิดชั่วมั่วมิจฉา
บุหรี่หวยซวยซ้ำอย่านำพา
จึงก้าวหน้าคว้าชัยใจพอเพียง

วันนี้วันพระมหากุศล
มาฝึกตนเป็นคนดีไม่มีเกี่ยง
ถือศีลห้าหรรษาอย่าลำเอียง
ไม่สุ่มเสี่ยงเสื่อมทรุดพึ่งพุทธธรรม.....
( เจริญธรรม )

ขอบคุณข้อมูลกลอนจาก  ครูบาแสนจน  https://bit.ly/2PH1lh8
  

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...