วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562

วิโรจนชาดก - สุนัขจิ้งจอกอยากเป็นผู้นำ





                 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้แสดงท่าทางอย่างพระองค์ ได้ตรัสเล่าความเป็นไปในอดีตว่า...
                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง ออกจากถ้ำทองไปหาอาหาร ได้กระบือใหญ่ตัวหนึ่ง กินเนื้อแล้วไปดื่มน้ำที่สระแห่งหนึ่ง

                ในขณะที่เดินกลับถ้ำ ได้พบสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งในระหว่างทาง สุนัขจิ้งจอกจึงขออาสาเป็นผู้รับใช้ราชสีห์ด้วยความกลัวตาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  สุนัขจิ้งจอกก็ได้กินเนื้อเดนราชสีห์อย่างอิ่มหนำสำราญ  มันมีหน้าที่ขึ้นยอดเขาไปดูสัตว์ที่จะเป็นอาหาร แล้วกลับลงมาบอกพระยาราชสีห์ว่า

            " ข้าพเจ้า อยากกินเนื้ออย่างโน้น นายท่าน จงแผดเสียงเถิด " พระยาราชสีห์ก็จะไปจับสัตว์ตัวนั้นมาเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อนานาชนิดหรือแม้กระทั่งช้าง
               ครั้นเวลาผ่านไปหลายปี สุนัขจิ้งจอก ชักกำเริบเกิดความคิดว่า
               " แม้ตัวเรา ก็เป็นสัตว์ มี ๔ เท้าเหมือนกัน เหตุใด จะให้ผู้อื่นเลี้ยงอยู่ทุกวันเล่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะฆ่าช้างเป็นอาหารกินเนื้อเอง  แม้แต่ ราชสีห์ก็เพราะอาศัยเราบอกว่านายขอรับ  เชิญท่านแผดเสียงเถิด เท่านั้น  ก็จึงฆ่าสัตว์ต่างๆได้   ต่อแต่นี้ เราจะให้ราชสีห์พูดกับเราบ้าง " ได้เข้าไปหาราชสีห์แล้วบอกเรื่องนั้น
           แม้ถูกพระยาราชสีห์พูดเยาะเย้ยว่า      " เป็นไปไม่ได้ "
    ก็ตามคงเซ้าซี้อยู่นั่นเอง พระยาราชสีห์เมื่อไม่อาจห้ามมันได้ ก็รับคำให้สุนัขจิ้งจอกนอนในที่นอนของตน แล้วไปคอยดูช้างตกมันที่เชิงเขา พบแล้วก็กลับเข้ามาบอกสุนัขจิ้งจอกว่า
    " จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด "
   สุนัขจิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สลัดกาย มองทิศทั้ง ๔ หอนขึ้นสามคาบ วิ่งกระโดดเข้างับช้างหวังที่ก้านคอช้าง กลับพลาดไปตกที่ใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้าขวาขึ้นไปเหยียบหัวจิ้งจอก จนหัวกะโหลกแตกเป็นจุน แล้วเอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้แล้วเยี่ยวรดข้างบน ร้องกัมปนาทเข้าป่าไป

พญาราชสีห์เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า....

     " มันสมองของเจ้าทะลักออกมา กระหม่อมของเจ้าก็ถูกทำลาย
       ซี่โครงของเจ้า ก็หักหมดแล้ว วันนี้ เจ้าช่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน "

 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ....

-ให้รู้จักประมาณกำลังตัวเอง  ...อย่าคิดอะไร  เกินกำลังความสามารถของตัวเอง 

-การเป็นใหญ่ได้นั้น    ต้องสั่งสมบุญ บารมี มามาก  พญาราชสีห์  พระโพธิสัตว์  สั่งสมบุญบารมีมากมาก จึงเป็นเจ้าป่า  มีกำลังมาก  สัตว์อื่นสู้ไม่ได้ 

-เมื่อโดนทักท้วง   ควรหันกลับมาดูว่า ...เขาทักท้วงด้วยความหวังดีหรือไม่   ถ้าด้วยความหวังดีแล้ว  เราควรเชื่อ และทำตามแต่โดยดี  เหมือนสุนัขจิ้งจอก  ถ้าเชื่อพญาราชสีห์  ก็คงไม่ถึงซึ่งความตายอย่างแน่นอน 







สัญชีวชาดก
ปลุกขึ้นมาฆ่า

.....................





          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ปรารภเรื่องการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู  ได้ตรัสว่า...
           ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ในนั้นมีมานพคนหนึ่งชื่อ สัญชีวะ ได้เรียนมนต์ทำคนตายให้ฟื้นคืนมาได้  แต่ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน
            วันหนึ่ง เขาเข้าไปหาฟืนกับเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่งนอนตายอยู่ ก็พูดกับเพื่อนๆ ว่า
           " เราจะทำเสือตายตัวนี้ ให้ฟื้นคืนมา พวกท่านจะเชื่อเราหรือไม่ "
           พวกเพื่อนๆบอก...ไม่เชื่อ และท้าว่า
          " ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นมาเถิด " แล้วก็ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ไป
             ส่วนนายสัญชีวะ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสือได้ลุกขึ้น กระโดดกัดที่ก้านคอของเขา ทำให้เขาเสียชีวิตล้มลงตรงนั้นเอง  ทั้งคนและสัตว์นอนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไป แล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า

                " ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว
                    คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละ ให้เป็นเหยื่อ 
                   เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น 
                   แล้วทำเขานั้นแล ให้เป็นเหยื่อ "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....

-มีความรู้ ความสามารถ ก็ควรใช้ให้ถูกกาล  ถูกเวลา   ไม่เช่นนั้น   ย่อมประสบความเดือดร้อน 

-อย่าประมาทเล่นกับสัตว์เดรัจฉาน  เพราะควบคุมไม่ได้

-การเรียนวิชชา  เมื่อเรียนผูก  ก็ควรที่จะเรียนแก้ด้วย  จะได้แก้ไขได้ทัน

-อย่าคบคนชั่ว  เพราะเราจะเป็นเหยื่อของเขา

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562


วันออกพรรษา

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

              วันออกพรรษา 2562 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2562 เป็นวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝน
                วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า "ปวารณา" แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน
     สำหรับคำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลี ดังนี้ "สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ" มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียใหม่ให้ดี

              

ความสำคัญของวันออกพรรษา
วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลดังนี้
      1. หลังจากวันออกพรรษา พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้ 

                     2. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษาไปเผยแผ่แก่ประชาชน

                     3. ใน
วันออกพรรษา พระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนเรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือและความสามัคคีกัน

                     4. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าว ตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป

วันออกพรรษาควรทำอะไรบ้าง

                        ในวันออกพรรษานี้  พุทธศาสนิกชน  ควรบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา   แล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว

     นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ประเพณีตักบาตรเทโว”
คำว่า “ตักบาตรเทโว” มาจากคำเต็มว่า “ตักบาตรเทโวโรหณะ”  คือการตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า ...พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ) ที่ต้นมะม่วงใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดแก้วที่ใกล้เมืองสังกัสสะ


กิจกรรมที่ควรทำในวันออกพรรษา
      1.  ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน  ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน

      2. นำครอบครัวไปบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทาน
      3.ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมเจริญภาวนา
     4. ศึกษาถึงความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา
    5.บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
     6. ลด ละ เลิก อบายมุข และให้งดจำหน่ายสิ่งเสพติดทุกชนิด

     

ประโยชน์จะได้รับจากวันออกพรรษา
      1. พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติ

     2. พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ปวารณา

      3. พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา

      4. พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีรู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง 




                    

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

วาจาศักดิ์สิทธิ์

“...พูดแต่คำจริง  วาจาไพเราะในชาตินี้  
ชาติต่อ ๆ ไป คำพูดของตนศักดิ์สิทธิ์...”
                 ในบรรดาศีล 5 ข้อ มีหลายๆคนบอกว่าศีลข้อ 4 รักษายากที่สุด และมีนักธุรกิจบางคนให้เหตุผลว่า “ในการทำธุรกิจนั้น ไม่อาจพูดความจริงได้ทั้งหมด” ที่จริงศีลข้อ 4 นั้น นอกจากงดเว้นจากการพูดเท็จแล้ว ก็ควรละเว้นการพูดคำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้ออีกด้วย จึงจะรักษาศีลข้อ 4 ได้สมบูรณ์ ในข้อห้ามทั้ง 4 ข้อนี้ การพูดเท็จหรือพูดโกหก เป็นที่รับรู้ได้ยากที่สุดในบรรดาข้อห้าม 4 ประการนี้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายให้ทั้งผู้อื่นและตัวผู้พูดเอง (ทันตาเห็น ถ้ามีคนจับได้) โดยมีปริมาณความเสียหายตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง มาก ไปจนกระทั่งมากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า “โกหกเรื่องอะไร”
                  ส่วนการพูดคำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้อนั้น ก็สามารถก่อความเสียหายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด รับรู้ได้ง่าย ผู้ฟังจึงพอมีโอกาสตั้งรับได้ อานุภาพการทำลายล้างจึงอาจไม่ลึกซึ้งแนบเนียนเท่ากับการโกหกหลอกลวง อย่างไรก็ตาม การงดเว้นถ้อยคำเหล่านี้ นอกจากจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว เรายังจะได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้ม คือ เราจะเป็นบุคคลที่น่ารักและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากผู้อื่นในปัจจุบันชาตินี้เลยทีเดียว ภพชาติต่อไป เราจะมีฟันสวย ขาวสะอาด เรียบเสมอกัน กลิ่นปากหอม ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี จะได้รับความจริงใจจากผู้อื่นและที่สำคัญที่สุด เราจะมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้กล่าวไว้ว่า
                 “...ถ้าใครต้องการวาจาศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต้องพยายามห้ามวาจาทุจริตเสีย ...พวกที่พูดวาจาพล่อยๆ เอาเรื่องเอาราวไม่ได้ วาจาเหลวไหลชนิดนี้ฆ่าวาจาของตัวเอง ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ไม่มีใครทำให้ นี้ต้องอุตส่าห์แก้ไขวาจาของตน ให้เป็นวาจาที่ไพเราะ อ่อนหวานอยู่ร่ำไป นี้เป็นประโยชน์แก่ตนด้วย เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นด้วย เป็นทั้งประโยชน์แก่กันและกัน...”
                   “...หัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆไปวาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดจะทำอะไรสำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ...”
 วาจาศักดิ์สิทธิ์ คือ อะไร ?
  • วาจาศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ วาจาที่มีอำนาจ บันดาลให้สิ่งที่กล่าวออกไปสำเร็จได้ดังประสงค์ และผู้ใดได้ฟังจะต้องทำตาม
                วาจาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จะต้องมีบุญมรองรับด้วยการบำเพ็ญกุศลทางวาจาเอาไว้ คือ รักษาศีลข้อ 4 เป็นอย่างดี โดยพูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน พูดคำจริงที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และงดเว้นวจีทุจริต คือ การพูดเท็จ การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด และการพูดเพ้อเจ้อ
                  สำหรับบางคน อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำได้บริสุทธิ์ครบถ้วนทุกประการ ทั้งการไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด และไม่พูดเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเรางดเว้นคำพูดเหล่านี้ แล้วได้วาจาศักดิ์สิทธิ์มาเป็นการตอบแทน ก็น่าจะคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม จากนี้ไป ถ้าเราคิดให้รอบคอบและถามตัวเองทุกครั้งก่อนทำผิดศีลข้อ 4 ว่า “นี่เรากำลังจะทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองอยู่หรือเปล่า” เชื่อว่าเราจะสามารถรักษาศีลข้อ 4 ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์มากขึ้น
จากหนังสือ คำสอนหลวงปู่ สู่โลกปัจจุบัน (วันที่พิมพ์: 10 ตุลาคม พ.ศ.2551)

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เรื่องเล่า...อานุภาพหลวงปู่...

เห็นพระธรรมกายด้วยตาเนื้อ  น่านฟ้าวัดปากน้ำ
   เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เป็นที่โจษขานกันเป็นอย่างมาก ซึ่งจะถือว่าเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the Town) ในช่วงนั้นก็ได้ เพราะสมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือพิมพ์ก็ได้ตีพิมพ์รูปของท่าน และเรื่องราวความมหัศจรรย์ในวันวิสาขบูชา จนกลายเป็นความฮือฮาที่แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ โดยเล่าถึงการปรากฏของพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า ในวันเวียนเทียนสมโภช ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการตีพิมพ์เรื่องราวของท่านลงหนังสือพิมพ์ หลวงปู่ก็มีกิตติศัพท์เลื่องลือกึกก้องว่า ท่านเป็นพระที่เก่งในทางวิปัสสนามากถึงระดับที่ว่า สามารถอาราธนาพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานมาให้เห็นด้วยตาเนื้อแบบจะๆ ซึ่งเรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในพิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา และวันมาฆบูชา
            ในช่วงพิธีเวียนเทียน ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็น หลวงปู่จะให้พวกที่ทำวิชชาทั้งหมดมาพร้อมกันที่โรงงานทำวิชชา แม้ว่าช่วงเวลานั้นจะไม่ใช่เวรของตนก็ตาม จากนั้นก็ใช้วิชชาธรรมกายช่วยกันอาราธนาพระธรรมกายให้มาปรากฏเหนือน่านฟ้าวัดปากน้ำ อีกทั้งยังกลั่นแก้ธาตุธรรมของผู้มาเวียนเทียนให้สะอาดบริสุทธิ์ และเปิดเห็น จำ คิด รู้ เพื่อให้เห็นพระธรรมกาย ซึ่งผู้ที่จะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้นั้น จะต้องอยู่ในอาการสงบ สำรวมกาย วาจา ใจ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิในขณะเวียนเทียนด้วย ซึ่งในแต่ละปี ก็จะมีสาธุชนจำนวนมากได้เห็นพระปฏิมากรลอยอยู่เหนือน่านฟ้า ปางสมาธิบ้าง ปางประทานพรบ้าง บางคนก็เห็นองค์พระจำนวนมหาศาลลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ซึ่งพอเห็นแล้วก็ปีติขนลุกชูชัน จนบางคนถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ออกมาด้วยความดีอกดีใจ หรือบางคนแม้เลิกเวียนเทียนแล้ว ขณะนั่งเรือจ้างออกจากวัดไปถึงท่าน้ำตลาดพลู แต่พอเหลียวหลังกลับไปดูเหนือพระอุโบสถ ก็ยังสามารถเห็นพระพุทธเจ้าแก้วใสลอยอยู่เหมือนเดิม
           เรื่องนี้มีพยานที่มีตัวตนจริงที่ได้พบเห็นเป็นจำนวนมากมาย อีกทั้งยังมีหลักฐานอยู่ในหนังสือของหลวงภูมินาถสนิท (สืบ ตังครัตน์) ซึ่งเป็นมหาดเล็กคนโปรดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ว่า... “ครั้งหนึ่งก่อนวันวิสาขบูชา พ.ศ.2489 ข้าพเจ้าได้รับคำบอกเล่าจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า พิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาปีนี้ หลวงพ่อได้อาราธนา อัญเชิญเสด็จพระพุทธองค์ ให้เสด็จมาปาฏิหาริย์ มาทรงเป็นประธานในพิธีด้วย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรวม 300 คน เดินเวียนไปจวนจะครบสามรอบ มีอุบาสกผู้หนึ่งเอะอะขึ้นว่า เขาเห็นพระพุทธนิมิตปาฏิหาริย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า และชี้ให้ทุกคนดูในขณะนั้น”
         ...และที่น่าทึ่งมากไปกว่านั้น มีบุคคลที่ไม่เชื่อและไม่ศรัทธา เดินทางมาพิสูจน์เป็นจำนวนมาก เช่น คุณสุธรรม จันทร์กลัด อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ซึ่งได้กล่าวยืนยันว่า ปกติท่านเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถึงขนาดทักท้วงว่า พระพุทธเจ้า ท่านเสด็จปรินิพพานไปนานถึง 2,500 กว่าปีแล้ว ทำไมยังสามารถเสด็จมาให้เห็นได้อีก และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ท่านเดินทางไปพิสูจน์ โดยพาภรรยา คือ คุณพะยอม ไปเวียนเทียนด้วยกัน และสุดท้ายก็ได้เห็นปาฏิหาริย์เหนือน่านฟ้าจริงๆด้วยตาตัวเอง และทันทีที่เห็น ท่านก็รีบคุกเข่ากราบลงกับพื้นพระอุโบสถวัดปากน้ำทันที 3 ครั้ง จากนั้นก็รีบตรงเข้าไปในพระอุโบสถ แล้วไปก้มกราบที่หน้าตักของหลวงปู่ ทั้งที่ขนยังลุกซู่ไม่หาย แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานฝากเนื้อฝากตัว ขอให้ได้เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ทุกชาติ
             หรือแม้แต่ คุณโชติ วนิกเกียรติ เดิมเป็นคนที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่วัดปากน้ำเลย ถึงขนาดพูดกับพี่สาวของตัวเอง คือ คุณชัช วินิกเกียรติ ที่มาวัดปากน้ำเป็นประจำว่า วัดใกล้ๆบ้านก็มี ทำไมต้องไปทำบุญที่วัดปากน้ำด้วย เป็นเพราะติดใจพระรูปใดรูปหนึ่ง หรือถูกหลวงปู่หลอกหรือเปล่า... แต่พอคุณโชติได้เดินทางมาพิสูจน์ และได้มาเห็นปาฏิหาริย์เหนือน่านฟ้าในวันเวียนเทียนด้วยตาตัวเองแบบจะๆ ก็เลยเข้าใจ และรีบเข้าไปขออนุญาตกราบที่เท้าหลวงปู่ เพื่อขออโหสิกรรมที่เข้าใจผิด และหลังจากนั้น คุณโชติก็เปลี่ยนใจหันมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรม และกลายเป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ โดยมาทำบุญถวายน้ำอ้อยแด่หลวงปู่อยู่เป็นประจำ...
                จากปรากฏการณ์เหนือน่านฟ้านี้เอง เป็นการประกาศอนุภาพของพระรัตนตรัย และยกใจมหาชนผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หรือที่เลื่อมใสแล้ว ให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ดำเนินรอยตามการประกาศธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงใช้วิธีการสอนอยู่ 3 อย่าง ที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์ 3” เพื่อลดทิฐิมานะผู้เห็นผิดให้กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ซึ่งปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ได้แก่
  • อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ที่พ้นวิสัยของสามัญมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • อาเทสนาปาฏิหาริย์ คือ การดักใจทายใจคนได้อย่างน่าอัศจรรย์
  • อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสั่งสอนจูงใจคนให้นิยมเชื่อถือตามได้อย่างน่าอัศจรรย์
               ดังในครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ตอนที่เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จกลับลงมาในวันมหาปวารณา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้พุทธานุภาพเปิดโลกทั้งสาม ทำให้มนุษย์และเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย สามารถมองเห็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าที่มาส่งพระองค์ ซึ่งเป็นเหมือนกองทัพชาวสวรรค์ที่เลื่อนลอยลงมาจากนภากาศ มีความยิ่งใหญ่ประดุจพระเจ้าจักรพรรดิเสด็จออกยาตราทัพ โดยเหล่าเทวดาได้ลงมาทางบันไดทอง มหาพรหมลงมาทางบันได้เงิน ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้วมณี ขณะนั้นพระองค์ทรงเปล่งรัศมีสว่างไสวเรืองรองไปทั่วโลกธาตุ ทำให้เหล่าสรรพสัตว์ที่อยู่บนโลกทั้งสาม คือ สวรรค์, มนุษย์, และนรก สามารถเห็นกันและกันในเวลาเดียวกัน ทั้งเทวดา, มนุษย์, สัตว์นรก, สัตว์เดียรัจฉาน, อสุรกาย ต่างเห็นกันและกันด้วยตาเนื้อเป็นอัศจรรย์ด้วยพุทธานุภาพ ซึ่งเมื่อสรรพสัตว์เห็นความอัศจรรย์เช่นนี้แล้ว ก็ต่างเกิดมหาปีติ พากันตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า เพราะเห็นพุทธานุภาพนั้น อีกทั้งบางคัมภีร์ยังกล่าวไว้ว่า แม้แต่มดซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ยังมีความรู้สึกนึกคิดปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าด้วย
จาก หนังสืออานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา พิมพ์วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2555

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำอย่างไร...???  ถึงจะรวย


..........................................



 ในเรื่องความรวยความจนนี้ ปรากฏอยู่ในพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่หลายแห่ง เช่น
“...ในโลกมนุษย์ถ้าเรามีบุญแล้วจะค้าขายก็ร่ำรวย จะทำงานทำกิจการอะไรก็เจริญ จะหาทรัพย์สมบัติก็ได้คล่องสะดวกสบายไม่ติดขัดแต่ประการใด ถ้าว่าไม่มีบุญ จะทำอะไรก็ติดขัดไปเสียทุกอย่างทุกประการ ดังนั้น จึงได้ชักชวนพวกเราให้มาทำบุญทำกุศลเสีย จะได้เลิกจนเลิกทุกข์ยากลำบากเสียที...”
วิธีทำให้รวย นอกจากความซื่อสัตย์...อดทน...ขยันหมั่นเพียรแล้ว ....ยังต้องมีคุณธรรมพื้นฐาน คือต้องหมั่นทำทาน ...หมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และหมั่นเจริญสมาธิภาวนาให้ใจหยุดใจนิ่ง ดังนี้


ทาน: ...คือการให้ เป็นคุณธรรมเบื้องต้นของการทำความดี    ทำให้เราเป็นที่รักของทุกคน พร้อมทั้งมีโภคทรัพย์สมบัติ  สามารถทำได้ทั้งวัตถุทาน...อภัยทาน...วิทยาทาน ...และธรรมทาน 
ศีล: ...เป็นหลักประกันของชีวิตขั้นพื้นฐาน   ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน  มีหลายระดับคือ  ศีล 5 ...สำหรับบุคคลทั่วไป  ...ศีล 8 นักบวชหญิง   ...ศีล 10  สำหรับสามเณร  ...ไปจนถึง ศีล 227 ...สำหรับพระภิกษุ    รักษาศีลตามสภาวะของตน
ภาวนา: ...คือการรักษาจิตของเราให้นิ่ง สงบ สบาย ไม่ฟุ้งซ่าน โดยการทำสมาธิ หรือเจริญภาวนา ซึ่งจะมี 2 แบบ คือ 1.สมถภาวนา ....เป็นการทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว   ส่วน  2. วิปัสสนาภาวนา ...เป็นการทำจิต ให้เป็นสมาธิที่ตั้งมั่น พร้อมทั้งพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงใคร่ครวญหาเหตุและผลของสภาวธรรมทั้งหลาย 

หลวงปู่วัดปากน้ำ  
ท่านทำให้เป็นตัวอย่างแล้ว 
ดังคำของท่านที่ว่า ....


“...สมภารวัดปากน้ำ แก่แล้ว อายุ 71 แล้ว ...ต้องการบุญกุศลเท่านั้น อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานไป... ไม่ทำอะไรก็สอนหนังสือหนังหาไป.... สงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตรไปอย่างนี้แหละ...”
ในสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าใครมาบำเพ็ญทานที่วัดปากน้ำ ท่านจะเมตตาคำนวณบุญให้ และบอกกล่าวกันเดี๋ยวนั้นเลยว่า ทำบุญวันนี้ได้บุญไปเท่าไหร่ ซึ่งสร้างความปลื้มปีติให้แก่ญาติโยมเป็นยิ่งนัก  ตัวอย่างเช่น
“...วันนี้นะไม่ใช่นิดๆหน่อยๆ มาทอดผ้าป่านี้นะ คนหนึ่งๆนั่นวัดผ่าเส้นศูนย์กลางขนาด 1,000 วา เป็นดวงในขนาดพันวา เขามีธรรมกาย เขาเห็นทั้งนั้นแหละ ขนาดพันวา วัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดพันวา กลมรอบตัวเรียบเหมือนหน้ากระจกเชียว นั่นแหละบุญมาติดอยู่กลางตัวทุกคนๆ แต่หย่อนบ้าง บางคนก็ถึง 900 วา บางคนก็ถึง 800 วา 700 วา 600 วา 500 วา ต้องได้ทุกคน  เหมือนกันหมด แบบเดียวกันหมดทีเดียว ความจริงเป็นอย่างนี้...”
เพราะฉนั้น  ถ้าอยากรวย  ...ก็ต้องหันมาทำทาน ...รักษาศีล ...เจริญสมาธิภาวนากันให้มากๆ  ให้ทำด้วยจิตที่สะอาด  บริสุทธิ์  ผ่องใส  เกลี้ยงเกลา... อีกไม่นาน  ก็จะสมหวังดังใจ   ขอให้ประสบความสุข และความสำเร็จดังใจที่ปรารถนากันนะ  

เทวดาทั้งหลายยังไม่หมดกิเลส บางพวกยังมีความเห็นผิดอยู่ คือมีมิจฉาทฏฐิ เรียกว่าเป็นฝ่ายมาร ส่วนเทวดาที่มีความเห็นถูก เรียกว่าเป็นฝ่ายพระ
พญามารคือใคร..???  มีจริงไหม ???   
และอาศัยอยู่ที่ใด ???

              พญามารคือ ผู้ล้างผลาญความดี เป็นเทพองค์หนึ่ง เป็นผู้ที่สร้างบารมีมามาก แต่ยังมีจิตใจขี้อิจฉา   มีความเห็นผิด ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ อยู่   อาศัยอยู่บนสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี (ชั้น 6) 

           เรื่องมารมีอยู่จริง  มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่มด้วยกัน  เรื่องที่อยากนำมาเสนอคือเรื่อง  ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์ ตอนพระอุปคุต  ปราบมาร  ในช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชฉลองพระสถูปเจดีย์   เรื่องมีดังนี้ ....

                 พระเจ้าอโศก  เดิมทรงนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน แต่พอมาได้ฟังธรรม จากสามเณรนิโครธ ก็เกิดพระศรัทธา ในพุทธศาสนาอย่างมาก   ทรงนำหลักธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า มาเป็นนโยบายในการปกครองไพร่ฟ้า ประชาราษฎร์ ซึ่งระบบนี้เรียกว่า ระบบธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะเป็นใหญ่
                 ต่อมา พระเจ้าอโศกโปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป โดยพุทธวิหาร ที่โปรดให้สร้างขึ้นนั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ มหาวิหารที่ชื่อว่า “อโศการาม” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ ส่วนพระสถูปเจดีย์นั้น โปรดให้สร้างขึ้นถึง 84,000 องค์ และเมื่อพระสถูปเจดีย์ได้สร้างสำเร็จ สมพระราชประสงค์แล้ว พระเจ้าอโศกทรงพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุ ในพระสถูป ให้ทั่วทั้ง 84,000 องค์ 

                 พระเจ้าอโศก ทรงรับสั่งให้รื้อทำลาย พระสถูปเจดีย์ใน เมืองราชคฤห์ เพื่อค้นหา พระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็ไม่ทรงพบ จึงทรงรับสั่งให้ก่อขึ้นไว้เป็นปกติดังเดิม  
 ตอนที่ไปขุดค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ ได้เกิดเหตุ คือหมู่พญานาค ไม่ยอมให้รื้อทำลายพระเจดีย์ โดยบันดาลทำให้ จอบ เสียม สิ่ว ขวาน แตกหัก เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ไม่สามารถขุดรื้อได้ดังใจปรารถนา
                 ในเมื่อการค้นหาพระบรมสารีริกธาตุไม่พบ ดังพระราชประสงค์ พระองค์จึงเสด็จนิวัติสู่กรุงราชคฤห์อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมประชุม แล้วจึงตรัสถามว่า “ใครเคยได้ยิน มาบ้างว่า มีการกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ที่ ไหน” ในที่ประชุมนั้น ปรากฎว่า มีพระมหาเถระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง อายุ 120 ปี บอกว่าสมัยที่มีอายุได้ 7 ขวบนั้น พระมหาเถระ ผู้เป็นบิดา ได้เคยพาท่านไปบูชาสถูปศิลาองค์หนึ่ง และสั่งย้ำว่า จงจำสถานที่นี้เอาไว้ให้ดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่นั่น จะเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุหรือไม่
                       เมื่อพระเจ้าอโศกได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ดำริว่า ที่นั้นชะรอยจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นแน่แท้ จึงมีรับสั่ง ให้พระมหาเถระนำเสด็จไปยังสถานที่แห่งนั้น เมื่อขุดลงไปก็ปรากฎว่าได้พบพระบรมสารีริกธาตุจริง ๆ ทำให้ พระเจ้าอโศก ทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
                     เมื่อกลับมาถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว ก็ได้ทรงกระทำสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุโดยวิธีอเนกประการ หลังจาก ทรงทำพิธีสักการะบูชาเสร็จ พระองค์ก็ทรงแจกพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้ง 84,000 แห่ง ทั่วชมพูทวีป
                    เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ทั้งหลายทุก ๆ พระนครเสร็จแล้ว ต่อจากนั้น จึงทรงรับสั่ง ให้ก่อสร้าง พระมหาสถูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ ประดับประดาด้วยแก้วต่าง ๆ และแสงแห่งแก้วเหล่านั้น ก็สว่างรุ่งเรืองประดุจเขาไกรลาศ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กับ กรุงปาฏลีบุตร  ครั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลืออยู่ 1 ส่วน ไปบรรจุไว้
                  ในกาลต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราช มีพระราชประสงค์ ที่จะทำการฉลองพระสถูปเจดีย์ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงนำความไปปรึกษากับหมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระโมคคัลลีบุตรเถระเป็นประธาน พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พร้อมกับ พระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงอภิญญาทั้งหลาย ได้เล็งญาณดูแล้วเห็นว่า ในการทำพิธีฉลองครั้งนี้จะมีพญามาร มาทำลายพิธี จึงได้ทำการเฟ้นหาพระเถระ ผู้มีฤทธิ์ที่จะมาทำการป้องกันภัย อันจะพึงเกิด ขึ้นในครั้งนี้
                    แต่ปรากฎว่า ไม่มีผู้ใดที่สามารถจะทำการนี้ได้ จะเห็นมีอยู่ก็แต่ ท่านอุปคุต ซึ่งไปเนรมิตปราสาทแก้ว 7 ประการ จำพรรษาอยู่ในท้องมหาสมุทร เพื่อหลบหนีความวุ่นวาย โดยท่านไปนั่งเข้าฌาณสมาบัติ อยู่บนรัตนบัลลังค์ใน ท่ามกลางปราสาทแก้วนั้น โดยไม่ได้ฉันภัตตาหาร มาเป็นเวลานาน พระอุปคุตนี้แหละ หากได้นิมนต์มา ก็จะสามารถ ปราบพญามารได้ จึงตกลงใจที่จะไปนิมนต์พระอุปคุตมา สำหรับการไปนิมนต์ ครั้งนั้นก็ได้มอบหมาย ให้พระภิกษุ ผู้มีฤทธิ์ ได้อภิญญาสมาบัติ 2 รูป เป็นผู้ไปนิมนต์
                          เมื่อไปถึงที่อยู่ของท่านอุปคุต และได้แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านก็ไม่ได้แสดงความขัดข้องแต่ประการใด บอกให้พระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาก่อน แล้วท่านจะตามมาทีหลัง แต่ที่ไหนได้ พอพระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาถึง ก็เห็นท่านอุปคุตมาถึงก่อนแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของท่านพระอุปคุต
                       ก่อนที่จะถึงกำหนดการฉลองพระสถูปเจดีย์ พระเจ้าอโศกต้องการจะดูตัวว่าพระเถระไหนหนอ ที่จะมาทำหน้าที่ ป้องกันภัย จากพญามาร พอประธานสงฆ์ชี้ให้ดูว่ารูปนี้ไง ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พระเจ้าอโศก ก็ชักไม่ค่อยเชื่อใจ เพราะรูปร่างของพระอุปคุตนั้นผอมมาก จะทำการป้องภัยจากพญามารผู้มีฤทธิ์มากได้อย่างไร ในเมื่อไม่เชื่อก็ต้องทดสอบ
                      วิธีการทดสอบของพระเจ้าอโศกก็คือ ในตอนเช้า ขณะที่ท่านอุปคุตเข้าไปบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ พอออกมา ก็ให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อจะทดลองกำลังฤทธิ์ของท่านพระอุปคุตว่า จะสู้กับช้างของพระองค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหาก ต่อสู้กับช้างไม่ได้แล้ว ไฉนเลยจะต่อสู้กับพญามารได้
                       และแล้ว พระเจ้าอโศกก็ได้เห็นประจักษ์ เมื่อช้างตกมันได้วิ่งไปหมายจะบดขยี้ท่านพระอุปคุต แต่ช้างนั้นต้องพลัน ชะงักงันหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ร่างกายด้วยอำนาจฤทธิ์ของท่านอุปคุต
                        พระเจ้าอโศกเห็นดังนั้น จึงได้เข้าไปขอขมาต่อท่านพระอุปคุต ที่ได้ทำการลองดี ท่านอุปคุตก็ได้คลายฤทธิ์ ทำให้ช้างนั้น สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ และกลับไปสู่โรงช้างอันเป็นที่อยู่ของตน เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พระเจ้าอโศก มีความมั่นใจในฤทธานุภาพของท่าน พระอุปคุตว่าจะสามารถ ป้องกันภัยจากพญามารได้
                        และแล้ววันสำคัญก็มาถึง นั่นคือวันที่จัดให้มีการฉลองพระมหาสถูปเจดีย์พระเจ้าอโศกพร้อมด้วยข้าราช บริพาร และประชาขนได้พร้อมใจกันจัดเครื่องบูชาอย่างมโหฬาร ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีการจุดประทีป เป็นอเนกอนันต์ นับไม่ถ้วน จนทำให้บริเวณนั้นโชติช่วง มองดูแล้วสว่างไสวคล้ายเวลากลางวัน ขณะที่ทุกคนกำลังปีติอยู่กับ การบูชาพระมหาเจดีย์ นั้น เหตุการณ์ที่ใครๆ ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น คือได้เกิดลมพายุใหญ่พัดมา ชนิดที่ไม่มีเค้ามาก่อนเลย
                   พระอุปคุตเห็นดังนั้น ก็จึงได้ใช้ฌาณอภิญญาตรวจดูเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ ก็จึงได้ทราบว่า ที่แท้เป็นเพราะอำนาจ แห่งพญามารที่หวังจะมาทำลายพิธีนี่เอง ในเมื่อรู้ชัดเช่นนั้นแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ไม่รอรี รีบใช้ฤทธิ์ปัดเป่า ให้พายุใหญ่ของพญามาร อันตรธานหายไปในบัดดล
                      เมื่อพญามารเห็นว่าใช้พายุใหญ่เพื่อทำลายพิธีไม่ได้ผล ก็รู้สึกโกรธแค้น จึงใช้วิธีการอย่างอื่น ๆ แต่ท่านพระอุปคุต ก็สามารถจะเอาชนะได้ทุกอย่าง จนผลที่สุด พญามารก็ได้ถูกพระอุปคุตปราบ โดยวิธีเนรมิตซากสุนัขเน่า ซึ่งมีกลิ่นเหม็น คละคลุ้ง และเต็มไปด้วยหมู่หนอนมองดูแล้วน่าขยะแขยง แล้วเอาผูกติดไว้ที่คอของพญามาร ผูกไม่ผูกเปล่า พระอุปคุตยังได้อธิษฐานจิตลงไปอีกว่า “ไม่ว่าเทพยดา พรหมหรือใครก็ตาม ถ้าจะแก้ ก็ขอให้แก้ไม่ออก”
                      พญามารพยายาม จะแก้เอาซากสุนัขนั้นออกจากคอของตนแต่ก็จนปัญญา ไม่สามารถจะแก้ออกได้ จึงจำใจ ต้องไปไหว้วอนท้าวจาตุมหาราช ให้ช่วยแก้ให้ แต่ท้าวจาตุมหาราชก็ไม่สามารถจะช่วยได้ พญามาร จึงขึ้นไปขอร้องเทพยดา ในชั้นสูง ๆ ขึ้นไปอีก จนถึงชั้นพรหม แต่ก็ได้ผลอย่างเดิมคือไม่มีใครช่วยได้
                       ในที่สุดก็กลับไปอ้อนวอนขอร้องท่านพระอุปคุตให้ช่วยแก้ให้ เพราะมีท่านอุปคุตเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถ จะช่วยแก้ให้ได้ แต่ก่อนจะแก้ให้ ท่านพระอุปคุตก็ได้สั่งให้พญามารไปที่ภูเขา แล้วจึงตามไปแก้ให้ เมื่อแก้ให้แล้ว ท่านพระอุปคุตพิจารณาเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยไปตอนนี้ พญามารอาจจะไปรังควาญ การทำพิธีของพระเจ้าอโศกอีก ก็จึงได้มัดพญามาร ไว้ที่ภูเขา บอกว่ารอให้พิธีฉลองพระสถูปเจดีย์ ของพระเจ้าอโศกผ่านพ้นไปเสียก่อน แล้วจึง จะมาแก้มัดให้ พญามารจึงเป็นอันต้องถูกผูกมัดติดกับภูเขาเป็นการประจานด้วยโทษฐานเป็นผู้ มีใจบาปคอยขัดขวาง และทำลายการทำความดีของผู้อื่น
                          เมื่องานฉลองพระสถูปเจดีย์ผ่านพ้นไป ท่านพระอุปคุตก็ได้ไปยังภูเขา เพื่อจะไปปลดปล่อยพญามารตามสัญญา เมื่อไปถึง แทนที่พระอุปคุตจะแสดงตัวให้พญามารได้เห็น ท่านก็กลับซ่อนเร้นอยู่ทางเบื้องหลัง เพื่อว่าจะฟังว่า พญามารจะว่ากล่าวอย่างไรบ้าง
                          พญามารเมื่อละพยศหมดความดุร้ายแล้ว ก็ได้หวนระลึกไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ในวันที่พระองค์จะตรัสรู้นั้น ตนได้เคยไปรังควาญต่าง ๆ นานา แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่เคยโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย พญามารรู้สึกสำนึก ถึงโทษ ที่ตัว ได้กระทำ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสในคุณของพระพุทธเจ้า จึงได้เปล่งวาจาอุทานออกมาว่า “ถ้าหากข้าพเจ้า มีกุศลที่ได้เคยสร้างสมไว้แล้ว ดังที่พระผู้มี่พระภาคเจ้า ทรงบำเพ็ญบุญมารมีไว้ เพื่อการตรัสรู้ ในอนาคตกาล ฉันใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกนี้ฉันนั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ และกระทำ ประโยชน์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งปวงในสากลโลก”
                         เมื่อพญามารได้เปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิจบลง ท่านพระอุปคุต ก็ได้แสดงกาย ให้ปรากฎแล้วเดินเข้าไปแก้มัดให้ ในทันที ต่อจากนั้นท่านก็ได้ให้โอวาทแก่พญามาร ให้ละจิตอันเป็นบาปเสีย อย่าได้กระทำกรรม อันหยาบช้า ต่อไปอีกเลย และนับตั้งแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตอ่อนน้อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่มีความดุร้าย เหมือนดังแต่ก่อน นี่เป็นเพราะฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตโดยแท้ จึงทำให้พญามารได้ละพยศหมดความดุร้าย และกลับใจมาปรารถนาพุทธภูมิ
                      บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พญามารจึงไม่ได้สำนึก ทำไมมาได้สำนึก ในสมัยของพระอุปคุต เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ว่า พระอุปคุต กับพญามาร เคยเป็นคู่ปรับกันมา และพระพุทธเจ้า ก็เคยพยากรณ์ไว้แล้ว ว่า หลังจากพระองค์ดับขันธ์ไปแล้วจะมีพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์รูปหนึ่ง เป็นผู้มาปราบพญามารตนนี้


                      พระอุปคุตเกิดหลัง พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว ประมาณ พ.ศ. 218 ปี แต่ไม่ทราบ ภูมิเดิมของท่านละเอียด ว่าเป็นบุตรของใคร เกิดในวรรณะอะไร และที่ไหน 


ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์อโศกอวทาน
ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์ปฐมสมโพธิ์
             

         
 


        

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...