แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทศพิธราชธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทศพิธราชธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

สันติภาพโลกเป็นจริงได้

สันติภาพโลกเป็นจริงได้
                  เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว พึงทำกิจในทางพระพุทธศาสนา ด้วยการทำความดี หมั่นให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า  จะละโลกนี้ไปเมื่อใด  สังขารร่างกายของเรา ถูกเผาผลาญด้วยไฟคือความแก่ ความเจ็บ และความตายอยู่ทุกวัน  ไม่มีใครที่จะหลีกหนีกฎของไตรลักษณ์ได้  ทุกชีวิตต่างต้องเสื่อมสลายบ่ายหน้าไปสู่ความตาย  

              ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทในชีวิต ให้เร่งสั่งสมความดี และฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อันเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเราปลอดภัย แม้เวลาจะจากโลกนี้ไปก็มีความองอาจ และไปอย่างผู้มีชัยชนะ สมกับผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า....
    “ ท่านทั้งหลายจงยินดีในความไม่ประมาท จงตามคุ้มครองจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างที่ตกหล่ม ถอนขึ้นจากหล่มได้ฉะนั้น”

            โลกคือหมู่สัตว์   ส่วนมากยังติดอยู่ในหล่มคือกิเลสอาสวะ สำหรับผู้ไม่ได้ฝึกใจให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นประจำแต่ละวันยิ่งดูเหมือนว่า จะยิ่งติดหล่มลึกลงไปทุกที พระพุทธองค์ทรงแนะวิธีการถอนตัวขึ้นจากหล่มไว้ว่า จะต้องไม่ประมาท ให้หมั่นพิจารณาให้เห็นถึงทุกข์ และโทษของความประมาทว่าเป็นภัยสำหรับชีวิต เป็นประดุจตอในวัฏฏะที่จะมาขวางเส้นทางการทำความดีของเรา แล้วให้ตามรักษาจิตดวงนี้ รักษาไว้ให้อยู่ในต้นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ซึ่งเป็นที่ตั้งถาวรของใจ เป็นแหล่งของสติ แหล่งของปัญญา

            การตามรักษาจิต คือไม่ให้ใจคิดไปในเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นบาปอกุศล ไม่คิดเบียดเบียนปองร้ายผู้อื่น ไม่โลภอยากได้ของเขา และให้มีความเห็นถูกต้องตรงไปตามความเป็นจริง มีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม แล้วทำแต่สิ่งที่ดีๆ มีประโยชน์ หมั่นยกใจตนเองให้สูงขึ้น ด้วยการเจริญสมาธิภาวนาทุกวัน ซึ่งเป็นวิธีการรักษาใจได้ดีที่สุด และถูกต้องร่องรอยตรงตามคำสอนของพระบรมศาสดา ที่จะนำพาชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทาง สามารถถอนตนเองขึ้นมาจากหล่ม คือกิเลสอาสวะทั้งหลายได้

           ชีวิตที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นชีวิตอันอุดมที่จะสร้างโลกในอุดมคติให้เกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นจริงได้ โดยเริ่มต้นจากตัวเรานี่แหละ ให้หมั่นรักษากาย   วาจา  ใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมกาย เราจะได้หายสงสัย แล้วจะได้ช่วยกันบอกทุกคนภายในครอบครัว  ผู้ใกล้ชิดเรา ตลอดจนเพื่อนร่วมโลกทุกคน ให้เขารู้จักการทำใจให้หยุดนิ่ง แล้วสิ่งที่ใครๆ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นไปได้  เราจะมีโอกาสได้เห็นโลกเกิดความสงบสุขร่มเย็น   ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่

           เหมือนอย่างพระบรมศาสดา สมัยที่ท่านบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ได้บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพรหมทัตมีพระนามว่า ชนสันธกุมาร  เมื่อทรงเจริญวัยแล้ว ทรงมีความเชี่ยวชาญในศิลปวิทยาทุกอย่าง หลังจากที่พระราชบิดาสวรรคต พระกุมารก็ได้ครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ อีกทั้งปรารถนาจะให้โลกนี้ร่มเย็นเป็นสุข ให้เป็นโลกแห่งสันติภาพ 

            แม้พระองค์จะมีความสามารถในการรบ แต่ก็ไม่ปรารถนาการรบ ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงรับสั่งให้สร้างโรงทานถึง ๖ แห่ง บริจาคพระราชทรัพย์วันละ ๖ แสน ทรงบำเพ็ญมหาทานบารมีจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วชมพูทวีป และมีรับสั่งให้เปิดประตูเรือนจำ ปลดปล่อยนักโทษให้เป็นอิสรภาพ ทรงทำการสงเคราะห์ชาวโลกด้วยสังคหวัตถุ ๔ คนยากจนเข็ญใจเมื่อมาในอาณาเขตของพระองค์แล้ว จะได้รับการช่วยเหลือทุกคน ทรงมุ่งขจัดทุกข์ บำรุงสุข โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง แนะนำให้ทุกคนรักษาศีล ๕ ทำให้พระองค์เป็นศูนย์รวมใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมหาชน

           ทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระองค์จะสมาทานอุโบสถศีล และเชิญชวนให้มหาชนประพฤติธรรมตามพระองค์ ทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศให้ชาวพระนครทั้งหมดมาประชุมกันเพื่อฟังธรรม แล้วพระองค์ก็ประทับนั่งเป็นประธานแสดงธรรมให้มหาชนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พร้อมทั้งตรัสถึงเหตุที่ทำให้ไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังว่า...

           ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยสูญเปล่า โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย เมื่อยังเป็นหนุ่ม ให้เร่งรีบขวนขวายทำการงาน หารายได้ให้กับตนเอง และครอบครัว เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง และให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง เพราะจะทำให้ไม่ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลอื่น และอย่าไปเบียดเบียนเข่นฆ่าให้ใครเดือดร้อน

          เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีใจสูง ควรมีความอดทน และเมตตาต่อสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ให้ยินดีในคู่ครองของตนเอง ไม่เป็นคนแสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น เพราะสักวันหนึ่ง คนอื่นจะนำความทุกข์กลับคืนมาให้เรา เหมือนกงจักรที่ขว้างออกไป ในที่สุดก็จะย้อนกลับมาหาตัวเรา

          ผู้ฉลาดควรหมั่นให้ทานอยู่เป็นนิตย์  ชีวิตจะได้ไม่ลำบากในภายหลัง อย่าเป็นคนตระหนี่ที่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังว่า สมัยที่ยังมีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยให้ทานกับใครเลย ทำให้ต้องมาเป็นคนยากจนเข็ญใจ พึงดำรงตนอยู่ในสถานะของผู้ให้เสมอ และเมื่อได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาจนเติบใหญ่แล้ว ควรหาโอกาสตอบแทนท่าน ให้มีความกตัญญูกตเวที อยู่ในโอวาทของท่าน สมกับเป็นอภิชาตบุตร

         นอกจากนี้ พระราชายังทรงแนะนำให้มหาชนรู้จักเข้าหาสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เพราะท่านจะได้ชี้หนทางสวรรค์ และพระนิพพานให้กับเรา ให้หาโอกาสเข้าไปสนทนาธรรมกับท่านผู้ทรงศีล จะได้นั่งใกล้พระรัตนตรัย อันจะเป็นเหตุให้มีภูมิธรรมภูมิปัญญาสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

         เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นว่า ธรรมะอะไรที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับชาวโลกได้ ท่านจะนำมาแสดงให้มหาชนฟังทุกๆ กึ่งเดือน มหาชนตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บ้านเมืองในยุคสมัยนั้น จึงอยู่เย็นเป็นสุข ต่างคนต่างก็ขวนขวายทำความดี  โจรผู้ร้ายก็ไม่มี ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ไม่มีการกระทบกระทั่งหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน เมื่อละโลกไปแล้ว ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

        นักปราชญ์บัณฑิตในสมัยก่อน เขาฉลาดในการดำเนินชีวิต เมื่อได้เป็นผู้นำ ก็มุ่งนำมหาชนให้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ให้เห็นประโยชน์ของการสั่งสมบุญว่าประเสริฐกว่าการได้ทรัพย์สินเงินทอง การแก่งแย่งชิงดีกัน ให้เห็นประโยชน์สุขของส่วนรวมมากกว่าความสุขส่วนตัว จะแนะนำไม่ให้ประมาทในชีวิต ให้เห็นคุณค่าของการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบารมี เมื่อทุกคนมีจิตสำนึกเหล่านี้เกิดขึ้น จะเป็นพลังหมู่ เกิดกระแสแห่งการทำความดีร่วมกันขึ้น จะมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน สันติสุขจะแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

       ความปรารถนาให้โลกเกิดสันติสุขนี้ มีมาทุกยุคทุกสมัย พระบรมโพธิสัตว์ท่านสร้างบารมีก็เพื่อหวังจะให้โลกเกิดสันติสุขอันไพบูลย์ เกิดสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษยชาติใฝ่ฝัน เป็นความปรารถนาร่วมกันมายาวนาน แต่สันติภาพที่แท้จริงของโลกจะเกิดขึ้นได้ มีวิธีเดียวเท่านั้น คือต้องเข้าให้ถึงสันติสุขภายใน เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของความสุข และความบริสุทธิ์ที่แท้จริง

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๐๗-๔๑๔

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๐   หน้า ๑๖๒


วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒)

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒)

                     การเดินทางไกลในวัฏสงสารของมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ไม่ใช่ทำกันลำพังเพียงคนสองคน แต่จะต้องสร้างบารมีกันเป็นทีมใหญ่ ต้องประสานใจทุกดวงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น สมาชิกทุกคนในทีม จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและเพื่อนร่วมทีมด้วย เพื่อช่วยกันประคับประคองไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อีกทั้งต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ต้องทุ่มเทสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จึงจะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจภายในที่เกิดจากใจหยุดนิ่งจนเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

                  มีธรรมภาษิตที่เทวดากล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดาว่า...
                 “คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่ได้ ภัยนั้นนั่นแล ย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและความกระหายใด ความหิวและความกระหายนั้น ย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้น ผู้เป็นพาลทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิมในใจ  แล้วให้ทานเถิด เพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ในปรโลก”

                   มนุษย์ทุกคนต่างบอกว่า รักตัวเองมากที่สุด สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า  ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ส่วนจะรักแบบไหน รักเพียงชาตินี้หรือรักข้ามชาติ ก็ต้องมาพิจารณาที่การกระทำ หากรักตัวเองอย่างแท้จริง เขาจะกลัวความตระหนี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะรู้ว่าความตระหนี่เป็นภัยในวัฏฏะ กลัวจะลำบากยากจน ไม่อยากเป็นมหาทุคตะข้ามชาติ จึงรีบขจัดความตระหนี่ ซึ่งเปรียบเสมือนสนิมในใจออกไปโดยเร็ว

                   คนมีบุญจะสอนตัวเองไม่ให้ตระหนี่      เพราะคนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้ จะไปได้ต้องย่ำยีความตระหนี่ให้หลุดจากใจก่อน ด้วยการหมั่นทำบุญให้ทานสม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากผู้ไม่รู้ ที่กลัวอดอยากยากจนจึงไม่ให้ทาน มีความตระหนี่อย่างเหนียวแน่น เพราะเขาไม่รู้ว่า ความตระหนี่คือการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่รักตัวเอง บัณฑิตกับคนพาลมองต่างมุม เข้าใจตรงกันข้ามอย่างนี้แหละ ดังนั้น ชีวิตในปรโลกของบัณฑิต จึงมีแต่สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

                  ดังเรื่องของพระโพธิสัตว์ ซึ่งสมัยหนึ่งเกิดเป็นคนยากจน แต่หลังจากสลัดความตระหนี่ออกจากใจ ด้วยการถวายขนมกุมมาสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นละโลกก็ได้มาเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัต ได้ครองราชย์ในกรุงพาราณสี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านรู้จักออกแบบชีวิตให้กับตนเอง ไม่ยอมจนอีกต่อไป แต่การจะข้ามความจนไปได้ ก็ต้องกล้าเป็นผู้ให้ก่อน บุญจึงส่งผลให้ท่านได้เป็นพระราชาผู้มีสมบัติมากมาย

                  เรื่องของพระองค์ยังมีต่อ เมื่อได้เป็นพระราชาแล้ว ทรงไม่ประมาท และด้วยความที่ระลึกชาติที่ผ่านมาได้ จึงทรงแต่งเป็นเพลงไว้ขับร้อง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า “การปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืดเถิด โปรดดูผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสที่เป็นเหตุให้เรามีช้าง โค ม้า ทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย และนางสนมนารีเหล่านี้ ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด”

                 ตั้งแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์ และชาวเมืองทั้งหลายต่างพากันร้องเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่นิยมกันมากที่สุด เพราะถือว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรดปราน ฝ่ายอัครมเหสีของพระราชาอยากรู้ที่มาของเนื้อเพลง จึงทูลถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงบทนี้

                พระราชาทรงเห็นว่า เป็นโอกาสดีที่จะให้มหาชนรับรู้ ถึงอานิสงส์ของการให้ทาน จึงให้ตีกลองป่าวร้องไปทั่วเมืองว่า ให้มารับฟังแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงบทนี้ ทรงให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระลานหลวง พระเทวีทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ทูลถามพระราชาเป็นครั้งที่สองว่า “ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่โปรดตรัสบอกเนื้อร้องของเพลงมงคล ที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัยนี้ด้วยเถิด”

                  พระโพธิสัตว์ทรงไขปริศนาเพลงมงคล ด้วยการเล่าเรื่องของพระองค์ในอดีตตั้งแต่ครั้งเป็นหนุ่มยากจน แล้วได้มาเกิดเป็นพระราชาก็เพราะได้ถวายขนมกุมมาสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการสลัดความตระหนี่ในครั้งนั้น ทำให้พระองค์ได้เป็นเจ้าของสมบัติทั่วทั้งแผ่นดินเช่นนี้

                   พระเทวีทรงสดับแล้ว มีพระทัยเลื่อมใสยิ่งนัก เนื่องจากเป็นหญิงมีปัญญา จึงทูลว่า “ข้าแต่มหาราช หากพระองค์ทรงตระหนักถึงอานิสงส์ของการให้ทานเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอพระองค์ทรงถวายทานแด่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมก่อน แล้วจึงเสวยในภายหลัง ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรงหมุนล้อคือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีในกุศลธรรม ขอพระองค์อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศพิธราชธรรมไว้เถิด”

                    ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง  ความอ่อนโยน   ตบะคือความเพียร   ความไม่โกรธ   ความไม่เบียดเบียน  ความอดทนและความไม่ประพฤติผิดพลาด พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าเป็นข้อแนะนำที่ดี จึงตั้งใจประพฤติธรรมบำเพ็ญทศพิธราชธรรม

         นอกจากนี้ทรงตรวจดูสิริลักษณะของพระเทวี พลางตรัสถามว่า “ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ ไม่มีหญิงแม้แต่คนเดียวที่โดดเด่นเสมอเหมือนกับเธอ เธอสง่างามราวกับนางอัปสร ผู้งดงามท่ามกลางหมู่เทพนารี เป็นสตรีผู้มีบุญลักษณะ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงได้สิริสมบัตินี้มาครอบครอง”

                    เนื่องจากพระราชเทวีเป็นหญิงคู่บุญที่ระลึกชาติได้เช่นเดียวกับพระราชา พระนางจึงได้ทูลเล่าว่า ชาติที่แล้วได้เกิดเป็นหญิงรับใช้ของเศรษฐี เป็นผู้สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่ทำบาปทั้งในที่ลับและเปิดเผย นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังเดินไปบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเองหิวกระหายเพราะทำงานหนัก เพิ่งจะได้รับอาหารที่เจ้านายแบ่งมาให้เพียงเล็กน้อย แต่เพราะมีจิตเลื่อมใสอยากถวายทาน จึงตัดใจถวายอาหารส่วนนั้นแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะผลแห่งกรรมนั้น จึงทำให้นางได้มาเป็นอัครมเหสี ผู้เลิศกว่าหญิงใดในผืนปฐพีนี้

                     ครั้นพระราชาและพระมเหสี ตรัสเล่าบุพกรรมของตนโดยพิสดาร ให้กับมหาชนได้รับฟังเช่นนั้นแล้ว ต่างมีจิตเป็นกุศลเช่นเดียวกันว่า ต้องเอาบุญต่อบุญ เอาสมบัติต่อสมบัติ จะได้ไม่ต้องไปเกิดเป็นคนยากจนเข็ญใจอีก ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการให้ทาน จากนั้นทั้งสองพระองค์มีจิตเป็นสมานฉันท์ ทรงให้สร้างศาลา ๖ แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ แห่ง ที่ใจกลางเมือง ๑ แห่ง และที่ประตูพระราชวังอีก ๑ แห่ง ทรงบริจาคทานจนตลอดชีวิต ทรงรักษาศีล เมื่อถึงวันพระก็ทรงรักษาอุโบสถศีล ดำรงตนเป็นต้นบุญต้นแบบของมหาชน ครั้นละโลกแล้วก็ได้ไปเสวยสุขในสวรรค์

                    เราจะเห็นว่า ชีวิตของผู้ที่รักตัวเอง กลัวความลำบากยากจนนั้น เขาจะไม่ยอมให้ความตระหนี่มามีอิทธิพลเหนือจิตใจ จะไม่หวงแหนเสียดายทรัพย์ของตน ยิ่งมีมากก็ยิ่งให้มาก ให้แล้วก็อยากให้อีก และไม่เคยอิ่มในการให้ทานเลย เหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เพราะยิ่งให้ก็ยิ่งได้ หวงคือไล่ ให้คือเรียก นี่คือคนที่รักตัวเองอย่างแท้จริง และได้ออกแบบชีวิตของตนเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ทำบุญ ก็ทำด้วยจิตที่เลื่อมใสศรัทธาจริงๆ เป็นการทำอย่างเต็มกำลัง  ทำอย่างสุดหัวใจ  และต้องรู้จักอธิษฐานเป็นการตั้งผังสำเร็จไว้ด้วย

                        เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาชักชวน ให้ลงมือทำไปเลย เมื่อถึงคราวที่สมบัติใหญ่เกิดขึ้น ก็จะเป็นสมบัติอัศจรรย์ที่ไม่เป็นสองรองใคร นี่เป็นการวางแผนผังชีวิตการสร้างบารมี เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ที่ควรตระหนักให้ดีกันทุกคน
                  
จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๖๕-๗๓

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๔๒๐


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...