แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมกุมมาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมกุมมาส แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒)

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๒)

                     การเดินทางไกลในวัฏสงสารของมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ไม่ใช่ทำกันลำพังเพียงคนสองคน แต่จะต้องสร้างบารมีกันเป็นทีมใหญ่ ต้องประสานใจทุกดวงให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้น สมาชิกทุกคนในทีม จะต้องเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและเพื่อนร่วมทีมด้วย เพื่อช่วยกันประคับประคองไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อีกทั้งต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็งมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ต้องทุ่มเทสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จึงจะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังใจภายในที่เกิดจากใจหยุดนิ่งจนเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

                  มีธรรมภาษิตที่เทวดากล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดาว่า...
                 “คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่ได้ ภัยนั้นนั่นแล ย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและความกระหายใด ความหิวและความกระหายนั้น ย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้น ผู้เป็นพาลทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิมในใจ  แล้วให้ทานเถิด เพราะบุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ในปรโลก”

                   มนุษย์ทุกคนต่างบอกว่า รักตัวเองมากที่สุด สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า  ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ส่วนจะรักแบบไหน รักเพียงชาตินี้หรือรักข้ามชาติ ก็ต้องมาพิจารณาที่การกระทำ หากรักตัวเองอย่างแท้จริง เขาจะกลัวความตระหนี่เป็นชีวิตจิตใจ เพราะรู้ว่าความตระหนี่เป็นภัยในวัฏฏะ กลัวจะลำบากยากจน ไม่อยากเป็นมหาทุคตะข้ามชาติ จึงรีบขจัดความตระหนี่ ซึ่งเปรียบเสมือนสนิมในใจออกไปโดยเร็ว

                   คนมีบุญจะสอนตัวเองไม่ให้ตระหนี่      เพราะคนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้ จะไปได้ต้องย่ำยีความตระหนี่ให้หลุดจากใจก่อน ด้วยการหมั่นทำบุญให้ทานสม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากผู้ไม่รู้ ที่กลัวอดอยากยากจนจึงไม่ให้ทาน มีความตระหนี่อย่างเหนียวแน่น เพราะเขาไม่รู้ว่า ความตระหนี่คือการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่รักตัวเอง บัณฑิตกับคนพาลมองต่างมุม เข้าใจตรงกันข้ามอย่างนี้แหละ ดังนั้น ชีวิตในปรโลกของบัณฑิต จึงมีแต่สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

                  ดังเรื่องของพระโพธิสัตว์ ซึ่งสมัยหนึ่งเกิดเป็นคนยากจน แต่หลังจากสลัดความตระหนี่ออกจากใจ ด้วยการถวายขนมกุมมาสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นละโลกก็ได้มาเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัต ได้ครองราชย์ในกรุงพาราณสี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านรู้จักออกแบบชีวิตให้กับตนเอง ไม่ยอมจนอีกต่อไป แต่การจะข้ามความจนไปได้ ก็ต้องกล้าเป็นผู้ให้ก่อน บุญจึงส่งผลให้ท่านได้เป็นพระราชาผู้มีสมบัติมากมาย

                  เรื่องของพระองค์ยังมีต่อ เมื่อได้เป็นพระราชาแล้ว ทรงไม่ประมาท และด้วยความที่ระลึกชาติที่ผ่านมาได้ จึงทรงแต่งเป็นเพลงไว้ขับร้อง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า “การปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและมีรสจืดชืดเถิด โปรดดูผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสที่เป็นเหตุให้เรามีช้าง โค ม้า ทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย และนางสนมนารีเหล่านี้ ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด”

                 ตั้งแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์ และชาวเมืองทั้งหลายต่างพากันร้องเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่นิยมกันมากที่สุด เพราะถือว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรดปราน ฝ่ายอัครมเหสีของพระราชาอยากรู้ที่มาของเนื้อเพลง จึงทูลถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงบทนี้

                พระราชาทรงเห็นว่า เป็นโอกาสดีที่จะให้มหาชนรับรู้ ถึงอานิสงส์ของการให้ทาน จึงให้ตีกลองป่าวร้องไปทั่วเมืองว่า ให้มารับฟังแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงบทนี้ ทรงให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระลานหลวง พระเทวีทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ทูลถามพระราชาเป็นครั้งที่สองว่า “ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่โปรดตรัสบอกเนื้อร้องของเพลงมงคล ที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัยนี้ด้วยเถิด”

                  พระโพธิสัตว์ทรงไขปริศนาเพลงมงคล ด้วยการเล่าเรื่องของพระองค์ในอดีตตั้งแต่ครั้งเป็นหนุ่มยากจน แล้วได้มาเกิดเป็นพระราชาก็เพราะได้ถวายขนมกุมมาสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการสลัดความตระหนี่ในครั้งนั้น ทำให้พระองค์ได้เป็นเจ้าของสมบัติทั่วทั้งแผ่นดินเช่นนี้

                   พระเทวีทรงสดับแล้ว มีพระทัยเลื่อมใสยิ่งนัก เนื่องจากเป็นหญิงมีปัญญา จึงทูลว่า “ข้าแต่มหาราช หากพระองค์ทรงตระหนักถึงอานิสงส์ของการให้ทานเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอพระองค์ทรงถวายทานแด่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมก่อน แล้วจึงเสวยในภายหลัง ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรงหมุนล้อคือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราชผู้ทรงเป็นอธิบดีในกุศลธรรม ขอพระองค์อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศพิธราชธรรมไว้เถิด”

                    ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง  ความอ่อนโยน   ตบะคือความเพียร   ความไม่โกรธ   ความไม่เบียดเบียน  ความอดทนและความไม่ประพฤติผิดพลาด พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าเป็นข้อแนะนำที่ดี จึงตั้งใจประพฤติธรรมบำเพ็ญทศพิธราชธรรม

         นอกจากนี้ทรงตรวจดูสิริลักษณะของพระเทวี พลางตรัสถามว่า “ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ ไม่มีหญิงแม้แต่คนเดียวที่โดดเด่นเสมอเหมือนกับเธอ เธอสง่างามราวกับนางอัปสร ผู้งดงามท่ามกลางหมู่เทพนารี เป็นสตรีผู้มีบุญลักษณะ เธอทำบุญอะไรไว้ จึงได้สิริสมบัตินี้มาครอบครอง”

                    เนื่องจากพระราชเทวีเป็นหญิงคู่บุญที่ระลึกชาติได้เช่นเดียวกับพระราชา พระนางจึงได้ทูลเล่าว่า ชาติที่แล้วได้เกิดเป็นหญิงรับใช้ของเศรษฐี เป็นผู้สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่ทำบาปทั้งในที่ลับและเปิดเผย นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังเดินไปบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเองหิวกระหายเพราะทำงานหนัก เพิ่งจะได้รับอาหารที่เจ้านายแบ่งมาให้เพียงเล็กน้อย แต่เพราะมีจิตเลื่อมใสอยากถวายทาน จึงตัดใจถวายอาหารส่วนนั้นแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะผลแห่งกรรมนั้น จึงทำให้นางได้มาเป็นอัครมเหสี ผู้เลิศกว่าหญิงใดในผืนปฐพีนี้

                     ครั้นพระราชาและพระมเหสี ตรัสเล่าบุพกรรมของตนโดยพิสดาร ให้กับมหาชนได้รับฟังเช่นนั้นแล้ว ต่างมีจิตเป็นกุศลเช่นเดียวกันว่า ต้องเอาบุญต่อบุญ เอาสมบัติต่อสมบัติ จะได้ไม่ต้องไปเกิดเป็นคนยากจนเข็ญใจอีก ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการให้ทาน จากนั้นทั้งสองพระองค์มีจิตเป็นสมานฉันท์ ทรงให้สร้างศาลา ๖ แห่ง คือ ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ แห่ง ที่ใจกลางเมือง ๑ แห่ง และที่ประตูพระราชวังอีก ๑ แห่ง ทรงบริจาคทานจนตลอดชีวิต ทรงรักษาศีล เมื่อถึงวันพระก็ทรงรักษาอุโบสถศีล ดำรงตนเป็นต้นบุญต้นแบบของมหาชน ครั้นละโลกแล้วก็ได้ไปเสวยสุขในสวรรค์

                    เราจะเห็นว่า ชีวิตของผู้ที่รักตัวเอง กลัวความลำบากยากจนนั้น เขาจะไม่ยอมให้ความตระหนี่มามีอิทธิพลเหนือจิตใจ จะไม่หวงแหนเสียดายทรัพย์ของตน ยิ่งมีมากก็ยิ่งให้มาก ให้แล้วก็อยากให้อีก และไม่เคยอิ่มในการให้ทานเลย เหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เพราะยิ่งให้ก็ยิ่งได้ หวงคือไล่ ให้คือเรียก นี่คือคนที่รักตัวเองอย่างแท้จริง และได้ออกแบบชีวิตของตนเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ทำบุญ ก็ทำด้วยจิตที่เลื่อมใสศรัทธาจริงๆ เป็นการทำอย่างเต็มกำลัง  ทำอย่างสุดหัวใจ  และต้องรู้จักอธิษฐานเป็นการตั้งผังสำเร็จไว้ด้วย

                        เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาชักชวน ให้ลงมือทำไปเลย เมื่อถึงคราวที่สมบัติใหญ่เกิดขึ้น ก็จะเป็นสมบัติอัศจรรย์ที่ไม่เป็นสองรองใคร นี่เป็นการวางแผนผังชีวิตการสร้างบารมี เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ที่ควรตระหนักให้ดีกันทุกคน
                  
จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๖๕-๗๓

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๔๒๐


วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๑)

ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง (๑)



                    ความสุขที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมใจ ให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง เป็นนิรามิสสุข สุขที่ไม่ต้องอิงวัตถุ เป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างแสวงหากันมายาวนาน เพราะเป็นความสุขที่เสรี เป็นอิสระในตัวเอง แต่น้อยคนนักที่จะสมปรารถนา เพราะไม่รู้วิธีปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติไม่ถูกวิธีก็เข้าไม่ถึง เมื่อเข้าไม่ถึงก็แสวงหาความสุขจากสิ่งอื่นมาทดแทน ที่เรียกว่า สามิสสุข เป็นความสุขที่ต้องอิงวัตถุภายนอก คือ เบญจกามคุณ เป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้ ไม่เป็นอิสระในตัวเอง เป็นความสุขที่คับแคบ มีขอบเขตจำกัด เมื่อแสวงหาสิ่งนี้มาได้แล้ว ก็แสวงหาสิ่งอื่นๆ เรื่อยไปไม่รู้จักพอ ความพอดีและพอใจจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อใจหยุดเท่านั้น ใจหยุดนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จ หยุดเป็นตัวสำเร็จ หยุดเป็นทุกสิ่ง ที่เราต้องฝึกฝนทุกวัน เพื่อจะได้เข้าถึงความสุขที่เที่ยงแท้กันทุกคน

มีธรรมภาษิต ที่เทวดากล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบรมศาสดาว่า..... “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ แม้ว่าของที่ให้จะมีอยู่น้อยก็ตาม ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ทานและการรบมีผลเสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีพรรคพวกมากได้ ถ้าบุคคลเชื่อกรรมและผลของกรรมอยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า”

     ทานที่ให้ไว้ดีแล้ว ด้วยจิตที่เลื่อมใสในท่านผู้มีความบริสุทธิ์ มีธรรมกายเป็นทักขิไณยบุคคล ย่อมทำความปรารถนาของบุคคลนั้นให้สำเร็จประโยชน์อย่างเป็นอัศจรรย์ ทานยังมีอานุภาพ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของบุคคลผู้ให้ทาน ให้พลิกผันชีวิตจากมหาทุคตะ คือ บุคคลที่ยากจนที่สุดในโลก กลายมาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้ จากบุคคลที่อดอยากไม่มีอะไรจะกิน กลายมาเป็นมหาเศรษฐีผู้มีสมบัติเหลือกินเหลือใช้ ได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องก็ได้

    การจะวัดว่าบุคคลใดให้มากให้น้อย มีศรัทธามากหรือน้อยกว่ากัน เขาไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณของวัตถุที่บริจาค แต่วัดกันตรงที่บุคคลนั้นสามารถขจัดความตระหนี่ออกจากใจได้มากน้อยเพียงใด ทานที่ให้ไปแล้วนั้น เป็นการให้ตามกำลังหรือเต็มกำลัง ความตระหนี่ได้หลุดล่อนออกจากใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าขจัดความตระหนี่ได้มาก กุศลกรรมก็ได้ช่องมาก สามารถดึงดูดสมบัติอัศจรรย์ ทันใช้สร้างบารมีในชาตินี้กันเลยทีเดียว

   มีตัวอย่างมากมายที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ถึงผลแห่งการให้ทานว่า สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างเป็นอัศจรรย์ ทั้งในภพนี้และภพหน้า โดยเฉพาะพระบรมโพธิสัตว์ ท่านทรงประพฤติตนบนเส้นทางของการเป็นผู้ให้ ที่เราควรศึกษาและนำมาเป็นต้นแบบ เพราะไม่ว่าท่านจะเกิดเป็นพระราชามหากษัตริย์ เป็นเศรษฐีหรือเป็นคฤหบดี ท่านก็ให้ทานเสมอมา ท่านถือคติว่า แม่น้ำทุกสายย่อมไม่ดื่มกินน้ำของตัวเอง แต่กลับเป็นประโยชน์ใหญ่ต่อชาวโลก และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ได้อาบดื่มกิน ให้ความชุ่มฉ่ำแก่พื้นดิน ต้นไม้ที่มีผลดกย่อมไม่กินผลของตนเอง แต่มีไว้เพื่อแจกจ่ายแก่สัตว์ทั้งปวงที่เข้ามาอาศัยร่มเงา ทรัพย์ที่ตัวท่านมีก็เช่นเดียวกัน นอกจากมีไว้ใช้หล่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวแล้ว ส่วนหนึ่งท่านจะต้องสละออกไป เพื่อให้เป็นประโยชน์ใหญ่แก่ชาวโลก ด้วยท่านปรารถนาให้โลกนี้เกิดสันติสุขอันไพบูลย์

      แม้ในบางชาติ ท่านเกิดเป็นคนขัดสนทรัพย์ แต่ก็ไม่ขัดสนน้ำใจ  ยอมอดอาหารมื้อนั้น เพื่อจะได้ให้ทานแก่เนื้อนาบุญที่มายืนอยู่ตรงหน้า ท่านเป็นตัวอย่างนักรบในการรบกับความตระหนี่ได้ดีที่สุด และได้ชัยชนะตลอดมา ท่านได้ย่ำยีความตระหนี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ท่านได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ทานแม้เล็กน้อยที่ท่านได้ถวายด้วยจิตที่เลื่อมใส กลับมีอานุภาพพลิกผันชีวิตจากคนเข็ญใจ ที่มีบ้านพอได้หลับนอน กลายมาเป็นทิพยปราสาท ที่ใหญ่โตมโหฬารในภพชาติต่อไป และผลทานยังเกิดเป็นผังรวยถาวรข้ามชาติ ไม่ต้องเกิดมาเป็นคนยากจนเข็ญใจอีก

      สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีตว่า พระพุทธองค์ก็เคยเกิดเป็นคนยากจนเช่นกัน แต่ได้พลิกผันชีวิตด้วยการทำบุญให้ทาน เรื่องมีอยู่ว่า...
      ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนยากจน เนื่องจากเกิดในชนชั้นล่าง จึงทำให้อดอยากลำบากมากในวัยเด็ก ครั้นเติบใหญ่ได้เข้าไปขอทำงานรับจ้างกับเศรษฐีคนหนึ่ง เพื่อให้ได้อาหารพอประทังชีวิตในแต่ละวัน 

      วันหนึ่ง มาณพผู้ขัดสนทรัพย์ได้รับเงินค่าจ้าง ก็นำไปซื้อขนมกุมมาสเพื่อเป็นอาหารเช้าของตน ขณะเดินถือขนมมา ท่านเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ พระองค์ กำลังเสด็จบิณฑบาต จึงคิดสอนตัวเองว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศที่เราควรทำบุญกับท่าน เหตุที่เราต้องอดมื้อกินมื้อ อัตคัตขัดสนจนทรัพย์อยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะความตระหนี่ ไม่ยอมให้ทานในปางก่อน อย่ากระนั้นเลย ขณะนี้เนื้อนาบุญมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ศรัทธาของเราก็มีอยู่ แม้ไทยธรรมคือขนมกุมมาส ๔ ก้อนนี้เล่า ก็มีพร้อมแล้ว เราควรรีบชิงช่วงถวายทานแด่ท่าน ก่อนจะถูกความตระหนี่ช่วงชิงให้พลาดโอกาสบุญไปอีก

       เมื่อสอนตัวเองได้เช่นนี้แล้ว แม้จะต้องอดข้าวเช้าไปหนึ่งมื้อ แต่ท่านรู้สึกปีติใจ ที่จะได้ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเข้าไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ประทับนั่ง พลางกราบเรียนท่านว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีขนมกุมมาสในมือ ๔ ก้อน ข้าพระองค์ขอถวายขนมเหล่านี้แด่พระคุณเจ้าทั้งหลาย” จากนั้นท่านก็วางขนมกุมมาส ๔ ก้อน ลงในบาตรทั้ง ๔ ใบ

     พระปัจเจกพุทธเจ้าฉันภัตตาหารแล้ว พระโพธิสัตว์ขอพรว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาส ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นลูกคนจน ขอจงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย ขอให้การถวายทานครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยแห่งการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณด้วยเถิด”  พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงทำอนุโมทนา อวยพรให้หนุ่มผู้ยากไร้ได้สมปรารถนา จากนั้นทรงเหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะ

พระโพธิสัตว์ประคองอัญชลี แล้วยึดเอาปีติที่มีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ครั้นละโลกไปแล้ว ท่านได้ถือกำเนิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าพาราณสี พระประยูรญาติได้ถวายพระนามว่า พรหมทัตกุมาร

    พระกุมารทรงระลึกชาติได้ เหมือนเห็นเงาหน้าตนเองในกระจกใส พระองค์จึงเป็นผู้ไม่ประมาท เมื่อเจริญวัยทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง และได้พระธิดาของพระเจ้าโกศลเป็นอัครมเหสี ครั้นพระบิดาสวรรคต พระกุมารได้เสวยราชสมบัติครองราชย์ทั้งสองเมือง คือ เมืองพาราณสีและเมืองโกศล

      ในวันฉัตรมงคล มหาชนต่างพากันตกแต่งบ้านเมืองให้เหมือนเทพนคร  เมื่อพระราชาเสด็จตรวจตราดูบ้านเมืองแล้ว ทรงเสด็จขึ้นพระราชบัลลังก์ ได้ทอดพระเนตรพสกนิกรที่พากันยืนเฝ้า ด้านหนึ่งเป็นอำมาตย์ อีกด้านหนึ่งเป็นคฤหบดี มีพราหมณ์คฤหบดีผู้มีสมบัติมากมายคอยห้อมล้อม อีกทั้งที่มือก็ถือเครื่องบรรณาการนานาชนิด ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นคณะหญิงฟ้อนรำจำนวน ๑๖,๐๐๐ นาง ปานประหนึ่งเทพอัปสร พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงความมหัศจรรย์แห่งบุญ ที่ตนได้ทำไว้ในชาติที่ผ่านมา

    จากเรื่องนี้จะเห็นว่า พระโพธิสัตว์ทรงเป็นตัวอย่าง ในการออกแบบชีวิตของตนเองว่า จะให้ชีวิตในสังสารวัฏดำเนินไปในทิศทางใด อนาคตจะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำในปัจจุบัน ในเมื่อเราเชื่อว่า ชีวิตหลัง ความตายไม่ได้สูญ ชาตินี้จึงถือเป็นโอกาสทอง ที่เราจะต้องออกแบบชีวิตของตน ให้เป็นชีวิตที่สูงส่งด้วยบุญบารมียิ่งขึ้นไป จะได้ช่วยทั้งตนเองและสรรพสัตว์ ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยในสังสารวัฏ เช่นเดียวกับพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในกาลก่อน เรื่องของพระโพธิสัตว์ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ครั้งต่อไป เราจะมาติดตามศึกษากันต่อ



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๕๖-๖๔

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๔๒๐

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...