วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เทวดาทั้งหลายยังไม่หมดกิเลส บางพวกยังมีความเห็นผิดอยู่ คือมีมิจฉาทฏฐิ เรียกว่าเป็นฝ่ายมาร ส่วนเทวดาที่มีความเห็นถูก เรียกว่าเป็นฝ่ายพระ
พญามารคือใคร..???  มีจริงไหม ???   
และอาศัยอยู่ที่ใด ???

              พญามารคือ ผู้ล้างผลาญความดี เป็นเทพองค์หนึ่ง เป็นผู้ที่สร้างบารมีมามาก แต่ยังมีจิตใจขี้อิจฉา   มีความเห็นผิด ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ อยู่   อาศัยอยู่บนสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี (ชั้น 6) 

           เรื่องมารมีอยู่จริง  มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่มด้วยกัน  เรื่องที่อยากนำมาเสนอคือเรื่อง  ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิ์ ตอนพระอุปคุต  ปราบมาร  ในช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชฉลองพระสถูปเจดีย์   เรื่องมีดังนี้ ....

                 พระเจ้าอโศก  เดิมทรงนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน แต่พอมาได้ฟังธรรม จากสามเณรนิโครธ ก็เกิดพระศรัทธา ในพุทธศาสนาอย่างมาก   ทรงนำหลักธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า มาเป็นนโยบายในการปกครองไพร่ฟ้า ประชาราษฎร์ ซึ่งระบบนี้เรียกว่า ระบบธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะเป็นใหญ่
                 ต่อมา พระเจ้าอโศกโปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป โดยพุทธวิหาร ที่โปรดให้สร้างขึ้นนั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ มหาวิหารที่ชื่อว่า “อโศการาม” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ ส่วนพระสถูปเจดีย์นั้น โปรดให้สร้างขึ้นถึง 84,000 องค์ และเมื่อพระสถูปเจดีย์ได้สร้างสำเร็จ สมพระราชประสงค์แล้ว พระเจ้าอโศกทรงพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุ ในพระสถูป ให้ทั่วทั้ง 84,000 องค์ 

                 พระเจ้าอโศก ทรงรับสั่งให้รื้อทำลาย พระสถูปเจดีย์ใน เมืองราชคฤห์ เพื่อค้นหา พระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็ไม่ทรงพบ จึงทรงรับสั่งให้ก่อขึ้นไว้เป็นปกติดังเดิม  
 ตอนที่ไปขุดค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ ได้เกิดเหตุ คือหมู่พญานาค ไม่ยอมให้รื้อทำลายพระเจดีย์ โดยบันดาลทำให้ จอบ เสียม สิ่ว ขวาน แตกหัก เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ไม่สามารถขุดรื้อได้ดังใจปรารถนา
                 ในเมื่อการค้นหาพระบรมสารีริกธาตุไม่พบ ดังพระราชประสงค์ พระองค์จึงเสด็จนิวัติสู่กรุงราชคฤห์อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมประชุม แล้วจึงตรัสถามว่า “ใครเคยได้ยิน มาบ้างว่า มีการกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ที่ ไหน” ในที่ประชุมนั้น ปรากฎว่า มีพระมหาเถระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง อายุ 120 ปี บอกว่าสมัยที่มีอายุได้ 7 ขวบนั้น พระมหาเถระ ผู้เป็นบิดา ได้เคยพาท่านไปบูชาสถูปศิลาองค์หนึ่ง และสั่งย้ำว่า จงจำสถานที่นี้เอาไว้ให้ดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่นั่น จะเป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุหรือไม่
                       เมื่อพระเจ้าอโศกได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ดำริว่า ที่นั้นชะรอยจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นแน่แท้ จึงมีรับสั่ง ให้พระมหาเถระนำเสด็จไปยังสถานที่แห่งนั้น เมื่อขุดลงไปก็ปรากฎว่าได้พบพระบรมสารีริกธาตุจริง ๆ ทำให้ พระเจ้าอโศก ทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
                     เมื่อกลับมาถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว ก็ได้ทรงกระทำสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุโดยวิธีอเนกประการ หลังจาก ทรงทำพิธีสักการะบูชาเสร็จ พระองค์ก็ทรงแจกพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้ง 84,000 แห่ง ทั่วชมพูทวีป
                    เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ทั้งหลายทุก ๆ พระนครเสร็จแล้ว ต่อจากนั้น จึงทรงรับสั่ง ให้ก่อสร้าง พระมหาสถูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ ประดับประดาด้วยแก้วต่าง ๆ และแสงแห่งแก้วเหล่านั้น ก็สว่างรุ่งเรืองประดุจเขาไกรลาศ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กับ กรุงปาฏลีบุตร  ครั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลืออยู่ 1 ส่วน ไปบรรจุไว้
                  ในกาลต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราช มีพระราชประสงค์ ที่จะทำการฉลองพระสถูปเจดีย์ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงนำความไปปรึกษากับหมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระโมคคัลลีบุตรเถระเป็นประธาน พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พร้อมกับ พระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงอภิญญาทั้งหลาย ได้เล็งญาณดูแล้วเห็นว่า ในการทำพิธีฉลองครั้งนี้จะมีพญามาร มาทำลายพิธี จึงได้ทำการเฟ้นหาพระเถระ ผู้มีฤทธิ์ที่จะมาทำการป้องกันภัย อันจะพึงเกิด ขึ้นในครั้งนี้
                    แต่ปรากฎว่า ไม่มีผู้ใดที่สามารถจะทำการนี้ได้ จะเห็นมีอยู่ก็แต่ ท่านอุปคุต ซึ่งไปเนรมิตปราสาทแก้ว 7 ประการ จำพรรษาอยู่ในท้องมหาสมุทร เพื่อหลบหนีความวุ่นวาย โดยท่านไปนั่งเข้าฌาณสมาบัติ อยู่บนรัตนบัลลังค์ใน ท่ามกลางปราสาทแก้วนั้น โดยไม่ได้ฉันภัตตาหาร มาเป็นเวลานาน พระอุปคุตนี้แหละ หากได้นิมนต์มา ก็จะสามารถ ปราบพญามารได้ จึงตกลงใจที่จะไปนิมนต์พระอุปคุตมา สำหรับการไปนิมนต์ ครั้งนั้นก็ได้มอบหมาย ให้พระภิกษุ ผู้มีฤทธิ์ ได้อภิญญาสมาบัติ 2 รูป เป็นผู้ไปนิมนต์
                          เมื่อไปถึงที่อยู่ของท่านอุปคุต และได้แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านก็ไม่ได้แสดงความขัดข้องแต่ประการใด บอกให้พระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาก่อน แล้วท่านจะตามมาทีหลัง แต่ที่ไหนได้ พอพระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาถึง ก็เห็นท่านอุปคุตมาถึงก่อนแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของท่านพระอุปคุต
                       ก่อนที่จะถึงกำหนดการฉลองพระสถูปเจดีย์ พระเจ้าอโศกต้องการจะดูตัวว่าพระเถระไหนหนอ ที่จะมาทำหน้าที่ ป้องกันภัย จากพญามาร พอประธานสงฆ์ชี้ให้ดูว่ารูปนี้ไง ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พระเจ้าอโศก ก็ชักไม่ค่อยเชื่อใจ เพราะรูปร่างของพระอุปคุตนั้นผอมมาก จะทำการป้องภัยจากพญามารผู้มีฤทธิ์มากได้อย่างไร ในเมื่อไม่เชื่อก็ต้องทดสอบ
                      วิธีการทดสอบของพระเจ้าอโศกก็คือ ในตอนเช้า ขณะที่ท่านอุปคุตเข้าไปบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ พอออกมา ก็ให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อจะทดลองกำลังฤทธิ์ของท่านพระอุปคุตว่า จะสู้กับช้างของพระองค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหาก ต่อสู้กับช้างไม่ได้แล้ว ไฉนเลยจะต่อสู้กับพญามารได้
                       และแล้ว พระเจ้าอโศกก็ได้เห็นประจักษ์ เมื่อช้างตกมันได้วิ่งไปหมายจะบดขยี้ท่านพระอุปคุต แต่ช้างนั้นต้องพลัน ชะงักงันหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ร่างกายด้วยอำนาจฤทธิ์ของท่านอุปคุต
                        พระเจ้าอโศกเห็นดังนั้น จึงได้เข้าไปขอขมาต่อท่านพระอุปคุต ที่ได้ทำการลองดี ท่านอุปคุตก็ได้คลายฤทธิ์ ทำให้ช้างนั้น สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ และกลับไปสู่โรงช้างอันเป็นที่อยู่ของตน เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พระเจ้าอโศก มีความมั่นใจในฤทธานุภาพของท่าน พระอุปคุตว่าจะสามารถ ป้องกันภัยจากพญามารได้
                        และแล้ววันสำคัญก็มาถึง นั่นคือวันที่จัดให้มีการฉลองพระมหาสถูปเจดีย์พระเจ้าอโศกพร้อมด้วยข้าราช บริพาร และประชาขนได้พร้อมใจกันจัดเครื่องบูชาอย่างมโหฬาร ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีการจุดประทีป เป็นอเนกอนันต์ นับไม่ถ้วน จนทำให้บริเวณนั้นโชติช่วง มองดูแล้วสว่างไสวคล้ายเวลากลางวัน ขณะที่ทุกคนกำลังปีติอยู่กับ การบูชาพระมหาเจดีย์ นั้น เหตุการณ์ที่ใครๆ ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น คือได้เกิดลมพายุใหญ่พัดมา ชนิดที่ไม่มีเค้ามาก่อนเลย
                   พระอุปคุตเห็นดังนั้น ก็จึงได้ใช้ฌาณอภิญญาตรวจดูเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ ก็จึงได้ทราบว่า ที่แท้เป็นเพราะอำนาจ แห่งพญามารที่หวังจะมาทำลายพิธีนี่เอง ในเมื่อรู้ชัดเช่นนั้นแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ไม่รอรี รีบใช้ฤทธิ์ปัดเป่า ให้พายุใหญ่ของพญามาร อันตรธานหายไปในบัดดล
                      เมื่อพญามารเห็นว่าใช้พายุใหญ่เพื่อทำลายพิธีไม่ได้ผล ก็รู้สึกโกรธแค้น จึงใช้วิธีการอย่างอื่น ๆ แต่ท่านพระอุปคุต ก็สามารถจะเอาชนะได้ทุกอย่าง จนผลที่สุด พญามารก็ได้ถูกพระอุปคุตปราบ โดยวิธีเนรมิตซากสุนัขเน่า ซึ่งมีกลิ่นเหม็น คละคลุ้ง และเต็มไปด้วยหมู่หนอนมองดูแล้วน่าขยะแขยง แล้วเอาผูกติดไว้ที่คอของพญามาร ผูกไม่ผูกเปล่า พระอุปคุตยังได้อธิษฐานจิตลงไปอีกว่า “ไม่ว่าเทพยดา พรหมหรือใครก็ตาม ถ้าจะแก้ ก็ขอให้แก้ไม่ออก”
                      พญามารพยายาม จะแก้เอาซากสุนัขนั้นออกจากคอของตนแต่ก็จนปัญญา ไม่สามารถจะแก้ออกได้ จึงจำใจ ต้องไปไหว้วอนท้าวจาตุมหาราช ให้ช่วยแก้ให้ แต่ท้าวจาตุมหาราชก็ไม่สามารถจะช่วยได้ พญามาร จึงขึ้นไปขอร้องเทพยดา ในชั้นสูง ๆ ขึ้นไปอีก จนถึงชั้นพรหม แต่ก็ได้ผลอย่างเดิมคือไม่มีใครช่วยได้
                       ในที่สุดก็กลับไปอ้อนวอนขอร้องท่านพระอุปคุตให้ช่วยแก้ให้ เพราะมีท่านอุปคุตเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถ จะช่วยแก้ให้ได้ แต่ก่อนจะแก้ให้ ท่านพระอุปคุตก็ได้สั่งให้พญามารไปที่ภูเขา แล้วจึงตามไปแก้ให้ เมื่อแก้ให้แล้ว ท่านพระอุปคุตพิจารณาเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยไปตอนนี้ พญามารอาจจะไปรังควาญ การทำพิธีของพระเจ้าอโศกอีก ก็จึงได้มัดพญามาร ไว้ที่ภูเขา บอกว่ารอให้พิธีฉลองพระสถูปเจดีย์ ของพระเจ้าอโศกผ่านพ้นไปเสียก่อน แล้วจึง จะมาแก้มัดให้ พญามารจึงเป็นอันต้องถูกผูกมัดติดกับภูเขาเป็นการประจานด้วยโทษฐานเป็นผู้ มีใจบาปคอยขัดขวาง และทำลายการทำความดีของผู้อื่น
                          เมื่องานฉลองพระสถูปเจดีย์ผ่านพ้นไป ท่านพระอุปคุตก็ได้ไปยังภูเขา เพื่อจะไปปลดปล่อยพญามารตามสัญญา เมื่อไปถึง แทนที่พระอุปคุตจะแสดงตัวให้พญามารได้เห็น ท่านก็กลับซ่อนเร้นอยู่ทางเบื้องหลัง เพื่อว่าจะฟังว่า พญามารจะว่ากล่าวอย่างไรบ้าง
                          พญามารเมื่อละพยศหมดความดุร้ายแล้ว ก็ได้หวนระลึกไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ในวันที่พระองค์จะตรัสรู้นั้น ตนได้เคยไปรังควาญต่าง ๆ นานา แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่เคยโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย พญามารรู้สึกสำนึก ถึงโทษ ที่ตัว ได้กระทำ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสในคุณของพระพุทธเจ้า จึงได้เปล่งวาจาอุทานออกมาว่า “ถ้าหากข้าพเจ้า มีกุศลที่ได้เคยสร้างสมไว้แล้ว ดังที่พระผู้มี่พระภาคเจ้า ทรงบำเพ็ญบุญมารมีไว้ เพื่อการตรัสรู้ ในอนาคตกาล ฉันใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกนี้ฉันนั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ และกระทำ ประโยชน์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งปวงในสากลโลก”
                         เมื่อพญามารได้เปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิจบลง ท่านพระอุปคุต ก็ได้แสดงกาย ให้ปรากฎแล้วเดินเข้าไปแก้มัดให้ ในทันที ต่อจากนั้นท่านก็ได้ให้โอวาทแก่พญามาร ให้ละจิตอันเป็นบาปเสีย อย่าได้กระทำกรรม อันหยาบช้า ต่อไปอีกเลย และนับตั้งแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตอ่อนน้อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่มีความดุร้าย เหมือนดังแต่ก่อน นี่เป็นเพราะฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตโดยแท้ จึงทำให้พญามารได้ละพยศหมดความดุร้าย และกลับใจมาปรารถนาพุทธภูมิ
                      บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พญามารจึงไม่ได้สำนึก ทำไมมาได้สำนึก ในสมัยของพระอุปคุต เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ว่า พระอุปคุต กับพญามาร เคยเป็นคู่ปรับกันมา และพระพุทธเจ้า ก็เคยพยากรณ์ไว้แล้ว ว่า หลังจากพระองค์ดับขันธ์ไปแล้วจะมีพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์รูปหนึ่ง เป็นผู้มาปราบพญามารตนนี้


                      พระอุปคุตเกิดหลัง พระพุทธเจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว ประมาณ พ.ศ. 218 ปี แต่ไม่ทราบ ภูมิเดิมของท่านละเอียด ว่าเป็นบุตรของใคร เกิดในวรรณะอะไร และที่ไหน 


ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์อโศกอวทาน
ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์ปฐมสมโพธิ์
             

         
 


        

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562


เมื่อหมดบุญ....  ทองคำ... เปลี่ยนเป็นถ่านได้ 

                  ชีวิตคนเราเกิดมา...บางคนร่ำรวย  บางคนยากจน  บางคนสวย  บางคนขี้เหร่ บางคนสูง บางคนต่ำ  บางคนดำ  บางคนขาว บางคนแข็งแรง  บางคนอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง  จึงทำให้ชีวิตต้องแตกต่างกันอย่างนี้   
                 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ...เรามีกรรมเป็นของๆตน     เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ   เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมใดไว้  เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น 

                    การกระทำของเรา ทุก ๆ อย่าง จะส่งผลต่อตัวเราเองทั้งสิ้น   เพราะฉะนั้น ก่อนทำอะไรจะต้องคิดให้ดี   ถ้าเป็นกรรมดีก็ให้รีบทำ  ถ้าเป็นกรรมชั่ว  แม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าไปทำดีกว่า  เพราะกรรมทุกกรรมจะส่งผลถึงเราทั้งสิ้น  เราไม่ควรประมาทในเรื่องเหล่านี้  ชีวิตคนเราสั้นนัก  โดยเฉลี่ยจะมีอายุ 75 ปี   ก่อนที่เราจะหมดโอกาส หรือหมดอายุขัย  ให้เราหมั่นสั่งสมบุญเอาไว้   ดังภาษิตที่ว่า ...ปุญญญฺเจ ปุริโส กยิรา  ...กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ   ...ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ  ...สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย.  (แปลว่า)  หากบุคคลจะทำบุญ ...ก็ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ  ...ควรทำความพอใจในบุญนั้น ...เพราะการสั่งสมบุญ...เป็นเหตุให้เกิดสุข.

                   เมื่อจังหวะบุญส่งผล  ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุข  แต่เมื่อใด บุญหมด ... เมื่อนั้น ชีวิตจะตกต่ำ   จากร่ำรวย  กลายเป็นยากไร้ได้  เหมือนดังเศรษฐีในสมัยพุทธกาล  เมื่อยามมีบุญ ก็เสวยสมบัติอย่างมีความสุข  แต่เมื่อหมดบุญ  สมบัติต่าง ๆ ก็กลายเป็นถ่านในทันที   ดังมีเรื่องราวดังนี้   

                     ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีในเมืองสาวัตถี  เสวยสุขอยู่ดี ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดได้กลายเป็นถ่าน สร้างความตกใจแก่เศรษฐีเป็นอย่างมาก ทำให้เศร้าโศกเสียใจ  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  




                     เพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวก็พากันมาปลอบโยน เพื่อนคนหนึ่งกล่าวว่า "ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาดนัดที่คนเดินผ่านไปมาดูซิ อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็ได้   ในขณะที่นั่งเฝ้ากองถ่านอยู่นั้น  มีหญิงคนหนึ่ง  ชื่อนางกีสาโคตมี  เข้ามาถามว่า "คุณพ่อ คนอื่นเขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย"




                     คำพูดของนางกีสาโคตมีทำให้เศรษฐี    เศรษฐีถามด้วยความตื่นเต้นว่า "ทองที่ไหนแม่หนู"  


                      ".อ้าว ก็กองอยู่หน้าคุณพ่อนั่นไง" นางกีสาโคตมีตอบ


                      " ไหนแม่หนูลองหยิบให้พ่อดูซิ"  เศรษฐีกล่าวเชิญ



                       นางกีสาโคตมีจึงหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง มันกลายเป็นทองจริงๆ เศรษฐีจึงขอร้องให้หญิงสาวเอามือสัมผัสกองถ่านทั้งหมด แล้วมันก็คืนสภาพเป็นทองตามเดิม เศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอนางกับพ่อแม่ของนางเพื่อให้แต่งงานกับบุตรชายของตนและรับนางมาอยู่กินที่ตระกูลสามี


                        อยู่มาไม่นาน นางกีสาโคตมี ก็ได้กำเนิดบุตรชายน่ารักคนหนึ่งแก่ตระกูลสามี นำความปลาบปลื้มแก่สมาชิกทั้งหมดในตระกูล


                        แต่ความปลาบปลื้มยินดีนั้นมีอยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางได้เสียชีวิตกระทันหัน นางกีสาโคตมีร่ำไห้เสียใจ จนสติพั่นเฟือน ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น แม้ใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง


                         นางผู้น่าสงสาร วันๆ ไม่ทำอะไร ได้แต่อุ้มศพลูกน้อยเดินไปเดินมา พบใครก็เอ๋ยปากถามว่า " มียาให้ลูกฉันฟื้นไหม ขอยาให้ลูกฉันด้วย"  ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มี  แต่มีบุคคลหนึ่ง บอกว่า รู้จักคนมียา  แล้วบอกให้ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถีนี่เอง  

                   


                  นาง อุ้มศพลูกน้อยรีบเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เชตวัน พลางกราบทูลถามยารักษาลูกชายพระพุทธองค์  กล่าวว่า 

                 “ เธอไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง เราตถาคตจะทำยาให้” พระพุทธองค์ตรัสบอก เมื่อเห็นนางรีบไปจึงตรัสกำชับว่า “เมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตายเลยนะถึงจะทำยาได้”

                   นางเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทุกครัวเรือนไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เพราะทุกบ้านล้วนมีคนเคยตาย  นางเดินจนเข่าอ่อน ก็ยังไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแม้แต่เมล็ดเดียว ทันใดนั้นนางก็ “ได้คิด” และ “คิดได้”  ว่า ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด

                    เมื่อคิดได้ดั้งนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบางจิตใจสดชื่น โปร่งโล่งเหมือนได้วางภาระนักลง นางจัดการเผาศพลูกชายตัวเองแล้วเดินเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

                   เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดหรือเปล่า” ก็กราบทูลว่า “ไม่ได้พระเจ้าข้า เพราะแต่บ้านล้วนมีคนเคยตายแล้วทั้งนั้น บัดนี้หม่อมฉันนึกได้แล้วพระเจ้าข้า ทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องตาย หม่อมฉันปลงได้แล้ว ไม่เศร้าโศกเสียใจแล้ว”

                  พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดีละ ก่อนนี้เธอเข้าใจว่าลูกชายของเธอเท่านั้นตาย บัดนี้เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าคนที่เกิดมาต้องตายทุกคน มัจจุราชไม่ละเว้นใครๆ มันฉุดคร่าเหล่าสัตว์ไปสู่ความตายทั้งนั้น” แล้วตรัสโศลกธรรมสั้นๆว่า

                “มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของประชาชนผู้นอนหลับใหลไป ฉะนั้นแล”

                สิ้นสุดพระธรรมเทศนา นางกีสาโคตมี ก็ได้บรรลุ โสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี พระองค์ทรงส่งเธอไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์ เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่าพระกีสาโคตรมีเถรี

                  วันหนึ่ง ขณะพระกีสาโคตรมีเถรีตามประทีป (ถือตะเกียง) ให้สว่างในวิหาร เห็นเปลวประทีปลุกแล้วก็หรี่ลง ลุกแล้วก็หรี่ลง เช่นนี้ตลอด จึงได้กำหนดเอาแสงประทีปเป็น “อารมณ์กรรมฐาน” (คือถือเอาเป็นเครื่องกำหนดจิตให้เกิดสมาธิ) แล้วเกิดความรู้ขึ้นว่า ชีวิตสัตว์ทั้งหลายดุจเดียวกับแสงประทีป เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ เวียนว่ายอยู่ในวงจรแห่งการเกิดดับ อยู่ไม่รู้นานเท่าไร จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานนั้นแหละ จึงจะหยุดวงจรแห่งการเกิดดับนี้ได้

                 ฉับพลันแสงสว่างเรืองรองก็ฉายวาบมายังเธอ ปรากฏประหนึ่งว่าพระพุทธองค์เสด็จมาประทับต่อหน้านาง พระสุรเสียงกังวานแว่วมาว่า

                  “ถูกแล้ว กีสาโคตรมี ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง”

                   สิ้นสุดพระพุทธภาษิต พระกีสาโคตรมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทา

                  พระกีสาโคตรมีเถรีได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตอันข่มขืนมาแล้ว รู้รสชาติแห่งความทุกข์จากการสูญเสียลูกดีว่ามันสาหัสเพียงใด เมื่อมาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว ก็มีความสงสารเห็นใจผู้ยังอยู่ห้วงความทุกข์นั้น จึงมักเทศน์สอนผู้คนผู้กำลังทุกข์ให้หาทางแก้ทุกข์ในทางที่ถูกต้อง วิธีเอาชนะทุกข์ได้เด็ดขาด คือ หันหน้ามาเผซิญกับมัน รับรู้ความจริงว่ามันเป็นทุกข์เพราะเหตุใด แล้วพยายามแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยวิธีเท่านั้นจึงจะแก้ได้

                     พระกีสาโคตรมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าเป็น “เอตทัคคะ”  (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในความจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง
                     
 ( มก. เล่ม ๓๓ หน้า ๕๐)

สรุปข้อคิดที่ได้ ....

1.บุญ ...เป็นเรื่องสำคัญ  ที่จะต้องทำบ่อย ๆ 
2.คนมีบุญเท่านั้น  มีสิทธิ์ใช้ทรัพย์  ถ้าบุญหมด ก็หมดสิทธิ์
3.คนหมดบุญ  สมบัติก็วิบัติไปด้วย  
4.ทุกอย่างในโลก  มีเกิด แล้ว มีดับ 
5.ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง




วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562


พระ สีวลีเถระ 
ภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย
                  พระ สีวลีเถระ เป็นพระมหาเถระที่ พระพุทธองค์ทรงยกย่องให้เป็นตำแหน่งเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์   มีประวัติที่แปลกไปกว่าพระมหาเถระองค์อื่น ๆ คือ ต้องอยู่ในครรภ์พระมารดาถึง 7 ปี 7 เดือน  7 วัน  มีพระมารดาคือ พระนางสุปฺปวาสา ผู้เป็นราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ. เป็นเอตทัคคะทางด้านผู้ถวายสิ่งของอันประณีต   
                  ความปรารถนาในอดีตชาติของพระสีวลี  เกิดขึ้นในกัปที่แสนแต่ กัปนี้  ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในครั้งนั้น ท่านได้เกิดเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งสาวกของพระองค์ชื่อสุทัสสนะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภมาก ดังนั้น ทรงปรารถนาในตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้นิมนต์ พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันภัตตาหารถึง 7 วัน 
                 ครั้น ถวายมหาทานแล้วก็ได้ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภในอนาคตกาล.  พระปทุมุตตระบรมศาสดา จึงทรงพยากรณ์ว่าความปรารถนาของท่านนี้จะสำเร็จในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป ท่านจะบังเกิดในนาม สีวลี ได้บวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าโคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราช ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป



              ต่อจากนั้น ท่านก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้วก็ท่องเที่ยวไปกำเนิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นในกัปที่ 91 แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในสมัยนั้น ท่านเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนคร และเป็นคนที่ขยันหมั่นขวนขวายในกิจการงาน
                 สมัยหนึ่งหลังจากที่ พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาสู่พระนครพันธุมดี ครั้งนั้น พระเจ้าพันธุมะซึ่งเป็นพุทธบิดา ได้ทรงเตรียมอาคันตุกทาน เพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงปรารถนาจะทำมหาทานแข่งกับชาวเมือง ในวันใดที่พระราชาเป็นผู้ถวายทาน เหล่ามหาชนก็จะสังเกตดู และในวันรุ่งขึ้นก็จะเตรียมทานให้ยิ่งกว่านั้น และในวันถัดไป พระราชาก็จะถวายให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงวันที่ 6 ซึ่งเป็นวันของชาวเมือง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมดได้จัดเตรียมสิ่งของไว้ทุกสิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ให้มีสิ่งใดที่ขาดแม้สักสิ่งเดียว จึงได้ตรวจดูทานที่ตนได้เตรียมไว้ก็ไม่เห็นน้ำผึ้งสด มีเพียงน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้ว ชนเหล่านั้นจึงให้คนถือเอาทรัพย์คนละ 1 พันกหาปนะแล้วส่งไปเฝ้ายังประตูพระนครทั้ง 4 เพื่อขอซื้อจากผู้ที่มาจากชนบทนอกพระนคร
อยากมีลาภมาก!! ต้องทำอย่างไร ? นี่เลย อดีตชาติพระสีวลี ท่านทำบุญด้วยอะไร ? จึงมีลาภมากแหล่งภาพจาก valuablebook2.tkpark.or.th
ชาวเมืองหาซื้อน้ำผึ้งสดเพื่อ
ถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าแข่งกับพระราชา
                     ในวันนั้นเอง ท่าน (อดีตชาติพระสีวลี) เดินทางเข้ายังพระนครด้วยปรารถนาจะเยี่ยมนายบ้าน ในระหว่างทางท่านเห็นรวงผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อน ขนาดเท่างอนไถ จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไป แล้วตัดกิ่งไม้ถือรวงผึ้ง ด้วยตั้งใจว่าจะนำไปให้แก่นายบ้าน ฝ่ายผู้แทนชาวเมืองที่ไปหาซื้อน้ำผึ้ง พบท่านถือรวงผึ้งสดเข้ามาพอดี จึงได้ขอซื้อในราคาหนึ่งกหาปนะ
                    แต่ท่านเกิดความคิดสงสัยว่า ธรรมดารวงผึ้งนี้ย่อมมีค่าน้อยกว่าหนึ่งกหาปนะมาก แต่บุรุษนี้ให้ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง แสดงว่ามีเหตุเบื้องหลังอยู่แน่ จึงตอบปฏิเสธไป บุรุษนั้นจึงขึ้นราคาให้เป็นสองกหาปนะ ท่านก็ยังปฏิเสธอีก บุรุษนั้นก็ขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จนถึงพันกหาปนะ
                    ท่านได้พิจารณา เห็นเป็นเรื่องผิดปกติมากที่ขอซื้อรวงผึ้งสดด้วยราคาถึงพัน กหาปนะ จึงได้สอบถามถึงเหตุผล บุรุษผู้นั้นจึงให้เหตุผลว่า พวกชาวพระนครได้ตระเตรียมมหาทาน เพื่อถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีสมณะ 6,800,000 รูป เป็นบริวาร ในมหาทานนั้นยัง ไม่มีน้ำผึ้งดิบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงขอซื้อ ในราคาเช่นนั้น.

                  ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ จึงขอมีส่วนร่วมในมหาทานนั้น บุรุษนั้นไปบอกเนื้อความแก่ชาวเมือง. ชาวเมืองทราบในศรัทธาของเขาจึงอนุโมทนา ท่านจึงได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้าน ไปซื้อเครื่องเทศ 5 อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ 5 อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล 
                  เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง 4 ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานให้ไทยธรรมที่ถวายเพียงพอแก่ภิกษุ 6,800,000 รูป  ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า.น้ำผึ้งนั้นก็มีเพียงพอแก่พระสาวกทั้งสิ้น
                ครั้น แล้วท่านถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้กระทำภัตกิจ เสร็จแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยผลแห่งกรรมนี้ ขอข้าพระองค์ พึงเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความเป็นผู้มีลาภ ในภพที่เกิดแล้ว ๆ ดังนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกุลบุตร ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จอย่างนั้น ดังนี้แล้ว ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขาและชาวเมืองแล้วเสด็จหลีกไป.
....................................................
                  
                พระสีวลี  ต้องอยู่ในครรภ์ ถึง 7 ปี 7 เดือน  7 วัน     ด้วยผลกรรมในอดีตชาติ ทรงมีอุบายร่วมกับพระมารดา พยายามจะแย่งชิงเมืองอีกเมืองมาเป็นของตน แต่ไม่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น อาศัยกลยุทธ์เข้าล้อมเมืองนั้น
                   ทำให้เมืองนั้นขาดการติดต่อจากโลกภายนอก ชาวเมืองล้วนประสบโรคภัยไข้เจ็บ เผชิญกับการขาดแคลนอาหาร ดำรงชีวิตอยู่ด้วยคงวามทุกขเวทนา ด้วยความทุกข์เวทนามากว่า 7 ปี 7 เดือน 7 วัน 
                 พระมารดาของท่านจะได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า เป็นอย่างมาก  แต่มีสติดี จึงขอให้พระสวามีไปกราบบังคมทูลขอพร จาก พระบรมศาสดา   พระพุทธองค์ ได้ทรงตรัสประทานพรแก่พระนางว่า “ขอพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด”
                ด้วยอำนาจแห่ง พุทธานุภาพ ของ พระพุทธองค์  ทำให้ความทุกขเวทนาของพระนางก็อันตรธานหายไป พระนาง ก็ได้ประสูติพระราชโอรสอย่างง่ายดาย ดุจน้ำไหลออกจากหม้อ และกุมารน้อยจึงได้รับพระนามว่า สีวลีกุมาร  นับแต่นั้นเป็นต้นมา
                  เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ที่จะถวายมหาทานติดต่อกันเป็น เวลา 7 วัน ในวันถวายมหาทานนั้น   สีวลีกุมาร มีพระวรกายเข้มแข็งดุจกุมารผู้มีพระชนม์ 7 พรรษา ได้ช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่างๆ  พระสารีบุตรเถระ ได้สังเกตดูอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดความรู้สึกพอใจใน  พระราชกุมารน้อย และครั้นถึงวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ท่านจึงได้ชักชวน  สีวลีกุมาร ออกบวช

                  พระสารีบุตรเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์  ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ตจปัญจกกรรมฐาน ทั้ง 5 ได้แก่ เกสา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้ พิจารณาของทั้ง 5 เหล่านี้ว่าเป็นของไม่งาม เป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดติดหลงใหล
                   สีวลีกุมาร ได้สดับ พระกรรมฐาน นั้นแล้วนำไปพิจารณาในขณะที่กำลังจรดมีดโกนเพื่อ โกนผม ครั้งแรกนั้นท่านได้บรรลุเป็น  พระโสดาบัน จรดมีดโกนลงครั้งที่ 2ท่านได้บรรลุเป็น พระสกทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งที่ 3 ท่านได้บรรลุเป็น  พระอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จ ท่านได้บรรลุเป็น  พระอรหันต์ ทั้งที่อายุยังน้อย!
                   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะพบว่า   ในครั้งใด หากพระสีวลีร่วมคณะไปเผยแพร่ธรรม กับหมู่คณะ  จะมีผู้ทำบุญถวายปัจจัยอย่างไม่ขาด ทั้งภัตตาหาร และที่พักอาศัย แม้จะออกเผยแพร่ธรรมในเป็นดินแดนห่างไกล ยากไร้ แห้งแล้ง กันดารเพียงใดก็ตาม
                  ด้วยบุญบารมีของ พระสีวลี นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวท่านเอง แต่ยังได้เผื่อแผ่ไปยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งสงฆ์สาวกท่านอื่นๆ ให้ได้รับปัจจัยอย่างทั่วถึง
                    ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ จึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านใน ตำแหน่ง เอคทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง “ผู้มีลาภมาก”


              

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...