วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562


เมื่อหมดบุญ....  ทองคำ... เปลี่ยนเป็นถ่านได้ 

                  ชีวิตคนเราเกิดมา...บางคนร่ำรวย  บางคนยากจน  บางคนสวย  บางคนขี้เหร่ บางคนสูง บางคนต่ำ  บางคนดำ  บางคนขาว บางคนแข็งแรง  บางคนอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้มีอะไรที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง  จึงทำให้ชีวิตต้องแตกต่างกันอย่างนี้   
                 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า ...เรามีกรรมเป็นของๆตน     เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ   เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  เราทำกรรมใดไว้  เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น 

                    การกระทำของเรา ทุก ๆ อย่าง จะส่งผลต่อตัวเราเองทั้งสิ้น   เพราะฉะนั้น ก่อนทำอะไรจะต้องคิดให้ดี   ถ้าเป็นกรรมดีก็ให้รีบทำ  ถ้าเป็นกรรมชั่ว  แม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าไปทำดีกว่า  เพราะกรรมทุกกรรมจะส่งผลถึงเราทั้งสิ้น  เราไม่ควรประมาทในเรื่องเหล่านี้  ชีวิตคนเราสั้นนัก  โดยเฉลี่ยจะมีอายุ 75 ปี   ก่อนที่เราจะหมดโอกาส หรือหมดอายุขัย  ให้เราหมั่นสั่งสมบุญเอาไว้   ดังภาษิตที่ว่า ...ปุญญญฺเจ ปุริโส กยิรา  ...กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ   ...ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ  ...สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย.  (แปลว่า)  หากบุคคลจะทำบุญ ...ก็ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ  ...ควรทำความพอใจในบุญนั้น ...เพราะการสั่งสมบุญ...เป็นเหตุให้เกิดสุข.

                   เมื่อจังหวะบุญส่งผล  ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุข  แต่เมื่อใด บุญหมด ... เมื่อนั้น ชีวิตจะตกต่ำ   จากร่ำรวย  กลายเป็นยากไร้ได้  เหมือนดังเศรษฐีในสมัยพุทธกาล  เมื่อยามมีบุญ ก็เสวยสมบัติอย่างมีความสุข  แต่เมื่อหมดบุญ  สมบัติต่าง ๆ ก็กลายเป็นถ่านในทันที   ดังมีเรื่องราวดังนี้   

                     ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีในเมืองสาวัตถี  เสวยสุขอยู่ดี ๆ วันหนึ่ง ทองที่มีทั้งหมดได้กลายเป็นถ่าน สร้างความตกใจแก่เศรษฐีเป็นอย่างมาก ทำให้เศร้าโศกเสียใจ  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  




                     เพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวก็พากันมาปลอบโยน เพื่อนคนหนึ่งกล่าวว่า "ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาดนัดที่คนเดินผ่านไปมาดูซิ อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็ได้   ในขณะที่นั่งเฝ้ากองถ่านอยู่นั้น  มีหญิงคนหนึ่ง  ชื่อนางกีสาโคตมี  เข้ามาถามว่า "คุณพ่อ คนอื่นเขาขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย"




                     คำพูดของนางกีสาโคตมีทำให้เศรษฐี    เศรษฐีถามด้วยความตื่นเต้นว่า "ทองที่ไหนแม่หนู"  


                      ".อ้าว ก็กองอยู่หน้าคุณพ่อนั่นไง" นางกีสาโคตมีตอบ


                      " ไหนแม่หนูลองหยิบให้พ่อดูซิ"  เศรษฐีกล่าวเชิญ



                       นางกีสาโคตมีจึงหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง มันกลายเป็นทองจริงๆ เศรษฐีจึงขอร้องให้หญิงสาวเอามือสัมผัสกองถ่านทั้งหมด แล้วมันก็คืนสภาพเป็นทองตามเดิม เศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอนางกับพ่อแม่ของนางเพื่อให้แต่งงานกับบุตรชายของตนและรับนางมาอยู่กินที่ตระกูลสามี


                        อยู่มาไม่นาน นางกีสาโคตมี ก็ได้กำเนิดบุตรชายน่ารักคนหนึ่งแก่ตระกูลสามี นำความปลาบปลื้มแก่สมาชิกทั้งหมดในตระกูล


                        แต่ความปลาบปลื้มยินดีนั้นมีอยู่ได้ไม่นาน บุตรน้อยของนางได้เสียชีวิตกระทันหัน นางกีสาโคตมีร่ำไห้เสียใจ จนสติพั่นเฟือน ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น แม้ใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง


                         นางผู้น่าสงสาร วันๆ ไม่ทำอะไร ได้แต่อุ้มศพลูกน้อยเดินไปเดินมา พบใครก็เอ๋ยปากถามว่า " มียาให้ลูกฉันฟื้นไหม ขอยาให้ลูกฉันด้วย"  ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มี  แต่มีบุคคลหนึ่ง บอกว่า รู้จักคนมียา  แล้วบอกให้ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถีนี่เอง  

                   


                  นาง อุ้มศพลูกน้อยรีบเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เชตวัน พลางกราบทูลถามยารักษาลูกชายพระพุทธองค์  กล่าวว่า 

                 “ เธอไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง เราตถาคตจะทำยาให้” พระพุทธองค์ตรัสบอก เมื่อเห็นนางรีบไปจึงตรัสกำชับว่า “เมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตายเลยนะถึงจะทำยาได้”

                   นางเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทุกครัวเรือนไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เพราะทุกบ้านล้วนมีคนเคยตาย  นางเดินจนเข่าอ่อน ก็ยังไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแม้แต่เมล็ดเดียว ทันใดนั้นนางก็ “ได้คิด” และ “คิดได้”  ว่า ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด

                    เมื่อคิดได้ดั้งนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบางจิตใจสดชื่น โปร่งโล่งเหมือนได้วางภาระนักลง นางจัดการเผาศพลูกชายตัวเองแล้วเดินเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์

                   เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดหรือเปล่า” ก็กราบทูลว่า “ไม่ได้พระเจ้าข้า เพราะแต่บ้านล้วนมีคนเคยตายแล้วทั้งนั้น บัดนี้หม่อมฉันนึกได้แล้วพระเจ้าข้า ทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องตาย หม่อมฉันปลงได้แล้ว ไม่เศร้าโศกเสียใจแล้ว”

                  พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดีละ ก่อนนี้เธอเข้าใจว่าลูกชายของเธอเท่านั้นตาย บัดนี้เธอรู้แล้วใช่ไหมว่าคนที่เกิดมาต้องตายทุกคน มัจจุราชไม่ละเว้นใครๆ มันฉุดคร่าเหล่าสัตว์ไปสู่ความตายทั้งนั้น” แล้วตรัสโศลกธรรมสั้นๆว่า

                “มฤตยูย่อมพาชีวิตของคนที่ยึดติดมัวเมาในบุตรและในทรัพย์สินไป ดุจเดียวกับกระแสน้ำหลากมาพัดพาเอาชีวิตของประชาชนผู้นอนหลับใหลไป ฉะนั้นแล”

                สิ้นสุดพระธรรมเทศนา นางกีสาโคตมี ก็ได้บรรลุ โสดาปัตติผล กราบทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี พระองค์ทรงส่งเธอไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์ เมื่อบวชแล้วได้นามตามเดิมว่าพระกีสาโคตรมีเถรี

                  วันหนึ่ง ขณะพระกีสาโคตรมีเถรีตามประทีป (ถือตะเกียง) ให้สว่างในวิหาร เห็นเปลวประทีปลุกแล้วก็หรี่ลง ลุกแล้วก็หรี่ลง เช่นนี้ตลอด จึงได้กำหนดเอาแสงประทีปเป็น “อารมณ์กรรมฐาน” (คือถือเอาเป็นเครื่องกำหนดจิตให้เกิดสมาธิ) แล้วเกิดความรู้ขึ้นว่า ชีวิตสัตว์ทั้งหลายดุจเดียวกับแสงประทีป เกิดขึ้นแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ เวียนว่ายอยู่ในวงจรแห่งการเกิดดับ อยู่ไม่รู้นานเท่าไร จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานนั้นแหละ จึงจะหยุดวงจรแห่งการเกิดดับนี้ได้

                 ฉับพลันแสงสว่างเรืองรองก็ฉายวาบมายังเธอ ปรากฏประหนึ่งว่าพระพุทธองค์เสด็จมาประทับต่อหน้านาง พระสุรเสียงกังวานแว่วมาว่า

                  “ถูกแล้ว กีสาโคตรมี ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง”

                   สิ้นสุดพระพุทธภาษิต พระกีสาโคตรมีเถรีก็ได้บรรลุพระอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทา

                  พระกีสาโคตรมีเถรีได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตอันข่มขืนมาแล้ว รู้รสชาติแห่งความทุกข์จากการสูญเสียลูกดีว่ามันสาหัสเพียงใด เมื่อมาอยู่ในร่มเงาพระพุทธศาสนา ได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว ก็มีความสงสารเห็นใจผู้ยังอยู่ห้วงความทุกข์นั้น จึงมักเทศน์สอนผู้คนผู้กำลังทุกข์ให้หาทางแก้ทุกข์ในทางที่ถูกต้อง วิธีเอาชนะทุกข์ได้เด็ดขาด คือ หันหน้ามาเผซิญกับมัน รับรู้ความจริงว่ามันเป็นทุกข์เพราะเหตุใด แล้วพยายามแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยวิธีเท่านั้นจึงจะแก้ได้

                     พระกีสาโคตรมีเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าเป็น “เอตทัคคะ”  (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) ในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่ายอย่างยิ่ง เป็นสตรีที่มีบทบาทในความจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่งท่านหนึ่ง
                     
 ( มก. เล่ม ๓๓ หน้า ๕๐)

สรุปข้อคิดที่ได้ ....

1.บุญ ...เป็นเรื่องสำคัญ  ที่จะต้องทำบ่อย ๆ 
2.คนมีบุญเท่านั้น  มีสิทธิ์ใช้ทรัพย์  ถ้าบุญหมด ก็หมดสิทธิ์
3.คนหมดบุญ  สมบัติก็วิบัติไปด้วย  
4.ทุกอย่างในโลก  มีเกิด แล้ว มีดับ 
5.ผู้ใดเห็นแจ้งในพระนิพพาน แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ยังประเสริฐกว่าผู้มีอายุตั้งร้อยปีแต่ไม่เห็นแจ้ง




วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562


พระ สีวลีเถระ 
ภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย
                  พระ สีวลีเถระ เป็นพระมหาเถระที่ พระพุทธองค์ทรงยกย่องให้เป็นตำแหน่งเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์   มีประวัติที่แปลกไปกว่าพระมหาเถระองค์อื่น ๆ คือ ต้องอยู่ในครรภ์พระมารดาถึง 7 ปี 7 เดือน  7 วัน  มีพระมารดาคือ พระนางสุปฺปวาสา ผู้เป็นราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ. เป็นเอตทัคคะทางด้านผู้ถวายสิ่งของอันประณีต   
                  ความปรารถนาในอดีตชาติของพระสีวลี  เกิดขึ้นในกัปที่แสนแต่ กัปนี้  ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในครั้งนั้น ท่านได้เกิดเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งสาวกของพระองค์ชื่อสุทัสสนะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภมาก ดังนั้น ทรงปรารถนาในตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้นิมนต์ พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันภัตตาหารถึง 7 วัน 
                 ครั้น ถวายมหาทานแล้วก็ได้ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภในอนาคตกาล.  พระปทุมุตตระบรมศาสดา จึงทรงพยากรณ์ว่าความปรารถนาของท่านนี้จะสำเร็จในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป ท่านจะบังเกิดในนาม สีวลี ได้บวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าโคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราช ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป



              ต่อจากนั้น ท่านก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้วก็ท่องเที่ยวไปกำเนิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นในกัปที่ 91 แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในสมัยนั้น ท่านเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนคร และเป็นคนที่ขยันหมั่นขวนขวายในกิจการงาน
                 สมัยหนึ่งหลังจากที่ พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาสู่พระนครพันธุมดี ครั้งนั้น พระเจ้าพันธุมะซึ่งเป็นพุทธบิดา ได้ทรงเตรียมอาคันตุกทาน เพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงปรารถนาจะทำมหาทานแข่งกับชาวเมือง ในวันใดที่พระราชาเป็นผู้ถวายทาน เหล่ามหาชนก็จะสังเกตดู และในวันรุ่งขึ้นก็จะเตรียมทานให้ยิ่งกว่านั้น และในวันถัดไป พระราชาก็จะถวายให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงวันที่ 6 ซึ่งเป็นวันของชาวเมือง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมดได้จัดเตรียมสิ่งของไว้ทุกสิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ให้มีสิ่งใดที่ขาดแม้สักสิ่งเดียว จึงได้ตรวจดูทานที่ตนได้เตรียมไว้ก็ไม่เห็นน้ำผึ้งสด มีเพียงน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้ว ชนเหล่านั้นจึงให้คนถือเอาทรัพย์คนละ 1 พันกหาปนะแล้วส่งไปเฝ้ายังประตูพระนครทั้ง 4 เพื่อขอซื้อจากผู้ที่มาจากชนบทนอกพระนคร
อยากมีลาภมาก!! ต้องทำอย่างไร ? นี่เลย อดีตชาติพระสีวลี ท่านทำบุญด้วยอะไร ? จึงมีลาภมากแหล่งภาพจาก valuablebook2.tkpark.or.th
ชาวเมืองหาซื้อน้ำผึ้งสดเพื่อ
ถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าแข่งกับพระราชา
                     ในวันนั้นเอง ท่าน (อดีตชาติพระสีวลี) เดินทางเข้ายังพระนครด้วยปรารถนาจะเยี่ยมนายบ้าน ในระหว่างทางท่านเห็นรวงผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อน ขนาดเท่างอนไถ จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไป แล้วตัดกิ่งไม้ถือรวงผึ้ง ด้วยตั้งใจว่าจะนำไปให้แก่นายบ้าน ฝ่ายผู้แทนชาวเมืองที่ไปหาซื้อน้ำผึ้ง พบท่านถือรวงผึ้งสดเข้ามาพอดี จึงได้ขอซื้อในราคาหนึ่งกหาปนะ
                    แต่ท่านเกิดความคิดสงสัยว่า ธรรมดารวงผึ้งนี้ย่อมมีค่าน้อยกว่าหนึ่งกหาปนะมาก แต่บุรุษนี้ให้ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง แสดงว่ามีเหตุเบื้องหลังอยู่แน่ จึงตอบปฏิเสธไป บุรุษนั้นจึงขึ้นราคาให้เป็นสองกหาปนะ ท่านก็ยังปฏิเสธอีก บุรุษนั้นก็ขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จนถึงพันกหาปนะ
                    ท่านได้พิจารณา เห็นเป็นเรื่องผิดปกติมากที่ขอซื้อรวงผึ้งสดด้วยราคาถึงพัน กหาปนะ จึงได้สอบถามถึงเหตุผล บุรุษผู้นั้นจึงให้เหตุผลว่า พวกชาวพระนครได้ตระเตรียมมหาทาน เพื่อถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีสมณะ 6,800,000 รูป เป็นบริวาร ในมหาทานนั้นยัง ไม่มีน้ำผึ้งดิบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงขอซื้อ ในราคาเช่นนั้น.

                  ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ จึงขอมีส่วนร่วมในมหาทานนั้น บุรุษนั้นไปบอกเนื้อความแก่ชาวเมือง. ชาวเมืองทราบในศรัทธาของเขาจึงอนุโมทนา ท่านจึงได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้าน ไปซื้อเครื่องเทศ 5 อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ 5 อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล 
                  เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง 4 ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานให้ไทยธรรมที่ถวายเพียงพอแก่ภิกษุ 6,800,000 รูป  ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า.น้ำผึ้งนั้นก็มีเพียงพอแก่พระสาวกทั้งสิ้น
                ครั้น แล้วท่านถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้กระทำภัตกิจ เสร็จแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยผลแห่งกรรมนี้ ขอข้าพระองค์ พึงเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความเป็นผู้มีลาภ ในภพที่เกิดแล้ว ๆ ดังนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกุลบุตร ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จอย่างนั้น ดังนี้แล้ว ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขาและชาวเมืองแล้วเสด็จหลีกไป.
....................................................
                  
                พระสีวลี  ต้องอยู่ในครรภ์ ถึง 7 ปี 7 เดือน  7 วัน     ด้วยผลกรรมในอดีตชาติ ทรงมีอุบายร่วมกับพระมารดา พยายามจะแย่งชิงเมืองอีกเมืองมาเป็นของตน แต่ไม่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น อาศัยกลยุทธ์เข้าล้อมเมืองนั้น
                   ทำให้เมืองนั้นขาดการติดต่อจากโลกภายนอก ชาวเมืองล้วนประสบโรคภัยไข้เจ็บ เผชิญกับการขาดแคลนอาหาร ดำรงชีวิตอยู่ด้วยคงวามทุกขเวทนา ด้วยความทุกข์เวทนามากว่า 7 ปี 7 เดือน 7 วัน 
                 พระมารดาของท่านจะได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า เป็นอย่างมาก  แต่มีสติดี จึงขอให้พระสวามีไปกราบบังคมทูลขอพร จาก พระบรมศาสดา   พระพุทธองค์ ได้ทรงตรัสประทานพรแก่พระนางว่า “ขอพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด”
                ด้วยอำนาจแห่ง พุทธานุภาพ ของ พระพุทธองค์  ทำให้ความทุกขเวทนาของพระนางก็อันตรธานหายไป พระนาง ก็ได้ประสูติพระราชโอรสอย่างง่ายดาย ดุจน้ำไหลออกจากหม้อ และกุมารน้อยจึงได้รับพระนามว่า สีวลีกุมาร  นับแต่นั้นเป็นต้นมา
                  เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ที่จะถวายมหาทานติดต่อกันเป็น เวลา 7 วัน ในวันถวายมหาทานนั้น   สีวลีกุมาร มีพระวรกายเข้มแข็งดุจกุมารผู้มีพระชนม์ 7 พรรษา ได้ช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่างๆ  พระสารีบุตรเถระ ได้สังเกตดูอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดความรู้สึกพอใจใน  พระราชกุมารน้อย และครั้นถึงวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ท่านจึงได้ชักชวน  สีวลีกุมาร ออกบวช

                  พระสารีบุตรเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์  ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ตจปัญจกกรรมฐาน ทั้ง 5 ได้แก่ เกสา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้ พิจารณาของทั้ง 5 เหล่านี้ว่าเป็นของไม่งาม เป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดติดหลงใหล
                   สีวลีกุมาร ได้สดับ พระกรรมฐาน นั้นแล้วนำไปพิจารณาในขณะที่กำลังจรดมีดโกนเพื่อ โกนผม ครั้งแรกนั้นท่านได้บรรลุเป็น  พระโสดาบัน จรดมีดโกนลงครั้งที่ 2ท่านได้บรรลุเป็น พระสกทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งที่ 3 ท่านได้บรรลุเป็น  พระอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จ ท่านได้บรรลุเป็น  พระอรหันต์ ทั้งที่อายุยังน้อย!
                   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะพบว่า   ในครั้งใด หากพระสีวลีร่วมคณะไปเผยแพร่ธรรม กับหมู่คณะ  จะมีผู้ทำบุญถวายปัจจัยอย่างไม่ขาด ทั้งภัตตาหาร และที่พักอาศัย แม้จะออกเผยแพร่ธรรมในเป็นดินแดนห่างไกล ยากไร้ แห้งแล้ง กันดารเพียงใดก็ตาม
                  ด้วยบุญบารมีของ พระสีวลี นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวท่านเอง แต่ยังได้เผื่อแผ่ไปยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งสงฆ์สาวกท่านอื่นๆ ให้ได้รับปัจจัยอย่างทั่วถึง
                    ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ จึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านใน ตำแหน่ง เอคทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง “ผู้มีลาภมาก


              

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562



อย่าลืมให้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก



ลูกชาย : พ่อครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย ?

พ่อ : แน่นอน ได้สิ , ลูกจะถามอะไร


ลูกชาย : พ่อครับ ใน 1 ชั่วโมงพ่อหาเงินได้เท่าไหร่เหรอครับ ?

พ่อ : มันไม่ใช่ธุระอะไรของลูก ทำไมถึงถามอะไรแบบนี้ ?

ลูกชาย : ผมแค่อยากรู้ ได้โปรดบอกผมเถอะครับ


ใน 1 ชั่วโมงพ่อหาเงินได้เท่าไหร่เหรอครับ ?


พ่อ : ถ้าลูกต้องรู้ให้ได้ พ่อก็จะบอกให้ฟัง

ใน 1 ชั่วโมง พ่อหาเงินได้ 100 บาท


ลูกชาย : โห !!! (ทำหน้าเศร้าพร้อมกับก้มหน้าลง)

ลูกชาย : พ่อครับ ผมขอยืมเงินพ่อ 50 บาทได้มั้ย ?

พ่อของเขาโมโหอย่างมาก


พ่อ : ถ้าเพราะอยากจะขอยืมเงินพ่อ เพื่อไปซื้อของเล่นห่วยๆ 

หรือ สิ่งของไร้สาระพวกนั้น ลูกควรกลับไปที่ห้องและเข้านอน 

ทำไมลูกถึงเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ พ่อทำงานหนักทุกวัน เพื่อเลี้ยงลูกที่มีนิสัยอย่างนี้เหรอ

เด็กชายตัวน้อย เงียบลง

และค่อยๆเดินขึ้นไปที่ห้องของเขาและปิดประตูลง

พ่อนั่งลงด้วยความโมโห นึกย้อนคิดถึงคำถามของลูกชา

เขากล้าถามกับเราอย่างนั้นได้อย่างไร

ผ่านไป 1 ชั่วโมง... อารมณ์ของพ่อเริ่มสงบลง และเริ่มคิดได้ว่า 

บางทีอาจจะมีบางสิ่งที่มีราคา 50 บาท ซึ่งลูกอยากได้จริงๆและ

ความจริงแล้ว เขาก็ไม่เคยถาม หรือ ขอเงินเรามาก่อนเลย ดังนั้น

เอง พ่อจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปหาลูกน้อยที่ห้องนอน


พ่อ : ยังไม่นอนอีกเหรอลูก ?

ลูกชาย : ไม่ครับพ่อ ผมยังไม่นอน

พ่อ : พ่อมาคิดดูแล้ว บางทีพ่อคงทำงานจนเหนื่อยเกินไป

ถึงได้พูดกับลูกแรงขนาดนั้น

นี่เงิน 50 บาทที่ลูกขอยืมพ่อ เอาไปสิ


หนุ่มน้อยฉีกยิ้มด้วยความดีใจ พร้อมกับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันใด

นั้นเอง เขาก็รีบดึงแบงค์ยับๆจำนวนหนึ่ง และเศษเหรียญเล็กๆ

น้อยๆ ออกมาจากใต้หมอนของเขา เขานั่งบรรจงนับมันอย่างช้าๆ 

แล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองพ่อ

ขณะเดียวกันกับที่พ่อเริ่มจะโมโหขึ้นอีกรอบ

เพราะเห็นลูกชายซ่อนเงินจำนวนหนึ่งไว้ใต้หมอน


พ่อ : ลูกจะเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้ไปทำอะไร

ในเมื่อลูกก็มีมันอยู่มากแล้ว (พ่อถามด้วยอารมณ์เริ่มโกรธ)


ลูกชาย : เพราะผมมีไม่พอครับพ่อ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว

พ่อครับ นี่เงิน 100 บาท ผมขอซื้อเวลาทำงานของพ่อ 1 ชั่วโมง..

พ่อครับ พรุ่งนี้ตอนเย็น พ่อช่วยกลับบ้านมาหาผมเร็วๆนะครับ..ผม

เพียงแค่อยากจะทานข้าวเย็นกับพ่อครับ



             พ่อหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เพราะความเจ็บปวดที่หน้าอก

รู้สึกเหมือนดวงใจของเขา มันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

พ่อรีบคุกเข่าลง โผเข้ากอดลูกชายทั้งน้ำตา

พร้อมกับขอให้ลูกชายสุดที่รักยกโทษให้ตัวเขา


               นี่เป็นเพียงเรื่องสั้นๆ ที่อยากเตือนให้คุณคิดว่า.....

เราไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมาย


               พรุ่งนี้ หากคุณตายลงที่ทำงานของคุณ

ก็สามารถหาคนมาทำงานแทนที่ช่วงเวลาของคุณได้อย่างง่าย

าย แต่สำหรับครอบครัวและคนที่คุณรัก พวกเขาเหล่านั้น ไม่

สามารถหาใครมาแทนที่ช่วงเวลาที่สูญเสียไปจากคุณได้


               อย่าลืมให้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก..เขาอาจ

กำลังรอเราอยู่...




วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562



ทุกข์โทษ จากการเข้าถึงสกุลอื่น

            พระติสสะเถระมีความสนิทสนมกับตระกูลนายช่างแก้ว  ไปฉันภัตตาหารอยู่สม่ำเสมอ  เป็นเวลา  ๑๒ ปี.   ทั้งนายช่างแก้วและภรรยา อยู่ในฐานะมารดาและบิดา ปฏิบัติพระเถระนี้มาตลอด

                อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่นายช่างแก้วการกำลังหั่นเนื้อสด ๆ เพื่อให้ภรรยาทำอาหาร  พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงรับสั่งให้ทหารนำแก้วมณีดวงหนึ่งไป นายช่างแก้ว ขัดและเจียรไน  นายช่างแก้วรับแก้วมณีนั้นด้วยมือทั้งเปื้อนเลือด วางไว้บนเขียงแล้ว แล้วเข้าไปข้างในบ้าน  เพื่อล้างมือ.



             ในเรือนนั้น มีนกกะเรียนตัวหนึ่ง ได้กลิ่นคาวเลือดจึงกินแก้วมณีนั้น  ต่อหน้าพระเถระ นายช่างแก้วออกมาไม่เห็นแก้วมณี จึงถามภริยา ธิดาและบุตรว่า  “พวกเจ้าเอาแก้วมณีไปหรือ?”  ทุกคนตอนเสียงเดียวกันว่า  “มิได้เอาไป”   นายช่างแก้วจึงคิดว่า หรือ พระเถระจักเอาไป”  จึงปรึกษากับภริยา     


                ภริยาบอกว่า ฉันไม่เคยเห็นโทษอะไรๆ ของพระเถระเลยตลอดกาลประมาณเท่านี้,   คงไม่ใช่ท่านแน่นอน

               นายช่างแก้วถามพระเถระว่า ....“ท่านครับ ท่านเอาแก้วมณีไปหรือครับ?”

               พระเถระกล่าวว่า.... เราไม่ได้เอาไป อุบาสก.

               นายช่างแก้วกล่าวว่า.... ในที่นี้ไม่มีคนอื่น, ท่านต้องเอาไปเป็นแน่, ขอท่านจงให้แก้วมณีแก่ผมเถิด. แล้วหันไปพูดกับภริยาว่า “พระเถระเอาแก้วมณีไปแน่, เราจักบีบคั้นถามท่าน.”

               ภริยาตอบกล่าวว่า.... “อย่าทำอย่างนั้นเลย  อย่าทำให้พวกเราฉิบหายเลย, พวกเราเข้าถึงความเป็นทาสเสียยังประเสริฐกว่า, ที่จะกล่าวหาพระเถระอย่างนั้น 

               นายช่างแก้วกล่าวว่า.... “พวกเราทั้งหมด เข้าถึงความเป็นทาส ยังไม่เท่าค่าแก้วมณี” ดังนี้แล้ว   จึงถือเอาเชือก พันศีรษะพระเถระขันด้วยท่อนไม้.  โลหิตออกจากศีรษะหูและจมูกของพระเถระ.ตาทั้ง ๒ ได้ถลนออกมา.  พระเถระเจ็บปวด มาก ล้มลงกับพื้น. นกกะเรียนมาด้วยกลิ่นเลือด ดื่มกินเลือดนั้น .

                นายช่างแก้วกำลังโมโห จึงเตะมันด้วยเท้า  แล้วเขี่ยไป  นกกะเรียนนั้นล้มกลิ้งตายในทันที 

                 พระเถระเห็นนกนั้น จึงกล่าวว่า.... “อุบาสก ท่านจงผ่อนเชือกพันศีรษะของเราให้หย่อนก่อน  แล้ว จงพิจารณาดูนกกะเรียนนี้ว่า ‘มันตายแล้วหรือยัง?”  

                นายช่างแก้วกล่าวว่า .... “แม้ท่านก็จักตายเช่นนกนั้น.”
พระเถระตอบว่า... “อุบาสก นกได้กลืนแก้วมณีไป ,  หากนกนี้ยังไม่ตาย, ข้าพเจ้าแม้จะตาย ก็จักไม่บอกเรื่องแก้วมณีแก่ท่าน.”

               นายช่างแก้วรีบผ่าท้องนกนั้นทันที  พบแก้วมณีแล้ว  มีใจสลด หมอบลงแทบเท้าของพระเถระ กล่าวว่า .... “ขอพระคุณเจ้าจงอดโทษแก่ผมด้วยเถิด, ผมไม่รู้   จึงทำไปแล้วอย่างนั้น.”

                 พระเถระกล่าวว่า..... อุบาสก โทษของท่านไม่มี, ของเราก็ไม่มี, มีแต่โทษของวัฏฏะเท่านั้น. เราอดโทษแก่ท่าน.

                 นายช่างแก้วกล่าวว่า.... หากท่านอดโทษแก่ผมไซร้, ท่านจงมานั่งรับภิกษาในเรือนของผมตามเดิมเหมือนก่อน

                 พระเถระกล่าวว่า... “อุบาสก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจักไม่เข้าไปภายในชายคาเรือนของผู้อื่น  เพราะว่านี้เป็นโทษแห่งการเข้าไปภายในเรือนโดยตรง,  ตั้งแต่นี้ไป เมื่อเท้าทั้งสองยังเดินไปได้ เราจักยืนที่ประตูเรือนเท่านั้น รับภิกษา” ดังนี้แล้ว สมาทานธุดงค์กล่าวคาถานี้ว่า.......

 “ภัตในทุก  ๆ สกุล  ๆ ละนิดหน่อย อันเขาหุงไว้เพื่อมุนี
เราจักเที่ยวไปด้วยปลีแข้ง, กำลังแข้งของเรายังมีอยู่.”
พระเถระ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ปฏิบัติอย่างนั้น  ไม่นานก็เข้านิพพานด้วยด้วยพิษบาดแผลจากการถูกทรมานนั้น
 



“”””””””””””””””””””””
ต่อมา พระภิกษุทั้งหลายได้ทูลถามถึงที่เกิดของบุคคลต่างๆในเรื่อง พระศาสดาตรัสว่า ...
“...นกกะเรียนกลับมาเกิดเป็นบุตรชายของนายช่าง
 ...นายช่างไปเกิดในนรก 
...ภรรยานายช่างตายแล้วไปเกิดในเทวโลก 
เพราะมีจิตใจอ่อนโยนในพระเถระ 
...ส่วนพระเถระ เป็นพระอรหันต์ ก็เข้านิพพานในกาลไม่นาน

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า

คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ
นิรยํ ปาปกมฺมิโน
สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ
ปรินิพฺพนฺติ อนาสวาฯ

ชนทั้งหลายบางพวก ย่อมเข้าถึงครรภ์(เกิดเป็นมนุษย์)
ผู้มีกรรมลามก ย่อมเข้าถึงนรก
ผู้มีกรรมเป็นเหตุแห่งสุคติ ย่อมไปสวรรค์
ผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน.


เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง 

ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

                ........................................................................
  
              การเข้าไปบ้านของคนอื่น มีโทษอย่างนี้  เราไม่รู้ว่า เราสร้างกรรมอะไรกันมาบ้าง เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมีความสำรวมและระมัดระวังและจงอย่าประมาทในเรื่องเล็กน้อย อย่างนี้  ขอให้ทุกท่านมีความสุข 

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...