วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

วิธีตอบแทนคุณของญาติโยมอย่างอริยะ

วิธีตอบแทนคุณของญาติโยมอย่างอริยะ


                    เวลาในโลกมนุษย์ช่างแสนสั้น เดี๋ยววันเดี๋ยวคืน เดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว จากวัยเด็กก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาว และไม่นานก็ก้าวเข้าสู่วัยกลางคน และวัยชราตามลำดับ ต้องนับเวลาถอยหลังกันแล้ว แม้ช่วงชีวิตของมนุษย์จะเป็นระยะเวลาที่แสนสั้น แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุด ที่เราจะได้สั่งสมบุญกุศลให้ได้มากที่สุด เพราะชีวิตหลังความตายยาวนานกว่าในโลกมนุษย์นี้มาก 
                   ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างบารมีเพื่อจะได้มีสุคติภูมิเป็นที่ไป โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน จะทำให้เราเกิดความมั่นใจในการเดินทางสู่สัมปรายภพ เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด ที่จะนำเราไปสู่สุคติได้ทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะหมดกิเลสเข้าสู่นิพพานกันทุกคน

              พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วุฎฐิสูตร ความว่า...
            บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ข้าวกล้าเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป ฝนเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า เหล่าโคเป็นสัตว์ประเสริฐ บรรดาผู้แถลงคารม บุตรเป็นผู้ประเสริฐ

             บรรดาสิ่งที่งอกขึ้นมา ความรู้เป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุด”

                  วิชาเป็นทรัพย์อันประเสริฐ เพราะไม่มีใครมาแย่งชิงจากเราไปได้ และเป็นสิ่งที่ติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา สามารถนำออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ โบราณกล่าวไว้ว่า มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน เพราะปัญญาเป็นทางมาของทรัพย์ และทำให้เราดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ถ้ามีวิชชา คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้อันวิเศษ อันเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ถือว่าได้อริยทรัพย์อันประเสริฐ ที่จะทำให้เราเดินไปบนเส้นทางมรรคผลนิพพานตลอดไป จะไม่หลงพลัดตกไปในอบายภูมิ

                 วิชชาในทางพระพุทธศาสนามีหลายอย่าง ตั้งแต่วิชชา ๓ วิชชา ๘ เป็นวิชชาขั้นสูงที่มีไว้เพื่อปราบกิเลส ทำให้เป็นผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพ ตั้งแต่มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต มีฤทธิ์ทางใจ แสดงฤทธิ์ได้ สามารถทำอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ เป็นต้น ความเจริญงอกงามของวิชชา พระพุทธองค์ตรัสว่าประเสริฐที่สุด เพราะงอกเงยเพิ่มพูนขึ้นมามากเพียงไร ย่อมสามารถขจัดอกุศลธรรมและบาปกรรมทุกอย่างให้มลายหายสูญไปได้มากเพียงนั้น กระทั่งสามารถขจัดอวิชชา คือ ความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป ตกไป ไม่ให้ค้างคาอยู่ในใจ คงเหลือไว้แต่คุณงามความดี วิชชา ความรู้แจ้ง และความบริสุทธิ์ล้วนๆ ดังนั้น วิชชาจึงเป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ ที่ต้องศึกษาและกระทำให้มากขึ้น

                 ในบรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐสุด ที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้ เพราะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่านบำเพ็ญเนกขัมมบารมี มุ่งที่จะชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ แสวงหาความสุข และความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่ข้องเกี่ยวในเบญจกามคุณที่ชาวโลกส่วนใหญ่มักจะหลงยึดติดกัน พยายามที่จะสลัดออกจากภพทั้งสาม เพื่อไปสู่อายตนนิพพาน  เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ทำบุญกับพระสงฆ์ด้วยจิตเลื่อมใสกันจริงๆ อานิสงส์อันเลิศย่อมบังเกิดขึ้นทันตาเห็น

                ดังเช่นในสมัยพุทธกาล มีชายเข็ญใจคนหนึ่งปรารถนาที่จะถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ แต่เนื่องจากความยากจน จึงนำอาหารตามมีตามได้ของตนน้อมเข้าไปถวายพระ ด้วยเหตุที่ภัตตาหารนั้นไม่ประณีตเท่าที่ควร ภิกษุรับมาแล้วจึงไม่ได้ฉัน  ชายเข็ญใจเห็นดังนั้นก็ไม่ตำหนิพระภิกษุสงฆ์ แต่กลับหันมาพิจารณาตนเอง นี่เป็นคุณธรรมประการหนึ่งของบัณฑิต แม้ขัดสนแต่ดวงปัญญาไม่มืดมน

                ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่า จะถวายทานอันประณีตสักครั้งหนึ่ง จึงตัดสินใจนำลูกสาวของตนไปวางประกันแลกกับทรัพย์ได้ ๑๒ กหาปณะ  จากนั้นเขานำเงินไปซื้อแม่โคนมเพื่อนำน้ำนมมาประกอบอาหารอันประณีต แล้วได้น้อมนำเข้าไปถวายสลากภัตแด่พระภิกษุสงฆ์ ชายเข็ญใจเห็นพระสงฆ์รับไปฉันก็ปีติดีใจ ปลื้มใจว่า ภัตตาหารของตนนั้นได้ถวายไว้ดีแล้ว ในพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของโลก จากนั้นก็ปรึกษากับภรรยาว่า จะเดินทางไปต่างเมือง เพื่อทำงานหีบอ้อย จะได้นำเงินมาไถ่ตัวลูกสาว

                 ชายเข็ญใจใช้เวลาทำงานอยู่ถึงครึ่งปี จึงได้เงินครบ ๑๒ กหาปณะ และตั้งใจจะรีบนำเงินกลับมาไถ่ตัวลูกสาว ในระหว่างทางได้พบพระเถระรูปหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ ได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระเถระ เมื่อเขารู้ว่าชีวิตนี้เกิดมาทำไม ทำอย่างไรจึงจะมีเสบียงติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ จะได้ไม่ต้องอัตคัดขัดสนเช่นชาตินี้ จึงคิดอยากสั่งสมบุญข้ามชาติทันที
                โชคดีมีคนเดินถืออาหารผ่านมา เขาจึงขอซื้ออาหาร เริ่มตั้งแต่เงินเพียง ๒ กหาปณะ ชายผู้นั้นก็ไม่ยอมขาย เขาเพิ่มเงินเป็น ๓ กหาปณะ เพิ่มขึ้นจนกระทั่งหมดเงินที่มี  ๑๒ กหาปณะ  เมื่อเงินไม่พอซื้ออาหารอันประณีตนั้น เขาบอกบุญชายหนุ่มผู้ถืออาหารว่า “ท่านผู้เจริญ กหาปณะของเราหมดแล้ว เราไม่ได้ซื้อเพื่อประโยชน์ตนเลย แต่ซื้อเพื่อไปถวายพระซึ่งท่านนั่งพักอยู่ที่โคนไม้โน่น ถ้าท่านขาย ท่านก็จะมีส่วนแห่งบุญในภัตตาหารนั้นด้วย” ชายผู้นั้นจึงยอมขายอาหารให้

                 เมื่อชายเข็ญใจน้อมภัตตาหารไปถวายพระเถระ ท่านรับเพียงครึ่งเดียวเพื่อให้เขาได้รับประทานอาหารด้วย แต่เขากราบเรียนพระเถระว่าเขาต้องการบุญมากกว่า ขอให้พระเถระอนุเคราะห์เขาด้วย พระเถระจึงยอมรับอาหารทั้งหมดมาฉัน หลังจากนั้น ทั้งพระและชายเข็ญใจได้เดินทางไปพร้อมกัน พระเถระได้ไต่ถามความเป็นมา เขาจึงได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดถวายพระเถระ

                 พระเถระฟังแล้วสลดใจว่า ชายเข็ญใจผู้ใจบุญท่านนี้ ได้ทำในสิ่งที่ทำได้ยาก จึงรู้สึกว่าตนเป็นหนี้ชายเข็ญใจ เมื่อแยกทางกันแล้ว พระเถระรีบเข้าไปพักที่มหาวิหารเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยความคิดว่า จะเป็นเนื้อนาบุญให้กับชายเข็ญใจ คืนนั้นจึงตั้งใจมั่นว่า “แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป หากไม่บรรลุธรรมก็จะไม่ลุกจากที่เด็ดขาด” ตลอดทั้งคืน ท่านยังไม่สามารถทำใจให้หยุดนิ่งได้ รุ่งเช้าจึงไม่ยอมออกบิณฑบาต ท่านได้ทุ่มเทปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้

                  ล่วงไปวันที่สองและวันที่สาม ใจของท่านค่อยๆ สงบไปตามลำดับจนกระทั่งถึงวันที่เจ็ด พระเถระทำใจหยุดใจนิ่งอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ท่านรู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้าเหลือเกิน จึงพิจารณาอายุสังขาร รู้ว่าจะไม่สามารถดำรงอัตภาพอยู่ได้ จึงได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวท่านเองให้เหล่าพระภิกษุสงฆ์ฟัง พระเถระปรารถนาให้ชายเข็ญใจพ้นจากความทุกข์ยาก อีกทั้งอยากให้เขารู้ว่า เขาได้ทำบุญกับเนื้อนาบุญอันเลิศจริงๆ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ในการประชุมเพลิงของท่าน หากชายเข็ญใจไม่มาในงานนี้ ก็ขออย่าให้เพลิงลุกขึ้นได้

                   เมื่อพระราชารู้ข่าวก็เสด็จมาร่วมประชุมเพลิง แต่ก็ไม่สามารถประชุมเพลิงได้ เมื่อรู้ว่าต้องรอชายเข็ญใจก่อน จึงรับสั่งให้เรียกหา เมื่อชายเข็ญใจเดินทางมาถึง พระราชาทรงมอบทรัพย์สมบัติมากมายให้ชายเข็ญใจนั้น หลังจากชายเข็ญใจได้เข้าไปกราบพระเถระด้วยความเลื่อมใสแล้ว สรีระของพระเถระได้ลอยขึ้นไปประดิษฐานบนเชิงตะกอน จากนั้นก็มีเปลวไฟลุกขึ้นมาเอง นำความปลื้มปีติ และอัศจรรย์ใจมาสู่ชายเข็ญใจ รวมทั้งพระราชาและมหาชนที่มาร่วมงานนั้นยิ่งนัก

                   นี่เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ในบรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์ประเสริฐที่สุด ยิ่งหากทำบุญกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มหัคคตกุศลอันจะนับจะประมาณมิได้ ก็ย่อมจะบังเกิดขึ้น ขอให้ตระหนักว่า ที่เราทำบุญกับพระสงฆ์นั้น ทำด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในความเป็นผู้มีศีล มีสมาธิ และปัญญาที่สามารถช่วยตน และหมู่สัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในอบายภูมิ ไม่ใช่ทำเพราะความเมตตาสงสาร     โสมนสฺสสหคตํ จิตฺตํ คือ จิตที่ประกอบด้วยความโสมนัส การทำด้วยความศรัทธา และการทำด้วยความเมตตาจึงแตกต่างกัน บุญที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างกันมาก ความบริสุทธิ์ของเนื้อนาบุญ คือ ทางมาแห่งบุญกุศล ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งเข้าสู่นิพพาน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๒๑๑-๒๑๙


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๓๓   หน้า ๒๔๙

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

รีบทำเสียเถิดก่อนจะสายเกินไป

รีบทำเสียเถิดก่อนจะสายเกินไป

 
            เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีสิ่งที่ต้องศึกษาควบคู่กันไป ๒ ประการ คือ การศึกษาหาความรู้ในทางโลก และการศึกษาวิชชาในทางธรรม การศึกษาทางโลก เพื่อให้เรารู้จักแสวงหาปัจจัยสี่มาหล่อเลี้ยงให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนการศึกษาทางธรรมนั้น มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งแห่งความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นความรู้เพื่อความสุข เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของทุกชีวิต

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ความว่า...

     “บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า ทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข”

         พุทธพจน์บทนี้ พระองค์ตรัสสอนพุทธบริษัทว่า ให้มีความอดทน และให้มีความเพียรในการทำกิจที่ควรทำให้สำเร็จลุล่วงไป โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไขใดๆ เช่น ไม่อ้างว่าหนาวเกินไป หรือร้อนเกินไปเลยไม่อยากทำงาน แต่ให้ขยันหมั่นเพียร และอดทน อย่างน้อยที่สุดก็ให้อดทนเหมือนกับต้นหญ้า ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพดินฟ้าอากาศอย่างไร จะร้อนจะหนาวแค่ไหน ก็ยังคงเจริญเติบโต แพร่พันธุ์ไปได้ไม่หยุดยั้ง ฉันนั้น

         คำว่า “กิจที่ควรทำ” หมายถึง การประกอบธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือการงานในครอบครัวที่เป็นไปเพื่อการดำเนินชีวิต กับกิจที่แท้จริงในการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การขจัดกิเลสอาสวะให้หลุดล่อนออกจากใจ เหลือไว้แต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ   ผู้มีความอดทน ขยันหมั่นเพียรในการทำกิจทั้ง ๒ อย่างนี้ให้ลุล่วงไปได้ ด้วยกำลังความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ ย่อมจะไม่เสื่อมจากความสุขที่จะพึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต จะเป็นต้นทางนำไปสู่พระนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาที่แท้จริงของมนุษย์ทุกๆ คน

         ในอารัพภวัตถุสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้คนปรารภความเพียรไว้ ๘ ประการ คือ 
       ก่อนลงมือทำงาน ก็ให้เตือนตนเองว่า เดี๋ยวเราต้องทำงานแล้ว ในขณะที่เรากำลังทำงานอยู่นั้น คงไม่ง่ายนักที่จะฝึกฝนจิตใจตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้  ดังนั้น เราต้องรีบปรารภความเพียรตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งในธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง 
       หลังจากงานเสร็จแล้ว ให้สอนตนเองว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานอยู่นั้น ไม่สามารถฝึกฝนจิตใจตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เราได้ทำงานเสร็จแล้ว ต้องเร่งรีบปรารภความเพียรจะดีกว่า

     ก่อนออกเดินทาง ก็ให้สอนตนเองว่า เดี๋ยวเราจะต้องเดินทางแล้ว ในขณะที่เรากำลังเดินทาง คงไม่ง่ายนักที่จะฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งตามที่พระพุทธองค์สอนไว้ ดังนั้นเราต้องรีบปรารภความเพียรตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจึงออกเดินทาง 
      หลังจากเดินทางแล้ว ให้เตือนตนเองว่า ในขณะที่เรากำลังเดินทางอยู่นั้น เราไม่ได้ฝึกใจตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างเต็มที่  ตอนนี้เรากลับจากการเดินทางแล้ว ต้องรีบปรารภความเพียรโดยทันที

    ออกไปบิณฑบาตแล้วได้อาหารมาน้อย ก็ให้เตือนตนเองว่า วันนี้เราได้ภัตตาหารมาน้อย เมื่อฉันน้อยร่างกายก็ปลอดโปร่งเบาสบาย เหมาะแก่การทำความเพียร ดังนั้นเราจะรีบปรารภความเพียรเสียตั้งแต่ตอนนี้ ขณะร่างกายของเรากำลังเบาสบาย 
       ออกบิณฑบาตได้อาหารมามาก เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ให้สอนตนเองว่า เวลานี้ภัตตาหารอุดมสมบูรณ์ ร่างกายเรามีกำลังคล่องแคล่ว ควรแก่การปรารภความเพียร   เพราะฉะนั้นเราจะรีบทำความเพียรตั้งแต่ตอนนี้ ในขณะที่ยังมีเรี่ยวแรง สุขภาพร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรงอยู่ เหมาะสมต่อการทำความเพียรยิ่งนัก

     เวลาที่ป่วยไข้ไม่สบาย ก็ให้สอนตนเองว่า ตอนนี้เรายังเจ็บป่วยไม่มากนัก ต่อไปอาจทรุดหนักมากกว่านี้ ถ้าป่วยหนัก คงทำใจหยุดใจนิ่งได้ยาก  ดังนั้นเราจะรีบทำความเพียรตั้งแต่ตอนนี้ 
       เมื่อหายจากป่วยไข้ ก็เตือนตนเองว่า เราเพิ่งหายจากเจ็บป่วยได้ไม่นาน ร่างกายยังอ่อนแออยู่ โรคของเราอาจกลับกำเริบขึ้นมาอีกก็ได้ ดังนั้นเราจะรีบปรารภความเพียรตั้งแต่ตอนนี้ ในขณะที่โรคยังไม่กำเริบหนัก เพื่อจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ และเพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง  

       ใครก็ตามที่รู้จักสอนตนเองเช่นนี้ นับว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นผู้ที่ตื่นอยู่ในท่ามกลางหมู่ชนที่หลับใหล ขยันปรารภความเพียรเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอ สักวันหนึ่งจะต้องสมหวังดังใจปรารถนา ได้พระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่ง ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต เหมือนกับหญิงชราคนหนึ่งในอดีต เรื่องมีอยู่ว่า....

     หญิงชราคนนี้ เป็นชาวเมืองสาวัตถี นางมีลูกหลายคน ลูกชาย ๗ คน ลูกหญิง ๗ คน เมื่อลูกๆ เติบโตต่างก็แต่งงานมีครอบครัวกันไป ครั้นสามีของหญิงชราเสียชีวิตลง ลูกๆ ต่างมารบเร้าให้แม่แบ่งสมบัติให้ แม่จึงแบ่งสมบัติให้กับลูกทุกคนเท่าๆ กัน แล้วไปพักอาศัยอยู่กับลูกชายคนโต พักไปได้เพียง ๒-๓ วัน ลูกสะใภ้ก็พูดเปรยๆ ว่า “แม่ มาอยู่แต่บ้านหลังนี้ ไม่ยอมไปอยู่กับลูกคนอื่นบ้าง อย่างกับแบ่งสมบัติให้ลูกคนนี้มากกว่าคนอื่นอย่างนั้นแหละ”

     หญิงชราถูกลูกสะใภ้ว่ากระทบอย่างนั้น ก็รู้สึกสะเทือนใจ จึงย้ายไปอยู่กับลูกชายคนที่ ๒ เมื่อไปอยู่บ้านลูกชายคนที่ ๒ นางต้องเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอีก ถูกสะใภ้คนที่ ๒ พูดกระทบกระเทียบ หญิงชราจึงย้ายไปอยู่บ้านลูกคนถัดไป แต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน นางคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรกับการอยู่ในเรือนที่คนไม่ต้องการให้เราอยู่ด้วย จึงตัดสินใจไปบวชในสำนักของภิกษุณี เมื่อบวชแล้วได้ชื่อว่า พหุปุตติกาเถรี แปลว่า พระเถรีผู้มีลูกหลายคน

     พหุปุตติกาเถรีรู้ว่าตนเองเป็นคนชรา เรี่ยวแรงที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมมีแต่จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ นางจึงไม่ประมาท ได้ปรารภความเพียรตลอดทั้งคืน เวลาเดินจงกรมในที่มืด ก็เอามือจับต้นไม้เพื่อป้องกันไม่ให้หกล้ม ส่วนใจก็จรดนิ่งอยู่กลางกายไม่ถอนถอย พระบรมศาสดาทรงทราบความตั้งใจอันแน่วแน่ของนาง ทรงแผ่พระรัศมีไปเหมือนประทับอยู่ตรงหน้าของพหุปุตติกาเถรี แล้วตรัสว่า “ชีวิตของผู้ที่ไม่เห็นธรรม แม้จะอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี ก็ไม่ประเสริฐ ส่วนชีวิตของผู้ที่เห็นธรรมแล้ว แม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ยังประเสริฐกว่า” พหุปุตติกาเถรีได้ปล่อยใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนา และบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทันทีที่พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาจบลงนั่นเอง

     เราจะเห็นว่า ความเพียรในการทำใจหยุดนิ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นกิจสำคัญของชีวิต ส่วนการประกอบธุรกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียนนั้น เป็นส่วนที่จะมาสนับสนุนให้การสร้างบารมีของเราเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย เพราะฉะนั้นให้ทุกท่านทำกิจทั้ง ๒ อย่างควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน ขณะทำงานหรือทำธุรกิจก็ตรึกธรรมะไปด้วย ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในหยุดนิ่ง  ฝึกอย่างนี้กันไปทุกวันเลย ทำใจให้คุ้น แล้วจะได้ชื่อว่า ทำงานไม่คั่งค้าง ทั้งงานหลัก และงานรอง สองประสานเดี๋ยวงานก็สำเร็จ ทางโลกก็ประสบความสำเร็จ ทางธรรมก็เข้าถึงพระธรรมกาย 

     ดังนั้นให้หมั่นฝึกทำใจหยุดใจนิ่งกันทุกๆ วัน เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ แล้วอย่าทำคนเดียว ให้ไปชักชวนญาติสนิทมิตรสหายมาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันด้วย จะได้เป็นกำลังใจในการสร้างความดีแก่กันและกัน ทำบ้านของเราให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร เป็นจุดกำเนิดแห่งความสว่างไสว ที่จะแผ่ขยายไปเป็นสันติสุขของโลกต่อไป

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๗๓-๓๘๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๗  หน้า ๖๖๕  
และเล่ม ๔๑ หน้า ๕๐๕


วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

รักษาใจเพียงหนึ่งเดียว

รักษาใจเพียงหนึ่งเดียว
 
     การไปสู่อายตนนิพพานเปรียบเสมือนการเดินทางไกล จำเป็นจะต้องมีเสบียงคือบุญ เป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ได้สร้างบารมี ๓๐ ทัศ จนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ในที่สุดก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะทรงอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่เราควรทำความเข้าใจและขวนขวายทำกันให้เต็มที่

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...

      “ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ที่ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความปรารถนา เพราะจิตที่รักษาไว้ได้ดีแล้ว เป็นเหตุนำความสุขมาให้”

     ตามปกติของใจที่ยังไม่ได้ฝึก ยังไม่เคยทำสมาธิให้หยุดนิ่ง มักจะฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไปถึงคน สัตว์ สิ่งของ บางครั้งไปเกาะเกี่ยวในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เมื่อมีอะไรมากระทบใจ ก็ไม่สามารถควบคุมได้ ในยามประสบทุกข์ก็ไม่สามารถระงับความทุกข์นั้นไว้ได้ หรือถึงคราวประสบสิ่งที่ดีๆ ก็หลงยินดีจนลืมตัว แต่ถ้าหากเราหมั่นประคับประคองรักษาจิตดวงนี้ไว้ให้ดี ก็จะไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น

     สิ่งที่ฝึกได้ยากที่สุดในโลกนี้ ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าใจของเราเอง นักปราชญ์บัณฑิตที่แท้จริง เวลาจะทำอะไรเขาจะเริ่มต้นที่ใจก่อน หรือแม้กระทั่งการจะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองนั้น ต้องเริ่มที่การพัฒนาคน แล้วการพัฒนาคนที่จะให้ได้ผลดีที่สุดนั้น นอกจากให้การศึกษาวิชาความรู้แล้ว ยังต้องให้ทุกคนได้รับการฝึกหัดขัดเกลาจิตใจด้วย ให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของโลกและชีวิต รู้จักบังคับจิตใจ ไม่ปล่อยให้หลงใหลไปในสิ่งที่ไร้สาระ ให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม เพราะถ้าหากใจได้รับการฝึกดีแล้ว ความคิด คำพูดและการกระทำก็จะดีตามไปด้วย และส่งผลให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

     พระพุทธองค์ทรงเป็นยอดนักฝึกคนชั้นเยี่ยมของโลก ทรงสอนให้เหล่าสาวกได้รู้จักควบคุมตนเอง ไม่ให้กระทบกระทั่งผู้อื่น ด้วยการฝึกใจเป็นอันดับแรก เพราะใจเป็นบ่อเกิดของทุกสรรพสิ่ง หากใจได้รับการฝึกดีแล้ว ใจจะมีอานุภาพ สามารถปราบกิเลสซึ่งเป็นข้าศึกที่แท้จริงได้ เมื่อเอาชนะกิเลสอาสวะได้ ความสุขที่แท้จริงจึงจะบังเกิดขึ้น

     ในสมัยพุทธกาล มีลูกชายเศรษฐีประจำเมืองสาวัตถี ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว เกิดความศรัทธาเลื่อมใสอยากทำบุญ จึงเข้าไปถามพระภิกษุว่า ทำอย่างไรจึงจะได้บุญ พระภิกษุได้แนะนำให้ลูกชายเศรษฐีทำบุญด้วยการถวายทานแด่พระสงฆ์ เขาได้ตั้งใจทำบุญทำทานมิได้ขาด ในฤดูกาลเข้าพรรษา บุตรเศรษฐีได้ถวายผ้าจำนำพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน ถึงคราวสลากภัตรก็ถวายสลากภัตร พอออกพรรษาก็ขวนขวายถวายผ้าไตรจีวรพร้อมทั้งบริวารกฐินมากมาย ต่อมาเขาได้แบ่งทรัพย์ออกเป็น ๓ ส่วน คือส่วนที่หนึ่งเอาไว้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ ส่วนที่สองเอาไว้เลี้ยงครอบครัว และส่วนสุดท้ายใช้สำหรับทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

     แม้ว่าจะทำบุญมากเพียงไร เขาก็ยังไม่รู้สึกอิ่มในบุญ พระภิกษุจึงแนะนำให้สมาทานรักษาศีล ๕ เขาก็รักษาได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ วันอุโบสถศีลมีการรักษาศีล ๘ เขาก็ทำได้ดี เมื่อทำความดีมากเข้าๆ จึงตัดสินใจขอเศรษฐีผู้เป็นพ่อออกบวช เพราะรู้ว่าการจะชำระศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ในชีวิตของผู้ครองเรือนนั้นทำได้ยาก เพราะฆราวาสเป็นทางมาแห่งธุลี มากไปด้วยภารกิจต่างๆ ทำให้ไม่สามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อออกบวชแล้ว ท่านได้ตั้งใจประพฤติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

     เนื่องจากพระอาจารย์เป็นผู้ทรงพระอภิธรรม และพระอุปัชฌาย์เป็นผู้ทรงพระวินัย เพราะฉะนั้นเวลาท่านจะทำอะไร พระอาจารย์ที่ชำนาญด้านพระอภิธรรม จะคอยบอกตลอดเวลาว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ท่านจะต้องศึกษาในเรื่องนี้และเรื่องนั้นนะ ส่วนพระอุปัชฌาย์ที่เก่งด้านพระวินัยก็ได้บอกว่า พระพุทธองค์ทรงห้ามทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนั้นนะ นุ่งห่มให้เรียบร้อย ทำอะไรก็ให้ระวัง เพราะจะเป็นอาบัติ คือ ทำให้ศีลด่างพร้อยได้ บวชมาแล้วต้องสำรวมกาย วาจา อย่าคึกคะนองมาก เพราะจะไม่น่าเลื่อมใส ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของผู้ที่พบเห็น

     ท่านได้ฟังพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ แนะนำพร่ำสอนเป็นประจำอยู่อย่างนั้น จึงได้ตั้งใจปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตั้งใจศึกษาทั้งพระอภิธรรมและพระวินัย แต่ก็ไม่รู้วิธีที่พอเหมาะพอดีแก่อัธยาศัยของตน ทำให้ท่านเคร่งเครียดเกินไปจนร่างกายผอมซูบซีด เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น สมณธรรมก็ไม่ได้ก้าวหน้าแต่อย่างใด จึงเกิดความรู้สึกท้อแท้ใจ คิดอยากลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์ตามเดิม เพราะรู้สึกว่าข้อวัตรปฏิบัติในพุทธศาสนานี้ ทำตามยากเหลือเกิน เราอุตส่าห์ออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ต้องมาคอยระมัดระวังเรื่องโน้นเรื่องนี้ จนแทบกระดิกตัวไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย ถ้าปฏิบัติตามพระธรรมวินัยยากนัก เราขอลาสิกขา แล้วออกไปทำบุญกุศลดีกว่า คงจะพอให้ไปสวรรค์ได้บ้าง

     คิดอย่างนั้นแล้ว จึงขอลาสิกขากับพระอาจารย์ เล่าเรื่องที่ตนเองไม่อยากจะบวชอยู่อีกต่อไปแล้ว พระอาจารย์ก็ไม่อยากให้ลูกศิษย์สึก เพราะเห็นความตั้งใจดีตั้งแต่เริ่มแรก ไม่อยากให้เสียกำลังใจ จึงพาลูกศิษย์ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องราวให้พระองค์ทรงทราบ พระบรมศาสดาตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ตถาคตให้เธอรักษาจิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เธอจะรักษาได้ไหม” ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า “สามารถที่จะรักษาได้ พระเจ้าข้า”

     พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำให้รักษาจิตของตนเองให้ได้ เพราะถ้าหากรักษาจิตอย่างเดียวได้ ชื่อว่ารักษาศีลได้ทุกข้อทีเดียว เพราะว่าจิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่งไม่อยู่นิ่ง เหมือนปลาที่โยนขึ้นไปบนบก พยายามดิ้นรนเพื่อลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นที่ๆ เคยอยู่ จิตนี้รักษาได้ยาก ทำให้ตรงก็ยาก เหมือนช่างศรทำลูกศรให้ตรงได้ยากฉะนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะสามารถพ้นทุกข์ได้แน่นอน แล้วตรัสเป็นพระคาถาว่า “ผู้มีปัญญา พึงตามรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ที่ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความปรารถนา เพราะจิตที่รักษาไว้ดีแล้ว เป็นเหตุนำความสุขมาให้”

     ในขณะที่ท่านฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์อยู่นั้น ท่านได้ปล่อยจิตไปตามกระแสเสียงของพระพุทธองค์ ทำจิตให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันทันที

     จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า การรักษาจิตนี้แม้จะรักษาได้ยาก แต่ถ้าหากทำกันจริงๆ จังๆ เราก็จะได้ในสิ่งที่ได้โดยยาก นั่นคือได้เข้าถึงธรรมกาย ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน และความสุขจะพรั่งพรูออกมาอย่างไม่มีประมาณ การสำรวมระวังจิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก วันคืนที่ผ่านไป เราควรประคับประคองใจให้หยุดนิ่ง อย่าได้ไปขุ่นมัว หรือไปคิดเรื่องฟุ้งซ่านที่ไม่เป็นสาระ ควรหันมาพิจารณาใจของเราว่า วันนี้ใจหยุดดีแล้วหรือยัง สามารถรักษาใจให้มีอารมณ์ดีอารมณ์สบายได้หรือไม่ ถ้าหากทำได้อย่างนี้ควบคู่ไปกับการทำมาหากิน หรือการศึกษาเล่าเรียนก็ตาม ถึงเวลาทำสมาธิ ใจของเราจะกลับเข้าสู่ภายในได้เร็ว ใจจะหยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ ไม่รู้สึกว่าต้องฝืน หรือถูกบังคับเลย

     เพราะฉะนั้น อย่าให้ใจซัดส่ายไปในเรื่องไร้สาระ ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า  ..."ชนเหล่าใดจักสำรวมระวังจิต คือไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ที่พอใจ รู้จักบังคับจิตใจ  ชนเหล่านั้นจักสามารถรอดพ้นจากบ่วงแห่งมารได้”  คือหลุดพ้นจากการถูกบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ที่ทำให้เราหลงเพลิดเพลิน หลงใหล และหลงติดอยู่ในกระแสโลก  ดังนั้น ให้ทุกท่านเอาใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายตรงนี้ ให้หมั่นฝึกหยุดฝึกนิ่งทุกๆ วัน อย่าได้เกียจคร้าน แล้วเราจะได้เข้าถึงธรรมกายกันทุกคน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๘๗-๙๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๐   หน้า ๔๐๗

...........................................................

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563

ความปรารถนาของบัณฑิต

ความปรารถนาของบัณฑิต
 
       ในการเดินทางไกล นักเดินทางจำเป็นต้องมีเข็มทิศนำทาง และต้องศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ การเดินทางไกลในวัฏสงสาร เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของชีวิต คือพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องรู้จักเส้นทางที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์นั้นคือเส้นทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางเอกสายเดียวที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ไปถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สัพภิสูตร  ความว่า...

     “บุคคลควรคบหากับสัตบุรุษ ควรทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะเมื่อบุคคลรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”

     การประคับประคองนาวาชีวิต ให้ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง จำเป็นต้องคบหาคนดี ผู้เป็นนักปราชญ์บัณฑิต ซึ่งจะคอยแนะนำให้เราประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ให้มีความบริสุทธิ์กายวาจาใจ การคบบัณฑิตทำให้เราได้ซึมซับคุณธรรมจากบัณฑิต ชีวิตของเราจะมีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

      ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ชื่อ อกิตติ ท่านมีน้องสาวชื่อ ยสวดี  เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี ท่านไปเรียนศิลปะที่เมืองตักสิลาจนจบ แล้วเดินทางกลับบ้าน เมื่อรู้ว่าบิดามารดาเสียชีวิตแล้ว จึงทำการสำรวจทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน แทนที่ท่านจะดีใจ กลับสลดใจคิดว่า บิดามารดาและบรรพบุรุษ ได้สะสมเงินทองเอาไว้มากมาย แต่ครั้นละโลกไปแล้ว ไม่เห็นมีใครเอาสมบัติติดตัวไปได้เลย ท่านเป็นผู้มีปัญญา จึงบอกกับน้องสาวว่า "เราต้องเปลี่ยนทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นบุญติดตัวไปในภายภาคหน้า ด้วยการนำออกให้ทาน"

     ท่านนำทรัพย์ทั้งหมดออกบำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ทรัพย์ก็ยังไม่หมด จึงคิดว่า ในขณะที่เรากำลังให้ทานอยู่นี้ สังขารได้เสื่อมไปทุกอนุวินาที เพราะฉะนั้น ใครอยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ แล้วท่านก็สละทุกอย่าง ออกบวชเป็นดาบสพร้อมกับน้องสาว มหาชนได้ตามท่านออกบวชกันเป็นจำนวนมากจนเป็นหมู่คณะใหญ่ มีผู้เลื่อมใสศรัทธา นำเครื่องสักการบูชามาถวายอยู่เสมอมิได้ขาด บริวารมาถามปัญหาธรรมะ มาขอคำแนะนำปรึกษาอยู่เป็นประจำ ทำให้ท่านมีเวลาบำเพ็ญภาวนาน้อย ท่านจึงคิดที่จะหลีกออกเร้นอยู่ตามลำพัง

     ตกกลางคืน ท่านจึงปลีกตัวออกจากหมู่คณะ ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้บอกใคร ได้ตั้งใจทำความเพียรไม่ประมาทจนได้ฌานสมาบัติ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ท่านปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวดจนมีตบะแก่กล้า เป็นผู้มักน้อยสันโดษ มีใบหมากเม่าเป็นอาหาร เวลาที่ต้นหมากเม่ามีผล ท่านก็ฉันผล เวลาที่ไม่มีผลท่านก็ฉันแต่ใบ โดยไม่ไปแสวงหาอาหารที่อื่นเลย พระอินทร์อยากจะลองใจพระโพธิสัตว์ จึงแปลงร่างเป็นพราหมณ์เข้าไปหาท่าน พระโพธิสัตว์กำลังนึ่งใบหมากเม่าอยู่ เมื่อมองเห็นพราหมณ์เดินมา ก็มีความปีติยินดีว่า เป็นบุญลาภอันประเสริฐของเราแล้ว ที่วันนี้มีผู้มาเป็นเนื้อนาบุญแก่เรา ท่านให้ใบหมากเม่าแก่พราหมณ์จนหมดเกลี้ยงโดยไม่มีความรู้สึกตระหนี่แม้แต่น้อย

     ครั้นให้ทานแล้วท่านก็ไม่ไปแสวงหาอาหารมาใหม่ นั่งเจริญสมาธิภาวนาต่อไป มีปีติเป็นภักษาหาร พระอินทร์มาลองใจพระโพธิสัตว์อยู่ถึง ๓ วัน ท่านก็ให้ทานทุกวัน พระอินทร์สงสัยมาก จึงตรัสถามว่า “ท่านให้ทานด้วยจิตใจที่มั่นคงอย่างนี้ เพราะปรารถนาจะได้อะไร” พระดาบสตอบว่า “ที่ให้ทานและบำเพ็ญตบะอยู่นี้ ไม่ได้ปรารถนาสมบัติหรือความเป็นใหญ่ในสวรรค์ แต่ปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ อยากหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เพราะการเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์”

     พระอินทร์ฟังแล้วชอบใจ ตรัสว่า “ถ้อยคำของท่านดาบสเป็นวาจาสุภาษิต เป็นถ้อยคำของบัณฑิต เราเลื่อมใสท่าน เราจะให้พรแก่ท่าน ท่านจงขอพรมาเถอะ” พระโพธิสัตว์บอกว่า “ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร ก็ขอให้อาตมาภาพอย่าได้เห็นคนพาล อย่าได้ฟัง อย่าได้อยู่ร่วมกับคนพาล และอย่าได้ชอบใจในการเจรจากับคนพาลเลย”

     พระอินทร์ถามอีกว่า “คนพาลทำอะไรให้ท่านไม่ชอบใจหรือ ทำไมท่านถึงไม่ปรารถนาจะเห็นคนพาล”

     พระโพธิสัตว์ตอบว่า “คนพาลมีปัญญาทราม ย่อมแนะนำแต่สิ่งที่ไม่ควรทำ ชักชวนให้ไปยุ่งเกี่ยวในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ ชอบแนะนำผิดๆ แม้พูดด้วยดีๆ ก็โกรธ และเป็นคนไม่มีวินัย การไม่เห็นคนพาลถือเป็นความดี” พระอินทร์ชื่นชมวาจาสุภาษิต จึงให้ท่านขอพรได้อีก  

     พระโพธิสัตว์ขอพรว่า “ขอให้พบเห็นแต่นักปราชญ์บัณฑิต ได้ฟัง ได้อยู่ร่วมกับนักปราชญ์บัณฑิต และให้พอใจในการเจรจาปราศรัยกับนักปราชญ์บัณฑิต เพราะบัณฑิตย่อมแนะนำแต่สิ่งที่ควร ไม่ชักชวนให้ไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำในทางที่ถูกต้องเป็นความดีของบัณฑิต ปกติของนักปราชญ์บัณฑิตนั้น ไม่มักโกรธ รู้จักวินัย การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์บัณฑิตเป็นความดี”

     พระอินทร์มีความเลื่อมใส อยากให้พรอีก ท่านดาบสจึงขอพรว่า “ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพร ขอมหาบพิตรอย่ามาที่นี่อีกเลย” พระอินทร์แปลกใจ ตรัสถามว่า “คนทั่วไปต่างปรารถนาจะเห็นเทพบุตร เทพธิดา อยากเห็นชาวสวรรค์ และอยากเป็นสหายของเทวดา ทำไมท่านถึงไม่อยากเห็นเรา” พระโพธิสัตว์ตอบว่า “ถ้าหากเห็นเหล่าเทวดาผู้พรั่งพร้อมด้วยทิพยสมบัติ จะทำให้เกิดความประมาทในการทำที่สุดแห่งทุกข์  ดังนั้น การไม่เห็นท่านจึงเป็นการดี”  

     คนมีปัญญาจะไม่ประมาท จะเร่งรีบทำความเพียรเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ และจะคบหานักปราชญ์บัณฑิต เพราะทำให้มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง ทำให้ชีวิตสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นนักปราชญ์บัณฑิตที่สมบูรณ์

    
 จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  
ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๒๒๘-๒๓๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๐  หน้า ๒๘๔

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

ปัจจัยในการบรรลุธรรม

ปัจจัยในการบรรลุธรรม
 
            เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี การสร้างบารมีเป็นหน้าที่หลักของมนุษย์ทุกคน เราเกิดมาภพชาติหนึ่งก็เพื่อสั่งสมบุญบารมีเท่านั้น บุญที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงในการเดินทางข้ามวัฏสงสารอันยาวไกล เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คือการทำใจให้สะอาด บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ได้เข้าถึงความสุขอันเป็นนิรันดร์ คือการเข้าถึงพระธรรมกาย อันเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของมวลมนุษยชาติ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...

     “การฝึกจิตที่บุคคลข่มได้ยาก เป็นธรรมชาติแล่นไปเร็ว มักตกไปในอารมณ์ตามความปรารถนา เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำความสุขมาให้”

     ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นนั้น พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาจิตใจเป็นอันดับแรก เพราะใจของเรานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง นักปราชญ์กล่าวว่า "การฝึกใจตนเองนั้นยากกว่าฝึกสอนคนอื่น" เพราะใจมีธรรมชาติแล่นไปเร็ว ในเวลาแค่นาทีเดียว ใจเราสามารถคิดไปได้ตั้งหลายเรื่อง

        ดังนั้นเราจึงต้องฝึกควบคุมใจตนเอง โดยเอาใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เป็นสาระ ให้กลับมาอยู่ที่ตั้งของใจ ตรงฐานที่ ๗ ถ้าใจตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ได้ ใจจะมีพลัง และทรงอานุภาพเกินกว่าที่เราคาดคิด ที่เรียกว่ามีอภิญญา เป็นความรู้ยิ่ง รู้ได้เฉพาะผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้วเท่านั้น

       เราจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม จะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา หรือสาธุชนก็ตาม สามารถศึกษาความรู้ยิ่งในพระพุทธศาสนาได้ทั้งนั้น ถ้าเราสามารถทำใจให้หยุดนิ่งได้ก็ศึกษาได้ เพราะการฝึกใจสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน แม้จะมีภารกิจการงานมากมาย เราก็สามารถที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่งได้ ขอเพียงเรามีความปรารถนาที่จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงเท่านั้น เราจะเกิดแรงบันดาลใจที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะสุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งนั้นไม่มี พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำความสุขมาให้"

      เหมือนสาธุชนผู้ครองเรือนท่านหนึ่ง ในสมัยก่อนแม้ว่าจะมีภารกิจมากมาย เป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ยังสามารถสละเวลามาทำภาวนา ฝึกใจให้หยุดนิ่งจนเข้าถึงพระธรรมกาย มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะได้

      เรื่องมีอยู่ว่า ในชนบทแห่งหนึ่งมีหมู่บ้านตั้งอยู่ที่เชิงเขาชื่อ “มาติกคาม” หมู่บ้านนี้มีสตรีเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านอยู่ร่วมกันด้วยความสงบร่มเย็น วันหนึ่งมีพระภิกษุ ๖๐ รูป เดินธุดงค์ผ่านมา แล้วเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ชาวบ้านเห็นพระมาโปรด จึงได้นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาที่นั่น

     พระภิกษุเห็นว่าหมู่บ้านนี้เป็นที่สัปปายะ เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม เพราะไม่มีเสียงอึกทึกดังรบกวน บรรยากาศก็ร่มรื่นเย็นสบาย จึงรับนิมนต์เพื่อเข้าอยู่จำพรรษาที่นี่ ชาวบ้านต่างช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ สร้างกุฏิถวายพระภิกษุสงฆ์เพื่อใช้ในการประกอบความเพียรบำเพ็ญสมณธรรม อีกทั้งทุกคนต่างตั้งใจสมาทานศีล ๕ ด้วยความเบิกบาน

     พระภิกษุทั้งหมดเมื่อได้ประชุมตกลงกันว่า “พวกเราบวชแล้ว ไม่ควรประมาทในการปฏิบัติธรรม เพราะว่ามหานรก ๘ ขุม มีประตูเปิดคอยท่าอยู่ เป็นประดุจเรือนของพวกเราทีเดียว เราควรมุ่งทำภาวนา ไม่มัวเสียเวลาจับกลุ่มคุยกัน ไม่เกียจคร้านในการทำความเพียร เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ที่ไม่ประมาท” เมื่อท่านตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ทุกรูปต่างแยกย้ายบำเพ็ญสมณธรรมของตน

      วันหนึ่ง หลังจากพระฉันเพลเสร็จแล้ว อุบาสิกาได้พาชาวบ้านมาถวายน้ำปานะ และไทยธรรมที่จำเป็นแด่พระสงฆ์ แต่ไม่พบพระภิกษุแม้แต่รูปเดียว นางจึงได้ตีระฆังให้สัญญาณพระภิกษุ เพื่อจะได้ถวายไทยธรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

      ฝ่ายคณะสงฆ์ต่างคิดว่า คงจะมีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอาพาธเป็นแน่ จึงรีบเดินออกมาจากป่ารูปละทิศละทาง อุบาสิกาเห็นภิกษุเดินมาคนละทางอย่างนั้น ก็เข้าใจว่า พระคุณเจ้าทะเลาะวิวาทกันเป็นแน่ จึงกราบถามท่านว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ ท่านทั้งหลายทะเลาะวิวาทกันหรือ ทำไมจึงไม่มาโดยพร้อมเพรียงกัน”

     “มหาอุบาสิกา อาตมาไม่ได้ทะเลาะกันหรอก แต่ได้แยกย้ายกันไปบำเพ็ญสมณธรรม” อุบาสิกาถามว่า “ที่เรียกว่าสมณธรรมนั้นคืออะไร”

     พระเถระตอบว่า “สมณธรรม ก็คือการทำสมาธิ เจริญภาวนา ตามรักษาจิตของตนไม่ให้ฟุ้งซ่าน ฝึกใจให้สงบ ให้หยุดนิ่ง เป็นเอกัคคตา โดยพิจารณาปล่อยวางสังขารร่างกายนี้ว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ใจจะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ”

     “พระคุณเจ้าผู้เจริญ แล้วฆราวาสอย่างดิฉันจะทำได้ไหม”

     “ทำได้สิ ฆราวาสก็สามารถทำภาวนาได้”

     ตั้งแต่นั้นมา มหาอุบาสิกาก็ตั้งใจทำสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง แม้จะมีภารกิจการงานมาก แต่ก็พยายามรักษาใจไม่ให้ขุ่นมัว ยามว่างเว้นจากการงานเมื่อไร ก็เอาเวลามาทำหยุดทำนิ่งทุกวันมิได้ขาด เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จึงปล่อยวางละความยึดมั่นถือมั่น ในที่สุดใจก็แล่นเข้าไปสู่ภายใน จนกระทั่งได้เข้าถึงพระธรรมกาย เกิดอภิญญาสามารถรู้วาระจิตของคนอื่นได้

     นางจึงตรวจดูว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายได้บรรลุธรรมอะไรบ้างแล้ว ก็ได้รู้ว่า “พระคุณเจ้าเหล่านี้ยังเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ ทุกรูปยังไม่มีคุณวิเศษอะไรเลย แม้แต่ฌานและวิปัสสนาก็ไม่มี”

     นางพิจารณาต่อไปว่า ทำอย่างไรพระคุณเจ้าจะได้บรรลุธรรม จึงตรวจดูเรื่องสัปปายะทั้ง ๔ ตั้งแต่อาวาสเป็นที่สบายหรือไม่ ก็เห็นว่าสถานที่นั้นเหมาะต่อการบำเพ็ญเพียรยิ่งนัก ไม่มีเสียงดังรบกวน ได้ตรวจดูต่อไปอีกว่า บุคคลเป็นที่สบายหรือไม่ ก็เห็นว่า แต่ละรูปอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีการกระทบกระทั่งกันเลย ตรวจดูว่าธรรมะเป็นที่สบายหรือไม่ ก็เห็นท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมกันดี ไม่เกียจคร้านกันเลย

     ตรวจดูต่อไปอีกว่าอาหารเป็นที่สบายหรือไม่ ก็เห็นว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ฉันอาหารไม่ค่อยอิ่ม อาหารไม่ค่อยจะพอฉัน และแต่ละรูปก็ไม่ค่อยคุ้นกับอาหารที่นี่ ทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้า เมื่อนางรู้สาเหตุของการที่พระภิกษุทำสมาธิไม่ก้าวหน้าแล้ว วันรุ่งขึ้น จึงจัดแจงภัตตาหารนำไปถวายเอง และกล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้เจริญ พวกท่านชอบใจสิ่งใด ขอนิมนต์ฉันตามสบายเถิด”

     เมื่อพระภิกษุทุกรูปได้ฉันอาหารที่ถูกปาก และมีปริมาณพอเพียง จึงไม่มีความกังวลในเรื่องอาหาร ได้มุ่งบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว ในที่สุดทุกรูปก็สามารถทำใจหยุดนิ่ง ยกใจขึ้นสู่ไตรลักษณ์ เห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขาร แล้วเจริญวิปัสสนาต่อ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดภายในพรรษานั่นเอง

     ครั้นออกพรรษา หลังจากที่ได้ปวารณาเสร็จแล้ว ภิกษุสงฆ์ได้อำลาอุบาสิกา เพื่อไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้สรรเสริญคุณของมหาอุบาสิกาว่าเป็นยอดมหาอุบาสิกา แม้จะเป็นผู้นำหมู่บ้านมีภารกิจการงานมากมาย แต่ก็ยังสละเวลามาทำภาวนาฝึกใจให้หยุดนิ่งจนได้เข้าถึงพระรัตนตรัย เป็นผู้ทรงอภิญญา อีกทั้งยังคอยอุปัฏฐากเหล่าพระภิกษุสงฆ์ให้ได้รับความสะดวกสบายในการบำเพ็ญสมณธรรม จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

     เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะมีภารกิจหน้าที่การงานมากมายเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำภาวนาเลย เพราะเราสามารถทำใจหยุดนิ่งควบคู่ไปกับการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ทำใจหยุดได้ ดังนั้น ให้หมั่นประคองใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้ตรึกนึกถึงดวงธรรมใสๆ หรือองค์พระแก้วใสๆ ไปด้วย ฝึกทำไปเรื่อยๆ จนเราคุ้นเคยเป็นอัตโนมัติ แล้วในที่สุดเราก็จะเข้าถึงพระธรรมกาย เข้าถึงแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงกันทุกๆ คน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ 
หน้า ๑๒๓-๑๓๑

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๐   หน้า ๓๙๔


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...