วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

สังคมในอุดมคติ

สังคมในอุดมคติ
        เราได้เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งวัน จากการประกอบธุรกิจหน้าที่การงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ทำผ่านมาแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เราจะให้โอกาสแก่ตัวของเราเอง ในการแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อเพิ่มเติมสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดให้กับชีวิตของเรา ด้วยการปฏิบัติธรรม ชีวิตจะได้ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมื่อใจอยู่ในกระแสธรรม เราจะมีความสุขรู้สึกโปร่งเบาสบาย มีความสดชื่นเบิกบาน คลายจากความเหน็ดเหนื่อยที่ได้ตรากตรำมาทั้งวัน


         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของการแผ่เมตตาเอาไว้ว่า...

       “ ผู้ที่แผ่เมตตาเป็นประจำ จะทำให้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย หากฝันก็ฝันแต่เรื่องที่เป็นสิริมงคล จะเป็นที่รักทั้งของมนุษย์ และอมนุษย์ เทวดาจะคุ้มครองรักษา ศัสตราวุธ อัคคีภัย ภัยพิบัติทั้งหลายจะไม่มากลํ้ากราย จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจมั่นคง ผิวพรรณวรรณะผ่องใส เป็นผู้ไม่หลงทำกาละ แม้ละโลกไปแล้ว จะเข้าถึงพรหมโลก”

          โดยเฉพาะสถานที่ใด มีการรวมตัวกันประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่างเว้นจากการทำใจหยุดใจนิ่ง แผ่เมตตาทุกวันให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สองเท้า สี่เท้า มีเท้ามาก มีเท้าน้อย หรือไม่มีเท้าก็ตาม ความสว่างไสวจะบังเกิดขึ้นที่นั้น ศัสตราวุธ เขี้ยวงา หมอเสน่ห์ เล่ห์กล มนต์ คาถา เจ้าทรง ผีสิง เข้ามากลํ้ากรายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย โจรภัย ราชภัย และภัยทุกชนิดจะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีอุปสรรคก็จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากร้ายกลายเป็นดี ทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตเหล่านั้นไปได้ด้วยดี

           เมื่อแผ่เมตตาไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งมนุษย์ อมนุษย์ เทวดา ไม่ว่าจะเป็นภุมเทวา เทวดาที่อยู่ตามภาคพื้นดิน รุกขเทวา เทวดาที่มีวิมานอยู่ในต้นไม้ใหญ่ๆ อากาสเทวา เทวดาที่มีวิมานอยู่ในอากาศ เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นจะมาเป็นเทวดาประจำบ้านคอยปกปักรักษาผู้มีบุญทั้งหลาย ให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง เหมือนดังเรื่องราวของอายุวัฒนกุมาร ที่ใช้บ้านเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้มหาชนมาฟังพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ สวดพระปริตร และฟังธรรมกัน ทำให้รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างเป็นอัศจรรย์ เรื่องมีอยู่ว่า...

         ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์สามีภรรยาคู่หนึ่ง ให้กำเนิดลูกชายน่ารักน่าเอ็นดู บรรดาญาติมิตรเพื่อนพ้องเมื่อทราบข่าวนี้ ต่างพากันเดินทางมาเยี่ยมเยือนมิได้ขาด วันหนึ่ง มีเพื่อนของพราหมณ์สามีซึ่งออกบวชเป็นนักพรตมาเยี่ยมถึงบ้าน พราหมณ์สองสามีภรรยาจึงออกไปต้อนรับปฏิสันถารเป็นอย่างดี นักบวชท่านนั้นได้ให้พรว่า “ขอให้ท่านทั้งสองมีอายุยืนนาน” โดยที่ไม่ได้ให้พรกับลูกชายของเขาแต่อย่างใด

       สาเหตุเพราะนักพรตรู้ด้วยญาณที่เกิดจากสมาธิว่า เด็กทารกนี้จะมีอายุไม่ยืน ต้องตายภายใน ๗ วัน จึงบอกพราหมณ์สองสามีภรรยาไปว่า “ลูกของท่านจะได้รับอันตราย จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน” พ่อแม่ของเด็กตกใจมาก รีบถามว่า “แล้วทำอย่างไรล่ะ เด็กถึงจะมีชีวิตรอด” นักบวชท่านนั้นตอบไม่ได้ ได้แต่แนะนำว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถให้คำตอบท่านได้ ขอท่านไปเข้าเฝ้าพระองค์เถิด”

       พ่อแม่ลูกรีบพากันเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดพระเชตวัน พระบรมศาสดาทรงให้พรสองสามีภรรยาว่า “ขอให้มีอายุยืนนาน” ครั้นลูกชายนมัสการ พระพุทธองค์ก็ทรงนิ่ง ไม่ตรัสอะไร พราหมณ์จึงทูลถามด้วยความสงสัย พระบรมศาสดาก็ทรงพยากรณ์เหมือนที่นักพรตบอก แล้วได้ตรัสแนะกุศโลบายว่า “ถ้าท่านปรารถนาจะให้เด็กมีชีวิตอยู่รอด ขอให้ทำมณฑปไว้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ปูลาดอาสนะไว้ ๑๖ ที่นั่ง เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์มาทำภาวนา และเจริญพระพุทธมนต์ แล้วให้ไปชักชวนมหาชน มาฟังพระสวดสาธยายพระปริตรตลอด ๗ วัน ถ้าทำอย่างนี้ เด็กก็จะปลอดภัย”

         ตามปกติ พราหมณ์ไม่เคยนิมนต์พระไปที่บ้าน เพราะยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่เพื่อชีวิตของลูกน้อย จึงยอมทำตามที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำ ทั้งสองได้ช่วยกันจัดเตรียมต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ ที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาที่บ้านตลอด ๗ วัน  และให้ลูกน้อยนอนอยู่ตรงกลาง โดยมีพระนั่งล้อมรอบเพื่อเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งมีมหาชนจำนวนมากนั่งฟังอยู่ด้วย

        วันที่ ๗ พระบรมศาสดาทรงเสด็จไปเป็นประธานในพิธี เหล่าเทวดาในหมื่นจักรวาล ตลอดจนพรหม อรูปพรหม ก็มาประชุมกันที่บ้านนั้น เพื่อมาฟังธรรม และปฏิบัติธรรมเต็มไปหมด แม้ในอากาศก็อยู่แน่นไปหมดจนไม่มีช่องว่าง 

         ในวันนั้น อวรุทธกะยักษ์ตนหนึ่งซึ่งบำรุงท้าวเวสสวัณอยู่ ๑๒ ปี ได้รับพรว่า “ภายใน ๗ วันนี้ ให้สามารถจับเด็กทารกกินได้ตามชอบใจ” ยักษ์จึงได้มายืนคอยหาโอกาสจับเด็กทารกนี้กิน แต่เนื่องจากมีเหล่าเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มากมายมาประชุมกัน เทวดาผู้มีศักดิ์น้อยต้องถอยไปตามลำดับ ผู้อยู่หลังสุดไกลถึง ๑๒ โยชน์ แม้ยักษ์ก็ต้องถอยออกไปอยู่ด้านหลังสุด อีกทั้งพระบรมศาสดาทรงเจริญพระพุทธมนต์ตลอดทั้งคืน ทำให้มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ได้บรรลุธรรมกันมากมายนับไม่ถ้วน ครั้นครบ ๗ วัน ยักษ์จึงหมดโอกาสที่จะจับเด็กทารกนี้กิน

       เช้าวันที่ ๘ พราหมณ์สองสามีภรรยานำลูกน้อยมาถวายบังคมพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสว่า “ทีฆายุโก โหตุ ขอให้กุมารน้อยนี้ จงเป็นผู้มีอายุยืนเถิด” แล้วยังทรงพยากรณ์ต่อไปอีกว่า “เด็กน้อยคนนี้ จะมีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปีทีเดียว” พราหมณ์สองสามีภรรยาต่างปลื้มปีติยินดี เกิดความซาบซึ้งในคุณของพระรัตนตรัย ตั้งแต่นั้นมาจึงยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แล้วตั้งชื่อให้ลูกว่า “อายุวัฒนกุมาร” เมื่อเติบโตขึ้น เขามีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปีจริงๆ

     จากเรื่องนี้จะเห็นว่า การจัดบ้านให้ผู้มีบุญมาใช้เป็นที่สั่งสมบุญ มาทำความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจให้บังเกิดขึ้น จึงเป็นประดุจทิพยวิมานในเมืองมนุษย์ แม้แต่เทวดาก็มาร่วมฟังธรรมและปฏิบัติธรรมด้วย บ้านของเราจะสว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม ทำให้ภัยพิบัติทั้งหลายไม่มากล้ำกราย  เรามาชุมนุมกันทำความดี สร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ ให้เป็นสังคมในอนาคตที่มีแต่คนดีที่โลกต้องการ ประเทศชาติของเราจะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

     


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๕๘-๓๖๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๑   หน้า ๔๕๙

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ได้โปรดอภัยเถิด

ได้โปรดอภัยเถิด
 
             สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข มนุษยชาติต่างปรารถนาให้โลกมีสันติสุข มีการเรียกร้องหาสันติภาพกันทั่วโลก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าสันติภาพภายนอกต้องเริ่มมาจากสันติสุขภายใน แล้วทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงสันติสุขภายในได้ เว้นจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีวิธีอื่นเลยที่จะทำให้เราได้เข้าถึง และสัมผัสกับสันติสุขที่แท้จริง เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ เมื่อนั้นเราจะเข้าถึงแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริง

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน เมตตาสูตร ความว่า...

    " ผู้ใดมีสติมั่นคง เจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ สังโยชน์ของผู้นั้น ผู้เห็นธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส ย่อมเบาบาง ผู้ใดมีเมตตาจิตในสรรพสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์เอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร”

     การเจริญเมตตาเป็นประจำ จะทำให้เราได้รับความสุข มีความเย็นกายเย็นใจ อันตรายใดๆ จะไม่มากล้ำกราย การเจริญเมตตามีอานิสงส์มาก ผู้ที่ไม่เคยแผ่เมตตา ก็จะไม่รู้ถึงความอิ่มเอิบเบิกบานใจ ความสุขใจในการแผ่เมตตานั้น เป็นความสุขที่ไร้ขอบเขต จะเกิดกระแสแห่งความบริสุทธิ์ที่มีอานุภาพ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบริสุทธิ์ขึ้น เราจะมีความรัก ความเมตตาปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ผู้ให้ความรักย่อมได้รับความรักตอบ จะทำให้เราเป็นที่รักของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย

     ท่านผู้รู้จึงกล่าวว่า การเจริญเมตตาประเสริฐกว่าการบูชายัญ การให้ชีวิตให้ความสุขแก่ผู้อื่น ดีกว่าการฆ่าและการเบียดเบียนกัน แม้จะบูชายัญด้วยชีวิตสัตว์จำนวนมากมาย สิ้นทรัพย์ไปอย่างมหาศาล การบูชายัญทั้งหมดนั้น ก็ยังไม่เทียบเท่าส่วนเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิตที่บุคคลเจริญดีแล้ว เปรียบเสมือนหมู่ดวงดาวหมดทั้งท้องฟ้า ก็ไม่อาจเทียบเท่าแสงแห่งจันทร์เพ็ญได้ ดังเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ขณะที่ยังทรงสร้างบารมีอยู่ เรื่องมีอยู่ว่า

      สมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นพระราชาในเมืองพาราณสี มีพระนามว่า พระเจ้าเอกราช ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมีความห่วงใยต่อไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ได้บริจาคทานในที่ ๖ แห่ง คือ ที่สี่มุมเมือง ในกลางใจเมืองและในพระราชนิเวศน์ทุกวัน ทรงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา มีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมด้วยความกรุณา แลดูมหาชนทั้งหลาย ด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา ประดุจดังบุตรน้อย ผู้เป็นที่รักของพระองค์

     ต่อมาได้มีอำมาตย์ชั่วคนหนึ่ง มีจิตคิดคดก่อกบฏขึ้น พระราชาทรงสอบสวน เมื่อทราบความจริงแล้ว จึงเนรเทศออกจากพระนคร เพราะเกรงว่าคนดีๆ ในบ้านเมืองจะได้รับความเดือดร้อน

     อำมาตย์นั้นได้ออกจากกรุงพาราณสีไปขออาศัยอยู่กับพระเจ้าทัพพเสนะที่แคว้นโกศล ด้วยความที่เป็นคนพาลและมีความแค้นในพระเจ้าเอกราช จึงได้ยุยงพระเจ้าทัพพเสนะว่า “กรุงพาราณสีเป็นเมืองที่มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่พระเจ้าเอกราชเป็นคนอ่อนแอ ควรที่พระองค์จะไปยึดเอาไว้เป็นเมืองขึ้น"

     ครั้งแรกพระเจ้าทัพพเสนะไม่ทรงเชื่อ เพราะเคยทราบว่า พระเจ้าเอกราชมีสติปัญญาเฉียบแหลม มีกองทัพที่แข็งแกร่งและเกรียงไกร จึงลองส่งทหาร โดยให้ปลอมเป็นโจรไปปล้นสดมภ์ชาวเมือง ราชบุรุษของพระเจ้าเอกราชจับโจรได้ แทนที่พระเจ้าเอกราชจะลงโทษ กลับปล่อยตัวไป และยังมอบทรัพย์ให้อีกเพื่อจะได้นำไปทำมาหากิน ตั้งหลักตั้งฐานและกลับตัวกลับใจเป็นคนดีต่อไป

     พระเจ้าทัพพเสนะทรงทราบก็ประหลาดใจ ที่พระเจ้าเอกราชทรงมีจิตใจดีงามเช่นนี้ จึงไม่ปรารถนาจะทำศึกด้วย แต่เพราะได้รับคำยุยงจากอำมาตย์ชั่วบ่อยๆ ก็โอนเอนตาม เนื่องจากจิตมนุษย์โลเลง่าย เหมือนหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอน ในที่สุด เมื่อถูกปลุกปั่นหนักเข้า จึงทำตามคำของอำมาตย์ ได้ยกทัพไปหมายจะยึดเอาเมืองพาราณสี

     เมื่อยกทัพมาถึงชายแดน ทหารฝีมือชั้นเยี่ยมของพระเจ้าเอกราชกราบทูลว่า “ขณะนี้มีข้าศึกที่ชายแดน ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขออาสาไปจับพระราชาข้าศึกมาลงโทษต่อหน้าพระองค์ พระเจ้าข้า” พระเจ้าเอกราชกำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ จึงทรงคัดค้านว่า “อย่าเลย ท่านทั้งหลาย อย่าให้ชนเหล่านั้นลำบากเพราะเราเลย ใครต้องการจะได้เมืองนี้ ก็จงเข้ามาเอาเถิด เราไม่ปรารถนาจะรบกับใคร” เมื่อกองทัพของศัตรูได้ยกเข้ามาประชิดเมือง เหล่าทหารเอกนั้นพากันกราบทูลเพื่อขอออกรบป้องกันเมืองอีก พระองค์ก็ตรัสห้ามเช่นเดิม ใช่ว่าพระองค์จะกลัวข้าศึก หรือไม่มีฝีมือในการรบ แต่เป็นเพราะพระองค์ไม่ปรารถนาจะทำร้ายผู้ใด ทรงมีจิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างสุดประมาณ

     ต่อมาเมื่อข้าศึกยกทัพเข้ามาถึงในเมือง พระราชาก็มิได้ต่อต้านแต่อย่างใด จนกระทั่งข้าศึกยกทัพเข้ามายึดพระนคร แล้วจับพระราชาพร้อมกับเหล่าทหารเอกทั้งหลายคุมขังเอาไว้ จากนั้นได้นำไปฝังไว้ในหลุม โดยให้เหลือแต่พระเศียรเท่านั้นที่โผล่จากดิน แต่ไม่ว่าจะได้รับความลำบากเพียงใด พระโพธิสัตว์ก็ยังมีใจเป็นปกติ ไม่มีจิตคิดโกรธเคืองแม้แต่น้อย ทรงมองดูการกระทำของข้าศึก ด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความกรุณา ประดุจมารดาดูบุตรน้อยอันเป็นที่รักของตน โดยปราศจากความคิดประทุษร้ายใดๆ ทั้งสิ้น

     เมื่อฝังเสร็จแล้ว พระราชาผู้เป็นศัตรูก็เสด็จกลับไป ส่วนพระเจ้าเอกราชทรงแผ่เมตตาไปยังพระราชานั้น แล้วเจริญสมาธิ ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาและอำนาจฌานสมาบัติของพระองค์ ดินที่ถมพระองค์อยู่ ก็แหวกออกเป็นช่อง แล้วร่างของพระองค์ก็ลอยขึ้นจากหลุม ประทับนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์อยู่ในอากาศ

     ทันใดนั้นพระเจ้าทัพพเสนะบังเกิดความเร่าร้อนในพระวรกาย ได้รับทุกขเวทนา จึงส่งเสียงโอดครวญด้วยความทุรนทุรายเหมือนถูกไฟคลอก ไม่สามารถที่จะทรงกายไว้ได้ ได้แต่นอนเกลือกกลิ้งไปมา

     ฝ่ายโหราจารย์ได้ตรวจดูแล้วทูลว่า “เป็นเพราะพระองค์ได้ประทุษร้ายพระราชาผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีความผิดอะไร พระองค์จึงได้มีพระอาการอย่างนี้ พระเจ้าข้า” พระราชาสดับดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ปล่อยพระโพธิสัตว์และบริวารทันที เมื่อพวกราชบุรุษไปถึงยังหลุมที่ฝังบุคคลเหล่านั้น ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์อยู่กลางอากาศ ต่างตกใจกลัว รีบไปกราบทูลเรื่องราวให้พระราชาทรงทราบ

     พระเจ้าทัพพเสนะรีบเสด็จไปดูเหตุการณ์นั้นด้วยพระทัยที่สั่นระทึก เมื่อเห็นเหตุการณ์อัศจรรย์เช่นนั้น ก็นึกเลื่อมใส จึงทูลถามไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์ถูกโยนไปในหลุมอันขรุขระนี้ พระองค์มิได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด ยังคงมีพระฉวีวรรณผ่องใส ทรงมีพระพักตร์ยิ้มแย้มเบิกบาน แต่หม่อมฉันผู้เห็นผิด คิดยึดครองราชสมบัติของพระองค์สิ ถึงจะได้ครอบครองแผ่นดินทั้งสองแว่นแคว้น แต่ทำไมกลับมีแต่ความเร่าร้อนทุรนทุรายใจเป็นยิ่งนัก”

     พระเจ้าเอกราชตรัสว่า “เราไม่มีใจขัดเคืองในท่าน ขันติเป็นตบะธรรมอย่างยิ่ง เราปรารถนาขันติธรรม บัดนี้เราได้ขันติบารมีแล้ว พละกำลังของเราก็กลับมาเหมือนเดิม กิจที่จะพึงทำ เราก็ได้ทำแล้ว คือทั้งการทำทาน รักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนา เราจึงไม่ละฉวีวรรณและกำลังกาย แม้เราจะถูกโยนลงไปในหลุมอันขรุขระ มากไปด้วยทุกข์ แต่เราก็บรรเทาความทุกข์ในหลุมนั้นได้ ด้วยการเจริญเมตตา มีความสุขอยู่ด้วยฌานสมาบัติที่บังเกิดขึ้น เราจึงไม่เป็นผู้เร่าร้อนเช่นท่าน”

     พระเจ้าทัพพเสนะได้ฟังดังนั้น จึงอ้อนวอนขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้โปรดอดโทษให้หม่อมฉันผู้โง่เขลาเถิด ขอพระองค์ทรงครองราชสมบัติดังเดิม หม่อมฉันจะเป็นผู้คอยปกป้องผองภัยให้พระองค์เอง” ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อได้ฌานสมาบัติแล้ว ทรงคลายความยึดมั่นถือมั่นในราชสมบัติ มีปัญญาเห็นว่าการครองราชสมบัติเป็นทางมาแห่งทุกข์ มิใช่หนทางเพื่อความพ้นทุกข์ จึงมอบสมบัติทั้งหลายแก่เหล่ามหาอำมาตย์ แล้วทรงออกผนวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญภาวนาไปจนตลอดชีวิต ละโลกไปแล้วก็ได้เข้าสู่พรหมโลก

     จะเห็นได้ว่า ความเต็มเปี่ยมของชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง แม้บัณฑิตในกาลก่อนก็ได้สละสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ได้สละความสุขอันเล็กน้อย แล้วมุ่งเข้าหาความสุขอันยิ่งใหญ่ นั่นคือสุขอันเกิดจากสมาธิ เป็นความสุขที่คู่กับความบริสุทธิ์ ไม่เจือด้วยกิเลสอันใด เมื่อเราเข้าถึงความสุขอย่างนี้ ก็จะเกิดเมตตาธรรมขึ้นในจิตใจ จนอยากจะแบ่งปันความสุขให้กับคนทั้งโลก มหากรุณาอันยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้นดังเช่นในเรื่องนี้ เมตตาธรรมของพระโพธิสัตว์ ถือเป็นปรมัตถบารมี เพราะเป็นการเจริญเมตตาที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิต ซึ่งยากที่จะหาใครมาเสมอเหมือนพระองค์ได้

     เพราะฉะนั้น เวลาเราถูกประทุษร้ายหรือถูกเบียดเบียน อย่าลืมแผ่เมตตา หัดเป็นผู้ให้อภัยต่อผู้อื่น ให้มีความปรารถนาดีต่อทั้งผู้ที่หวังดี และไม่หวังดีกับเรา แม้ใครจะเข้าใจเราไม่ถูกต้องก็ตาม ใครจะวิพากษ์วิจารณ์เราให้บิดเบือนจากความเป็นจริงอย่างไรก็ตาม จงอย่าได้ใส่ใจกับถ้อยคำเหล่านั้น ขอให้เรามีจิตใจที่ดีงามหนักแน่น มั่นคงในการทำความดี ไม่หวั่นไหว เหมือนแผ่นดินไม่ยินดียินร้ายต่อของหอมและของเหม็นที่เทลงไปฉันนั้น

 จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๑๑๒-๑๒๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๗๔  หน้า ๕๓๕


วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ไม่มีใครติเตียน

ไม่มีใครติเตียน


              
         การปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดคือการฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน  พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ รัตนะทั้งสามนี้เป็นสรณะที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงรัตนะทั้งสามนี้ ถ้าเข้าถึงเมื่อไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ที่บรรลุวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ 


     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ทัฬหธัมมชาดก ว่า...

        “ผู้ใด เมื่อผู้อื่นทำความดีต่อตน ทำประโยชน์ให้ในกาลก่อน แล้วรู้คุณของเขา ประโยชน์ที่ผู้นั้นปรารถนาย่อมเจริญ”

       คนที่รู้จักอุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม เช่น ได้รับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ได้ที่พัก ได้อาหาร หรือได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดความทุกข์ร้อนใจแล้วรู้อุปการคุณ แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีสติปัญญาสามารถมองออกถึงคุณธรรมของผู้อื่น รู้ว่าใครเป็นผู้มีบุญคุณ แล้วพยายามหาทางตอบแทน นั่นแสดงว่าบุคคลผู้นี้สามารถแยกแยะความดี และความชั่วได้อย่างถูกต้องชัดเจน 

      ยิ่งถ้าเราหมั่นระลึกถึงความดีของผู้มีพระคุณบ่อยๆ ด้วยความซาบซึ้ง และคอยหาโอกาสที่จะตอบแทนพระคุณอยู่เสมอ มีความเคารพในการน้อมรับโอวาทของผู้มีคุณธรรม ความดีต่างๆ จะถูกถ่ายทอดเข้ามาสู่ตัวเรา จิตใจของเราจะเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมความดี การดำเนินชีวิตของเราก็จะพบกับความสุขความเจริญรุ่งเรือง 

     เหมือนดังเรื่องในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์  มีชื่อว่า ติรีติวัจฉกุมาร เมื่อเติบโตขึ้น ท่านเล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างในเมืองตักสิลา เมื่อบิดามารดาเสียชีวิต ท่านเกิดความสลดสังเวชใจ จึงออกบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในป่าใกล้ชายแดนกรุงพาราณสี มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร

       ต่อมาเกิดกบฏขึ้นที่ชายแดน พระเจ้าพาราณสีทรงยกทัพไปปราบ แต่ทรงพ่ายแพ้ในการรบ จึงเสด็จทรงช้างหนีเข้าไปในป่า รอนแรมอยู่ในป่าจนถึงเช้า พบอาศรมของดาบสโพธิสัตว์ จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือ  ขณะนั้นท่านดาบสไม่อยู่  ได้ออกไปหาอาหาร  พระราชาจึงเข้าไปในอาศรมเพื่อหาน้ำดื่มด้วยความกระหายอย่างยิ่ง เพราะทรงเหน็ดเหนื่อยจากการหลบหนีข้าศึกมา

      พระราชาทรงพยายามหาน้ำดื่ม แต่ไม่พบน้ำในอาศรม  จึงทรงตรวจดูรอบๆ อาศรม ได้พบบ่อน้ำซึ่งลึกมาก ทั้งยังไม่มีอุปกรณ์ที่จะตักน้ำขึ้นมาได้   แต่ด้วยความกระหายน้ำอย่างยิ่ง จนไม่สามารถที่จะอดทนต่อไปได้  พระองค์จึงไปเอาเชือกที่รัดท้องช้างมา ให้ช้างยืนอยู่ใกล้ปากบ่อน้ำ เอาเชือกผูกที่เท้าช้างแล้วไต่ลงไปในบ่อ ปรากฏว่าเชือกยังยาวไม่พอ ต้องกลับขึ้นมาใหม่ แล้วเอาผ้าสาฎกสำหรับห่ม ต่อเข้ากับปลายเชือกแล้วลงไปอีก เชือกก็ยังยาวไม่พอ ได้เพียงแค่เอาปลายพระบาททั้งสองแตะน้ำเท่านั้น 
ทรงดำริว่า เราตายอยู่ในบ่อ ยังดีกว่าทนทรมานหิวกระหายอยู่อย่างนี้  จึงตัดสินพระทัยปล่อยพระองค์ให้ตกลงไปในบ่อน้ำ แล้วทรงดื่มน้ำจนพอพระทัย เมื่อไม่สามารถขึ้นจากบ่อน้ำ จึงได้แต่ประทับยืนอยู่ในบ่อน้ำนั้นจนถึงเวลาเย็น

     เมื่อพระโพธิสัตว์กลับจากการหาผลาผล เห็นช้างพระที่นั่ง ก็รู้ทันทีว่าพระราชาเสด็จมา จึงเดินตรงไปที่ปากบ่อ พบพระราชาอยู่ในบ่อน้ำนั้น ท่านรีบพาดบันไดลงไปเพื่อให้พระราชาเสด็จขึ้นมา จากนั้นได้ช่วยนวดพระวรกายของพระองค์ให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แล้วทาด้วยน้ำมัน บำรุงเลี้ยงด้วยการถวายผลไม้ต่างๆ พระราชาทรงพักอยู่ ๒-๓ วัน ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทรงเชิญพระโพธิสัตว์ให้มาพำนักในพระราชวัง แต่พระโพธิสัตว์ทูลว่าถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็จะไปเข้าเฝ้า จากนั้นพระราชาได้ลากลับพระราชวังในกรุงพาราณสี

       ครึ่งเดือนต่อมา พระโพธิสัตว์ได้เข้าไปในกรุงพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นก็ออกบิณฑบาตไปถึงประตูวัง   พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทางช่องพระแกล จึงเสด็จลงมาจากปราสาท แล้วพาพระดาบสเข้าไปในพระราชวัง  ให้นั่งบนราชบัลลังก์ ทรงถวายภัตตาหารรสเลิศแด่พระโพธิสัตว์ แล้วรับสั่งให้สร้างอาศรมในพระราชอุทยานหลวง  ทรงถวายเครื่องอัฐบริขารทุกอย่างสำหรับบรรพชิต  และจัดให้นายอุทยานเป็นเวรยามคอยดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี

      ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็พำนักอยู่ในพระราชนิเวศน์ ได้รับความเคารพบูชาและยกย่องสรรเสริญจากพระราชาและคนในพระราชวัง จนมหาอำมาตย์ทั้งหลายเกิดความอิจฉาริษยา ต่างพากันไปฟ้องอุปราชว่า พระฤๅษีไม่เห็นมีคุณความดีอะไร แต่ทำไมพระราชากลับให้ความเคารพนับถือยังกับเทพเจ้า อุปราชและพวกอำมาตย์จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้วกล่าวว่า “ดาบสนี้มิได้สำเร็จวิชชาอะไรเลย ทั้งยังไม่ใช่พระสหายของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใดดาบสผู้นี้จึงบริโภคภัตตาหารรสเลิศเช่นเดียวกับพระองค์ และพระองค์ก็ยังทรงให้ความเคารพบูชาดั่งเทวดา”

        พระราชาสดับดังนั้น จึงมีพระประสงค์จะประกาศคุณของพระดาบส ได้ตรัสเรียกพระโอรสมา แล้วถามว่า “เจ้ายังจำได้ไหม ถึงคราวที่พ่อไปปราบกบฏที่ชายแดนแล้วหายไป ๒-๓ วัน”  พระโอรสทูลรับรองว่าทรงจำได้  พระราชาจึงตรัสต่อว่า “ในครั้งนั้นพ่อรอดชีวิตมาได้ก็เพราะอาศัยพระดาบสนี้ เมื่อพระดาบสเป็นผู้ให้ชีวิตพ่อได้กลับมาถึงพระราชวังโดยปลอดภัย  แม้พ่อจะให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่พระดาบส ก็ไม่อาจตอบแทนพระคุณของพระดาบสได้หมด  ลูกจงอุปถัมภ์พระดาบสเช่นเดียวกับที่พ่อทำเถิด พระดาบสเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ท่านทั้งหลายจงถวายของควรบริโภค และปัจจัยไทยธรรมบูชาแด่พระดาบสเถิด”

       พระราชาทรงประกาศคุณของพระโพธิสัตว์ ประดุจทำพระจันทร์ให้ลอยเด่นบนท้องนภาที่ปราศจากเมฆหมอก คุณของพระดาบสได้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ลาภสักการะมากมายก็เกิดขึ้นแก่พระดาบส แต่ท่านเป็นผู้ไม่ติดในลาภสักการะ คงเป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง 

       ตั้งแต่นั้นมา อุปราชและพวกอำมาตย์รวมทั้งผู้ที่มีความสงสัยเคลือบแคลง ต่างไม่อาจที่จะติเตียนพระดาบสและพระราชาได้ พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระดาบส ตั้งใจรักษาศีล บำเพ็ญมหาทานบารมี และทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์โดยธรรม ทำให้เกิดสันติสุขอันไพบูลย์

     เราจะเห็นว่า ผู้ที่มีความกตัญญูกตเวที รู้จักบุญคุณของผู้อื่น และหาโอกาสตอบแทน ย่อมได้รับความสุขความเจริญ ผู้อื่นก็ไม่สามารถจะติเตียนได้  คุณธรรมของผู้นั้นจะสูงขึ้น จะมีกำลังใจเข้มแข็ง จิตใจจะเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา มีความปรารถนาดีต่อทุกๆ คน เพราะมองเห็นคุณความดีของผู้อื่น

       คุณธรรมทั้งหลายก็จะถ่ายทอดมาสู่ตนเอง ทำให้สามารถรองรับความดีทั้งหมด เหมือนท้องทะเลมหาสมุทรเป็นที่รวมลงของแม่น้ำทุกสาย ดังนั้นให้รักษาคุณธรรมของเราเอาไว้ และหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่งทุกๆ วัน เพราะใจหยุดเป็นที่สุดของความดี ให้ขยันปฏิบัติธรรมกันทุกๆ คน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๒๕๒-๒๕๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๘  หน้า ๘๐

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อย่าด่วนตัดสินใจ

อย่าด่วนตัดสินใจ

 
               วันเวลาที่ผ่านไป เราไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วไม่อาจหวนกลับ ชีวิตเราย่างก้าวไปพร้อมกับกาลเวลาที่จะล่วงไป เราจึงต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ สร้างบารมีให้เต็มที่ เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดให้เกิดขึ้นต่อตัวของเราและชาวโลก ด้วยการประพฤติธรรม มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน และฝึกฝนอบรมตนเองด้วยการฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา คือ “เวลาที่ใจหยุดนิ่ง”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย โสมนัสสชาดก ว่า...

     “กรรมที่บุคคลใดไม่พินิจพิเคราะห์ ไม่คิดให้ถ้วนถี่เสียก่อน แล้วทำลงไป ผลที่เลวร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความวิบัติแห่งการใช้ยาพิษฉะนั้น”

     ปัจจุบันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในบ้านเมืองของเรา ทั้งเรื่องที่ดี และไม่ดี ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการตัดสินแก้ไขปัญหา บางครั้งอาจมองไม่ลึกซึ้ง เพราะปัญหาบางอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นต้องใช้ปัญญาที่ละเอียดแจ่มใสพิจารณาอย่างรอบคอบ การรีบด่วนสรุปตัดสินอะไรง่ายๆ นั้น ไม่ใช่วิสัยของนักปราชญ์บัณฑิต ยิ่งถ้าเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบถึงส่วนรวมแล้ว ยิ่งต้องไตร่ตรองให้มาก เพราะถ้าตัดสินผิดพลาด ย่อมเกิดผลเสียหายทั้งต่อตนเอง และส่วนรวมอย่างมากมาย

        ผู้ที่รับผิดชอบในการบริหารหรือเป็นผู้นำ จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีปัญญาแจ่มใส ไม่ประมาทในหน้าที่ ควรทำงานด้วยความสุขุมรอบคอบ  ไม่ด่วนได้ใจเร็ว และต้องประพฤติธรรมเพื่อเป็นต้นแบบที่ดีแก่มหาชน จะได้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นที่เลื่อมใสของทุกคน   ถ้าทำงานอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ด้วยคุณธรรมเช่นนี้ ก็ไม่มีใครตำหนิติเตียนได้

       ในสมัยหนึ่ง เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี  มีวิทยาธรผู้มีฤทธิ์ เหาะมาที่พระราชวังในเวลาเที่ยงคืน เข้าไปในห้องบรรทมของพระมเหสี รุ่งขึ้นพระนางได้กราบทูลพระราชา พระราชาทรงกริ้ว รับสั่งให้พวกเสนาอำมาตย์ออกติดตามทันที 

         ครั้นตะวันขึ้น วิทยาธรได้ไปยืนนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่ป่าช้า พวกทหารเห็นเข้า ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปเพื่อที่จะล้อมจับ แต่วิทยาธรเป็นผู้มีฤทธิ์จึงร่ายเวทมนต์สะกดแล้วเหาะหนีไป  พวกทหารเข้าใจว่า วิทยาธรเป็นบรรพชิตจึงกราบทูลพระราชา พระราชาฟังดังนั้น ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้นอีก เพราะดำริว่า บรรพชิตเหล่านี้กลางวันเป็นสมณะ แต่กลางคืนกลับกระทำสิ่งที่ไม่ควรเยี่ยงฆราวาส

       เนื่องจากพระราชาไม่พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน จึงสรุปว่าบรรพชิตทั้งหมดคงประพฤติตัวไม่ดีเหมือนกัน  ทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศว่า “หากใครเห็นนักบวชที่ไหนก็ตาม ให้ขับไล่ออกจากแว่นแคว้นให้หมด”  นับตั้งแต่นั้นมา บรรพชิตและนักบวช ไม่ว่าจะเป็นเจ้าลัทธิไหน ต่างถูกขับไล่ออกจากเมืองพาราณสี พากันหนีไปอยู่ในป่ากันหมด ทำให้ไม่มีสมณะผู้ทรงธรรม ที่จะมาให้โอวาทมหาชนอีกต่อไป

       เมื่อไพร่ฟ้าประชาชนไม่มีโอกาสได้ฟังโอวาทและฟังธรรมจากสมณะ คนก็มีจิตใจหยาบกระด้างกลายเป็นคนหยาบคาย  ประมาทในการประพฤติธรรม ประมาทในการทำทาน รักษาศีล และการทำความดีต่างๆ บ้านเมืองจึงเกิดความไม่สงบ  มีการเข่นฆ่าทำลายล้างกัน การลักขโมยก็เกิดขึ้น ครั้นละโลกไปแล้ว ส่วนมากก็ไปบังเกิดในมหานรก ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน จะหาคนไปเกิดบนสวรรค์ยากเหลือเกิน เหมือนเขาโคที่มีเพียงคู่เดียวเมื่อเทียบกับขนโคทั้งหมด จนพระอินทร์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองมนุษย์ ทำไมผู้มาเกิดบนสวรรค์จึงมีน้อยนัก

        เมื่อเล็งดูด้วยทิพยจักษุ ก็รู้ว่าพระราชาทรงพิโรธนักบวชทุกประเภท จึงขับไล่ออกจากแว่นแคว้นทั้งหมด เหตุเพราะวิทยาธรเพียงคนเดียว ซึ่งวิทยาธรไม่ใช่สมณะ แต่พระองค์ทรงเข้าใจผิด ด้วยไม่ได้ใคร่ครวญให้รอบคอบ จึงทำความผิดพลาดอย่างมาก นอกจากพระองค์ทรงทำบาปกรรมแล้ว ยังพลอยให้ประชาชนต้องทำบาปด้วย พระอินทร์จึงทรงคิดหาวิธีที่จะช่วยให้มนุษย์ได้กลับมาทำบุญ  เพื่อจะได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ยามละจากโลกไป

        จากนั้นพระอินทร์ได้เหาะไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่เงื้อมเขานันทมูลกะ  ทรงเล่าถึงความประสงค์ดีที่มีต่อชาวโลก  พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเข้าไปในพระนครพร้อมกับพระอินทร์   ให้พระอินทร์แปลงร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามติดตามไปข้างหลัง  แล้วพระอินทร์ก็เหาะไปเหนือพระนคร ให้ผู้คนได้เห็นกันทั่วหน้า และลงมากราบแทบพระบาทพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเคารพเลื่อมใส

      พระราชาทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสถามชายหนุ่มว่า “พ่อหนุ่มน้อย เธอเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีฤทธานุภาพมาก เหตุไฉนจึงมาคอยอุปัฏฐากสมณะผู้แก่เฒ่าเช่นนี้ สมณะรูปนี้มีอะไรดีหรือ”

        ชายหนุ่มบอกว่าตนเป็นพระอินทร์ แล้วตรัสเตือนว่า “ดูก่อนมหาราช ขึ้นชื่อว่าสมณะทั้งหลาย เป็นผู้มีอานุภาพมาก เป็นผู้ควรแก่การเคารพสักการะ เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ไม่มีนาบุญใดจะยิ่งกว่า ถึงร่างกายท่านจะดูแก่ชรา แต่ท่านมีจิตใจสูงส่งน่าบูชาเลื่อมใส มีกาย วาจา ใจสะอาดบริสุทธิ์กว่าผู้ครองเรือนมากมายนัก แม้ข้าพเจ้าผู้เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยังต้องนอบน้อมต่อสมณะทั้งหลาย แล้วทำไมพระองค์ซึ่งเป็นปุถุชนจึงไม่นอบน้อมต่อท่าน”

             พระราชาสดับดังนั้นทรงมีพระทัยยินดี จึงทูลถามถึงอานิสงส์ของการนอบน้อมต่อสมณะว่า “ถ้าละจากโลกนี้ไปแล้ว จะเป็นอย่างไร”

       พระอินทร์ตอบว่า “ผู้ใดเห็นสมณะผู้สมบูรณ์ด้วยศีล นมัสการท่านด้วยความเคารพ ผู้นั้นจะได้รับการเคารพยกย่องสรรเสริญในที่ทั้งปวง และจะเป็นผู้ที่มีตระกูลสูง เมื่อละโลกไปแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์อย่างแน่นอน”

         แล้วแนะนำต่อไปว่า “ให้พระองค์คบหาแต่ผู้มีปัญญา มีธรรม เป็นพหูสูต  เมื่อพระองค์เห็นพระภิกษุสงฆ์ จงหมั่นทำบุญสั่งสมบุญเอาไว้เถิด”  พระราชาได้สดับแล้วเกิดความปีติโสมนัส ตรัสว่า “ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่มักโกรธ จะมีจิตประกอบด้วยเมตตา มีจิตเลื่อมใสในสมณะ ผู้ควรแก่การขอ และจะทำการนอบน้อมนมัสการสมณะทั้งหลาย”

     พระราชาทรงกราบไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเคารพ พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จเหาะขึ้นไปนั่งคู้บัลลังก์อยู่กลางอากาศ แล้วประทานโอวาทว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์อย่าได้หมิ่นประมาทในสมณะทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไป ขอพระองค์ทรงตระหนักเสมอว่า โลกนี้ไม่ว่างเปล่าจากผู้มีคุณธรรม ยังมีสมณะผู้ทรงศีลอยู่ ขอพระองค์ทรงหมั่นให้ทานรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาอย่าได้ขาด แล้วพระองค์จะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา ละโลกแล้วจะมีสุคติเป็นที่ไป”

     จากตัวอย่างข้างต้นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า การพิจารณาอะไรด้วยอคติความลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว ไม่พิจารณาให้รอบคอบก่อน จะมีผลร้ายตามมาในภายหลัง แล้วยังเป็นทางมาแห่งบาปกรรม เหมือนดังที่ผู้รู้กล่าวไว้ว่า “ผู้เป็นใหญ่ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนจึงลงโทษ การผลุนผลันลงโทษ ย่อมทำให้ผู้คนเดือดร้อนได้”

     การไม่ให้เกิดความรู้สึกลำเอียงในการตัดสินนั้น ต้องรู้จักทำใจให้เป็นกลางๆ จะเป็นกลางเมื่อนำใจมาวางไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  เมื่อวางใจหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ได้ ใจจะเป็นกลางๆ ไม่มีอคติ จิตจะบริสุทธิ์ตั้งมั่น  เมื่อนั้นความถูกต้องยุติธรรมจะบังเกิดขึ้น จะตัดสินหรือวินิจฉัยเรื่องใด ก็จะถูกต้องตลอดหมด  เพราะฉะนั้นให้หมั่นนำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ให้ดี ฝึกทำใจให้เป็นกลางๆ ในทุกเรื่อง แล้วใจจะเข้ากลาง เข้าไปถึงพระธรรมกายภายในได้ทุกๆ คน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๒๘๕-๒๙๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๙   หน้า ๑๗๐


วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บัณฑิตควรตักเตือนกัน

บัณฑิตควรตักเตือนกัน

 
                 ธรรมดาของสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อม แม้แต่ชีวิตของเราก็เสื่อมไปตามลำดับ จากวัยทารกไปสู่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน วัยชรา นั่นเป็นความเสื่อมที่เรามองเห็นได้ เราถูกความเสื่อมครอบงำแล้วนำไปสู่ความตาย คือในที่สุดต้องเสื่อมสลายไปสู่ความตายหมด เพราะฉะนั้นเราไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ควรมองให้เห็นโทษของความเสื่อม จะได้คลายจากความยึดมั่นถือมั่นในโลกทั้งปวง แล้วมุ่งแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้น

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...

     “คนเราควรเตือนสติกัน ควรแนะนำกัน และควรห้ามปรามกันจากธรรมของอสัตบุรุษ คนที่ทำเช่นนั้น ย่อมเป็นที่รักของคนดี แต่ไม่เป็นที่รักของคนไม่ดี”

     บรรดานักปราชญ์บัณฑิตในกาลก่อน ท่านเห็นความสำคัญของการแนะนำตักเตือนกันว่า เป็นเสมือนหนึ่งการชี้ขุมทรัพย์ บอกทางอันประเสริฐให้ และผู้ที่มีความกล้าหาญที่จะแนะนำตักเตือนผู้อื่นได้นั้น นอกจากจะต้องมีความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ยังต้องอาศัยกำลังใจอย่างมากก่อนที่จะไปตักเตือนผู้อื่น ต้องอาศัยศิลปะในการพูดเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง หรือกระทบกระเทือนต่อจิตใจ

          ดังนั้นผู้ชี้ขุมทรัพย์ จึงเป็นเสมือนยอดกัลยาณมิตร ผู้ทำให้ใจของชาวโลกสว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม กัลยาณมิตรจึงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เพราะนอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ยังต้องสามารถที่จะตักเตือนสั่งสอนผู้อื่นได้ดีอีกด้วย

        ส่วนผู้ที่ถูกตักเตือน ต้องเปิดใจให้กว้าง หากสิ่งที่เขาเตือนเป็นความจริง ต้องกล้ายอมรับ ไม่โกรธตอบ และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข ฝึกฝนอบรมตนเองตลอดเวลา แต่หากเขาเข้าใจผิดก็ต้องอดทน และหาโอกาสอธิบายให้เข้าใจในภายหลัง ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือผู้เตือน และผู้ถูกเตือน จะต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความเห็นของกันและกัน ไม่เอาอารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวเป็นใหญ่ ต้องเอาธรรมเป็นใหญ่ ให้เป็นธัมมาธิปไตย ยึดมั่นในธรรม ตัดสินกันด้วยเหตุด้วยผล อย่างนี้โลกจึงจะเกิดสันติสุขกันจริง

       ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราปฏิบัติธรรมเป็นประจำ ความสุขความสงบที่แท้จริง ก็จะเกิดขึ้น ใจเราจะกลับสู่ฐานที่ตั้ง คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จะมีสติสัมปชัญญะ ยิ่งถ้าหมั่นตรึกระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจริญพุทธานุสติ นึกถึงองค์พระแก้วใสบริสุทธิ์ตลอดเวลา ใจเราจะถูกกลั่นให้สะอาด เราจะมีสติเป็นมหาสติ ปัญญาเป็นมหาปัญญา ไม่คิดพูดทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล ใจจะเป็นบุญล้วนๆ อยู่กับธรรมะ อยู่กับพระธรรมกายภายใน และพบเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง

         ดังเช่นสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรากำลังสร้างบารมีเป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีนามว่าสุชาติ ในครั้งนั้นท่านยังเป็นเด็ก แต่ว่าเป็นเด็กที่มีปัญญา  ฉลาดหลักแหลมใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่ว่าจะเรียนศิลปวิทยาเรื่องใด ก็จะแตกฉานในความรู้ที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน และที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าท่านสั่งสมปัญญาบารมี ได้เจริญสมาธิภาวนามานับภพนับชาติไม่ถ้วน ใจของท่านจึงใสสะอาดบริสุทธิ์ ดวงปัญญาก็สว่างไสว ครั้นมาเกิดในชาตินี้ แม้จะมีอายุน้อย แต่เป็นใหญ่ด้วยปัญญา และคุณธรรม

       เมื่อคุณปู่เสียชีวิต บิดาของท่านมีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นัยน์ตาทั้งสองแดงก่ำ พร่ำเพ้อพิไรรำพันอยู่ตลอดเวลา เพราะคิดถึงคุณปู่ที่เพิ่งเสียชีวิตไป จึงละเลยกิจการงานของตนเอง แม้มารดาของพระโพธิสัตว์ก็หมดปัญญาที่จะทำให้บิดาคลายจากความเศร้าโศก แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีต่อไปได้

       จนกระทั่งวันหนึ่ง สุชาติหากุศโลบายที่จะทำให้บิดาคลายจากความเศร้าโศก เขาเดินออกไปนอกเมือง เห็นโคตัวหนึ่งนอนตายอยู่ จึงหอบเอาหญ้าที่ขึ้นริมทางมากองไว้ ยกภาชนะใส่น้ำสะอาดมาวางไว้ตรงหน้าโคที่ตาย แล้วกล่าวว่า “เจ้าจงกิน เจ้าจงดื่ม” เขาพูดซ้ำเช่นนี้จนกระทั่งผู้คนที่เดินผ่านไปมาเกิดความสงสัย จึงถามว่า “สุชาติ เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ถึงได้นำหญ้าและน้ำมาให้โคที่ตายไปแล้วกิน” สุชาติไม่ได้โต้ตอบอะไร คนที่เดินผ่านไปมาคนแล้วคนเล่า ต่างสอบถามเขาด้วยคำถามเดิมๆ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

        จนถึงเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านพากันคิดว่าสุชาติคงเป็นบ้าไปแล้ว จึงช่วยนำเขากลับมาส่งที่บ้านพร้อมทั้งเล่าเรื่องทั้งหมดที่ชาวบ้านพบเห็น ให้บิดาของเด็กน้อยคนนี้ฟังโดยละเอียด

        บิดาฟังเรื่องราวดังนั้นแล้ว ก็คลายความโศกไปได้บ้าง จึงถามลูกชายว่า “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ จึงบังคับให้โคที่ตายแล้วให้กินหญ้ากับน้ำ เพราะถึงอย่างไรโคที่ตายแล้วย่อมไม่สามารถลุกขึ้นมากินได้ เมื่อก่อนนี้เจ้าเคยเป็นคนฉลาด รู้จักคิด เป็นบัณฑิต แต่ทำไมมาบัดนี้ เจ้าจึงไตร่ตรองไม่ได้ หรือเจ้ากลายเป็นคนบ้าไปแล้วจริงๆ ”

        สุชาติฟังแล้ว ก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยความอาจหาญว่า “โคตัวนี้ ยังมีเท้าทั้ง ๔ ข้าง มีศีรษะ มีตัวพร้อมหาง และนัยน์ตา ลูกคิดว่า โคตัวนี้จะต้องลุกขึ้นกินหญ้าได้สักวันหนึ่ง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ลูกสงสัยนักหนาว่า ทั้งมือ เท้า ลำตัว และศีรษะของคุณปู่ แม้บัดนี้ก็มองไม่เห็น แต่คุณพ่อยังมาร้องไห้ถึงกระดูกของคุณปู่ที่บรรจุไว้ในสถูปดิน จะไม่เป็นการกระทำที่ไร้สาระ  หรือว่าเสียสติไปหรือ”   คฤหบดีผู้เป็นพ่อฟังดังนั้นแล้วรู้ทันทีว่า บุตรของเราเป็นบัณฑิต เขาทำเหตุนี้เพื่อให้เราได้สติ จะได้เลิกเศร้าโศกเสียใจ แล้วกลับมาทำหน้าที่การงานเหมือนเดิม

         คฤหบดีได้กล่าวสรรเสริญบุตรชายเจ้าปัญญาว่า “สุชาติเอ๋ย บัดนี้พ่อรู้แล้วว่า สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา ตั้งแต่นี้ไปพ่อจะไม่เศร้าโศกเสียใจอีก แล้วจะตั้งใจทำกิจการที่พ่อสร้างไว้ให้สำเร็จด้วยดี” สุชาติฟังดังนั้นก็ดีใจที่พ่อจะกลับมาเป็นพ่อคนเดิม ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าจะทำงานใด จะต้องมีสุชาติเป็นกัลยาณมิตรที่ใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา แล้วครอบครัวนี้ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

     ดังนั้น คนเราเมื่ออยู่ด้วยกัน ควรปฏิบัติต่อกันด้วยความปรารถนาดีเช่นนี้ ใครพลั้งพลาดไป เมื่อได้รับคำแนะนำตักเตือนก็ให้รีบปรับปรุงแก้ไข ส่วนผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำตักเตือน ต้องมีศิลปะในการพูด คือทั้งชี้ข้อบกพร่อง ยกย่องชมเชยในสิ่งที่ดีงาม และสนับสนุนให้คนรอบข้างประกอบกรรมดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๘๓-๓๘๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๘   หน้า ๗๑๓


วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์

สำรวมจิตเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์



                            ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป เราจะได้ให้โอกาสแก่ตัวของเราเอง ในการแสวงหาสาระอันแท้จริงของชีวิต เพื่อเพิ่มเติมสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดให้กับชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรม ชีวิตจะได้ประสบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมื่อใจอยู่ในกระแสธรรม เราย่อมมีความสุขสดชื่นเบิกบาน ใจที่เบิกบานจะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย  ธรรมบท ว่า...

               “ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ที่ละเอียดอ่อน มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองดีแล้ว นำสุขมาให้”

                ธรรมชาติดั้งเดิมของจิตนั้นประภัสสร คือ สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส มีความสว่างไสวอยู่ในตัว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่ว่าถูกอวิชชา คือ ความมืดเข้ามาห่อหุ้ม จึงทำให้ใจนั้นขุ่นมัวไม่ผ่องใส และหวั่นไหวไปตามกระแสกิเลส หากเราไม่สำรวมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปล่อยให้หลงใหลไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส  ติดอยู่ในอารมณ์ที่เป็นเหยื่อล่อของพญามาร เราก็จะเป็นเหมือนปลาที่ติดเบ็ดของนายพราน ฉะนั้น

              ถ้าหากเราสำรวมระวังอินทรีย์อยู่เสมอ ไม่เผลอสติปล่อยใจในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ต่างๆ ภายนอก หมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน ตั้งใจไว้ในต้นแหล่งแห่งความสุขและความบริสุทธิ์ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นทางมาแห่งบุญกุศล เป็นต้นทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน เราจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงซึ่งอยู่ภายในตัวของเรา ตำแหน่งนี้เป็นจุดที่จะเชื่อมโยงใจเราไปสู่อายตนนิพพาน

                 ในอดีตมีพราหมณ์เข้าไปถามพระโมคคัลลานะว่า “ทำไมภิกษุในพระพุทธศาสนาซึ่งมีผมดำสนิท ร่างกายแข็งแรง ไม่ถูกอาพาธรุมเร้า ถึงไม่ยินดีในการครองเรือน ไม่ยินดีในการบริโภคกาม” พระเถระตอบว่า “เพราะภิกษุสาวกตั้งใจออกบวช เพื่อแสวงหาพระนิพพาน มีความสำรวมอินทรีย์ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านมีสมณสัญญา มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ จึงไม่ยินดีในเบญจกามคุณเหล่านั้น” ดังนั้นความสำรวมอินทรีย์ จึงเป็นทางมาแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

                 ดังเช่นในสมัยหนึ่ง พระจิตตคุตเถระ ท่านรักในการประพฤติปฏิบัติธรรมมาก ตั้งแต่ตัดสินใจออกบวชอุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา ท่านหมั่นสำรวมอินทรีย์ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ หลังจากบวชได้ไม่นาน ท่านได้ขอโอกาสพระอาจารย์ไปปลีกวิเวก เพื่อแสวงหาที่ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพิ่มพูนความบริสุทธิ์ในสมณธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านได้ไปอาศัยอยู่ในถ้ำกุรันฑกะ ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความใหญ่โตมโหฬาร สวยสดงดงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๗ พระองค์

                   แม้พระเถระจะอาศัยอยู่ในถ้ำนี้เป็นเวลานาน แต่เพราะท่านเป็นผู้มีความสำรวมอินทรีย์อย่างยิ่ง แม้แต่ผนังถ้ำ พระเถระก็ไม่เคยแหงนดูเลย และท่านไม่เคยคิดที่จะสนใจเรื่องนอกตัวเหล่านั้น ทำวันเวลาให้ผ่านไปด้วยการทำใจหยุดนิ่งมุ่งเข้าสู่ความบริสุทธิ์ภายใน ไม่ปล่อยจิตให้หลงใหลไปในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่น่าพอใจภายนอก ท่านได้ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์และมีคุณค่า ด้วยการทำภาวนาฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งตลอดเวลา

                  กระทั่งวันหนึ่ง ภิกษุอาคันตุกะได้เดินทางมานมัสการ และขอพักอาศัยอยู่กับท่าน เมื่อได้เห็นทัศนียภาพอันตระการตาของจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำแห่งนั้น ทุกรูปต่างตะลึงในความสวยงาม ที่จิตรกรได้บรรจงแต่งแต้มลงไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ภาพที่เห็นเป็นประดุจว่า พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ภิกษุทุกๆ รูป ได้เที่ยวเดินชมด้วยความปีติใจ เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วมาเล่าให้พระเถระฟังด้วยความชื่นชมยินดียิ่งนัก

                พระเถระได้ฟังดังนั้น จึงบอกว่า “กระผมอยู่ที่นี่มาตั้ง ๖๐ พรรษา ไม่เคยรู้เลยว่า ที่นี่มีภาพมหาภิเนษกรมณ์ของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ อาศัยพวกท่านทั้งหลายผู้มีนัยน์ตานั่นแหละ จึงทำให้ผมได้รู้ในวันนี้นี่เอง” คำพูดของพระเถระได้สะกิดใจเหล่าภิกษุอาคันตุกะที่มาขอพักอาศัยว่า “พระเถระเป็นผู้มีความสำรวมอินทรีย์มาก ใจท่านมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่กับการปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นอย่างเดียวจริงๆ ” ทำให้ภิกษุอาคันตุกะเกิดแรงบันดาลใจ ที่จะฝึกตัวเช่นท่านบ้าง

                 ความสำรวมอินทรีย์ของพระเถระนี้ แม้ต้นกากะทิงซึ่งเป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ธรรม อยู่หน้าถ้ำที่ท่านอาศัยอยู่ พระเถระก็ยังไม่เคยแหงนดูต้นไม้นั้นเลย รู้เพียงว่ามีอยู่เท่านั้นเอง ต่อเมื่อเกสรของต้นไม้นั้น ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดินตามฤดูกาล ท่านจึงรู้ว่าเป็นไม้มีดอก กิตติศัพท์ความสำรวมอินทรีย์ของท่าน ได้ฟุ้งขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ

                 พระราชาได้ทรงสดับเรื่องราวของพระเถระ บังเกิดความเลื่อมใส จึงได้อาราธนานิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหารในพระราชวัง ขณะที่พระราชาและพระมเหสีตลอดจนเหล่าอำมาตย์ราชบริพารมานมัสการ และถวายภัตตาหารด้วยมือของตนเอง ท่านก็กล่าวเพียงว่า “สุขี โหตุ มหาราชา ขอมหาบพิตรจงมีความสุขเถิด” ไม่ได้กล่าวคำอื่นใด เพราะท่านไม่ได้คำนึงถึงว่า คนนั้นจะเป็นชายหรือหญิง นึกเพียงว่าเป็นคน เพราะร่างกายนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ เท่านั้นเอง ยิ่งทำให้พระราชาเพิ่มพูนความเลื่อมใสมากขึ้น ทรงถวายภัตตาหารเป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง ๗ วัน

                  ในวันที่ ๘ หลังจากพระเถระได้โปรดพระราชาแล้ว ได้เดินทางกลับถ้ำตามเดิม คืนนั้นเอง ขณะที่พระเถระกำลังเดินจงกรมทำความเพียรตามปกติ เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกากะทิง เห็นพระเถระเดินจงกรมทำความเพียรไม่ลดละ เกิดจิตเลื่อมใส อยากเอาบุญพิเศษกับท่าน จึงได้ทำแสงสว่างให้ปรากฏ ให้พระเถระได้มองเห็นทางในขณะเดินจงกรม ท่านจะได้ไม่สะดุดหกล้ม

                พระเถระ ได้ตรึกระลึกถึงศีลอันบริสุทธิ์ของตนตั้งแต่ออกบวช และความสำรวมอินทรีย์ที่มีมาตลอด เมื่อนึกแล้วก็เกิดความปลื้มปีติในความบริสุทธิ์ของตน จิตใจของท่านชุ่มชื่นเบิกบาน บริสุทธิ์ผ่องใสราวกับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ท่านก็เข้าถึงดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ(Meditation) ปัญญาไปตามลำดับ พระเถระเดินจงกรมไป แต่ใจนั้นยังหยุดนิ่งอยู่ในธรรม ข้างนอกเคลื่อนไหว ข้างในหยุดนิ่งอยู่กลางดวงธรรมที่เข้าถึง สว่างไสวทีเดียว  ท่านปล่อยใจให้หยุดในหยุดเรื่อยไป ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่เดินจงกรมนั่นเอง แม้แต่ภูเขาก็เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ประดุจจะแสดงความยินดีปรีดา อนุโมทนาสาธุการในการบรรลุธรรมของท่าน

                เราจะเห็นว่า การสำรวมอินทรีย์มีผลดีต่อการทำใจหยุดนิ่งอย่างมาก หากเราหมั่นสำรวมอินทรีย์อยู่เสมอ ดูในสิ่งที่ควรดู ฟังในสิ่งที่ควรฟัง รู้จักยับยั้งชั่งใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ เข้าใจในโลกธรรมที่เกิดขึ้น

                เหมือนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระพาหิยะไว้ว่า “ดูก่อนพาหิยะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเธอเห็น  จักเป็นสักแต่ว่าเห็น เมื่อฟัง  จักเป็นสักแต่ว่าฟัง  เมื่อรู้ จักเป็นสักแต่ว่ารู้ เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อเธอศึกษาเช่นนี้ เธอย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

                บัณฑิตทั้งหลาย ได้แนะนำเรื่องการสำรวมอินทรีย์ไว้ว่า ผู้รักในการฝึกฝนอบรมจิต ไม่พึงเป็นผู้มีนัยน์ตาลอกแลก เหมือนลิงในป่า เหมือนเนื้อตื่นดง หรือเหมือนเด็กอ่อนสะดุ้งกลัว ควรสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ไหลไปตามอำนาจกิเลสที่หลอกล่อให้เราตกหลุมพราง

             การสำรวมอินทรีย์ที่ดีที่สุด คือ การฝึกใจให้หยุดนิ่ง เพราะใจที่หยุดนิ่ง เป็นเกราะคุ้มกันกระแสกิเลส ที่ไหลเข้ามาสู่ใจของเรา หลวงปู่วัดปากน้ำท่านได้ให้ข้อเตือนใจเอาไว้ว่า “คนเราจะอยู่ให้เป็นสุขได้ทุกหนทุกแห่งนั้น ต้องทำตาของเราให้เหมือนตาไม้ไผ่ ทำใจให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ทำหูให้เหมือนหูกะทะ ทำตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้ว” คือลดตัวลงต่ำเพื่อยกใจของเราให้สูงขึ้น

              เพราะฉะนั้น แต่ละวันที่ผ่านไปควรหาโอกาสฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ นำใจกลับเข้ามาหยุดไว้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่๗ ซึ่งเป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริงของพวกเราทุกๆ คน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๗๔-๘๒

อ้างอิง.......จากหนังสือ วิมุตติรัตนมาลี (พระพรหมโมลี)


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...