วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

อย่าขอสิ่งที่ไม่ควรขอ

อย่าขอสิ่งที่ไม่ควรขอ

     
                              กว่าพระพุทธศาสนาจะบังเกิดขึ้นมาในโลกนี้ยากแสนยาก ต้องมีพระ สัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ซึ่งกว่าจะตรัสรู้ได้ พระพุทธองค์ต้องบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ทุ่มเท ชีวิตจิตใจ สร้างบารมีอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก ยอมทำทุกอย่างเพื่อสร้างบารมีให้แก่ รอบ จนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลกของมนุษย์และเทวดา ทั้งหลาย เมื่อธรรมกายบังเกิดขึ้นแล้ว จึงมีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น พระพุทธศาสนาเริ่มต้นที่ธรรมกาย  

             ดังนั้น การบังเกิดขึ้นของธรรมกายจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ ผู้ใดได้ปฏิบัติจนเข้า ถึงธรรมกาย ย่อมพบกับความสุขที่แท้จริง ชีวิตย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาล นาน

ใน มณิกัณฐชาดก กล่าวไว้อย่างนี้ ว่า

            บุคคลรู้ว่า สิ่งของ อันใดเป็นที่รักของเขา ก็ไม่ควรขอสิ่งของอันนั้น อนึ่ง บุคคลย่อมเป็นที่เกลียดชังเพราะขอจัด พญานาคถูกพราหมณ์ขอแก้วมณี ตั้งแต่นั้นก็มิได้มาให้ พราหมณ์เห็นอีกเลย”

                ความเกรงอกเกรงใจ รู้ว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ เป็นนิสัยของบัณฑิตนักปราชญ์  การทำสิ่งใดที่ไม่พอดีนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีเลย ความพอดีเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่อง ของการขอ เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว ผู้ขอควรจะเป็นผู้ที่รู้ว่า สิ่งที่เอ่ยปากขอไปนั้น เป็นสิ่งที่ เหลือบ่ากว่าแรงของผู้อื่นหรือไม่ จะทำให้ผู้อื่นอึดอัดหรือไม่ และถูกกาลหรือไม่ เป็นต้น

                สิ่งสำคัญที่สุดที่พึงระวังก็คือ ไม่ควรขอในสิ่งอันเป็นที่รักของบุคคลอื่น เพราะการขอในสิ่งอันเป็นที่รักนั้น หากผู้ให้ไม่เต็มใจให้ ผู้ขอก็ไม่สมควรขอ ควรขอเฉพาะในสิ่งที่เขาไม่ลำบากใจ และไม่กระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ขอจึงควรใคร่ครวญให้ดีก่อนขอ อย่าให้กระทบกระเทือนใจผู้ถูกขอ เพราะถ้าขอสิ่งอันเป็นที่รักของเขาแล้ว อาจทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจกัน หรืออาจทำให้เสียมิตรภาพต่อกันได้

                 มีเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในสมัยพุทธกาล ครั้งนั้นภิกษุ ชาวเมือง อาฬวีพากันสร้างกุฏิ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่มากด้วยการขอ ขอในทุกๆ สิ่ง ไม่มีความพอดี มีแต่จะเอาอย่างเดียวเท่านั้น ในช่วงแรกๆ ญาติโยมทั้งหลายพากันขวนขวายในบุญ แต่ครั้นถูกขอมากๆ เข้าก็เกิดอาการเอือมระอาขึ้นมา เพราะภิกษุเหล่านั้นไม่มีความเกรงอกเกรงใจญาติโยม บางครั้งก็ขอ ไม่ถูกกาลอีกด้วย

                เมื่อชาวเมืองอาฬวี ถูกภิกษุผู้ไม่รู้จักประมาณเบียดเบียนเช่นนั้น พากันเกิดอาการเบื่อหน่าย ทันทีที่เห็นสมณะเดินผ่านมา ต่างหลบหนีไปหมด 

              วันหนึ่งพระมหากัสสปะเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อาฬวี ชาวเมืองเห็นพระเถระ เดินมา ต่างพากันหวาดกลัวรีบหลบหน้ากันไปหมด พระเถระเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น รู้สึกแปลกใจ ครั้นกลับจากบิณฑบาตจึงเรียกภิกษุที่อาศัยอยู่ที่เมืองอาฬวีมาสอบถามว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อก่อน เมืองอาฬวี ผู้คนมีศรัทธา มีการให้ทานอยู่เป็นนิตย์ แต่เดี๋ยวนี้เหตุการณ์กลับตรงข้าม เป็นเพราะ สาเหตุอะไรกัน”

                  ครั้นพระศาสดา เสด็จจาริกผ่านมาที่เมืองนั้น พระเถระได้เข้าไปกราบทูลเรื่องราวทั้งหมด พระศาสดาจึงตรัสเรียก ประชุมภิกษุทั้งหมดที่อาศัยในเมืองนั้น แล้วสอบสวนถึงเรื่องราวทั้งหมดว่า “จริงหรือไม่ ที่พวกเธอ ทั้งหลายเป็นผู้มากด้วยการขอ จนกระทั่งญาติโยมเกิดความเอือมระอา” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลยอม รับว่า “เป็นความจริงพระเจ้าข้า”  พระศาสดาจึงประทานโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแม้แก่พวกนาคทั้งหลาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงมวล มนุษย์ผู้ที่หาทรัพย์มาด้วยความยากลำบาก” จากนั้นพระพุทธองค์ทรงนำเรื่องราวในอดีตมาตรัสเล่าว่า...

                  ในอดีตกาล พระ โพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นตระกูลที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติมากมาย ครั้นเจริญวัย ผู้มีบุญท่านหนึ่งได้มาบังเกิดในครรภ์ของมารดาพระโพธิสัตว์ เมื่อพี่น้องทั้งสองเจริญวัยขึ้น มารดาบิดาได้เสียชีวิตลง สองพี่น้องรู้สึกสลดสังเวชใจ จึงตัดสินใจพากันออกบวชเป็นฤๅษี สร้างบรรณศาลาอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา

                  วันหนึ่ง พญานาคชื่อ มณิกัณฐะ ออกมาจากนาคพิภพ แปลงกายเป็นมาณพน้อยเดินเที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำ พบอาศรมของฤๅษีผู้น้อง เมื่อเห็น นักบวชก็ไหว้แล้วถือโอกาสสนทนาธรรมกันเป็นที่ถูกอกถูกใจ กระทั่งเกิดความคุ้นเคยกันอย่างมาก

                 ตั้งแต่นั้นมา พญานาคราช ได้หาโอกาสมายังสำนักของฤๅษีผู้น้องบ่อยๆ แต่พอเวลาจะกลับจึงไปด้วยสภาวะเดิม  ตาม อัตภาพของตัว เอาขนดหางตวัดรัดรอบกายพระฤๅษีด้วยความรัก แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกป้องไว้ เหนือศีรษะ นอนพักอยู่สักครู่ พอหายคิดถึงก็กลายร่างเป็นมาณพไหว้พระฤๅษี จากนั้นก็ลากลับไปยังนาคพิภพ พญานาคทำเช่นนั้น ทำให้ฤๅษีผู้น้องของพระโพธิสัตว์เกิดความกลัวมาก ถึงกับบริโภค อาหารไม่ลง ร่างกายซูบผอม นอนไม่หลับ ผิวพรรณวรรณะไม่ผ่องใส เกิดเป็นโรคผอมเหลือง เนื้อ ตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น

                 วันหนึ่ง ฤๅษีผู้น้อง ได้เดินทางไปหาพี่ชาย พระโพธิสัตว์เห็นน้องมีร่างกายซูบผอม ผิวพรรณเศร้าหมองเช่นนั้น จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องดูซูบผอมไป รูปร่างหน้าตาก็บ่งบอกว่าไม่มีความสุข  ความสบายเลย” ฤๅษีผู้น้องได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่ชายฟัง  พระโพธิสัตว์ฟังเรื่องราวจบ ก็ถามน้องว่า “เวลาที่นาคนั้นมาหาได้สวมใส่เครื่องประดับอะไรที่เด่นชัดสะดุดตา หรือมีของมีค่า อะไรติดมา”

                  ฤๅษีผู้น้องตอบว่า เห็นแก้วมณีดวงหนึ่งที่นาคนั้นประดับมาด้วยทุกครั้ง พระโพธิสัตว์จึงบอกอุบายว่า “ถ้าน้องไม่ปรารถนาจะให้พญานาคนั้นมาอีก  ทันทีที่พญานาคเข้ามาหา ให้น้องรีบเอ่ยปากขอแก้วมณีดวงนั้น หากนาคยังไม่ให้ ก็ให้น้องหมั่นขอบ่อยๆ ไม่เกินสามครั้ง พญานาคจะไม่มารัดตัวน้อง ด้วยขนดหางอีกเลย

                  รุ่งขึ้น ทันทีที่พระฤๅษีเห็นพญานาค ก็รีบเอ่ยปากว่า “ขอท่านจงให้แก้วมณีแก่เราด้วยเถิด เราปรารถนาจะได้มาก” พญานาคฟังดังนั้น ก็รีบหนีไปทันที วันที่สอง พระฤๅษีกล่าวเช่นเดิมอีก พญานาคก็หนีหายไปอีก ครั้นวันที่สามทันทีที่พระฤๅษีพูดซ้ำเช่นเดิมอีก พญานาคตอบว่า... “แก้วมณีนี้มีความสำคัญต่อเรามาก ท่านขอมา ๓ วันแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ขอเกินไป ครั้นเราจะมิให้ก็มิได้ ฉะนั้นเรา จะไม่มาที่อาศรมของท่านอีก"  จากนั้นพญานาคก็ดำน้ำลงไปยังนาคพิภพทันที แล้วไม่กลับมาอีก เลย

                   หลังจากนั้นพระฤๅษีกลับผอมยิ่งกว่าเดิมเพราะคิดถึงพญานาค เมื่อพระฤๅษีโพธิสัตว์รู้เรื่องเช่นนี้ จึงเดินทางมาให้โอวาทว่า “ผู้ที่รู้ว่าสิ่งของใดเป็นที่รักของเขา ก็ไม่ควรขอของสิ่งนั้น บุคคลจะเป็นที่เกลียดชังก็เพราะการขอเกินไป ครั้งแรกน้องไม่ต้องการให้นาคกลับมา เมื่อพญานาคถูกขอสิ่งอันเป็นที่รักจึงไม่กลับมาอีก น้องก็ควรทำใจให้สบาย หมั่นปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์เถิด” ฤๅษีผู้น้องฟังโอวาทพี่ชายก็ ได้คิด จึงตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา จนกระทั่งบรรลุฌานสมาบัติ และทั้งสองได้เข้าถึงพรหมโลกในที่สุด

                จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ผลแห่งการขอในสิ่งที่รู้ว่าเป็นที่รักของบุคคลอื่นนั้น ผู้ขอจะไม่เป็นที่รักที่เคารพของผู้ที่ถูกขอเลย  ดังนั้น พิจารณาให้ดีก่อนที่จะขอสิ่งใด อย่าให้มิตรภาพแตกร้าว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกผู้ที่ไม่มีความเกรงอกเกรงใจ ที่ขาดความละอายว่า เป็นผู้เก้อยาก ไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องให้พอเหมาะพอดี ต้องถูกดี ถึงดี พอดี จึงจะบังเกิดผลที่ดีงาม เมื่อทำเช่นนี้ทั้งผู้ที่ขอก็มีความสุข ผู้ที่ถูกขอก็เบิกบานใจ บุญบารมีก็จะได้ เพิ่มพูนขึ้นทั้งสองฝ่ายด้วย




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๗๕-๑๘๓


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๘   หน้า ๒๒



วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

โลภนักมักลาภหาย

โลภนักมักลาภหาย
 
                 เราเกิดมาภพชาติหนึ่ง เพื่อแสวงหาที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริง แสวงหาสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นสุขได้ด้วยตนเอง และเป็นตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่เราต้องการนี้รวมประชุมอยู่ในธรรมกายทั้งหมด ธรรมกายคือแก่นของชีวิต เป็นชีวิตในระดับลึกที่อยู่ภายในตัวของเรา ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเข้าถึงได้หากฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถ้าหยุดได้เมื่อไรก็เข้าถึงได้เมื่อนั้น เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายแล้ว ชีวิตเราจะอยู่อย่างมีความหมาย และอยู่อย่างมีเป้าหมาย เป็นชีวิตที่มีแก่นสารสาระมีความมั่นคง และปลอดภัยตลอดกาล

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สีลวนาคชาดก ว่า...

“หากจะให้แผ่นดินทั้งหมด แก่คนอกตัญญู
ผู้คอยมองหาช่องอยู่เป็นนิตย์ ก็ไม่ทำให้เขาพอใจได้”

     ไม่มีสมบัติชิ้นใดในโลก ที่จะทำให้คนโลภมาก เกิดความรู้สึกว่าเพียงพอ คนโลภจะมีใจพร่องอยู่เป็นนิตย์ ทำให้ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนเองได้ ไม่พอใจในสิ่งที่มี หรือแม้ได้สิ่งที่ปรารถนามาแล้ว ก็ยังอยากได้สิ่งอื่นต่อไปอีก บางครั้งถึงขนาดทำบาปอกุศลโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม เหตุที่ชาวโลกมีการเอารัดเอาเปรียบกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากความโลภ ไม่รู้จักความพอดี ทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีข่มเหงรังแกกัน ใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน โลกจึงเกิดความสับสนวุ่นวาย เพราะความไม่รู้จักพอของมนุษย์นั่นเอง

     ดังเรื่องในสมัยพุทธกาล เมื่อพ่อค้าชาวเมืองสาวัตถี ได้เดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง ก่อนออกเดินทาง ได้ชวนกันมาถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดา และพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  แล้วขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พร้อมกับสมาทานศีล ๕ เพื่อเป็นเกราะแก้วคุ้มกันภัย จากนั้นก็พากันออกเดินทางพร้อมกับกองเกวียน ๕๐๐ เล่ม ทุกคนต่างมีความปีติ อิ่มเอิบเบิกบานใจในบุญกุศลที่ได้ทำ

     เมื่อพวกพ่อค้าเดินทางผ่านเข้าไปในป่าดงดิบ ซึ่งเป็นป่ารกชัฏ พวกเขาหาทางออกไม่ได้ ได้แต่เดินวกไปวนมา เสียเวลาอยู่นานหลายวัน ก็ยังไม่พบทางออก น้ำ และอาหารค่อยๆ ร่อยหรอลงไป ทุกคนต่างหมดเรี่ยวแรง ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยนึกถึงบุญ นึกถึงศีลที่ได้สมาทานก่อนออกเดินทาง แล้วส่งจิตไปถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ และในวันที่ ๗ นั่นเอง บุญบันดาลให้พวกเขาพบต้นไทรใหญ่ที่ร่มรื่น ทุกคนต่างรีบเข้าไปนั่งพักผ่อนที่โคนต้นไทรด้วยความดีใจ

     หัวหน้าพ่อค้าสังเกตเห็นว่าต้นไทรมีใบเขียวชอุ่ม จึงทดลองตัดกิ่งทางด้านทิศตะวันออก ทันใดนั้นเอง ท่อน้ำขนาดลำตาลได้หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาจากกิ่งต้นไทร พวกพ่อค้าปีติดีใจกันมาก พากันอาบและดื่มน้ำด้วยความชุ่มฉํ่าใจ ....จากนั้นพวกเขาได้ไปตัดกิ่งทางทิศใต้ ความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกคือ โภชนะมีรสเลิศประหนึ่งอาหารทิพย์ได้หลั่งไหลออกมาจากกิ่งนั้น ทุกคนต่างกินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย .... เมื่อลองตัดกิ่งไทรทางด้านทิศตะวันตก ปรากฏเหล่าสตรีงดงามประดุจเทพธิดาได้ออกมาจากกิ่งนั้น คอยบำรุง และอำนวยความสะดวกให้เหล่าพ่อค้า เมื่อเสร็จภารกิจก็อันตรธานหายไป

     จากนั้นพวกพ่อค้าได้ไปตัดกิ่งไทรทางด้านทิศเหนืออีก รัตนะ ๗ ประการก็หลั่งไหลออกจากกิ่งนั้น ทำให้พวกพ่อค้าเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาพากันเก็บรัตนชาติ บรรทุกจนเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม พร้อมกับอนุโมทนาต่อรุกขเทวดาที่ช่วยชีวิตพวกตนไว้ แล้วทั้งหมดก็พากันกลับนครสาวัตถีโดยสวัสดิภาพ

     เมื่อกลับถึงบ้าน พวกพ่อค้าก็ชักชวนกันไปทำบุญถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ และได้อุทิศบุญกุศลให้รุกขเทวาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ให้ทรัพย์แก่พวกตน พร้อมทั้งได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดถวายพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสชมเชยว่า “ดีแล้ว ที่พวกเธอมิได้ลุอำนาจความทะยานอยาก เป็นผู้รู้จักพอ จึงได้ทรัพย์สมบัติมามากมาย ผิดกับในกาลก่อนมีอสัตบุรุษไม่รู้จักประมาณ เห็นแก่ได้ จึงต้องถึงแก่ความตายอย่างน่าเวทนา” แล้วพระองค์ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าว่า...

     ในอดีตกาล ณ ที่เดียวกันนั่นเอง มีพวกพ่อค้า ๕๐๐ คนได้หลงทางวนเวียนอยู่ในดินแดนพิศวงแห่งนั้น แล้วมาพบกับต้นไทรใหญ่ที่มีร่มเงาเย็นสบาย ต่างพากันเข้าไปนั่งพักที่ใต้ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้นช่วยกันตัดกิ่งต้นไทรทางด้านทิศตะวันออก ก็มีน้ำใสเย็นหลั่งไหลออกมาเป็นสาย พวกเขาอาบดื่มกินจนเพียงพอแก่ความต้องการ เมื่อสบายอกสบายใจกันแล้ว ก็พากันตัดกิ่งทางด้านทิศใต้ ข้าวสาลี และอาหารหวานคาวที่มีรสเลิศทั้งหลายก็ไหลออกมา พวกเขาก็ได้กินอาหารจนอิ่มทุกคน

     จากนั้นพวกเขาได้ไปตัดกิ่งไทรทางด้านทิศตะวันตก เหล่านารีตกแต่งประดับประดาร่างกายอย่างสวยงาม พากันออกมาขับร้องฟ้อนรำ บำรุงบำเรอพ่อค้า ให้ได้รับความสะดวกสบาย แล้วก็อันตรธานหายไป พวกพ่อค้าไม่รู้จักพอ ก็ช่วยกันตัดกิ่งไม้ทางด้านทิศเหนือ ทันทีที่กิ่งนั้นถูกตัดขาด รัตนชาติมากมายก็พรั่งพรูออกมา เสื้อผ้าอาภรณ์ของมีค่าเครื่องประดับมากมาย หลั่งไหลออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

     พวกเขาช่วยกันขนของมีค่าใส่เกวียนจนเต็ม แต่ก็ยังอยากได้มากกว่านั้นอีก เพราะความโลภไม่รู้จักพอ จึงชักชวนกันว่า เราน่าจะตัดต้นไม้ต้นนี้ โค่นให้ล้มลง เพราะบางทีอาจมีอะไรที่ยิ่งกว่านี้ ขณะนั้นเองหัวหน้ากองเกวียนซึ่งเป็นบัณฑิตเห็นว่า การกระทำนั้นไม่สมควร จึงขอร้องว่า “พวกเราอย่าได้ทำลายต้นไทรต้นนี้เลย เราสมปรารถนาทุกอย่างเพราะอาศัยต้นไทรต้นนี้ การทำเช่นนี้ ผู้รู้ทั้งหลายย่อมติเตียน ขอให้ทุกท่านออกเดินทางกันดีกว่า”

     พ่อค้าส่วนใหญ่ ถูกความโลภเข้าครอบงำเสียแล้ว จึงไม่เชื่อฟังถ้อยคำของหัวหน้า ต่างถือมีดถือขวานมา ตั้งใจจะตัดโคนต้นไทร แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พญานาคราชซึ่งสถิตอยู่ที่แห่งนั้นเกิดความโกรธขึ้นมา จึงบอกให้พวกนาคฆ่าพ่อค้าเหล่านั้นให้หมด ยกเว้นนายกองเกวียนเพียงผู้เดียว นาคราชผู้มีฤทธิ์ทั้งหลายพากันฆ่าพวกพ่อค้าโลภมากจนหมดสิ้น ด้วยความโกรธที่ไม่รู้จักพอ เหลือไว้เพียงหัวหน้ากองเกวียนผู้มีคุณธรรม แล้วช่วยกันขนรัตนชาติของมีค่าบรรทุกจนเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐เล่ม พาหัวหน้ากองเกวียนมาส่งถึงปากทางเข้ากรุงพาราณสี จากนั้นก็กลับสู่นาคพิภพดังเดิม

     เราจะเห็นว่า โลภนักมักลาภหายอย่างนี้นี่เอง ซึ่งถ้าเรารู้จักยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มี เราจะได้สัมผัสถึงความเต็มเปี่ยมของจิตใจ ที่รู้สึกว่าเพียงพอ ความพอดีทำให้เกิดความพอใจ ความพอใจเป็นความสุขที่ได้มา โดยไม่ต้องใช้เงินทองไปแสวงหา ซึ่งยอดนักสร้างบารมีผู้มีน้ำใจเยี่ยงพระโพธิสัตว์ ต้องพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ตลอดเวลา




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๒๐-๓๓๖

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๐   หน้า ๔๘๔

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563

อย่าก่อเวรอีกเลย

อย่าก่อเวรอีกเลย
 
       ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล ปัจจุบันนี้มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ระทม เหมือนนาวาที่หลงทิศทางอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร แต่เมื่อได้ฟังพระสัทธรรม จึงเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แล้วมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า...

      บุคคลใดละบาปที่ตนทำไว้แล้วด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นแล้วจากเมฆหมอก”

     ผู้ใดทำบาปกรรมไว้ แล้วเกิดความละอายเห็นโทษเห็นภัยที่จะเกิดขึ้น จึงกลับมาทำความดี ละเว้นจากความชั่ว เลิกเบียดเบียน ไม่อาฆาตพยาบาทใคร ตั้งใจรักษาศีล อบรมจิตใจให้ผ่องแผ้ว ทำใจให้ใสจนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัย ย่อมได้รับความสุขในปัจจุบันชาตินี้ ด้วยอำนาจของพระรัตนตรัย ซึ่งทำให้จิตใจสว่างไสว ขจัดความมัวหมองในชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเคราะห์กรรมอะไรก็ตาม ใจของผู้นั้นก็ยังมีความสุขอยู่เหนือความทุกข์ทั้งมวล เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอกแล้ว ทำให้อากาศสว่างไสวฉันนั้น

      ดังเรื่องของนางทาสีคนหนึ่ง ที่เคยทำกรรมไว้ในกาลก่อน นางเป็นคนรับใช้ของพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ต่อมาพราหมณ์รับลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ลูกสะใภ้เป็นคนมีนิสัยมักโกรธ ตอนแรกก็ยังดีอยู่ ครั้นนานวันเข้า จึงเริ่มแสดงนิสัยมักโกรธออกมา โดยชอบทุบตีด่าว่าคนรับใช้อยู่เสมอ ในบรรดาคนรับใช้ทั้งหมด นางจะกลั่นแกล้งคนรับใช้ที่ชื่อ รัชชุมาลา มากที่สุด เหมือนกับเคยผูกอาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน ลูกสะใภ้มักแสดงความโกรธกับคนรับใช้อย่างไม่มีเหตุผลเสมอ

     วันหนึ่ง ลูกสะใภ้นึกโกรธนางรัชชุมาลาขึ้นมา จึงจิกผมนางลากมาตบตีอย่างเต็มกำลังรุนแรง ทั้งยังเอาไม้เอาก้อนอิฐก้อนดินขว้างปานางอย่างไม่ปรานี กลั่นแกล้งทรมานจนหนำใจ จนเหนื่อยแล้วจึงปล่อยนางไป แล้วก็ลงโทษนางเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

     นางรัชชุมาลาได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก นึกน้อยใจในโชควาสนาของตน ที่ต้องเกิดเป็นคนรับใช้ให้เขารังแกข่มเหง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้านายใจร้าย นางจึงเกิดความคิดขึ้นว่า เวลานายลงโทษจะจิกผมแล้วทุบตี  ดังนั้น เราควรจะโกนผมทิ้งเสีย นายจะได้ไม่ต้องจิกหัวเราอีกต่อไป

     นางตรงไปที่ศาลา อาบน้ำโกนผมเสียเกลี้ยงเกลา เมื่อนายสาวเห็นเข้า ยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้นไปอีก สั่งให้คนเอาเชือกมารัดศีรษะนาง แล้วจับปลายเชือกฉุดมาตบตีอีก บังคับไม่ให้แก้เชือกออก ปล่อยให้รัดศีรษะแน่นอยู่อย่างนั้น เมื่อนายสาวเกิดความโกรธขึ้นมาครั้งใด ก็จะจับปลายเชือกฉุดกระชากนางมาตบตีอย่างไม่ปรานี นางจึงได้ชื่อว่า รัชชุมาลา แปลว่าผู้มีเชือกเป็นพวงมาลัย

     วันหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ในเวลาใกล้รุ่ง ได้เห็นอุปนิสัยของนางรัชชุมาลา ว่าจะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระองค์จึงเสด็จไปโปรด ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างไสวอยู่ทั่วบริเวณ นางรัชชุมาลาซึ่งได้รับความชอกซ้ำจากการเบียดเบียนของนายสาวอยู่ทุกๆ วัน คิดอย่างน้อยใจว่า จะมีประโยชน์อะไรกับการมีชีวิตอยู่ให้เขาทุบตี สู้ไปตายเสียดีกว่า ชาตินี้จะได้หมดกรรมเสียที นางจึงถือหม้อน้ำลงจากบ้าน ทำเหมือนจะไปตักน้ำ พอไปในระหว่างทางก็ผูกเชือกเข้ากับกิ่งไม้ ตั้งใจจะแขวนคอตายเพื่อให้พ้นทุกข์

     ขณะนั้นเองนางเหลือบไปเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ใต้โคนต้นไม้ใกล้ๆ ทันทีที่เห็นพระรูปโฉมอันงดงามของพระองค์ที่ประเสริฐกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย นางจึงเกิดความปีติ และเกิดความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างไม่มีประมาณ มีความปรารถนาจะฟังธรรม

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้วาระจิตของนาง จึงตรัสเรียกนางมา แล้วได้แสดงธรรมอันไพเราะประดุจเสียงของท้าวมหาพรหม ทำให้นางดื่มด่ำในรสพระธรรม เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ผู้มีความมั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่อาจที่ใครๆ จะทำร้ายได้ เมื่อนางกลับถึงบ้าน พราหมณ์เห็นนางมีใบหน้า ผิวพรรณวรรณะผ่องใส เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จึงถามนางว่าไปทำอะไรมา

     นางได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พราหมณ์เกิดความยินดีอนุโมทนา จึงเรียกลูกสะใภ้มา แล้วกำชับว่า “ต่อไปนี้ อย่าได้ทำร้ายนางรัชชุมาลาอีก มิฉะนั้นจะมีโทษ และให้ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี” จากนั้นพราหมณ์รีบไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลอาราธนาให้พระองค์เสด็จไปยังบ้านของตนเพื่อรับบิณฑบาต

     พราหมณ์ถวายภัตตาหารอันประณีตแด่พระบรมศาสดา เมื่อเสร็จภัตกิจ พระองค์ทรงอนุโมทนา และได้ตรัสเล่าบุพกรรมของนางรัชชุมาลากับลูกสะใภ้ของพราหมณ์ว่า “เมื่อครั้งสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกสะใภ้ได้เกิดเป็นคนรับใช้ ส่วนนางรัชชุมาลาเกิดเป็นนาย และได้รังแกคนรับใช้อย่างไร้ความเมตตาปรานี จนคนรับใช้ได้รับความเจ็บปวด และเหนื่อยหน่ายต่อการกระทำนั้น จึงได้เร่งทำบุญกุศลแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาลขอให้ได้เกิดมาเป็นนายบ้าง ด้วยผลบุญนั้นนางจึงมาเกิดเป็นลูกสะใภ้ และได้เป็นนายของนางรัชชุมาลา ทำให้นางรัชชุมาลาต้องถูกทำร้าย เพราะได้ผูกอาฆาตกันไว้”

     พระองค์ทรงให้ทั้งสองเลิกจองเวรกัน และแสดงพระธรรมเทศนาโดยสมควรแก่มหาชน ทุกคนต่างมีใจผ่องแผ้วร่าเริงอาจหาญในธรรม ได้เข้าถึงไตรสรณคมน์ พากันประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ส่วนพราหมณ์รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของนางรัชชุมาลาที่เป็นเหตุให้ตนเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงตอบแทนบุญคุณนางด้วยการแต่งตั้งให้เป็นธิดาคนโปรด และได้ให้การอุปการะนาง ทำให้นางมีความสุขไปจนตลอดชีวิต ส่วนลูกสะใภ้ก็เกิดความเมตตาในตัวนาง และเลิกจองเวรกันตั้งแต่นั้นมา

     จากเรื่องนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า เวรกรรมอย่าไปก่อกัน มีแต่จะให้โทษทั้งสองฝ่าย เราควรให้อภัยกัน ให้ความรักความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน แล้วเราจะได้รับความสุข อย่าได้ไปประมาทพลาดพลั้งทำบาปกรรมแม้แต่น้อย เพราะไม่คุ้มกับการที่เราจะต้องมาชดใช้กรรม กรรมบางอย่างพลาดนิดเดียว แต่ให้ผลเดือดร้อนไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่มีใครหนีบาปกรรมพ้น ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

     ดังนั้น บางครั้งที่เราเจออุปสรรค อย่าท้อแท้หรือน้อยเนื้อต่ำใจ บางทีอาจถูกกลั่นแกล้งหรือขัดขวางในการทำความดี ก็อย่าได้หวั่นไหว ให้รีบทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าอุปสรรคในชีวิตจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน อย่าไปคิดสั้นเพื่อหนีความทุกข์ มันไม่พ้นหรอก เพราะหนทางพ้นทุกข์มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือต้องเอาใจหยุดไปที่กลางกาย หยุดเข้าไปในกลางธรรมกาย  เพราะฉะนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์ พ้นจากเวรกรรมทั้งหลาย ให้เอาใจหยุดนิ่งอย่างเดียว เพราะวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด อยู่ที่การทำใจหยุดใจนิ่ง ถ้าใจหยุดจะหมดปัญหา ปัญหาทั้งหลายจะสิ้นสุด เมื่อใจหยุดนิ่งเท่านั้น



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๒๓๖-๒๔๓


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๘  หน้า ๓๙๘


วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563

สัตถันตรกัป ๗ วัน

สัตถันตรกัป ๗ วัน

 
                การไปสู่อายตนนิพพานเปรียบเสมือนการเดินทางไกล จึงจำเป็นต้องมีเสบียงคือบุญ เป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านได้สร้างบารมี ๓๐ ทัศจนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ในที่สุดพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นบุญจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องให้ความสำคัญ  เมื่อโอกาสแห่งการสร้างบุญสร้างบารมีมาถึง จงอย่าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย ให้รีบขวนขวายกันให้เต็มที่

        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน จักกวัตติสูตร ความว่า...

     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นแม้กำลังสักอย่างหนึ่ง อันข่มได้แสนยาก เหมือนกำลังของมารเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญจะเจริญขึ้นได้ เพราะเหตุที่ถือมั่นในกุศลธรรมทั้งหลาย”

     กำลังของมารมีมาก สัตว์โลกทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพญามาร เขาเอากิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มาบังคับให้ทำอกุศลกรรม กระแสแห่งบาปกรรมครอบงำ ทำให้เกิดความเสื่อม ทั้งอายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็เสื่อมหมด และยังทำให้ชาวโลกเสื่อมจากความดีทั้งหลาย เหินห่างจากการสร้างบารมี ยุคแห่งความเสื่อมนี้เรียกว่ายุคที่กัปไขลง มนุษย์จะมีอายุลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียง ๑๐ ปี โดยเฉลี่ยเท่านั้น

      ดังเรื่องที่มีมาในอดีตกาล พระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า ทัฬหเนมิ ผู้ทรงธรรม มีราชอาณาจักรมั่นคง ปกครองทวีปที่มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนพลแก้ว และขุนคลังแก้ว ทรงมีพระราชโอรสกว่าพันพระองค์ ล้วนกล้าหาญ พระองค์ทรงชนะข้าศึกโดยธรรม ไม่ต้องมีการบังคับ ไม่ต้องใช้อาวุธ ทรงปกครองแผ่นดินมาหลายพันปี ครั้งหนึ่งได้รับสั่งกับราชบุรุษว่า “ถ้าหากเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์เคลื่อนออกจากที่ ก็ให้บอกทันที”

     ครั้นต่อมาอีกหลายพันปี ราชบุรุษเห็นจักรแก้วเคลื่อนจากที่ จึงรีบกราบทูล พระองค์ตรัสเรียกพระราชโอรส แล้วรับสั่งว่า “ถ้าจักรแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์ใดถอยเคลื่อนจากที่ พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นั้นจะทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นในช่วงบั้นปลายชีวิต พ่อจะแสวงหาความสุขในเพศสมณะ ลูกจงปกครองแผ่นดินแทนพ่อด้วย” แล้วพระองค์ก็ออกผนวช เมื่อครบ ๗ วัน จักรแก้วจึงค่อยอันตรธานหายไป

     พระองค์จึงตรัสกับพระโอรสว่า “ถ้าลูกปรารถนาจักรแก้ว ให้ประพฤติจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ ให้สนานพระเศียร แล้วรักษาอุโบสถศีลในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ จักรแก้วจะปรากฏขึ้นอีก จักกวัตติวัตร คือ การทำความเคารพสักการะนับถือบูชาธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ และปกครองแผ่นดินโดยธรรม ให้เว้นจากสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม หากมหาชนในแว่นแคว้นไม่มีทรัพย์ จงให้ทรัพย์ และให้หมั่นเข้าไปหาสมณพราหมณ์ในกาลอันสมควร เพื่อปฏิบัติตามโอวาทของท่าน นี่คือจักกวัตติวัตรอันประเสริฐ”

     พระเจ้าจักรพรรดิทุกพระองค์ ได้สืบต่อราชวงศ์ด้วยการประพฤติจักกวัตติวัตรตลอดมา จนถึงพระองค์ที่ ๘ เมื่อจักรแก้วอันตรธานไป ก็เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงประพฤติจักกวัตติวัตร แต่ทรงปกครองประชาราษฎร์ตามความพอพระทัยของพระองค์เอง ประเทศจึงไม่เจริญเหมือนสมัยพระเจ้าจักรพรรดิองค์ก่อนๆ แม้เหล่าอำมาตย์ข้าราชบริพารโหราจารย์และประชาชน ได้ประชุมกันกราบทูลให้พระองค์ประพฤติจักกวัตติวัตรก็ตาม แต่พระองค์กลับปฏิเสธโดยสิ้นเชิง

     เมื่อไม่มีการให้ทาน ความขัดสนจึงเกิดขึ้น เมื่อความขัดสนมากขึ้น การลักขโมยก็เกิดขึ้น ครั้นถูกจับได้พระราชาก็พระราชทานทรัพย์ให้ แล้วรับสั่งว่า “ให้เอาไปเลี้ยงชีพ เลี้ยงมารดาบิดา เลี้ยงบุตรภรรยา ประกอบอาชีพการงาน และบำรุงสมณพราหมณ์”

     ต่อมาเมื่อการลักขโมยมีเพิ่มมากขึ้นทุกที เพราะหวังว่าพระราชาจะพระราชทานทรัพย์ให้เช่นนี้ พระองค์จึงดำริว่า ถ้าเราให้ทรัพย์แก่คนที่ขโมยอยู่ร่ำไป อทินนาทานก็จะมีมากขึ้น จึงเปลี่ยนมาทำโทษด้วยการตัดศีรษะขโมยเหล่านั้นเสีย เมื่อต้องแก้ปัญหาด้วยการฆ่า การฆ่าตอบก็เกิดขึ้น พวกขโมยพากันทำอาวุธของมีคมเพื่อไว้ต่อสู้ป้องกันตัว ไม่ให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับได้ อีกทั้งทำการปล้นสะดมในหมู่บ้าน ในพระนคร ตลอดจนตามถนนหนทางทั่วทุกหนทุกแห่ง

     เมื่อพระราชาไม่ให้ทาน ก็เกิดความขัดสน เมื่อเกิดความขัดสน การลักขโมยก็เกิด ทำให้มีการทำอาวุธ การฆ่าการเบียดเบียนก็เกิดขึ้น แล้วมุสาวาทการโกหกก็เกิดตามมา เมื่อมุสาวาทเกิด อายุวรรณะก็เสื่อมถอย ที่เสื่อมเพราะมนุษย์มีกิเลสเพิ่มขึ้น มนุษย์ที่มีอายุแปดหมื่นปี จะมีอายุลดลงเหลือสี่หมื่นปี สองหมื่นปี บุตรของมนุษย์ที่มีอายุสองหมื่นปี จะมีอายุถอยลงเหลือหนึ่งหมื่นปี เมื่อมนุษย์มีอายุหนึ่งหมื่นปี บางคนมีผิวพรรณวรรณะดี บางคนมีวรรณะไม่ดี การประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่นก็เกิดขึ้น

     จากนั้นมนุษย์ที่มีอายุหนึ่งหมื่นปี จะมีอายุถอยลงเหลือห้าพันปี แล้วการพูดจาส่อเสียดหยาบคายก็เกิดขึ้น อายุของมนุษย์จะถอยลงเหลือสองพันห้าร้อยปี อภิชฌา และพยาบาทจะเกิดขึ้น อายุของมนุษย์จะถอยลงเหลือหนึ่งพันปี มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดจึงเกิดขึ้น อายุของมนุษย์จะถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี แล้วธรรม ๓ ประการ คือ อธรรมราคะ วิสมะโลภะคือความเพ่งเล็งโลภจัด และมิจฉาธรรม จึงเกิดขึ้น อายุมนุษย์จะถอยลงเหลือ ๒๕๐ ปี ตอนนี้การปฏิบัติที่ไม่ถูกไม่ควรในมารดา บิดา สมณะ พราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลก็บังเกิดขึ้น

     อายุมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆ จนถึงยุคที่มนุษย์มีอายุเหลือเพียง ๑๐ ปี เด็กหญิงที่มีอายุ ๕ ปีจะมีสามี แล้วเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเกลือ จะอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น จะเหลือเพียงหญ้ากับแก้ที่เป็นอาหารอย่างดี เหมือนข้าวสาลี เนื้อ ข้าวสุก ที่เป็นอาหารอย่างดีในปัจจุบันนี้ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการจะอันตรธานหายไปหมดสิ้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการจะรุ่งเรืองขึ้น แม้แต่คำว่ากุศลก็ไม่มีใครได้ยิน คนทำกุศลก็ไม่มี

     คนทั้งหลายจะประพฤติปฏิบัติผิดต่อมารดาบิดาสมณพราหมณ์ และจะไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เขาจะไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า นี่แม่ นี่พ่อ นี่ลุงป้าน้าอา นี่ภรรยาของอาจารย์ สัตว์โลกจะสมสู่ปะปนกัน เหมือนแพะ ไก่ สุกร สุนัข  ดังนั้นสัตว์ต่างๆ จะเกิดความอาฆาตพยาบาทคิดร้ายฆ่ากันอย่างรุนแรง แม้ว่าจะเป็นญาติกัน

     สัตถันตรกัป ๗ วัน จะเกิดขึ้น มนุษย์จะสำคัญกันและกันว่าเป็นเนื้อ ที่เรียกว่า ยุคมิคสัญญี อาวุธที่แหลมคมจะปรากฏในมือของพวกเขา และจะประหารกันเอง แต่จะมีคนบางพวกที่มีความคิดว่า พวกเราอย่าฆ่ากันเลย เราควรเข้าไปในป่าตามเกาะ ตามซอกเขา มีรากไม้ และผลไม้เป็นอาหารตลอด ๗ วัน

     เมื่อครบ ๗ วัน ต่างพากันออกมา และดีใจที่ได้พบกันอีก ต่างตั้งใจทำกุศลรักษาศีล ๕  ทำให้อายุวรรณะเจริญขึ้น อายุของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นจาก ๑๐ ปี เป็น ๒๐ ปี ๔๐ ปี ๘๐ ปี ๑๖๐ ปี ๓๒๐ ปี ๖๔๐ ปี สองพันปี สี่พันปี แปดพันปี สองหมื่นปี สี่หมื่นปี แปดหมื่นปี  เมื่อมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี จะมีโรค ๓ อย่างเท่านั้นคือ ความอยากกิน ความไม่อยากกิน และความแก่ ยุคนั้นจะมั่งคั่งรุ่งเรือง จะมีราชธานีชื่อว่า “เกตุมดี” มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า สังขะ อุบัติขึ้น แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรย จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ยังโลกนี้ให้พบกับสันติสุขที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่ง

     เราจะเห็นว่า ความเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ ถ้าทุกคนเป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติแต่กุศลธรรม โลกก็เจริญขึ้น สันติสุขที่แท้จริงก็จะบังเกิดขึ้น  ดังนั้น ให้พวกเรายึดมั่นในกุศลธรรม ให้ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาให้มากๆ และหมั่นปฏิบัติธรรมให้ได้ทุกวัน ตั้งใจฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้ทุกคน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๐๒-๓๑๐

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๕  หน้า ๙๙

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563

โลกาพินาศเพราะอำนาจกิเลส

โลกาพินาศเพราะอำนาจกิเลส

 
         ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก วันคืนล่วงไปๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี กาลเวลาได้กลืนกินอายุของเราให้เหลือน้อยลงไปทุกที บุคคลใดดำรงชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ไม่สั่งสมบุญ ไม่ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา แม้ยังมีชีวิตอยู่ มีร่างกายที่แข็งแรง ก็ได้ชื่อว่าเหมือนคนที่ตายแล้ว เพราะเขากำลังเดินสวนทางกับกระแสแห่งความดี กาลเวลาที่ผ่านไปจึงกลืนกินทั้งชีวิต และคุณธรรมของบุคคลนั้น ชีวิตก็จะไม่ต่างอะไรกับสวะลอยน้ำที่ล่องลอยไป หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ส่วนชีวิตของผู้ที่ประพฤติธรรมจนได้เข้าถึงพระรัตนตรัย ชื่อว่าเป็นชีวิตที่ประเสริฐ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...

     “คนพาลมีปัญญาทราม กระทำกรรมชั่วอยู่ ก็ไม่รู้สึกว่าได้ทำความชั่ว แต่เขาย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถูกไฟไหม้ ฉะนั้น”

     ปัจจุบันนี้ โลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติหลายๆ อย่าง รวมทั้งมหันตภัยทางธรรมชาติ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น เช่น ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บางแห่งประสบอุทกภัย  ไฟไหม้  แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด มรสุมร้ายจากท้องทะเลโหมกระหน่ำพัดเข้าใส่บ้านเรือนพังพินาศ ได้รับความเสียหายกันไปทั่ว พ่อแม่พลัดพรากจากลูก เกิดโศกนาฏกรรมแผ่นดินถล่มกลบมนุษย์ทั้งเป็น

     มหันตภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นเพราะพฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม จะรู้หรือไม่ก็ตาม ภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไปประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ทำให้ปัจจุบันนี้ กระแสบาปอกุศลได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ถ้ามีการทำบาปเพิ่มมากขึ้น เรื่องร้ายๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อมนุษย์ควบคุมใจตนเองไม่ได้ ก็จะส่งผลกระทบถึงบรรยากาศโลกไปด้วย เพราะใจมนุษย์เริ่มร้อนแรงขึ้น รุ่มร้อนไปด้วยไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ

     เมื่อไฟคือกิเลสเกิดขึ้นในใจ ย่อมเผาไหม้จิตใจให้เร่าร้อน บังคับให้คิดพูดทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล กระแสบาปก็จะแผ่ขยายออกไปสู่คนรอบข้าง ไปกระทบใครก็ทำให้บุคคลนั้นได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ แล้วกลายเป็นมลทิน ความไม่บริสุทธิ์รุกเงียบไปในบรรยากาศโลก ส่งผลให้โอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก ร้อนตามไปด้วย ธรรมชาติก็ผิดปกติ กระแสลมเปลี่ยนทิศ เกิดอัคคีภัย แผ่นดินไหว จนมีนักโหราศาสตร์พยากรณ์เป็นนัยเอาไว้ว่า ถ้าไม่รีบแก้ไข โลกอาจจะถึงกาลอวสานได้

     เรื่องของโลกาพินาศ ได้มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า โลกนี้จะถูกทำลายด้วยภัย ๓ อย่างคือ ถ้ายุคสมัยใดคนมีกิเลส คือโทสะมาก จะถูกเผาไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัป หากผู้คนมีราคะมาก จะเกิดอุทกภัย และถ้าคนมีโมหะมาก โลกจะเกิดวาตภัย ถูกลมพายุทำลายล้าง

      สมัยที่กัปพินาศเพราะไฟนั้น จะมีเทวดาชั้นกามาวจรที่เรียกว่า โลกพยูหะ จะมาให้สติมนุษย์ โดยแปลงร่างเป็นคนนุ่งผ้าแดง ปล่อยผมเผ้ารกรุงรัง ร้องไห้เช็ดน้ำตา เที่ยวเดินประกาศไปว่า “ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไปแสนปีจากนี้จะสิ้นกัป โลกจะพินาศ แม่น้ำมหาสมุทรจะเหือดแห้ง และมหาปฐพี ภูเขาสิเนรุจะถล่มทลายพังพินาศตลอดถึงพรหมโลก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรมต่อกันเถิด จงบำรุงมารดาบิดา และเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีคุณธรรมเถิด”

     พวกมนุษย์ และเทวดา เมือได้ฟังข่าวที่น่าสะพรึงกลัวอย่างนี้แล้ว เกิดความสลดสังเวชใจ กลับมีจิตเมตตา อ่อนน้อมต่อกัน ตั้งใจสั่งสมบุญกุศล แล้วไปบังเกิดในเทวโลก ส่วนทวยเทพในเทวโลกต่างไม่ประมาท บำเพ็ญภาวนาจนได้ฌาน แล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก

     เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง พระอาทิตย์ดวงที่สองก็ปรากฏขึ้น ทำให้กำหนดกลางวันกลางคืนไม่ได้ เพราะโลกสว่างตลอดทั้งวัน สัตว์โลกเริ่มล้มตายกัน น้ำในลำธารเริ่มแห้งขอด  ต่อจากนั้น พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏขึ้น ทำให้มหานทีแห้งไปหมด และเมื่อดวงที่ ๔ ปรากฏขึ้น สระใหญ่ทั้ง ๗ ในป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นต้นแหล่งของมหานที เหือดแห้งลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็นสระอโนดาตก็แห้งหมด

     วันเวลาผ่านไปอีก พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ได้ปรากฏเขึ้นมาอีก โลกเริ่มร้อนระอุมากขึ้น จนน้ำในมหาสมุทรไม่มีเหลืออยู่เลย ทันทีที่พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ เกิดขึ้น ทั่วทั้งจักรวาลมีควันพวยพุ่งขึ้นมา บรรยากาศอัดแน่นไปด้วยควันมืดสนิท ครั้นดวงที่ ๗ ซึ่งเป็นดวงสุดท้ายบังเกิดขึ้น ทั่วทั้งจักรวาลมีเปลวไฟลุกโชติช่วง ภูเขาสิเนรุถูกไฟเผาไหม้ เปลวไฟลุกลามไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ไล่เรื่อยไปถึงสวรรค์ชั้นที่ ๖  ไหม้ต่อไปอีกจนถึงพรหมโลก ไปจรดอาภัสสรพรหมกันเลยทีเดียว

     สมัยใดที่น้ำทำลายกัปให้พินาศ ฝนจะตกไม่หยุดจนน้ำท่วมโลก แล้วฝนน้ำกรดจะตกไปทั่วตลอดจักรวาล เมื่อแผ่นดินหรือภูเขาถูกน้ำกรด จะถูกกัดกินละลาย น้ำท่วมนี่มีอานุภาพมากกว่าไฟไหม้ จะท่วมเรื่อยไปจนถึงพรหมโลก ชั้นปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา ถูกทำลายย่อยยับหมด

     ถ้าโลกพินาศเพราะลม จะมีอานุภาพร้ายแรงที่สุด สามารถพลิกแผ่นดินแล้วพัดให้กระจายไปในอากาศได้ ผืนแผ่นดินกว้างถึง ๑๐๐ โยชน์พังพินาศหมด แหลกละเอียดในอากาศ ลมจะหอบเอาภูเขาจักรวาล ภูเขาพระสุเมรุขึ้นไป แล้วซัดให้กระทบกัน จนแหลกละเอียดเป็นผงธุลี แล้วยังพัดวิมานในสวรรค์ ทั้งจักรวาลให้พินาศหมด มหาวาตภัยนี้จะพัดตั้งแต่ในโลกมนุษย์ ไปจนถึงพรหมชั้นสุภกิณหา ไปหยุดอยู่ที่ชั้นเวหัปผลา

     เมื่อโลกถูกทำลาย และได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์แล้ว ต้องใช้เวลาเป็นกัปๆ ถึงจะเริ่มก่อตัวกันใหม่ คือเริ่มมีโลก มีพรหมลงมาเกิด มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวขึ้นมา มีสิ่งมีชีวิต มีสัตว์ และสิ่งต่างๆ ตามมาอีกมามาย มีต้นไม้ ภูเขาบังเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายยุคหลายสมัย จากประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้อยู่ทุกวัน

     ที่เล่ามานี้  มิใช่ว่าโลกเราจะถึงกาลอวสานในยุคนี้ แต่ชี้ให้เห็นว่า โลกจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับใจของเรา ถ้าใจเราใส โลกนี้ก็ยังคงสดสวยเสมอ ตราบใดที่มนุษย์มีความเข้าใจกัน มีความรัก ความเมตตาปรารถนาดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ และจริงใจต่อกัน โลกก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อย 

       โลกนี้จะเปลี่ยนแปรหรือเป็นไปอย่างไร อยู่ที่ใจของพวกเราทุกคน ขอให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลก ให้เป็นโลกในอุดมคติของมวลมนุษยชาติ ด้วยการหมั่นทำความดีในทุกรูปแบบ ทั้งทาน ศีล และภาวนา อย่าให้ขาด และช่วยกันทำหน้าที่กัลยาณมิตร แนะนำคนรอบข้างและหมู่ญาติ พวกพ้องบริวาร ให้อยู่ในศีลอยู่ในธรรม จะได้มีสุคติสวรรค์เป็นที่ไปกันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๒๔-๔๓๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๘  หน้า ๑๐๐๗

คุณธรรมของนักปกครอง

คุณธรรมของนักปกครอง



                    การศึกษาวิชชาความรู้ในทางธรรม เป็นกรณียกิจที่ควรทำควบคู่ไปกับการศึกษาในทางโลก เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความรู้อันบริสุทธิ์ที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ไม่ใช่เกิดจากการนึกคิดด้นเดา แล้วนำมาสั่งสอน แต่เป็นความรู้ที่เกิดจากการรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ควรศึกษา เพราะยิ่งศึกษาก็ยิ่งแตกฉาน ยิ่งรู้ก็ยิ่งอยากทำตนให้บริสุทธิ์ จะได้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ อย่างไรก็ดี การศึกษาธรรมะจะให้ซาบซึ้ง และเห็นถูกต้องร่องรอย ตรงไปตามความเป็นจริง ต้องอาศัยใจที่หยุดนิ่งเป็นสมาธิ(Meditation) เมื่อมีสมาธิก็เกิดปัญญา จะทำให้ได้ทั้งความรู้ ความสุข และความบริสุทธิ์ไปพร้อมๆ กัน

มีวาระพระบาลีใน สุมังคลชาดก ความว่า...

                 “พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดไม่ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำและไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น อันคุณงามความดีคุ้มครองแล้ว ย่อมไม่เสื่อมจากสิริ”

                 การจะพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ผู้นำต้องรู้จักนำธรรมะไปประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารประเทศชาติ ถ้าหากผู้นำเป็นผู้มีสติปัญญา มีความสามารถและมีธรรมะอยู่ในใจ มุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุข โดยเห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความตั้งใจดีที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม มีใจประกอบด้วยมหากรุณาเช่นพระบรมโพธิสัตว์ ไม่มีความลำเอียงเข้ามาบดบังดวงปัญญา ย่อมสามารถที่จะนำประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความศิวิไลซ์ และเป็นปิ่นของนานาอารยประเทศได้

                  คำว่า "อคติ" เราได้ยินได้ฟังกันมาบ่อย ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงอคติความลำเอียง ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะความพึงพอใจ ...โทสาคติ ลำเอียงเพราะความโกรธ... โมหาคติ ลำเอียงเพราะความหลง และ ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว ซึ่งความลำเอียงเป็นทางมา แห่งความหวาดระแวงและแตกแยก เมื่อไม่มีความยุติธรรม สังคมย่อมจะไม่สงบสุข

                บางคนอาจลำเอียงเพราะความรักใคร่ชอบพอกัน ทำให้ไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ที่เรียกว่าเลือกที่รักผลักที่ชัง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล เอาความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง เมื่อหลักประกันความเที่ยงตรงของชีวิตเอนเอียงแล้ว ก็เหมือนตราชั่งที่เสียดุล ทำให้ขาดความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำก็จะบังเกิดขึ้น ความรู้รักสามัคคีก็ลดลง  

                ถ้าหากมีความลำเอียงเพราะความโกรธ ความหลงหรือความกลัวซึ่งเนื่องมาจากทำถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ หรือเป็นเพราะความเกรงกลัวอำนาจของผู้ที่มีอิทธิพลเหนือกว่า ก็ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ ระบบต่างๆ ก็จะรวน ยิ่งถ้าหากอคติเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอำนาจ มียศ มีตำแหน่งสูงมากเพียงไร ผลกระทบที่จะมีต่อส่วนรวม ผู้ใต้บังคับบัญชา และคนรอบข้าง รวมไปถึงประเทศชาติบ้านเมือง และคนทั้งโลกก็มีมากขึ้นเพียงนั้น

                 เพราะฉะนั้น การเป็นผู้ไม่มีความลำเอียง ไม่ประพฤติล่วงอคติทั้งสี่ จึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่งสำหรับนักปกครอง เพราะสามารถนำพาประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความหลง และความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ดุจพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ฉะนั้น”

                 ดังเช่นในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์อยู่ในนครพาราณสี สมัยนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ได้ออกจากเงื้อมภูเขานันทมูลกะ จาริกไปยังพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นท่านเข้าไปบิณฑบาตในเมือง   พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ทรงเลื่อมใส จึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นไปฉันภัตตาหารบนปราสาท ครั้นเห็นกิริยามารยาทอันงดงาม และทรงสดับอนุโมทนากถา ก็ยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น จึงอาราธนาให้ท่านพักอยู่ในพระราชอุทยานต่อไป

                 พระปัจเจกพุทธเจ้าพักในพระราชอุทยาน บำเพ็ญภาวนา และเป็นเนื้อนาบุญให้กับพระราชาและเหล่าข้าราชบริพาร โดยมีคนเฝ้าสวนชื่อสุมังคละเป็นผู้คอยอุปัฏฐาก ด้วยความเคารพนอบน้อมเสมอมา

                  วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกนายสุมังคละมาบอกว่า จะไปโปรดผู้มีบุญที่อื่นสัก ๒-๓ วัน แล้วจะกลับมา หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าพักอยู่ที่บ้านของผู้มีบุญนั้น ๒-๓ วัน ก็กลับสู่พระราชอุทยาน แล้วนั่งสมาธิอยู่บนแผ่นหินใต้พุ่มไม้ ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงแล้ว

                  นายสุมังคละไม่รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับมาแล้ว บังเอิญว่าวันนั้น เขาต้องการฆ่าเนื้อที่พระราชาไม่ทรงห้ามในพระราชอุทยาน เพื่อมาทำเป็นอาหารเลี้ยงแขก เขาจึงถือธนูสอดส่ายสายตาหาเนื้อ เมื่อมองเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เขาเข้าใจผิดว่าเป็นเนื้อใหญ่ จึงยิงลูกศรไปทันที เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าถูกยิงด้วยศร ท่านยังคงสงบนิ่งเฉยด้วยความอดทน กระทั่งบาดแผลกำเริบ ท่านจึงปรินิพพานที่ตรงนั้น

                 ครั้นนายสุมังคละรู้ว่า ตนเองได้ทำความผิดใหญ่หลวง ด้วยความกลัวพระอาญา จึงรีบพาลูกเมียหลบหนีออกจากเมือง ทันใดนั้นเอง เทวดาได้บันดาลให้เกิดโกลาหลทั่วทั้งเมือง และประกาศให้รู้ว่า บัดนี้พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระราชาพร้อมทั้งบริวาร ก็รีบเสด็จไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าทันที ทรงบูชาพระสรีระพระปัจเจกพุทธเจ้าตลอด ๗ วัน แล้วทรงให้ถวายพระเพลิงด้วยสักการะใหญ่ พร้อมก่อพระสถูปเจดีย์บรรจุพระธาตุเพื่อไว้สักการบูชา

               ล่วงไป ๑ ปี นายสุมังคละอยากรู้ว่า พระราชาทรงหายกริ้วหรือยัง จึงแอบไปถามอำมาตย์คนสนิทท่านหนึ่ง ฝ่ายอำมาตย์ไปกล่าวพรรณนาคุณของนายสุมังคละถวายพระราชา พระราชาทำเป็นไม่ได้ยิน อำมาตย์เห็นดังนั้น จึงกลับมาบอกนายสุมังคละว่า พระราชายังทรงไม่พอพระทัย เมื่อรู้เช่นนั้น นายสุมังคละก็หลบออกจากเมืองไป ล่วงไปปีที่สอง เขาย้อนกลับมาอีก พระราชาทรงนิ่งเฉยเช่นเดิม

               ครั้นเวลาผ่านไป ๓ ปี นายสุมังคละได้พาลูกเมียกลับเข้ามาในเมือง อำมาตย์รู้ว่า พระราชามีพระทัยอ่อนโยนลงแล้ว จึงพาไปเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาทรงปฏิสันถารเป็นอย่างดีว่า “สุมังคละ เหตุไรท่านจึงประหารพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นบุญเขตของเรา”  นายสุมังคละกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มิได้มีเจตนาจะประหารพระปัจเจกพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทั้งเคารพและบูชาท่าน แต่เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเนื้อจึงได้ยิงไป”

               พระราชาตรัสว่า ”ถ้าเช่นนั้น ท่านอย่ากลัวเราอีกต่อไปเลย” แล้วทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้เฝ้าพระราชอุทยานตามเดิม ในวันนั้น อำมาตย์ท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ทำไมพระองค์สดับคุณของนายสุมังคละถึง ๒ ครั้งก็ยังทรงนิ่งเฉย เหตุใดครั้งนี้ พระองค์จึงทรงอนุเคราะห์นายสุมังคละ” พระราชาตรัสว่า ...“ธรรมดาพระราชากำลังพิโรธ ทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลันย่อมไม่สมควร ฉะนั้นครั้งก่อนๆ เราจึงนิ่งเสีย ครั้งที่สามเรารู้ว่าใจของเราสงบแล้ว ความโกรธได้ลดลง จึงให้เรียกเขาเข้ามา”

                จากนั้นพระองค์แสดงราชวัตรให้ฟังว่า “เมื่อผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินรู้ว่า ตนกำลังกริ้วก็ไม่พึงลงอาชญาอันไม่สมควร เมื่อใดรู้ว่าจิตของตนผ่องใสแล้ว จึงใคร่ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งด้วยปัญญาว่า ส่วนนี้เป็นประโยชน์ นี้เป็นโทษ เมื่อนั้น จึงปรับโทษตามสมควร บุคคลใดไม่ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำและไม่ควรแนะนำได้ บุคคลนั้นย่อมชื่อว่าไม่เผาผู้อื่นและตนเอง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น มีคุณงามความดีคุ้มครองแล้ว ย่อมไม่เสื่อมจากสิริ

                 พระราชาเหล่าใดถูกอคติครอบงำ ไม่ทรงพิจารณาให้รอบคอบก่อน ทรงลงอาชญาโดยผลุนผลัน พระราชาเหล่านั้นย่อมประกอบไปด้วยโทษ น่าติเตียน เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปสู่ทุคติ พระราชาเหล่าใดทรงยินดีแล้วในทศพิธราชธรรมอันพระอริยเจ้าประกาศไว้ พระราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยกาย วาจา และใจ ทรงดำรงมั่นอยู่แล้วในขันติ โสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึงสุคติ”

                เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตรัสแสดงธรรมของพระราชาด้วยคาถา ๖ คาถาเช่นนี้แล้ว มหาชนทั้งหมดต่างพากันชื่นชมโสมนัสยินดี กล่าวสรรเสริญคุณของพระราชา เพราะพระองค์มีศีลและอาจาระ ทรงเป็นใหญ่โดยธรรมอย่างแท้จริง ทรงเปี่ยมด้วยคุณธรรมของผู้นำที่ฉลาดในการปกครอง เมื่อทรงครองราชย์โดยตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมเช่นนี้ ไพร่ฟ้าประชาชนต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจ เหมือนมหาเมฆและสายฝนที่เย็นฉ่ำ ที่ตกลงมายังแผ่นดินให้ชุ่มชื่น ฉะนั้น

              จากเรื่องนี้จะเห็นว่า ถ้าได้ผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรม ชีวิตชาวประชาย่อมมีแต่ความสงบสุขร่มเย็น เหมือนได้อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีเงาบังแดดเย็นสบาย ผู้นำที่ดีเป็นสัญญาณแห่งความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดิน ใครก็ตาม เมื่อได้ยินกิตติศัพท์อันดีงาม ย่อมจะสรรเสริญและเคารพนับถือ เพราะคุณธรรมเป็นเหมือนเกราะแก้วป้องกันภัยทั้งปวง เพราะฉะนั้น การเลือกผู้นำที่ดีนั้น มีผลต่อประโยชน์สุขส่วนรวมมาก เราต้องพิจารณาเลือกกันให้ดี โดยเลือกคนดีมีคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศ เราจะได้ไม่ผิดหวังกันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๑๙-๑๒๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๔๙๘


วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563

กำเนิดอบายภูมิ

กำเนิดอบายภูมิ
 

                              ชีวิตทุกชีวิต ล้วนแสวงหาที่พึ่งให้กับตัวเอง เริ่มตั้งแต่วัยเด็กก็แสวงหาความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่  มีพ่อแม่เป็นที่พึ่ง เมื่อเจริญวัยเข้ารับการศึกษาก็ยึดเอาครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง วัยทำงานก็แสวงหาผู้หลักผู้ใหญ่เป็นที่พึ่ง จวบจนแสวงหาคู่ครองเพื่อพึ่งพาอาศัยกัน หรือเป็นเพื่อนยามแก่ชรา   บางคนหลงผิดไปแสวงหาพวกไสยศาสตร์หรือมนต์ดำเป็นที่พึ่ง  บางทีถึงกับยึดเอาสัตว์เดียรัจฉาน ที่แปลกประหลาดเป็นที่พึ่งก็มี 

                สิ่งที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มิใช่ที่พึ่งทั้งสิ้น และบางสิ่งกลับจะนำพาชีวิตให้ตกต่ำอีกด้วย ที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริงมีอย่างเดียวคือ พระรัตนตรัย ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเราทุกคนในโลก การจะยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้ ต้องอาศัยการทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายภายในตัว ให้จิตมีอารมณ์เดียว เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนดีแล้ว เราจะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งเป็นที่พึ่งอันประเสริฐอย่างแท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จุนทสูตร ความว่า...

             "อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เป็นความไม่สะอาดด้วย เป็นตัวการที่ทำให้ไม่สะอาดด้วย  ดูก่อนจุนทะ ก็เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้   นรกจึงปรากฏ  กำเนิดเดียรัจฉานจึงปรากฏ   เปตวิสัยจึงปรากฏ หรือว่าทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่นจึงปรากฏมีขึ้น"

             ภพภูมิต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นมาในสังสารวัฏ เช่น นิรยภูมิ เปตวิสัย อสุรกายและภูมิของสัตว์เดียรัจฉาน อบายภูมิเหล่านี้ เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ที่มีกาย วาจาและใจไม่บริสุทธิ์ มีไว้เพื่อลงโทษมนุษย์ที่ประพฤติผิดจากทำนองคลองธรรม เป็นการขังสัตว์เอาไว้ไม่ให้หลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏไปได้ ซึ่งจะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจแสนสาหัส แตกต่างจากคุกหรือกรงขังในโลกมนุษย์มากมายหลายเท่านัก

                 ก่อนพุทธปรินิพพาน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร ใกล้เมืองปาวา พระบรมศาสดาตรัสสนทนากับนายจุนทะ ซึ่งกำลังอุปัฏฐากพระองค์ว่า “ดูก่อนจุนทะ ในโลกนี้ ท่านชอบใจความสะอาดของใครหนอ” นายจุนทะก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ ผู้ถือเต้าน้ำ สวมพวงมาลัยสาหร่าย บำเรอไฟ ลงอาบน้ำเป็นวัตร ย่อมบัญญัติความสะอาดไว้ และได้ชักชวนสาวกว่า...

              มาเถิด ท่านผู้เจริญ ท่านลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ พึงจับต้องแผ่นดิน... ถ้าไม่จับต้องแผ่นดิน พึงจับต้องโคมัยสด... ถ้าไม่จับต้องโคมัยสด ก็ให้จับต้องหญ้าเขียวสด ...ถ้าไม่จับต้องหญ้าเขียวสด ก็ให้บำเรอไฟ ...หากไม่บำเรอไฟ ก็ให้ทำการประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์... ถ้าไม่เช่นนั้นก็ให้ลงอาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง ข้าพระองค์ชอบใจความสะอาดของพราหมณ์พวกนั้น พระเจ้าข้า”

              พระบรมศาสดาทรงทราบว่า นายจุนทะยังไม่เข้าใจเรื่องความสะอาดทางกาย วาจา และใจตามหลักของผู้รู้ ด้วยพระมหากรุณาจึงตรัสสอนว่า “ดูก่อนจุนทะ พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ พากันบัญญัติความสะอาดเป็นอย่างอื่น ส่วนความสะอาดในวินัยของพระอริยะเป็นอีกอย่างหนึ่ง”

              แล้วพระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า “ตราบใดที่มนุษย์ยังประพฤติผิดทางกาย วาจาและใจอยู่ ประพฤติผิดไปจากกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือยังยินดีในการฆ่าสัตว์ ...ลักขโมย... ประพฤติผิดในกาม ...พูดเท็จ ...พูดส่อเสียด ...พูดคำหยาบ... พูดเพ้อเจ้อ ...มีความโลภคิดอยากได้ของคนอื่น ...มีจิตพยาบาท ...และเห็นผิดไปจากทำนองคลองธรรม ...แม้จะลุกขึ้นจากที่นอนแต่เช้าตรู่ ...จับต้องแผ่นดิน ก็เป็นผู้ไม่สะอาดอยู่นั่นเอง ...แม้จะบำเรอไฟหรือไม่ได้บำเรอไฟ ก็ยังถือว่าเป็นผู้ไม่สะอาด ...การประนมอัญชลีนอบน้อมพระอาทิตย์ ก็ไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ...หรือจะลงอาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้สะอาดอย่างแท้จริง”

               อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ เป็นของไม่สะอาด อีกทั้งยังเป็นตัวการที่ทำให้มนุษย์ไม่สะอาด ที่โลกมนุษย์ของเราเกิดภาวะวิกฤติ หรือปัญหาสงคราม ดินอากาศฟ้าวิปริตไปจากเดิม ก็มีสาเหตุมาจากมนุษย์ ที่ประพฤติผิดศีลผิดธรรมนี่แหละ

                เมื่อมีการรบราฆ่าฟันกัน ทำให้ต้องหลบหลีกลี้ภัยเอาตัวรอด ต้องสะดุ้งหวาดกลัวอยู่เป็นนิตย์ หาความเย็นกายสบายใจได้ยาก เป็นเหมือนกับการจำลองอบายภูมิย่อมๆ มาไว้ในโลกมนุษย์ทีเดียว เมื่ออกุศลกรรมบถหนาแน่นมากขึ้น นิรยภูมิ กำเนิดเดียรัจฉาน เปตวิสัย หรือว่าทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะบังเกิดขึ้นตอนนี้แหละ

              พระองค์ทรงบัญญัติความสะอาดทางกาย ในอริยวินัยว่า ใครก็ตามที่ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ละการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาสิ่งของของผู้อื่นที่เจ้าของมิได้ให้ ด้วยจิตคิดขโมย ละการประพฤติผิดในกาม ไม่เจ้าชู้ ยินดีในคู่ครองของตัวเองเท่านั้น ไม่ประพฤติล่วงละเมิดในบุรุษหรือสตรีที่มีเจ้าของ ผู้ที่ควบคุมกายตัวเองไม่ให้ไปกระทบใครได้อย่างนี้ ชื่อว่ามีกายบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

             ความสะอาดทางวาจามี ๔ อย่าง คือ
            ... ละการพูดเท็จ เมื่อถูกผู้อื่นนำไปเป็นพยานก็ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้ เพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย

           ...ละคำส่อเสียด คือ ฟังความข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังความข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้น แต่เป็นคนสมานความแตกร้าว ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกัน ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินยินดีในหมู่คนผู้พร้อมเพรียงกัน และตัวเองก็กล่าวแต่วาจาที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน  

            …ละคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ ชวนให้ปฏิบัติตาม เป็นวาจาของชาวเมือง คือ มีความไพเราะ น่าฟัง ไม่หยาบกระด้าง ไม่ทำให้ขุ่นเคืองใจ

             ...ละคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริงเท่านั้น พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง ประกอบด้วยประโยชน์ และพูดถูกกาลอันสมควร นี่ก็เป็นลักษณะของผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความสะอาดทางวาจาอย่างแท้จริง

            ส่วนความสะอาดทางใจมี ๓ อย่างด้วยกัน คือ การที่บุคคลฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็น...ผู้ไม่อยากได้ของผู้อื่น ... ไม่มีจิตปองร้ายใคร และไม่ปรารถนาจะให้ใครถูกทำร้าย ...มีความเห็นชอบว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การบูชาบุคคลผู้ควรบูชามีผล ผลวิบากของกรรมที่คนทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้โลกหน้ามีจริง มารดาบิดามีคุณจริง สัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะมีจริง สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัด ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่จริงๆ นี่คือลักษณะของผู้มีความสะอาดทางใจ

              เราจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้ ถึงแม้จะไม่ได้บำเรอไฟ ไม่ได้อาบน้ำวันละหลายหน หรือวันทาพระอาทิตย์วันละหลายรอบ ก็ได้ชื่อว่า ผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง เพราะว่ากุศลกรรมบถนี้เป็นธรรมที่ทำให้มนุษย์มีความสะอาดบริสุทธิ์ ใครก็ตามบำเพ็ญกุศลกรรมบถครบถ้วน ก็ได้ชื่อว่า เป็นมนุสสเทโว คือ เป็นเทวดาในร่างมนุษย์  ชีวิตหลังความตายจึงมีโลกสวรรค์หรือสุคติภูมิที่น่ารื่นรมย์มารองรับบุคคลนั้น

               บางท่านก็ได้โอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมีอีกครั้ง และเมื่อบุญญาบารมีเต็มเปี่ยม จนสามารถขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ก็จะได้ไปเสวยสุขในอายตนนิพพานอันเป็นสุขล้วนๆ เป็นเอกันตบรมสุข ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป

               เรามักได้ยินเสมอว่า โลกมนุษย์นี้เป็นชุมทางของการสั่งสมบุญและบาป ส่วนภพภูมิต่างๆ ทั้งสุคติภูมิ และทุคติ เป็นเพียงแค่ผลที่มารองรับการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น เป็นผลที่เกิดจากความสะอาดและไม่สะอาดทางกาย วาจา ใจนี่แหละ 

                ดังนั้น หากพวกเราต้องการสุคติภูมิ หรือโลกสวรรค์มารองรับชีวิตของเราในปรโลก ก็ต้องเพิ่มเติมความสะอาดบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ ต้องหมั่นทำใจให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้กันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๓๕๗-๓๖๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๓๘    หน้า ๔๒๗


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...