วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562

กระแสแห่งกรรม ตอน (๒)

กระแสแห่งกรรม ตอน (๒)

 
     
                 เวลาในโลกมนุษย์นี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประเดี๋ยววันประเดี๋ยวคืน เวลาที่ผ่านไปไม่ผ่านไปเปล่า ได้นำเอาความแก่ชรา ความเสื่อมแห่งสังขารให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ชีวิตของนักสร้างบารมีนั้นรู้ความจริงในข้อนี้ ย่อมไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่จะเก็บเกี่ยวเอาบุญไปพร้อมๆ กับเวลาที่ผ่านไป ยิ่งแก่ก็ยิ่งแก่บุญแก่บารมี บุญในตัวก็เพิ่มขึ้นทุกๆวัน การใช้ชีวิตให้ผ่านไปอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชีวิตของผู้ที่ไม่ประมาท

 มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน อรรถกถา โลสกชาดก ความว่า...

             “ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะผู้นี้ ได้ประกอบกรรมคือ ความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรมของตนด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อนเธอกระทำอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มีลาภน้อย แต่เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ด้วยผลที่บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

กรรมไม่เพียงแต่ทำตนเองให้เดือดร้อนเท่านั้น ยังทำให้ญาติสนิทมิตรสหายที่อยู่ใกล้เคียงต้องได้รับผลกระทบแห่งกระแสกรรมนั้นไปด้วย ในวันนี้หลวงพ่อขอเล่าต่อจากคราวที่แล้ว 

ภายหลังที่    มิตตพินทุกะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านชายแดน ทำให้หมู่บ้านนั้นถูกราชทัณฑ์ถึง ๗ ครั้ง ไฟไหม้ ๗ หน บ่อน้ำที่อาศัยดื่มกันทั้งหมู่บ้านพังทลายอีกถึง ๗ ครั้ง ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว

พวกชาวบ้านทั้งหลายจึงปรึกษากันว่า  เมื่อก่อนไม่มีนายมิตตพินทุกะ พวกเราไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอย่างนี้เลย จึงตกลงช่วยกันรุมตีขับไล่เขาออกจากหมู่บ้าน มิตตพินทุกะจึงหอบหิ้วลูก ๒ คนและภรรยาไปอยู่ที่อื่น เดินผ่านเข้าไปสู่ดงที่อมนุษย์อาศัยอยู่ ถูกพวกอมนุษย์รุมกันจับลูกและภรรยาของเขาฆ่ากินเสีย ตัวเขาเองหนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด เขาได้ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนถึงท่าเรือแห่งหนึ่ง ในวันที่เขาปล่อยเรือลงทะเล ได้สมัครเป็นกะลาสีลงเรือไป

 เรือแล่นไปในสมุทรได้ ๗ วัน จู่ ๆ เรือก็หยุดอยู่กลางทะเลเหมือนมีใครมาฉุดสมอไว้ ชาวเรือเหล่านั้นพากันจับสลากหาบุคคลกาลกิณี สลากกาลกิณีก็ตกมาถึงมิตตพินทุกะคนเดียวถึง ๗ ครั้ง ชาวเรือจึงลงมติจับเขาโยนแพไม้ไผ่ไป เมื่อจับมิตตพินทุกะโยนลงทะเลแล้ว เรือก็แล่นต่อไปได้อย่างสบาย มิตตพินทุกะนอนบนแพลอยไปกลางทะเล

พอมีบุญเก่าที่เคยรักษาศีลในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บ้าง บุญจึงส่งผลให้พบกับเทพธิดา ๔ นาง ที่อยู่ในวิมานแก้วผลึกหลังหนึ่งในทะเล เสวยสุขสำราญอยู่กับพวกเวมานิกเปรตตลอด ๗ วัน ซึ่งเป็นช่วงที่พวกนางกำลังเสวยสุขในอัตภาพที่ดูเหมือนเทพธิดา แต่หลังจากนั้น พวกนางก็ต้องกลายเป็นเปรตผู้น่าเกลียดน่ากลัว

เมื่อพวกนางจะต้องไปเสวยทุกข์ก็สั่งมิตตพินทุกะให้รออยู่ที่นี้ อย่าไปไหนเพื่อจะได้เสวยสุขร่วมกันอีก พวกนางขอไปทำธุระ ๗ วัน แต่มิตตพินทุกะไม่เชื่อ ได้ลงนอนบนแพไม้ไผ่ล่องลอยต่อไปจนได้เทพธิดา ๘ นางในวิมานเงิน เทพธิดาเหล่านั้นก็เป็นเปรตมีวิมานเช่นเดียวกัน พอได้เสวยสุขกับนางครบ ๗ วัน ก็ลอยแพต่อไป ได้เทพธิดา ๑๖ นางในวิมานแก้วมณี แล้วลอยแพต่อไปอีก ก็ได้เทพธิดา ๓๒ นางในวิมานทอง เขาไม่ฟังคำของเทพธิดาเหล่านั้น ได้แต่ลอยแพต่อไปเรื่อยๆ จนไปถึงเมืองยักษ์เมืองหนึ่งอยู่ในระหว่างเกาะ

ในเมืองนั้น มียักษิณีตนหนึ่งแปลงกายเป็นแม่แพะ คอยจับเหยื่อที่พลัดหลงเข้ามา มิตตพินทุกะไม่ทราบว่าแม่แพะเป็นยักษิณี คิดแต่จะกินเนื้อแพะ จึงกระโดดจับเท้าของแพะ นางยักษ์ก็ยกมิตตพินทุกะขึ้นสลัดไปด้วยอานุภาพของยักษ์ มิตตพินทุกะถูกนางยักษ์สลัดข้ามทะเลไปตกที่พุ่มไม้หนามพุ่มหนึ่งข้างคูเมืองพาราณสี ซึ่งขณะนั้นได้มีฝูงแพะของพระราชาหากินอยู่บริเวณนั้นพอดี ฝูงแพะนั้นมีคนเลี้ยงแพะซุ่มอยู่ เพื่อจับหัวขโมยที่ได้ขโมยแพะของพระราชาไปหลายตัว

มิตตพินทุกะเห็นแม่แพะเหล่านั้น ก็กระโดดจับเท้าแพะด้วยความคิดว่า เราจับแม่แพะตัวหนึ่งในเกาะแห่งหนึ่ง ได้ถูกมันดีดกระเด็นมาตกถึงที่นี่ คราวนี้ถ้าเราจับเท้าแม่แพะตัวนี้มันคงดีดเรากระเด็นกลับไปถึงวิมานของเทพธิดากลางทะเลดังก่อน เมื่อแม่แพะถูกจับเท่านั้นแหละ ก็ร้องเอ็ดอึง พวกคนเลี้ยงแพะก็พากันกรูเข้ามารุมซ้อมแล้วจับมัดพาเขาไปสู่พระราชวังเพื่อให้ทางการสำเร็จโทษ

ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์แวดล้อมไปด้วยมาณพ ๕๐๐ ออกจากเมืองไปอาบน้ำ เห็นมิตตพินทุกะก็จำได้ จึงเข้าไปสอบถาม เมื่อทราบเรื่อง ก็ขอร้องให้ปล่อยเขาไป เมื่อคนเลี้ยงแพะปล่อยแล้ว พระโพธิสัตว์ไต่ถามว่า ตลอดเวลาที่หายหน้าไปนั้น ไปอยู่ที่ไหนมา มิตตพินทุกะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า “คนที่ไม่กระทำตามถ้อยคำของผู้ที่หวังดี ย่อมประสบทุกข์อย่างนี้” หลังจากนั้น มิตตพินทุกะก็ไปตามยถากรรม

จนกระทั่งสมัยพุทธกาล เขาได้ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงชาวประมงคนหนึ่ง ณ หมู่บ้างชาวประมง ซึ่งอยู่ร่วมกันถึงพันครอบครัวในแคว้นโกศล ในวันที่เขาเกิด ชาวประมงทั้งพันครอบครัวพากันถือข่ายเที่ยวหาปลาจนทั่วลำน้ำบ่อบึง ไม่ได้แม้แต่ปลาตัวเล็กๆ สักตัวหนึ่ง 

ตอนอยู่ในท้องมารดา หมู่บ้านถูกไฟไหม้ ๗ ครั้ง แถมยังถูกพระราชาปรับสินไหมอีก ๗ ครั้ง ชาวประมงจึงสืบหาต้นเหตุ เมื่อพบก็พากันขับไล่ออกไป แต่บุญผู้จะได้บรรลุอรหัตผล ใครก็ไม่อาจทำลายได้ คอยปกปักรักษาให้อยู่รอดจนกระทั่งคลอด เมื่อเขาวิ่งเล่นได้ มารดาก็เอากะโล่ดินเผาใบหนึ่งใส่มือให้ แล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย ไม่ใช่แม่ไม่รักลูก แต่แม่ไม่สามารถที่จะเลี้ยงเจ้าได้ เจ้าจงไปตามทางของเจ้าเถิด”

จำเดิมแต่นั้นมา เขาอยู่อย่างเดียวดาย เที่ยวหากินไปตามประสา ไม่ได้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ดูแล้วเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น จนอายุครบ ๗ ขวบ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรขณะที่บิณฑบาตอยู่ในเมืองเห็นเขาแล้วรำพึงว่า “เด็กคนนี้น่าสงสารนัก” จึงให้ของกิน แล้วพาเด็กไปที่วิหาร ให้อาบน้ำด้วยตนเอง จากนั้นก็ให้บรรพชา จนอายุครบจึงให้อุปสมบท โดยมีนามว่า โลสกติสสเถระ ท่านเป็นพระมีลาภน้อย

แม้ตอนที่พระราชาโกศลถวายอสทิสทาน ท่านก็ไม่เคยได้ฉันเต็มท้อง ได้ขบฉันเพียงแค่ประทังชีวิตไปได้เท่านั้น เพราะเมื่อใครใส่บาตรท่านเพียงข้ามต้มกระบวยเดียว บาตรก็เหมือนเต็มเสมอขอบบาตรแล้ว จึงทำให้ไม่มีใครใส่บาตรท่านต่อ แม้กระทั่งท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ก็ยังคงมีลาภน้อย 

และในวันสุดท้ายของชีวิต พระธรรมเสนาบดีรู้ถึงการปรินิพพานของท่าน ปรารถนาจะให้ท่านฉันอิ่มสักมื้อ    จึงพาเข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี แต่เพราะพาท่านไปด้วยบิณฑบาตแม้สักน้อยก็ไม่ได้ พระเถระจึงให้ท่านกลับไปนั่งคอยที่โรงฉัน พอส่งท่านกลับไปเท่านั้น พระเถระก็ถูกชาวเมืองนิมนต์ให้นั่งฉันภัตตาหาร พระเถระก็ส่งอาหารที่ได้นั้นไปถวายพระโลสกติสสะโดยกำชับซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง แต่ก็ถูกกระแสกรรมของพระโลสกติสสะปิดบัง ทำให้ผู้ที่นำภัตไปให้ลืมท่านไป พากันกินเสียเอง

เมื่อพระเถระทราบจึงไปสู่พระราชวังของพระเจ้าโกศล พระราชาสั่งให้รับบาตรของพระเถระ รับสั่งให้ถวายของหวาน ๔ อย่างจนเต็มบาตร เมื่อพระเถระรับบาตรกลับไปถึง จึงเรียกพระโลสกติสสเถระว่า “มาเถิดติสสะ ท่านจงฉันของหวาน ๔ อย่างนี้เถิด ผมจะยืนประคองบาตรไว้ ท่านจงนั่งฉันเถิด หากผมปล่อยบาตรจากมือ ในบาตรจะไม่มีอะไรให้ท่านฉันเลย”

เมื่อพระอัครสาวกประคองถือบาตรไว้ให้ ท่านจึงนั่งฉันของหวาน ๔ อย่าง ของหวาน ๔ อย่างนั้นไม่ถึงความหมดสิ้นด้วยกำลังฤทธิ์ของพระเถระ พระโลสกติสสเถระได้ฉันจนอิ่มในวันสุดท้ายของชีวิตเพราะอาศัยบุญของพระสารีบุตร และในวันนั้นเองท่านก็ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน

เราจะเห็นว่า กระแสกรรมนี้มีอานุภาพมาก มีวิบากติดตามตัวเราไปทุกหนแห่ง คอยบั่นทอนให้ชีวิตเราประสบแต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดข้อง การสั่งสมบุญบารมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะเกื้อกูลต่อชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง 

ดังนั้นจงตระหนักให้ดี อย่าประมาทในการใช้ชีวิตในสังสารวัฏ กฎแห่งกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อยกเว้นให้กับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยิ่งใหญ่มีอำนาจยศศักดิ์สักเพียงไรก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น ไม่มีใครที่หนีกฎอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไปได้ ฉะนั้นต้องตั้งใจสั่งสมบุญให้เต็มที่ ชีวิตเราจะได้ราบรื่น มีบุญกุศลเกื้อกูลตลอดไป


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๔๕๘-๔๖๖

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๖   หน้า ๑๑


วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

กระแสแห่งกรรม (๑)

กระแสแห่งกรรม (๑)

                   เส้นทางอันยาวไกลในสังสารวัฏ เป็นเส้นทางที่จะต้องสั่งสมบุญบารมีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราจะมองข้าม คิดว่าจะทำเมื่อไรก็ได้ เพราะกว่าที่เราจะได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต คือ ปราบอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปได้นี้ ไม่ใช่เรื่องพอดีพอร้าย ที่จะทำเมื่อไรก็ได้ หากเรายังเป็นผู้ที่ประมาท ไม่เร่งสั่งสมบุญและความเพียรควบคู่กันไป เส้นทางนั้นก็ยิ่งยาวไกลออกไป ดังนั้นการสั่งสมบุญ หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม จึงเป็นกิจหลักที่ต้องทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ


มีวาระแห่งพระภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อรรถกถา ....โลสกชาดก ความว่า....

      "ผู้ใดเมื่อถูกกล่าวสอนอยู่ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้นย่อมเศร้าโศก เหมือนมิตตพินทุกะจับเท้าแพะเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น"

ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีกฎมีเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกัน ใครทำผิดกฎหมายก็มีกระบวนการยุติธรรมเข้ามา นี้เป็นจุดประสงค์ก็เพื่อต้องการให้สังคมมีความสงบสุข แม้ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่า แต่ละประเทศจะมีบรรทัดฐานที่เหมือนๆกัน เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน กฎเกณฑ์ของสังคมในแต่ละประเทศชาติ ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม แต่การเกิดมาในสังสารวัฏมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวคือกฎแห่งกรรม ใครก็ตามที่พลาดพลั้งทำบาปอกุศล แม้ในภพปัจจุบันจะเป็นผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมไปได้

 เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ในครั้งนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้าน เป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญภาวนาโดยมีกุฎุมพีท่านหนึ่งเป็นอุปัฏฐาก สมัยนั้นมีพระขีณาสพองค์หนึ่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ต้องการที่จะเปลี่ยนบรรยากาศการบำเพ็ญเพียร จึงออกจากป่า ได้จาริกมาถึงบ้านที่อยู่ของกุฎุมพีผู้เป็นอุปัฏฐากภิกษุรูปนั้น

ฝ่ายกุฎุมพีครั้นเห็นพระเถระที่มีผิวพรรณวรรณะผ่องใสก็เกิดความเลื่อมใส จึงรับบาตร นิมนต์เข้าไปในบ้าน ประเคนภัตตาหารโดยเคารพ หลังจากที่พระเถระฉันเสร็จแล้ว ท่านก็แสดงสัมโมทนียคาถาที่ไพเราะ แล้วกุฎุมพีก็ไหว้พระเถระ กล่าวนิมนต์ว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นิมนต์พระคุณเจ้าไปสู่วิหารใกล้บ้านของกระผมก่อนเถิด เวลาเย็น พวกกระผมจะไปเยี่ยม นำน้ำปานะไปถวาย”

พระเถระจึงไปสู่วิหารตามคำนิมนต์ของอุปัฏฐาก เมื่อไปถึง ท่านก็นมัสการท่านเจ้าอาวาส ทักทายปราศรัยกันแล้ว จึงนั่งสนทนากัน ท่านพระเจ้าอาวาสทำปฏิสันถารกับพระเถระ ถามว่า “ผู้มีอายุ ท่านได้รับภัตตาหารแล้วหรือ” พระเถระตอบว่า “ได้แล้วครับ” “ท่านได้ที่ไหนเล่า” พระเถระก็ตอบว่า “ได้ที่เรือนกุฎุมพีใกล้ๆวิหารนี้แหละ” ครั้นบอกอย่างนั้นแล้วก็ถามถึงเสนาสนะอันควรของตน แล้วจัดแจงปัดกวาดเสนาสนะ เก็บบาตรจีวรไว้เรียบร้อย นั่งทำภาวนาด้วยความสุขในโลกุตตรฌาณสมาบัติ

ครั้นเวลาเย็น กุฎุมพีให้คนถือพวงดอกไม้และน้ำมันเติมประทีปไปสู่วิหาร นมัสการพระเถระเจ้าอาวาส แล้วถามหาพระอาคันตุกะ เมื่อทราบแล้วก็เข้าไปนมัสการและฟังธรรมิกถาจนถึงค่ำ จึงบูชาพระเจดีย์และต้นโพธิ์ จุดประทีปสว่างไสว นิมนต์ภิกษุทั้งสองรูปให้รับบาตรในวันรุ่งขึ้น แล้วตนก็กราบลากลับไป

ฝ่ายพระเถระผู้เป็นเจ้าอาวาสท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ จิตใจก็เกิดความคิดที่ไม่น่าจะเกิด คิดว่ากุฎุมพีนี้ถูกพระอาคันตุกะยุให้แตกกับเราเสียแล้ว ถ้าหากเธออยู่ในวิหารนี้ กุฎุมพีคงจะเลิกเลื่อมใสเรา จึงเกิดความไม่พอใจในพระเถระอรหันต์ คิดว่าเราไม่ควรให้เธออยู่ในวิหารนี้ เมื่อถึงเวลาพระเถระมาปรนนิบัติก็ไม่พูดด้วย พระเถระผู้ขีณาสพทราบวาระจิตของภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส แล้วคำนึงว่า พระเถระนี้ไม่ได้ทราบถึงการที่เราขจัดอาสวะสิ้นแล้ว ไม่มีความห่วงใยในตระกูล ในลาภ แล้วท่านก็กลับไปที่อยู่ของตน นั่งเข้านิโรธสมาบัติอย่างมีความสุข

วันรุ่งขึ้น ท่านเจ้าอาวาสก็ตีระฆังด้วยหลังเล็บ เคาะประตูด้วยเล็บ แล้วไปสู่เรือนของกุฏุมพี กุฎุมพีรับบาตร นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ ถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระอาคันตุกะเถระไปไหนเสียเล่า” ท่านเจ้าอาวาสตอบว่า “อาตมาไม่ทราบความประพฤติของพระอาคันตุกะ อาตมาได้ตีระฆัง เคาะประตู ก็ไม่สามารถปลุกให้ตื่นได้ สงสัยเมื่อวานฉันโภชนะอันประณีตในเรือนของคุณแล้ว คงอิ่มอยู่จนวันนี้ บัดนี้ยังนอนหลับอยู่มั้ง”

ฝ่ายพระเถระผู้ขีณาสพ เมื่อถึงเวลาก็ชำระสรีระแล้วทรงบาตรจีวร เหาะไปภิกขาจารในที่อื่น ส่วนกุฎุมพีนิมนต์พระเถระเจ้าอาวาสให้ฉันข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดแล้ว ก็รมบาตรด้วยของหอม ใส่ข้าวปายาสจนเต็ม แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระนั้นเห็นจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ขอพระคุณเจ้าจงนำข้าวปายาสนี้ถวายท่านด้วยเถิด” 

พระเถระเจ้าอาวาสรับบาตรด้วยความจำใจ เดินไปก็คิดไปด้วยความริษยาว่า ถ้าภิกษุนั้นได้ฉันข้าวปายาสนี้ เดี๋ยวก็คงติดใจ เมื่อเราจะจับคอฉุดลากออกจากกุฏิเห็นจะไม่ไป ถ้าหากเราให้ข้าวปายาสนี้แก่คนอื่น เดี๋ยวความจะแตก ถ้าเททิ้งลงในแม่น้ำเนยใสก็จะลอยให้เห็น หากทิ้งบนแผ่นดิน ฝูงกาจะรุมกันกิน ความจะแตกอีกเหมือนกัน “ เราควรทิ้งข้าวปายาสนี้ที่ไหนดีหนอ”

ครั้นเดินผ่านนาที่ไฟกำลังไหม้อยู่ ก็คุ้ยถ่านขึ้น แล้วเทข้าวปายาสลงไป จัดแจงกลบด้วยก้อนถ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับวิหาร เมื่อไม่เห็นภิกษุอาคันตุกะจึงได้สติ คิดได้ว่า ตายแล้ว เราทำกรรมหนักเสียแล้ว ภิกษุนั้นคงจักเป็นพระขีณาสพ ถึงรู้อัธยาศัยของเราแล้วไปเสียที่อื่นเป็นแน่ โอ เพราะท้องเป็นเหตุ เราทำกรรมอันไม่สมควรเลย ทันใดนั้นความเสียใจอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น กรรมที่ทำกับพระผู้ทรงคุณวิเศษได้ให้ผลในวันนั้นทีเดียว คือเกิดความเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา อยู่มาไม่นาน ก็ตายไปบังเกิดในมหานรก

ภิกษุนั้นตกนรกหมกไหม้อยู่หลายแสนปี เศษของผลกรรมยังนำให้ไปเกิดเป็นยักษ์ถึง ๕๐๐ ชาติ ไม่เคยได้กินอาหารอิ่มท้องสักวันเดียวจนถึงวันจะตาย จึงได้กินอิ่ม คือได้กินรกคนอิ่มท้องอยู่วันหนึ่ง ถัดจากเกิดเป็นยักษ์ ก็ไปเกิดเป็นสุนัข ๕๐๐ ชาติ เมื่อเกิดเป็นสุนัข จะได้กินรากอิ่มท้องวันเดียวในวันสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น

จุติจากเป็นสุนัข ก็มาเกิดในตระกูลคนเข็ญใจตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี มีนามว่า มิตตพินทุกะ นับตั้งแต่วันที่เกิดมา ตระกูลก็ยิ่งยากจนหนักลงไปอีก แม้แต่น้ำและปลายข้าวครึ่งท้องก็ไม่เคยได้ ด้วยเหตุนี้พ่อแม่ของเขาไม่สามารถจะทนทุกข์อันเกิดแต่ความอดอยากได้ จึงพูดว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปหากินเองเถิด” เมื่อมิตตพินทุกะไม่มีที่พักอาศัย ก็ท่องเที่ยวไปจนถึงเมืองพาราณสี

ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ สมัยนั้นชาวเมืองพาราณสีให้ทุนศึกษาแก่คนเข็ญใจ ให้มีโอกาสศึกษาศิลปะ เด็กคนนี้จึงมีโอกาสได้ศึกษาศิลปะ แต่ด้วยความเป็นเด็กที่หยาบกระด้าง ไม่อยู่ในโอวาท เที่ยวชกต่อยเกะกะไปทั่ว แม้พระโพธิสัตว์จะตักเตือนสั่งสอนก็ไม่เชื่อฟัง เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจึงเป็นคนโง่เขลา

วันหนึ่ง เขาหนีเที่ยวไปถึงหมู่บ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ได้รับจ้างเป็นคนส่งข่าวให้ชาวบ้านเลี้ยงชีวิต และได้หญิงเข็ญใจคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้นมาเป็นภรรยา อยู่ด้วยกันจนมีลูก ๒ คน แต่ด้วยกรรมเก่าของมิตตพินทุกะเป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านชายแดนถูกราชทัณฑ์ถึง ๗ ครั้ง ไฟไหม้บ้าน ๗ หน บ่อน้ำพังอีก ๗ ครั้ง

เราจะเห็นว่า กฎแห่งกรรมไม่ได้ยกเว้นใครเลย ผู้ที่ทำกรรมไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือฆราวาส ย่อมเป็นผู้ที่รับผลของกรรมนั้น และให้ผลอย่างต่อเนื่องยาวนานจนน่าเบื่อหน่าย เหมือนเรื่องที่หลวงพ่อเล่าค้างเอาไว้ ดังนั้นคนที่สร้างกรรมที่เป็นบาปอกุศลนั้น ไม่เพียงแต่จะทำตนให้เดือดร้อน ยังก่อให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่อยู่รอบข้าง จนไม่สามารถที่จะทนกระแสแห่งกรรมที่เป็นบาปนั้นได้ จึงต้องระเห็จระเหเร่ร่อนชดใช้กรรมต่อไป เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ก็ให้ตั้งใจที่จะสร้างแต่กรรมดี สร้างบุญบารมีให้มากๆ



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๔๔๙-๔๕๗

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๖  หน้า



วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ผู้นำแห่งสันติภาพ

ผู้นำแห่งสันติภาพ

 

             ปัจจุบันนี้สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงสูง บ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ มีขึ้นมีลง บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี ช่วงไหนกระแสจิตของชาวโลกตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี สั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์ เศรษฐกิจจะฟื้นฟู ข้าวปลาอาหารจะอุดมสมบูรณ์  หากเราทำความดีด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ไม่ประมาทในชีวิต 

          แม้ความดีที่เราทำไปเพียงเล็ก ๆ  น้อย ๆ หรือเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถขยายผลดีให้แก่โลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะความดีที่เกิดจากการฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งเป็นประจำนี้ จะช่วยกลั่นบรรยากาศโลก ให้เกิดกระแสแห่งความบริสุทธิ์ หากเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ดีทั้งหลายย่อมจะบังเกิดขึ้น  ฉะนั้น การเจริญสมาธิภาวนาจึงเป็นกรณียกิจที่ทุก ๆ คนควรพร้อมใจกันลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ตัวเราเองและชาวโลก ได้เข้าถึงสันติสุขภายในที่แท้จริง สันติภาพของโลกย่อมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

       มีวาระพระบาลีที่ท่านกล่าวไว้ใน ขุททกนิกาย ชาดก ว่า....

 “เมื่อฝูงโคว่ายข้ามแม่น้ำอยู่ ถ้าโคจ่าฝูงว่ายคดเคี้ยว โคที่เหลือทั้งหมดจะว่ายคดเคี้ยวตามไปด้วย ในหมู่มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ประพฤติไม่เป็นธรรม ปวงประชาที่เหลือก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย ถ้าข้าราชการประพฤติไม่เป็นธรรม ราษฎรก็อยู่อย่างลำบาก”

ปัจจุบันโลกมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศไทยของเราอยู่ในยุคสมัยที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ทุกคนในบ้านเมืองมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกผู้นำเข้าไปบริหารประเทศชาติ เพื่อพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาประเทศ การแสวงหาคนดีเพื่อมาเป็นตัวแทนของเราเข้าไปทำงานเพื่อประเทศชาติ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะผู้นำ คือ ผู้ชี้ชะตาอนาคตของชาติว่า จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่

ยิ่งกว่านั้นยังมีเหตุการณ์นองเลือด หรือโศกนาฏกรรมต่างๆ เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากกิเลสในใจของมนุษย์ นั่นคือความโลภ ความโกรธ และความหลง ที่ทำให้เกิดการเข่นฆ่าเพื่อความเป็นใหญ่ หรือเพื่อผลประโยชน์ ถ้าหากได้ผู้นำที่ดีมาปกครองประเทศชาติบ้านเมือง เป็นผู้มีความรักความปรารถนาดีต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง มีศีลธรรม ทำตนให้เป็นต้นแบบที่ดี แนะนำทุกคนในประเทศชาติ ให้รู้รักสามัคคี มีความปรองดองกัน แม้มีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ก็ตาม หากทุกๆ คนดำรงตนอยู่ในศีล ๕ ประเทศชาติบ้านเมือง รวมไปถึงทั่วทั้งโลกย่อมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี  พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของอัครมเหสี ครั้นประสูติแล้ว พระประยูรญาติขนานพระนามว่า พรหมทัตกุมาร เมื่อมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ทรงศึกษาศิลปะในเมืองตักสิลา ทรงเจนจบในไตรเพท และสำเร็จศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา ในสมัยนั้น ประชาชนในกรุงพาราณสี พากันฆ่าแพะ แกะ ไก่ เพื่อบวงสรวงผีสาง เทวดา ด้วยการเอาเนื้อ และโลหิตสดๆ ของสัตว์ต่างๆ ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือเป็นประจำ

พรหมทัตกุมารดำริว่า ประชาราษฎร์ต่างพากันฆ่าสัตว์ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำปาณาติบาต ละโลกไปแล้วต้องบ่ายหน้าไปสู่อบายภูมิ ตกนรกหมกไหม้เพราะความเห็นผิด ถ้าหากเราครองราชย์แทนพระราชบิดา เราจะต้องไม่ให้สัตว์แม้เพียงตัวเดียวต้องมาสังเวยชีวิตแบบนี้ เราต้องหาอุบายไม่ให้ผู้ใดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อบูชายัญด้วยวิธีผิดๆ เช่นนี้ ความปรารถนาที่จะให้มหาชนเลิกปาณาติบาต ฝังอยู่ในพระทัยของพระองค์ตลอดมา

วันหนึ่ง พระองค์ทรงราชรถเสด็จออกจากเมืองตามลำพัง ทอดพระเนตรเห็นมหาชนชุมนุมกันที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ใครอยากได้สิ่งใด ไม่ว่าอยากได้ลูกเป็นชายหรือหญิง ปรารถนาลาภ ยศ ชื่อเสียง ต่างมาบนบานต่อเทวดา ซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ต้นไทรแห่งนั้น พระโอรสเสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ๆ ต้นไม้ ทรงถือดอกไม้ และของหอมเข้าไปบูชา ทำประทักษิณต้นไม้เช่นเดียวกับที่คนอื่นๆ ทำกัน จากนั้นได้เสด็จขึ้นรถกลับเข้าเมืองตามเดิม ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ทรงเสด็จไปบูชานอบน้อมรุกขเทวดาที่ต้นไม้นั้นเป็นประจำ

ต่อมา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระโอรสได้เสวยราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา ทรงประพฤติปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด พระองค์ทรงดำริว่า บัดนี้ แม้เราได้เป็นมหากษัตริย์แล้วก็ตาม แต่ความปรารถนาที่จะให้ประชาชนเลิกนับถือผีสางเทวดาและเลิกฆ่าสัตว์นั้น ยังทำไม่สำเร็จ และยุคสมัยนี้บ้านเมือง มีผู้ทุศีลมากมาย เราต้องหาทางทำให้มหาชนเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้

พระราชาจึงมีรับสั่งเรียกพวกอำมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดีพร้อมทั้งชาวบ้านมาประชุมกัน และประกาศว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านรู้ไหมว่า เหตุใด เราจึงได้ราชสมบัติ” เมื่อไม่มีผู้ใดตอบ พระองค์จึงมีพระราชดำรัสต่อไปว่า “ในครั้งนั้น เราตั้งความปรารถนาไว้ว่า ถ้าเราได้ราชสมบัติ จักกระทำพลีกรรมต่อเทวดา ตอนนี้เราได้ราชสมบัติแล้วด้วยอานุภาพของเทวดา เพราะฉะนั้น เราจึงอยากทำพลีกรรมแก่เทวดา พวกท่านอย่าได้ชักช้ากันอยู่เลย พากันเตรียมพลีกรรมเร็วเข้าเถิด”

พวกอำมาตย์ทูลถามว่า “ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าจักจัดสิ่งใดเล่า พระเจ้าข้า” พระราชารับสั่งว่า “ท่านทั้งหลาย เราได้บนบานต่อเทวดาไว้ว่า ข้าพเจ้าจักฆ่าหมู่คนที่ประพฤติผิดศีล ผิดธรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชอบลักขโมย ประพฤติผิดลูกเมียของคนอื่น คนมักพูดเท็จ หลงใหลในการดื่มน้ำเมาสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น พวกท่านจงตีฆ้องประกาศไปว่า พระราชาของพวกเรา ครั้งดำรงเป็นอุปราชอยู่นั้น ทรงบนเทวดาไว้เช่นนี้ว่า “ถ้าทรงครองราชย์ จักให้ฆ่าคนที่ทุศีลในรัชกาลของพระองค์ให้หมด แล้วกระทำพลีกรรมต่อเทวดา บัดนี้พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ฆ่าคนที่ทุศีลประมาณพันคน แล้วให้เอาเครื่องใน เอาหัวใจ ปอด ตับของคนเหล่านั้น ไปทำพลีกรรมแก่เทวดา ขอชาวเมืองทั้งหลายจงรับรู้ไว้เช่นนี้เถิด”

เมื่อให้ประกาศตามนี้แล้ว พวกอำมาตย์ได้เที่ยวตีกลองป่าวประกาศไปทั่วเมืองพาราณสี มีปริมณฑล ๑๒ โยชน์ ชาวประชาทั่วไปได้ฟังประกาศแล้วต่างกลัวพระอาญา ตั้งแต่นั้นมาไม่มีผู้ใดทำผิดศีลแม้เพียงข้อเดียว ทุกคนที่เคยฆ่าสัตว์ ลักขโมย พากันเลิกอย่างเด็ดขาด ดำรงอยู่ในศีลอยู่ในธรรมกันทั้งหมด

ด้วยกุศโลบายอันแนบเนียนนี้ ตลอดเวลาที่พระโพธิสัตว์ครองราชย์อยู่ ไม่มีผู้ใดประพฤติผิดศีล ๕ และประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ทั้งพระราชาทรงดำรงตนเป็นต้นแบบที่ดี และทรงแนะนำชาวแว่นแคว้นให้รักษาศีลด้วย ทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์ ทุกคนมีศีลเป็นอาภรณ์ เมื่อละโลกไปแล้ว ทั้งพระราชาและชาวเมืองต่างไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เทพนครสว่างไสวไปด้วยเทพบุตรเทพธิดาผู้พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจศีลกันทุกคน

เราจะเห็นว่า ยุคสมัยใด หากมีผู้นำหรือนักบริหารประเทศที่ประพฤติธรรม ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี อีกทั้งยังแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดำรงตนอยู่ในกุศลธรรมด้วย ยุคสมัยนั้น ความเจริญรุ่งเรืองย่อมบังเกิดขึ้น ประเทศชาติก็มีความร่มเย็นเป็นสุข การรู้จักเลือกคนดีมีศีลมีธรรมมาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ยุคใหม่ ยุคของชาวศิวิไลซ์ ที่ทั้งผู้นำและผู้ตาม ต่างประพฤติธรรมกันหมดทุกคน

การจะดูว่า ใครเป็นคนดีที่ควรยกย่องให้เป็นผู้นำ ผู้รู้ท่านให้ดูว่า บุคคลนั้นเป็นบัณฑิตที่คิดดี พูดดี และทำแต่สิ่งที่ดีดี เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ต้องมีสติปัญญาดี หนักแน่นในคุณธรรม ชอบเสียสละ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนมีศีลธรรม อย่างน้อยมีศีล ๕ เป็นมาตรฐานของชีวิต ถ้าได้ผู้นำที่มีศีลมีธรรมเช่นนี้ ผู้ตามก็จะทำตาม และจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก บ้านเมืองไม่มีการคอรัปชั่น เอารัดเอาเปรียบกัน ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นในสังคม 

ดังนั้น ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมของประชาธิปไตย ให้รู้จักใช้สติปัญญากันให้ดี เลือกคนดีเข้ามาเป็นผู้นำในการนำพาสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและชาวโลก อีกทั้งตัวเราเองต้องหมั่นประพฤติธรรมอยู่ในศีลธรรมอันดีงามด้วย เพื่อให้เป็นผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งภายในกันทุกๆ คน




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๖๖-๑๗๔

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๖   หน้า ๕๔


วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วิธีทำตนให้คนอื่นรัก

วิธีทำตนให้คนอื่นรัก

 

                       การประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตัวเราเองและมวลมนุษยชาติ หากผู้ใดรู้วิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์ และมีความเพียรอย่างสม่ำเสมอ คุณธรรมที่ดีงามต่างๆ จะเพิ่มพูนขึ้นในใจ บุคคลนั้นจะเป็นผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ เป็นที่รักของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย อีกทั้งเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่า ธรรมะจะเป็นที่พึ่งของเราได้ตลอดเวลา แม้คนอื่นก็เคารพเลื่อมใส  ดังนั้น ธรรมะจึงเป็นอาภรณ์ประดับกายที่อมตะมั่นคงที่สุด ที่จะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ขอให้หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี เราจะได้เป็นเจ้าของสมบัติอันล้ำค่านี้กันทุกคน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน คาถาธรรมบท ว่า...

         สีลทสฺสนสมฺปนฺนํ      ธมฺมฏฺฐํ สจฺจวาทินํ
          
อตฺตโน กมฺมกุพฺพานํ   ตํ ชโน กุรุเต ปิยํ

ชนย่อมกระทำบุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัสสนะ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้พูดคำจริงเป็นปกติ ผู้ทำงานอันเป็นหน้าที่ของตน ให้เป็นที่รัก”

คนที่จะเป็นที่รัก หรือต้องการให้บุคคลอื่นรักและเคารพด้วยความจริงใจนั้น ต้องมีคุณธรรมอย่างน้อย ๕ ประการข้างต้น คือ ต้องมีศีล ....มีญาณทัสสนะ ...ตั้งอยู่ในธรรม ...พูดคำสัตย์จริงเป็นปกติ ...และ...ทำงานที่เป็นหน้าที่ของตน

คำว่าศีลนั้นโดยความหมาย คือ ภาวะความเป็นปกติของมนุษย์ทุกคน ผู้มีศีล คือ ผู้ที่ประพฤติสุจริตทางกายและวาจา อย่างน้อยต้องเป็นผู้มีศีล ๕ เป็นปกติ ถ้าเป็นสามเณรก็มีศีล ๑๐ เป็นพระภิกษุต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ให้ด่างพร้อยแม้แต่นิดเดียว และควรทำศีลนั้นให้เจริญยิ่งขึ้นไป ให้เป็น "อธิศีลซึ่งแปลว่า ศีลอันยิ่ง เป็นศีลที่เห็น ไม่ใช่ศีลที่สักแต่ว่ารู้จักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 เราจะเห็นดวงศีลได้ต้องหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งใจหยุดนิ่งถูกส่วนตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อใจถูกส่วนจะเห็นดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ หยุดต่อไปตรงกลางดวงธรรมนั้น จะเห็นดวงศีลผุดซ้อนขึ้นมา เป็นดวงใสบริสุทธิ์ เป็นศีลเห็น คือ เห็นเป็นดวงเกิดขึ้นมา ถ้าศีลนั้นบริสุทธิ์ก็เห็นว่าบริสุทธิ์ ศีลไม่บริสุทธิ์ก็เห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ใสสว่างหรือมัวหมองเพียงไหนก็เห็นได้ด้วยใจของเราเอง

 ถ้าเราประพฤติปฏิบัติได้จนถึงอธิศีล เห็นเป็นดวงใสแจ่มอยู่ตลอดเวลา จะมีแต่ความสุขกายสุขใจ ไม่ต้องฝืนใจหรือพยายามข่มใจ รักษาศีลอย่างมีความสุขไม่เคร่งเครียด มีหน้าตาชื่นบาน ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ใครพบเห็นก็อยากเข้าใกล้ นี่เป็นคุณสมบัติประการแรก ที่ทำให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวา

คุณสมบัติประการที่ ๒ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ คือ มีความเห็นถูกต้อง ตรงไปตามความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายทั้งปวง เบื้องต้นจะต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือ เห็นว่า การบูชามีผลจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โลกนี้มี โลกหน้ามี เช่นนี้เป็นต้น โดยความหมายเบื้องสูงในทางปฏิบัตินั้น หมายถึงสัมมาทิฏฐิในอริยมรรค อันหมายถึงปัญญารู้เห็นอริยสัจ ๔ ต้องหยุดใจให้สนิท จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย จึงจะรู้ชัดเห็นชัด รู้แจ้งด้วยญาณทัสสนะ เห็นแจ้งด้วยธรรมจักษุของธรรมกาย ทำได้เช่นนี้จึงจะเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เพราะเห็นได้รอบตัว เห็นทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคตในเวลาเดียวกัน

คุณสมบัติประการที่ ๓ คือ ตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย อย่างน้อยมีกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ในที่นี้ท่านหมายถึง ตั้งอยู่ในโลกุตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑  โดยนำใจของเรามาตั้งอยู่ในกลางธรรมกาย มาหยุดอยู่ในกลางนี้ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่น ยืน เดิน นั่ง นอน เราจะมีความสุขอยู่ในธรรมตลอดเวลา หน้าตาผ่องใส น่าเข้าใกล้น่าเลื่อมใสยิ่งนัก

คุณสมบัติประการที่ ๔ คือ พูดคำจริงเป็นปกติ ไม่พูดให้คลาดเคลื่อนจากธรรม จากความเป็นจริง ความถูกต้องดีงาม คนพูดความจริงเป็นปกตินี้ จะเป็นที่รักที่นับถือ ที่เคารพและยำเกรงของทุกๆ คน จะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ต้องระแวงระวังว่า ใครจะมาจับผิด ไม่ต้องเสียเวลาจำเรื่องที่โกหก จะมีแต่เรื่องดีๆ ในใจเสมอ

คุณสมบัติประการสุดท้าย คือ การทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ด้วยการทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเองและชาวโลก เป็นผู้นำยอดนักสร้างบารมี นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงสันติสุขภายใน และพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ต้องทำเช่นนี้จึงจะได้ชื่อว่า ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

คนที่พร้อมด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของทุกคน เช่นเดียวกับคุณสมบัติของพระมหากัสสปเถระ เรื่องมีอยู่ว่า

วันหนึ่ง พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูป และพระอสีติมหาเถระ เสด็จไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นเด็กประมาณ ๕๐๐ คน ถือขนมออกจากเมืองไปยังสวนแห่งหนึ่ง เพื่อขายในงานมหรสพ เด็กๆ เห็นพระศาสดา จึงถวายบังคมแล้วเดินจากไป มิได้ถวายขนมแด่พระพุทธองค์หรือภิกษุสงฆ์แต่อย่างใด พระบรมศาสดาตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องการฉันขนมไหม” “ขนมที่ไหน พระเจ้าข้า” พวกภิกษุทูลถาม

พระบรมศาสดาตรัสว่า “เธอทั้งหลายไม่เห็นพวกเด็กที่ถือกระเช้าขนมเดินผ่านไปหรือ” พวกภิกษุกราบทูลว่า “เห็นพระเจ้าข้า แต่พวกเด็กเหล่านั้นคงไม่ถวายขนมให้ใครๆ หรอก พระเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้เด็กเหล่านั้นไม่นิมนต์เราหรือพวกเธอให้รับขนมก็ตาม แต่ภิกษุผู้เป็นเจ้าของขนม กำลังเดินตามพวกเธออยู่ด้านหลัง พวกเธอรอฉันขนมก่อนแล้วจึงไป”

ขณะที่พวกเด็กๆ ยืนหลีกทางให้พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป เดินผ่านไปนั้น พวกเขาเห็นพระมหากัสสปเถระ กำลังเดินตามมาข้างหลัง เด็กเหล่านั้นเกิดความเคารพในตัวท่านมาก ต่างรีบวางกระเช้าลง กราบพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกราบนิมนต์ท่านรับขนม พระเถระพูดว่า “พระศาสดาพาพระภิกษุสงฆ์ประทับนั่งอยู่ที่ใต้โคนไม้ พวกเธอจงนำไปถวายพระศาสดา แล้วแบ่งถวายแด่พระภิกษุสงฆ์เถอะ” พวกเด็กๆ ต่างรับคำท่าน พากันเดินถือกระเช้าขนมไปพร้อมกับพระเถระ พวกเขาถวายขนมแล้วยืนมองดูอยู่ ณ ที่สมควร เพื่ออุปัฏฐากรับใช้ หลังจากพระภิกษุสงฆ์ฉันแล้ว จึงพากันกราบลาไปพร้อมๆ กัน

เมื่อเด็กเหล่านั้นจากไปไม่นาน ภิกษุทั้งหลายต่างโจษจันกันว่า “พวกเด็กเหล่านี้พากันถวายขนม เพราะเห็นแก่หน้าพระมหากัสสปะ ไม่ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระมหาเถระทั้งหลายเลย” พระบรมศาสดาตรัสชี้แจงว่า “ภิกษุทั้งหลาย มหากัสสปะผู้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยญาณทัสสนะ ตั้งอยู่ในธรรม พูดคำจริงเป็นปกติ มีการงานอันเป็นหน้าที่ของตนสมบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีบุญทั้งหลายย่อมทำการบูชาเธอด้วยปัจจัยสี่โดยเคารพ”

เราจะเห็นว่า ผู้มีคุณธรรมย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวา ผู้มีศีลมีวัตรบริบูรณ์ย่อมเป็นที่สรรเสริญของบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย ศีลเป็นเบื้องต้นของคุณธรรมทั้งปวง หากบุคคลใดตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ภารกิจการงาน ชำระกายวาจาใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ตัวเราเองก็ติเตียนตนเองไม่ได้ ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ ไม่ว่าจะย่ำเท้าย่างกรายไป ณ แห่งหนตำบลใด ย่อมไม่เก้อเขิน จะองอาจไม่หวั่นไหวไม่พรั่นพรึงต่ออันตรายทั้งปวง สุขภาพร่างกายย่อมสมบูรณ์แข็งแรง ผิวพรรณวรรณะก็ผ่องใส เป็นที่รักที่เคารพยิ่งของเหล่ามนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านพึงตั้งใจรักษาศีล หมั่นชำระกายวาจาใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยญาณทัสสนะ เป็นผู้มีใจตั้งมั่นอยู่ในธรรม เป็นคนพูดคำจริง ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ หมั่นเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนาทุกวัน อานิสงส์นี้จะส่งผลให้เรามีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง สามารถสร้างบารมีได้เต็มอิ่มเต็มกำลัง จะมีผิวพรรณวรรณะที่ผ่องใส เป็นที่รักของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย มีคุณธรรมเพียบพร้อมบริบูรณ์ทั้งภายนอกและภายใน เราจะเป็นผู้มีความสุขอยู่ในธรรมตลอดเวลา มีความสุขทุกอิริยาบถกันทุกๆ คน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๒๓๙-๒๔๖

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่  ๔๒    หน้า ๔๑๓


วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562

พุทธวิธีเพื่อเศรษฐกิจที่มั่นคง

พุทธวิธีเพื่อเศรษฐกิจที่มั่นคง



                   การประพฤติธรรมให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องดีงาม เพื่อพัฒนาคุณธรรมและคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับผู้ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เพราะชีวิตของมนุษย์นั้น เป็นชีวิตของผู้มีใจประเสริฐ มีจิตใจสูงส่งดีงาม สามารถฝึกหัดขัดเกลาตนเองให้เข้าถึงพระรัตนตรัย เพื่อเป็นคนดีที่โลกต้องการ การประพฤติธรรมนำสุขมาให้ ผู้ประพฤติธรรมย่อมได้รับความสุขความเจริญรุ่งเรือง และยังทำให้สังคมประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ถ้าครอบครัวไหนประพฤติธรรม ครอบครัวนั้นย่อมมีความสุข

                  ถ้าบ้านเมืองไหนผู้นำประพฤติธรรม ประชาชนในบ้านเมืองนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่อดอยากอัตคัดขาดแคลน มีกินมีใช้ และประพฤติธรรมตามไปด้วย ดังนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรม ชำระกายวาจาใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ จึงเป็นการพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองอีกทางหนึ่ง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สิงคาลกสูตร ความว่า...


                      “ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา   โย ธมฺมํ นาติวตฺตติ
                       อาปูรติ ตสฺส ยโส           สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา

               ผู้ใดไม่ละเมิดความยุติธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว และความหลง ยศของผู้นั้น ย่อมเต็มเปี่ยมดุจดวงจันทร์ เปล่งแสงสว่างในข้างขึ้นทุกค่ำคืน”

                    คุณธรรม ความไม่ลำเอียง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้เกิดขึ้นในใจของเราและในสังคมปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำผู้ปกครอง หากปรารถนาความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง ต้องฝึกฝนคุณธรรมความไม่ลำเอียงนี้ให้เกิดขึ้นในใจ จะได้เป็นคนซื่อตรงเที่ยงแท้เที่ยงธรรม ไม่มีอคติ มีใจตั้งมั่น  เวลาตัดสินใจหรือวิเคราะห์สิ่งใด จะตัดสินได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง จะเลือกเอาแต่ความถูกต้องยุติธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง

                   เหมือนในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังหมู่บ้านขานุมัตตะ ซึ่งในขณะนั้น กูฏทันตพราหมณ์ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ได้นำโคตัวผู้  ลูกโคตัวผู้-ตัวเมีย แพะ แกะ อย่างละ ๗๐๐ ตัว มาผูกไว้กับหลักเพื่อทำพิธีบูชายัญ   เมื่อพราหมณ์รู้ข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงพักการบูชายัญไว้ก่อน แล้วไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และทูลถามพระบรมศาสดาว่า  “จะบูชายัญอย่างไรถึงจะดี พระบรมศาสดาทรงทราบว่าพราหมณ์เป็นผู้มีปัญญา จึงตรัสเล่าเรื่องการบูชายัญในอดีตของพระเจ้ามหาวิชิตราชว่า

                   ในสมัยหนึ่ง พระเจ้ามหาวิชิตราชทรงดำริที่จะบูชายัญ เพราะมีความเชื่อว่าเทพเจ้าจะพอใจ แล้วจะได้ลงมาช่วยปกปักรักษาบ้านเมือง ครั้งนั้น พระราชามีปุโรหิตผู้เป็นบัณฑิตเป็นที่ปรึกษา ได้กราบทูลว่า ก่อนที่จะบูชายัญนั้น ต้องปราบโจรร้ายในแผ่นดินเสียก่อน ด้วยวิธีการไม่ฆ่า พระราชาทรงสงสัยว่า การปราบโจรโดยไม่ใช้อาวุธฆ่าฟันนั้น เป็นอย่างไร

                  ปุโรหิตกราบทูลว่าที่บ้านเมืองยังไม่สงบสุข เพราะอบายมุขระบาดไปทั่วเมือง ประชาชนยังอดอยากยากจน จึงแสวงหาทรัพย์มาด้วยวิธีการไม่สุจริต  ฉะนั้นพระองค์ต้องปราบโจรร้ายโดยแก้ไขที่ต้นเหตุ คือต้องแก้ไขเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและจิตใจของคนให้ดีเสียก่อน ด้วยการพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรกร ให้ทุนพ่อค้าที่มีปัญญาแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มอบรางวัลให้ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ยุติธรรม และปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจของประชาชน

                   เมื่อเกษตรกรขยันทำงาน ผลผลิตก็มาก พ่อค้านักธุรกิจที่ทำงานด้วยความสุจริต ก็จะพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจคล่องตัว ข้าราชการจะมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน ไม่คอรัปชั่นคดโกงทรัพย์สินของแผ่นดิน ความสงบสุขเรียบร้อยก็จะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร การสงเคราะห์เอื้อเฟื้อแบ่งปันความสุขและสิ่งที่ดีงามให้แก่กัน นั่นแหละคือการบูชายัญอันวิเศษ

             เมื่อปุโรหิตแนะนำวิธีการบูชายัญที่ถูกต้องแล้ว พระราชาทรงพอพระทัยมาก จึงรับสั่งให้ข้าราชการ และประชาชน ไปทำตามคำแนะนำของท่านปุโรหิต ครั้นวันเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน สภาพสังคมเศรษฐกิจก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

                  จากนั้นท่านปุโรหิตกราบทูลให้พระราชาขอความร่วมมือจากกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงมีอำนาจ ตั้งแต่อนุกษัตริย์ที่อยู่ตามหัวเมืองต่างๆ มหาเศรษฐีจากนานาประเทศมาร่วมกันทำการบูชายัญ ด้วยการสร้างโรงทานให้คนที่มาจากทิศทั้ง ๔ เมื่อผู้มีทรัพย์มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันถ้วนหน้า ปัญหาความขาดแคลนอดอยากยากจนก็หมดสิ้นไป ทุกคนในบ้านเมืองพากันสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โจรผู้ร้ายจึงหมดไปจากบ้านเมืองโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง สังคมก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

                  กูฏทันตพราหมณ์ได้ฟังแล้ว เข้าใจทันทีว่าการบูชายัญของตนเอง เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ถูกวิธี ท่านได้ทูลถามต่อว่า “ยังมีการบูชายัญที่ทำน้อยแต่ให้ผลมากบ้างไหม พระพุทธองค์ทรงแนะนำการทำน้อยแต่ได้ผลมากว่า จะต้องทำทานกับสมณพราหมณ์ผู้มีศีล ผู้ประพฤติธรรม ต้องทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญ และให้ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พร้อมกับรักษาศีลเจริญภาวนาให้เป็นปกติ บูชายัญอย่างนี้ จึงเป็นการลงทุนน้อยแต่ให้ผลบุญมาก และยังเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติสวรรค์อีกด้วย

             ยิ่งหากต้องการให้การบูชายัญเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ต้องออกประพฤติพรหมจรรย์ ขจัดกิเลสอาสวะให้หลุดล่อนออกจากใจ เพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ อย่างนี้คือการบูชายัญที่ใช้เครื่องประกอบน้อย แต่ได้ผลมากเกินควรเกินคาดทีเดียว กูฏทันตพราหมณ์ได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสมาก จึงประกาศตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต แล้วได้ทำการปล่อยสัตว์ที่เตรียมไว้บูชายัญทั้งหมดให้เป็นอิสระ ท่านได้ตั้งใจบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

                เราจะเห็นว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ เพียงแต่รู้จักใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แนะนำประชาชนให้รู้จักการทำความดี ให้กำลังใจสนับสนุนผู้ทำความดีที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ เมื่อแนะนำทุกคนให้รู้จักเสียสละแบ่งปัน ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ปัญหาทั้งหมดจะหมดไป  เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ คือที่ตัวเรา และครอบครัวของเราเสียก่อน การสถาปนาบ้านกัลยาณมิตรขึ้นมา ก็เพื่อพิชิตปัญหาสังคม โดยมุ่งปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นในครอบครัว ให้ทุกคนรู้จักการทำความดี และสร้างคนดีที่โลกต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม

                 ดังนั้นให้ช่วยกันสถาปนาบ้านกัลยาณมิตรให้เกิดขึ้นมากๆ เพราะในยุคนี้เป็นยุคที่เเปลก คนทำความดีกลับถูกมองว่าไม่ดี แต่ทำไม่ดีกลับถูกมองว่าดี ได้รับการยกย่องสรรเสริญ เป็นสิ่งที่พวกเราได้รู้ได้เห็นกันอยู่ เมื่อความเป็นจริงถูกบิดเบือนไปทำให้เกิดความเข้าใจผิด สังคมก็เกิดความสับสน คนไม่มั่นใจในการทำบุญ ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้น เราต้องช่วยกันแก้ไขสิ่งผิดพลาดนี้ โดยไปช่วยกันสถาปนาบ้านกัลยาณมิตรให้เกิดขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่ง ให้กระแสแห่งการทำความดีได้ดีแล้วบังเกิดขึ้น ให้ทุกคนเข้าใจในเรื่องบุญกุศลที่นักปราชญ์บัณฑิตเขาทำกันมาทุกยุคทุกสมัย

                  บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนแท้ในทุกหนทุกแห่ง บุญจะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ สมบัติทั้งหลายในเมืองมนุษย์ คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จะบังเกิดขึ้นกับเราด้วยอานุภาพแห่งบุญนี่เอง แม้ละโลกไปแล้ว เราจะจากไปอย่างไปอย่างผู้มีชัยชนะ ไปเสวยทิพยสมบัติครองความเป็นใหญ่ในเทวโลก จะสมบูรณ์ด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ กระทั่งบารมีเต็มเปี่ยม นิพพานสมบัติก็จะเกิดขึ้น สมบัติทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๕๓๘-๕๔๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่  ๑๒   หน้า ๔๐

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...