วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ขออย่างพระอริยเจ้า


ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก


     การที่จะนำตนให้พ้นจากอาสวกิเลส ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เข้าถึงอายตนนิพพานได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับนักสร้างบารมีผู้มีหัวใจเต็มเปี่ยมด้วยการสร้างบารมีนั้น ย่อมตระหนักว่า การสร้างบุญกุศลคือกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง เพราะบุญที่เราสร้างนี้ จะเป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต เส้นทางในสังสารวัฏของเรา ย่อมก้าวไปได้อย่างสะดวกสบาย และมีโอกาสสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้นไป เป็นบุญต่อบุญไม่มีที่สิ้นสุด การสร้างบารมีอย่างที่เรากำลังทำอยู่นี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และมีความสำคัญสำหรับพวกเราทุกๆ คน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัฏฐิเสนชาดก ความว่า
    “น เว ยาจนฺติ สปฺปญฺญา   ธีโร จ วิทิตุมรหติ
          
อุทฺทิสฺส อริยา ติฏฺฐนฺติ    เอสา อริยาน ยาจนา

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย จะไม่ออกปากขอเลย ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ยืนเฉพาะเจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย”

ผู้มีปัญญาในที่นี้ หมายเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ท่านเหล่านี้ถือว่า เป็นเนื้อนาบุญแก่ปฏิคาหก การขอของท่านจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน จะไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนอย่างแน่นอน เพราะชีวิตของท่านเหล่านั้น เป็นไปเพื่อส่วนรวม สร้างคุณประโยชน์ เพื่อนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล นี่คือผู้มีปัญญาที่กล่าวถึงในพระคาถา เราหากรับรู้ดังนี้แล้ว เมื่อปรารถนาจะได้บุญกับท่าน ก็ควรใช้สติปัญญาพินิจพิจารณาให้ดีว่า เราควรจะบำเพ็ญบุญกับท่านอย่างไร

วิสัยของบัณฑิต หากท่านดำรงอยู่ในเพศแห่งเนื้อนาบุญ ท่านย่อมรู้ว่า ควรจะวางตัวอย่างไร เพราะท่านตระหนักดีว่า การขอบ่อยๆ โดยไม่มีความพอดีนั้น ไม่เป็นที่รักของผู้ใด ท่านจะขออย่างพระอริยเจ้า

ดังชีวิตในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่ยังสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ขณะที่พระองค์ตรัสเรื่องนี้ขึ้นมา ทรงประทับอยู่ที่เมืองอาฬวี และได้ปรารภเหตุที่มีพระภิกษุพุทธสาวกไปขอวัสดุอุปกรณ์มาสร้างกุฎิที่พัก จนเกิดเรื่องราวที่กล่าวขานกันอย่างกว้างขวาง

พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมา แล้วให้ข้อคิดว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บัณฑิตสมัยก่อนได้บรรพชาในพาหิรลัทธิ แม้พระราชาจะทรงปวารณาแล้ว ก็ไม่ทูลขออะไร เพราะคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการขอของรัก ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของชนเหล่าอื่น” จากนั้นพระพุทธองค์ได้นำอดีตนิทานมาตรัสเล่าว่า

ชาติหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกหมู่ญาติพากันตั้งชื่อท่านว่าอัฏฐิเสนกุมาร  เมื่อเจริญวัยขึ้น ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนจนเจนจบ เป็นที่รักของครูบาอาจารย์ยิ่งนัก แต่ด้วยอานุภาพแห่งเนกขัมมบารมีที่ได้สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทำให้ท่านเห็นโทษเห็นภัยในกามทั้งหลายว่า กามทั้งหลายมีทุกข์มาก เป็นต้นทางแห่งทุกข์ จึงออกบวชเป็นฤๅษี ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลานาน จนกระทั่งได้ฌานสมาบัติ และอภิญญาสมาบัติ

หลังจากที่อยู่ป่ามายาวนาน พระโพธิสัตว์ปรารถนาจะเปลี่ยนบรรยากาศ และรสชาติของการขบฉัน จึงเดินทางเข้ามาในเมืองพาราณสี จนมาถึงพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นได้เดินภิกขาจารมาถึงพระลานหลวง ด้วยอากัปกิริยาที่งดงามน่าเลื่อมใส  พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงให้ราชบุรุษนิมนต์ท่านเข้ามาในพระราชวัง อาราธนาให้นั่งที่พื้นปราสาทที่ตกแต่งอย่างดี แล้วได้ถวายโภชนะที่ประณีต หลังจาก

ฤๅษีโพธิสัตว์ฉันภัตตาหารแล้ว ได้กล่าวอนุโมทนากถา พระราชาทรงฟังอนุโมทนากถาอันประกอบด้วยธรรมเช่นนั้นแล้ว ยิ่งเกิดความเลื่อมใสขึ้น จึงอาราธนาให้พักที่พระราชอุทยาน พร้อมปวารณาตนเป็นโยมอุปัฏฐาก

 พระราชาเสด็จไปสนทนาธรรมกับพระโพธิสัตว์วันละสองถึงสามครั้ง วันหนึ่ง ด้วยความที่พระองค์ปีติในธรรมิกถาจึงทรงปวารณาว่า “พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดนับตั้งแต่ราชสมบัติลงมา ขอพระคุณเจ้าจงบอกแก่โยมเถิด โยมปรารถนาจะสร้างบุญกุศล”  พระโพธิสัตว์ฟังดังนั้นก็นิ่งๆ ไม่แสดงอาการอยากได้สิ่งใด

วันหนึ่ง พระราชาทรงดำริว่า ยาจกเหล่าอื่นต่างขอในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะนี้ ตั้งแต่วันที่เราปวารณาไว้ ยังไม่เคยขอสิ่งใดกับเราเลย พระคุณเจ้าเป็นบัณฑิตที่แท้จริงๆ เราจักเรียนถามท่าน ได้เสด็จไปอุปัฏฐากพระฤๅษีที่พระราชอุทยานพลางตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกวณิพกทั้งหลายที่โยมไม่รู้จัก ต่างพากันมาหาโยมและขอสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกิน แต่พระคุณเจ้าผู้ที่โยมรักและเคารพ ทำไมพระคุณเจ้าจึงไม่ขอสิ่งใดเลย”

พระโพธิสัตว์ตอบว่า “มหาบพิตร ที่อาตมาไม่ขอ ก็เพราะว่า ผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ เพราะฉะนั้น อาตมาภาพจึงไม่ขอสิ่งใดกับมหาบพิตร ขอความบาดหมางใจอย่าได้มีแก่อาตมาภาพเลย เพราะหากอาตมาขอแล้ว ตัวมหาบพิตรเองก็คงจะรับสั่งให้ไม่ขัด แต่ตัวอาตมภาพเองก็จะเกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ หากสมมติว่า ถ้าขอแล้วพระองค์ให้ไม่ได้หรือไม่สามารถจะให้ได้ อาตมาจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจเช่นกัน ระหว่างพระองค์กับอาตมาอย่าได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย”

ด้วยความที่พระราชาเป็นผู้เต็มเปี่ยมด้วยการให้ และรักที่จะสั่งสมบุญกุศล จึงกล่าวขึ้นว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้ใดที่เลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอในสิ่งที่ควรขอ และในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้น ย่อมขจัดบุญจากผู้อื่น แม้แต่ตนเองก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ 

ส่วนผู้ใดที่เลี้ยงชีพด้วยการขอ และขอสิ่งที่ควรขอ ทั้งขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้อื่นได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้วจะไม่รู้สึกขึ้งเคียด ข้าแต่พระคุณเจ้านี้เป็นที่รักของโยมเหลือเกิน พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดขอให้บอกเถิด เพราะการบอกของพระคุณเจ้า คือสิ่งที่ยังความปีติให้กับโยม”

 แม้พระราชาจะตรัสให้รู้ถึงอัธยาศัยของตนเช่นนี้ พระโพธิสัตว์ก็ยังคงไม่ทูลขอสิ่งใด เมื่อจะแสดงปฏิปทาของนักบวช ท่านจึงกล่าวว่า “มหาบพิตรราชสมภารเจ้า การขอสิ่งที่ไม่ควรขอนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร อาตมาเลี้ยงชีพอยู่นี้ ยังไม่เห็นปัจจัยที่ใช้สอยขาดตกบกพร่องเลย บรรพชิตทั้งหลาย ตั้งแต่บวชมาก็ควรที่จะเป็นผู้ที่มีอาชีวะบริสุทธิ์ผุดผ่อง และขอให้พระองค์สังเกตการขออย่างพระอริยทั้งหลายไว้ด้วยว่า ท่านจะไม่ออกปากขอเลย แต่บัณฑิตและนักปราชญ์ทั้งหลายควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าท่านยืนเฉพาะเจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของท่านนั่นเอง”

สำหรับการขอแบบพระอริยะนี้ ท่านจะไม่กระทำในสิ่งที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายติเตียน หากเราปรารถนาจะเอาบุญกับท่านผู้เป็นเนื้อนาบุญ ก็ต้องรู้จักสังเกตและพินิจพิจารณาให้ดี เราจะได้ไม่พลาดจากกองบุญกุศล เช่นเดียวกับพระราชาองค์นี้ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วทรงได้คิดทันที จึงกล่าวว่า “พระคุณเจ้า ถ้าอุปัฏฐากทั้งหลายสังเกตเห็นว่า สิ่งนี้ควรที่จะถวาย รู้ได้ด้วยตนเองเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีเลิศ ถ้าอย่างนั้น โยมขอถวายโคนมสีแดงพันตัว และโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า”

พระโพธิสัตว์ฟังดังนั้นแล้วก็ทูลปฏิเสธเช่นเดิมว่า “มหาบพิตร ธรรมดาบรรพชิตไม่ควรมีความกังวลอะไรเลย อาตมาไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านี้ หากพระองค์ปรารถนาจะถวายสิ่งที่มีคุณค่ากับอาตมาละก็ โปรดทรงบำเพ็ญบุญ มีทาน เป็นต้นให้ต่อเนื่องไม่ขาดสายเถิด จะเป็นการกระทำที่ทรงค่ามากที่สุด”

พระราชาทรงสดับดังนั้น ยิ่งเกิดความปีติโสมนัสในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระราชาทรงดำรงตนอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ตั้งใจสั่งสมบุญบารมีอย่างเต็มที่ ทรงทำทาน ตั้งมั่นอยู่ในศีลจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อละโลก พระองค์ได้เข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาในสุคติโลกสวรรค์ 

ส่วนพระฤๅษีโพธิสัตว์ ตลอดชีวิตของท่านก็ตั้งมั่นอยู่ในธรรม ได้เข้าถึงฌานและอภิญญาที่ไม่เสื่อม ละจากโลก ได้เข้าถึงพรหมโลก เมื่อทรงตรัสพระธรรมเทศนานี้จบแล้ว ทรงประมวลชาดกว่า “พระราชาในครั้งนั้น คือพระอานนท์ ส่วนพระฤๅษี คือตถาคตนั่นเอง”

จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าการขอของพระอริยะนั้นลึกซึ้งทีเดียว ท่านจะขอในขณะและเวลาที่เหมาะสม ไม่ขอพร่ำเพรื่อ จะดูทุกสิ่งทุกอย่างให้พอเหมาะพอดี และสิ่งที่ขอนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสิ่งอันควรแก่สมณะบริโภคที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในภพนี้และภพหน้า เช่นเดียวกับการที่พระโพธิสัตว์ประทานโอวาทให้พระราชาเป็นนักสร้างบารมีที่ดี พระราชาก็ทรงปฏิบัติตามโอวาทของพระโพธิสัตว์ ดังนั้นให้พวกเราทุกคนดูแบบอย่างตรงนี้ แล้วทำชีวิตของเราให้สมบูรณ์ในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันทุกๆ คน





จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๗๘-๒๘๔

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๒๘๖

...................................
#ธรรมะเพื่อประชาชน  #หลวงพ่อธัมมชโย #พาหิรลัทธิ
 
#อัฏฐิเสนกุมาร #ป่าหิมพานต์ #พระโพธิสัตว์



วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

โอวาทที่เหมาะสม

การพูดควรพูดให้ถูกกาล และถูกบุคคล
 

              การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ เป็นเรื่องราวที่มนุษย์ยังคงสงสัยและค้างคาอยู่ในใจว่า มนุษย์เกิดมาจากไหน มาทำไม ตายแล้วจะไปไหน และเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออะไร เป็นคำถามที่อยู่ในใจของสรรพสัตว์ทั้งหลายมายาวนาน ยังไม่มีใครรู้ชัดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน หากไม่มาพบพระพุทธศาสนาแล้ว โอกาสที่จะได้แสวงหาแสงสว่างแห่งความหลุดพ้นจากวังวนแห่งอวิชชานี้ก็ยิ่งยาก 

             
เมื่อความไม่รู้มาครอบงำ การเวียนว่ายตายเกิดของเราในสังสารวัฏ ก็ยิ่งไม่ปลอดภัยจากอบายภูมิ การแสวงหาความหลุดพ้น และค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดมานั้น เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเราจะต้องตระหนักในความเป็นมนุษย์ และเมื่อได้มีโอกาสมาพบพระพุทธศาสนา 

            
อีกทั้งเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงจำเป็นต้องหมั่นแสวงหาความบริสุทธิ์ให้กับตนเองทุกๆ วัน ด้วยการทำใจหยุดใจนิ่ง ตัวของเราจะได้เข้าใกล้สิ่งที่ประเสริฐสุด คือพระรัตนตรัย เพราะพระรัตนตรัยนี้ จะนำพาเราทั้งหลายให้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่ง ตรงไปตามความเป็นจริงทุกประการ

มีธรรมภาษิตที่ปรากฏใน สมันตปาสาทิกา ว่า

     “พระตถาคตทรงรู้วาจาใด จริง แท้ เป็นประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของชนเหล่าอื่น ในวาจานั้น พระตถาคต ก็ทรงเป็นผู้รู้จักกาล เพื่อพยากรณ์วาจานั้น พระตถาคตทรงรู้วาจาใด จริง แท้ เป็นประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเหล่าอื่น ในวาจานั้น พระตถาคตก็เป็นผู้รู้จักกาล เพื่อพยากรณ์วาจานั้น”

             การอยู่ร่วมกันในสังคมโลกจำเป็นต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ในยุคที่เต็มไปด้วยการสื่อสารทุกชนิด วาจาเป็นสื่อที่ใช้มากที่สุดก็ว่าได้ การพูดเป็นสิ่งที่สำคัญและละเอียดอ่อนมาก แม้บางครั้งเรามีความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยม แต่ไม่ได้หมายความว่า การพูดของเราจะนำมาซึ่งความสำเร็จ องค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด คือต้องรู้จักกาล และบุคคล ที่เราจะพูดคุยด้วยว่า ในเวลานั้นหรือในสถานการณ์ หรือกับบุคคลนั้นๆ เราควรพูดอย่างไร ในขณะเดียวกัน แม้เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่เราเคยพูดสำเร็จในครั้งก่อน แต่ครั้งนี้อาจล้มเหลวได้ เพราะมีปัจจัยเรื่องเวลาความเหมาะสมมาเกี่ยวข้องด้วย

              แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องดูกาลก่อน และดูบุคคลในเวลาที่จะตรัสหรือแสดงธรรมอะไร พระองค์เองยังต้องตรวจดูสัตว์โลก และโอกาสที่จะแสดงธรรม เราเองก็ควรอย่างยิ่งที่ต้องประพฤติตามสมเด็จพระบรมครูของเรา ที่พระองค์ตรัสให้ตระหนักถึงความเป็นผู้รู้จักกาล

              หากเราพูดออกไปไม่ถูกกาล ไม่ถูกบุคคล ก็จะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่าตัวของเราเองจะไม่คิดอะไร แต่คนที่ฟังเขาคิด เพราะธรรมชาติของคนนี่คิดอยู่แล้ว จะแตกต่างกันก็ตรงที่คิดน้อย คิดปานกลางหรือว่าคิดมาก บางคนคิดมากจนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี

              ดังนั้น ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เราต้องกลั่นกรองให้ดี และต้องตระหนักว่า ความสำคัญของคำพูดสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ จะเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดีก็ได้ แม้ในที่สุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อเปลี่ยนปุถุชนให้เป็นพระอริยเจ้า ก็ทรงใช้คำพูดเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นพระพุทธองค์ก็ยังทรงดูกาล และบุคคล

               มีตัวอย่างเกี่ยวกับคำพูดที่ไม่รู้จักกาลมาแล้ว และเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราได้เป็นอย่างดี คือ ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงติตถนาวิกคนแจวเรือคนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า คนแจวเรือนั้น เป็นผู้ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เช่น คุณของพระรัตนตรัยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ไม่ได้สนใจ เพราะอุปนิสัยเป็นผู้ที่หุนหันพลันแล่น ไม่สุขุมรอบคอบ

              วันหนึ่ง ภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่ง ได้เดินทางมาจากอารามที่จำพรรษาอยู่ ด้วยความตั้งใจที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ตั้งใจที่จะไปถวายการอุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    เดินทางมาถึงท่าน้ำอจิรวดี จึงได้พูดกับนายติตถนาวิกคนแจวเรือว่า “อุบาสก อาตมากำลังข้ามฝั่งไปปฏิบัติสมณกิจ ขอคุณโยมจงแจวเรือไปส่งอาตมาด้วยเถิด” 

              
นายแจวเรือ กลับตอบว่า “ตอนนี้ มันนอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านพักอยู่ที่ใดที่หนึ่งก่อนเถิด แล้ววันรุ่งขึ้นผมจะไปส่งเอง” แต่เนื่องจากพระภิกษุต้องรีบเดินทางไปอุปัฏฐากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านจึงแสดงจิตจำนงที่จะข้ามฟากในวันนั้น  เมื่อพระภิกษุพูดรบเร้าบ่อยๆ เขาจึงรู้สึกโกรธ และพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “มานี่สมณะ เราจะนำไปส่งเอง” แล้วก็ให้พระเถระลงเรือ 

              
แต่เขาไม่ได้พายเรือไปส่งข้ามฝั่ง กลับทำให้เรือโคลงจนบาตร และจีวรของท่านเปียกน้ำไปหมด กว่าจะขึ้นฝั่งได้ก็ทุลักทุเล และล่วงเลยเวลาจนกระทั่งมืดค่ำ ทำให้ไม่ได้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าในวันนั้น ครั้นรุ่งขึ้นจึงได้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา

              พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่า “เธอมาถึงเมื่อไรภิกษุ” ครั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดที่ภิกษุกราบทูล พระองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุ นายแจวเรือนั้น อุปนิสัยไม่ใช่เป็นอย่างนี้ในภพชาตินี้เท่านั้น แม้ภพในอดีตก็มีอุปนิสัยอย่างนี้เช่นกัน และไม่ใช่ทำให้เธอลำบากชาตินี้เท่านั้น แม้ชาติในอดีต ก็เคยทำให้บัณฑิตเดือดร้อนมาแล้วเช่นกัน” เมื่อถูกภิกษุทูลอ้อนวอนให้ตรัสเล่าเรื่องในอดีต พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าว่า

              ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์อุบัติขึ้นในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยก็ได้ศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่างจนจบศาสตร์ทางโลก เห็นว่าเรื่องราวทั้งหลายในโลกนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ หรือเป็นสาระแก่นสารที่แท้จริง จึงได้ตัดสินใจออกบวชเป็นฤๅษี แสวงหาความสุขสงบ อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ หลังจากอาศัยอยู่ในป่ามายาวนาน ท่านอยากจะออกมาเสพรสเปรี้ยวหวานมันเค็ม จึงเดินทางออกมาจากป่า พักอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี

               พระราชาเดินทางมาประพาสอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นข้อวัตรปฏิบัติ ทรงเลื่อมใสในตัวของท่านฤๅษีมาก ทรงรับเป็นโยมอุปัฏฐาก และได้เสด็จไปที่บำรุงวันละ ๑ ครั้ง ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้ทูลให้โอวาทพระราชาทุกๆ วันว่า "ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาแล้ว พระราชาไม่ควรลุอำนาจอคติ ๔ ประการ ควรเป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ พระเมตตา และพระกรุณา ครองราชสมบัติโดยธรรม" และได้กล่าวอีกว่า "มหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธเลย พระราชาผู้ที่ไม่พิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชนของรัฐ และเหล่าราษฎรก็จะบูชา อาตมภาพขอถวายอนุศาสน์ในทุกสถานที่ ทั้งในบ้าน ในป่า หรือที่ลุ่มๆ ดอนๆ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธเลย"

               พระราชาทรงเป็นบัณฑิต ได้ทรงสดับดังนั้น เกิดพระทัยเลื่อมใส จึงประทานบ้านส่วยตำบลหนึ่ง ซึ่งเก็บส่วยได้ ๑ แสนกหาปณะ เป็นการบูชาธรรมพระโพธิสัตว์ แต่ท่านไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรับ จึงปฏิเสธ และอาศัยอยู่ที่นั้นถึง ๑๒ ปี

               วันหนึ่ง ท่านดาบสอยากเดินทางจาริกไปอยู่ที่อื่นบ้าง จึงเดินทางกลับที่เดิม โดยไม่ได้ทูลลาพระราชา เพียงแต่สั่งความไว้กับคนเฝ้าสวนว่า ขอให้ทูลพระราชาแทน แล้วเดินหลีกไปจนถึงท่าเรือที่แม่น้ำคงคา ซึ่งมีนายแจวเรือคนหนึ่งเป็นคนพาล ไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ พระโพธิสัตว์ได้เข้าไปหานายแจวเรือนั้น พลางขอร้องว่า ขอท่านจงพาอาตมาข้ามฟากไปฝั่งโน้นด้วยเถิด” ด้วยความที่เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับบุญกุศล นายแจวเรือจึงถามว่า "แล้วท่านจะให้ค่าจ้างกระผมเท่าไรล่ะ"

               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า โยม... อาตมาจะบอกความเจริญแห่งโภคทรัพย์ ความเจริญแห่งอรรถและธรรมให้” นายพายเรือจ้างพอฟังดังนั้น ก็คิดว่า ดาบสนี้คงจะให้บางอย่างกับเราแน่ จึงนำดาบสข้ามฝั่งไป พอข้ามฟากได้แล้วจึงทวงถามค่าจ้างว่า ท่านจงให้ค่าจ้างเรือแก่กระผมเถิด 

               พระโพธิสัตว์จึงบอกเหตุแห่งความ   เจริญโภคะกับเขาก่อนว่า เวลาที่โยมรับจ้างแจวเรือก็จงขอค่าจ้างกับเขาก่อน เพราะว่าจิตใจของคนที่ยังไม่ข้ามฝั่งกับที่ข้ามแล้วนั้น ย่อมแตกต่างกัน แล้วบอกต่อไปว่า “อาตมาจะบอกเหตุแห่งความเจริญด้วยอรรถและธรรมแก่โยม แล้วกล่าวคาถาว่า อาตมาจะสั่งสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้งในบ้าน และในป่า ขอโยมจงอย่าโกรธนะ”

                นายแจวเรือนั้นเป็นคนมักโกรธ ไม่รับฟังเหตุผลอยู่แล้ว ครั้นได้ฟังดังนั้น ก็ถามว่า นี่หรือค่าจ้างที่ท่านบอกว่าจะให้ เราไม่เห็นได้ประโยชน์ตรงไหนเลย” ด้วยความโกรธจึงผลักดาบสล้มลง แล้วก็นั่งทับอกเอามือตบหน้าท่าน ในขณะที่กำลังทำร้ายดาบสด้วยความโกรธนั้น ภรรยาผ่านมาเห็นจึงห้ามปราม ก็ถูกนายแจวเรือทำร้ายอีก พวกชาวบ้านห็นจึงพากันจับตัวถวายพระราชาเพื่อลงโทษต่อไป

                พระศาสดาตรัสสรุปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดาบสนั้นได้ถวายโอวาทพระราชาแล้วได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดี แต่ให้โอวาทไม่ถูกกาลกับคนพาล คือนายแจวเรือจ้าง จึงต้องประสบกับเคราะห์กรรม เพราะฉะนั้น ผู้จะให้โอวาทควรให้กับบุคคลที่เหมาะสมเท่านั้น”

                  เราจะเห็นว่า แม้บัณฑิตในกาลก่อนยังเคยพลาดพลั้ง เพราะกล่าวโอวาทที่ไม่เหมาะกับเวลาและบุคคล โอวาทที่เหมาะสมที่สมควรนั้น ต้องก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง พระองค์เองทรงเป็นผู้ที่เปิดเผย ไม่ปกปิดความผิดพลาดในกาลก่อน ยังนำมาตรัสแสดงเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับพุทธสาวก เพื่อเป็นแบบอย่างในการที่จะให้โอวาทที่เหมาะสมกับบุคคลที่เหมาะสม ถูกที่ ถูกกาลเทศะ และถูกบุคคลจึงจะเกิดผลที่ดีงาม ดังนั้น ก่อนที่พวกเราจะพูดจาอะไรกับใคร ก็ดูให้พอเหมาะพอดี จะได้เกิดประโยชน์เกิดผลดีกับทุกๆ ฝ่าย
  



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๓๖๓-๓๗๑

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า

....................................

#ธรรมะเพื่อประชาชน   #พระธัมมชโย   #โอวาทที่เหมาะสม  #ติตถนาวิก   #อจิรวดี    #อคติ ๔   #คนแจวเรือจ้าง



วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

โกรธกันไปทำไม

 ความสามัคคี คือพลังของหมู่คณะ


                          ความสามัคคี คือพลังของหมู่คณะ ที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ คนเราแม้ว่าต่างคนต่างที่มา ต่างวิถีชีวิต ต่างความคิดจิตใจ แต่เมื่อมีความสามัคคีรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และสรรค์สร้างสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ยิ่งถ้าได้นำพลังแห่งความสามัคคีนี้ไปสร้างความดีแล้ว ก็ยิ่งก่อให้เกิดสันติสุขแก่โลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อประสบความสุขความสำเร็จ ก็จะเป็นชัยชนะที่มีแต่ความสุขกันถ้วนหน้า 

             
แต่เมื่อใดที่แตกแยกความสามัคคี เมื่อนั้นทั้งหมู่คณะย่อมพบความหายนะอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพราะความสุขความสำเร็จของหมู่คณะจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมีความสามัคคี มีเป้าหมายและมีหัวใจดวงเดียวกัน เป็นดวงใจที่ใสบริสุทธิ์หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายในแหล่งแห่งความสำเร็จ ที่จะทำให้ทุกคนมีความคิด คำพูด และการกระทำที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานคาถา
ไว้ว่า...

     “บุคคลใดไม่มีความโกรธภายในจิตใจ และก้าวล่วงภพน้อยใหญ่มีประการเป็นอันมากเสียได้ เทวดาทั้งหลายไม่อาจเล็งเห็นวาระจิตของบุคคลนั้น ผู้ปลอดภัย มีสุขไม่มีโศก”

          ความโกรธย่อมมีในบุคคลผู้มักโกรธ เมื่อบุคคลใดถูกความโกรธเข้าครอบงำแล้ว ย่อมไม่รับรู้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น และหากปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ความมืดบอดก็ย่อมเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ยิ่งหากความโกรธครอบงำบ่อยๆ เข้า จิตใจก็ยิ่งขุ่นมัวไม่สามารถขจัดโทสะให้ออกไปได้ ชีวิตย่อมมีแต่ความรุ่มร้อนมืดมนอนธกาล ไม่มีความสุขกายสบายใจ เมื่อเราโกรธคนอื่นก่อน ผู้ที่ร้อนใจคนแรกคือ ตัวเราเพราะเราจะทุกข์ทั้งกายและใจ ไม่มีความสุขสบายเลย เมื่อโกรธจนเป็นนิสัย เป็นอาจิณกรรม แม้ก่อนละโลกก็ยังมีความโกรธฝังแน่นอยู่ในจิตใจเช่นนี้แล้ว ย่อมจะมีทุคติภูมิเป็นที่ไปอย่างแน่นอน

              ผู้มีปัญญา เมื่อรู้เห็นเหตุทั้งหลายดีแล้ว จึงละความโกรธ และสละมานะความถือตัว อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความโกรธทิ้งไป เพราะเห็นโทษว่า ความโกรธก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ทำจิตให้กำเริบ เป็นภัยอันใหญ่หลวง บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธ แม้ใครๆ จักมีความโกรธ แต่ท่านก็ไม่โกรธตอบ

              บุคคลใดมีความโกรธความอาฆาตพยาบาทต่อกัน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยก อันเกิดจากความแตกต่างของจิตใจที่ไม่เสมอกัน เมื่อโกรธแล้วก็จะมีการผูกเวรต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนไม่ให้จองเวรต่อกัน อันที่จริงก็ไม่รู้จะไปโกรธกันทำไม เพราะเราคือเพื่อนพ้องพี่น้องกันที่เกิดมาร่วมทุกข์ ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตายกันทั้งนั้น เรื่องไม่ให้มีความโกรธอาฆาตพยาบาทต่อกันนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสสอน ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตกาลดังนี้...

           มหาอำมาตย์สองคน เป็นหัวหน้าทหารของพระเจ้าโกศล ครั้งใดที่ได้เห็นหน้ากันก็จะทะเลาะกันเสมอ เรื่องการจองเวรของเขาทั้งสอง เป็นที่รู้กันทั่วเมือง พระราชาตลอดจนญาติมิตร ก็ไม่สามารถจะไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองสามัคคีกันได้

           วันหนึ่ง เวลาใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกที่ควรจะโปรด ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของเขาทั้งสอง รุ่งขึ้นพระพุทธองค์จึงเสด็จสู่กรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาตเพียงพระองค์เดียว ทรงไปประทับยืนอยู่ที่ประตูเรือนของอำมาตย์คนหนึ่ง เขาออกมารับบาตรแล้วนิมนต์พระบรมศาสดาให้เสด็จเข้าไปภายในเรือน ปูอาสนะให้ประทับนั่ง 

                 เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว ก็ตรัสอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาแก่อำมาตย์ ครั้นเขามีจิตอ่อนโยนแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจ เมื่อจบอริยสัจเขาก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลในเช้านั้นเอง

             เมื่อเขาบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว พระศาสดาทรงให้เขาถือบาตร และพาไปบ้านของอำมาตย์อีกคนหนึ่ง อำมาตย์นั้นออกมาเชื้อเชิญว่า ขอเชิญเสด็จเข้าไปเถิด พระเจ้าข้า” แล้วทูลเสด็จเข้าไปในบ้าน อัญเชิญให้ประทับนั่ง อำมาตย์ที่ตามเสด็จก็ถือบาตรตามเข้าไปพร้อมพระศาสดา พระองค์ตรัสพรรณนาอานิสงส์แห่งเมตตา ครั้นเขามีจิตนุ่มนวลแล้ว จึงทรงประกาศสัจธรรม เมื่อจบสัจธรรม อำมาตย์นั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ได้เป็นพระอริยบุคคลเช่นกัน

             จากนั้นอำมาตย์ทั้งสองต่างขอขมาซึ่งกันและกัน และมีความสมัครสมานบันเทิงใจ มีอัธยาศัยร่วมกัน ในวันนั้นทั้งสองได้บริโภคอาหารร่วมกันต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากพระบรมศาสดาเสวยภัตตาหารแล้ว ทรงเสด็จกลับพระวิหาร อำมาตย์ทั้งสองพากันถือดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้ และเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น ออกไปส่งพระศาสดาด้วย

               ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากัน กล่าวแสดงคุณของพระบรมศาสดาในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงฝึกคนที่ควรฝึก ทรงฝึกมหาอำมาตย์ทั้งสอง ซึ่งวิวาทกันมาช้านาน แม้พระราชาและญาติมิตร ก็ไม่สามารถจะทำให้สามัคคีกันได้ แต่พระองค์ทรงทำให้ปรองดองกันได้ในวันเดียวเท่านั้น” 

                พระบรมศาสดาได้เสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร” เมื่อพระองค์ทรงรู้เรื่องราว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ทำให้ชนทั้งสองสามัคคีกันมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเราก็ได้ทำแล้วเช่นกัน” แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าว่า....

              ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี และเมื่อมหาชนกำลังจัดงานใหญ่เฉลิมฉลองกันอยู่นั้น ทั้งมหาชน เทวดา นาค ครุฑ เป็นจำนวนมาก ต่างพากันมาชมมหรสพอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งในครั้งนั้น พญานาคได้มาชมมหรสพด้วย 

                พญานาคนั้นจำพญาครุฑไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างแปลงกายมา และต่างมองไม่เห็นหน้า พญานาคจึงวางมือพาดลงบนบ่าของพญาครุฑ พญาครุฑนึกในใจว่า ใครนะเอามือวางบนบ่าของเรา เมื่อเหลียวไปดูก็รู้ว่า เป็นพญานาค  ส่วนพญานาคก็จำได้ทันทีว่าเป็นพญาครุฑ พญานาคหวาดหวั่นต่อมรณภัย จึงหนีไปที่ท่าน้ำ พญาครุฑก็ติดตามไปเพื่อจับพญานาคนั้นกินให้ได้

              ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบสอาศัยอยู่ ณ บรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำ กำลังสรงน้ำในแม่น้ำอยู่ เมื่อพญานาคเห็นดาบสก็คิดว่า ต้องอาศัยบรรพชิตนี้จึงจะมีชีวิตรอด จากนั้นได้แปลงเป็นก้อนมณีเข้าไปอาศัยอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของดาบสที่ถอดวางไว้บนฝั่ง พญาครุฑติดตามไปเห็นพญานาคเข้าไปอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของดาบสก็ไม่กล้าจับ เพราะความเคารพในผ้าของผู้ทรงศีล จึงกล่าวกับพระโพธิสัตว์ว่า

             ท่านขอรับ ขอท่านจงเอาผ้าเปลือกไม้ของท่านมา ข้าพเจ้าจักกินพญานาคนี้ เพราะพญานาคได้แปลงเป็นแก้วมณี เข้าไปอยู่ในผ้าเปลือกไม้ของท่าน แต่ด้วยความเคารพในท่านซึ่งเป็นผู้มีศีล ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าจับ”

               พระโพธิสัตว์ได้สรรเสริญพญาครุฑว่า ท่านเคารพยำเกรงผู้มีเพศอันประเสริฐ แม้หิวก็ไม่จับพญานาคที่เข้าไปอาศัยผ้าเปลือกไม้นั้น ขอท่านจงเป็นผู้อันพรหมคุ้มครองดีแล้ว ดำรงชีวิตอยู่สิ้นกาลนานเถิด อนึ่ง ขอภักษาหารอันเป็นของทิพย์จงปรากฏแก่ท่านเถิด” พญาครุฑได้ฟังแล้ว ก็มีจิตอ่อนโยนลง 

               จากนั้นพระโพธิสัตว์ได้พาสัตว์ทั้งสองไปอาศรม แสดงถึงโทษในการทะเลาะ และอานิสงส์ในการเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งสอง แล้วสอนว่า ท่านไม่ควรทะเลาะกัน ควรอยู่กันด้วยความสามัคคี แล้วสันติสุขจะบังเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งสอง” ตั้งแต่นั้นมาสัตว์ทั้งสองก็มีความสมัครสมานสามัคคีกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

                 ครั้นพระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มากล่าวแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พญานาคและพญาครุฑในครั้งนั้น ได้มาเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ทั้งสองในบัดนี้ ส่วนดาบสได้เป็นเราตถาคต”

                 ความโกรธเป็นสิ่งที่ทำร้ายมิตร และทำร้ายตนเอง พระบรมครูของเราจึงทรงแนะนำพร่ำสอนให้เจริญเมตตา โดยไม่ให้โกรธพยาบาทอาฆาตต่อกัน และยังทรงตรัสอานิสงส์ของความไม่โกรธไว้ว่า “ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนในภพก่อน เป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ แม้คนหมู่มากจะว่า ก็ไม่มีใจขุ่นมัว ไม่ผูกโกรธ ไม่พยาบาท ไม่จองล้างจองผลาญ ไม่ทำความโกรธ ความเครียด และความเสียใจให้ปรากฏเกิดขึ้นเลย 

               
ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนได้ทำ สั่งสมพอกพูนให้ไพบูลย์ ครั้นจุติจากสวรรค์แล้วมาเกิดในเมืองมนุษย์ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้ คือมีฉวีวรรณดังทองคำ และผู้ที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกผนวชจะได้บรรลุอมตธรรมอันเลิศ”

                 จะเห็นว่า ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี มีแต่นำทุกข์นำโทษมาให้ ส่วนอานิสงส์ของเมตตานั้นมีมากมาย เพราะฉะนั้นหากเราโกรธใครก็ตาม ให้เราหมั่นเจริญเมตตาจิตอยู่เสมอ เมื่อทำบ่อยๆ จิตของเราจะมีแต่ความสุข โลกนี้ก็จะมีแต่ความสงบร่มเย็น มองไปทางไหนก็มีแต่ความรัก ความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน จะเป็นโลกที่มีแต่สันติสุขอย่างแท้จริง โลกจะร่มเย็นดับทุกข์เข็ญได้ ก็ด้วยเมตตานี้ ขอให้เราหมั่นเจริญสมาธิภาวนาแผ่เมตตากันทุกๆ วัน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๔๐-๔๔๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๗   หน้า ๒๒



วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อย่ามองข้ามการปฏิสันถาร

การปฏิสันถาร ทำให้ปลอดภัย



              ชีวิตสมัยใหม่ดำเนินไปอย่างเร่งรีบฉับไว แต่ไม่ว่าจะเร่งให้เร็วเพียงใดก็ไม่เคยทันใจมนุษย์ เพราะคนส่วนใหญ่ใจร้อน ดูเหมือนจะรู้ว่าเวลาเป็นของมีค่า แต่กลับใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า ปล่อยให้หมดไปกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ  บางครั้งการยอมสูญเสียเวลาอันมีค่า เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดี หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานอันประณีตสมบูรณ์ เช่นการปฏิบัติธรรมของเราก็เป็นไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แม้บางครั้งต้องใช้เวลาบ้าง แต่ผลการปฏิบัติที่ได้มา ย่อมคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป 

             
หากเราทำอย่างถูกวิธี มีความพากเพียรสม่ำเสมอไม่ช้าเราจะต้องเข้าถึงธรรมอย่างแน่นอน ขอให้เราทำอย่างมีความสุข แล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้สูญเสียเวลาอันมีค่าไป ตรงกันข้ามเวลาแห่งใจหยุดใจนิ่ง กลับทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ายิ่งขึ้น แม้ชีวิตในวันนี้ เราต้องก้าวไปอย่างฉับไว แต่ใจของเรายังคงหยุดนิ่งอยู่กับสิ่งที่ดีที่สุด คือพระรัตนตรัยในตัวนั่นเอง

มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในสักกัจจสูตร ความว่า...

             “ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุเคารพในพระศาสดา จักไม่เคารพในพระธรรม ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ชื่อว่าเคารพในธรรมด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ(Meditation) ในความไม่ประมาท จักไม่เคารพในปฏิสันถาร ข้อนี้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่าเคารพในปฏิสันถารด้วย”

              ความเคารพ คือความตระหนักซาบซึ้ง รู้ถึงคุณความดีที่มีอยู่จริงของบุคคลอื่น ยอมรับนับถือความดีของเขาด้วยใจจริง แล้วแสดงความนับถือต่อผู้นั้น ด้วยการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งต่อหน้าและลับหลัง ความเคารพนั้นเป็นคุณธรรมที่สำคัญของบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นทางมาแห่งความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต 

             
สิ่งที่ควรเคารพอย่างแรกคือเคารพในพระพุทธเจ้า ถ้าเรามีความเคารพต่อพระพุทธองค์แล้ว ความเคารพในพระธรรมคำสอนของพระองค์ย่อมเกิดขึ้นตามมา และจะเกิดความเคารพศรัทธาในพระสงฆ์สาวกผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และเมื่อได้ศึกษาในศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว ความเคารพในการศึกษา และความไม่ประมาทก็จะบังเกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับ

             เมื่อเกิดความเคารพในทุกอย่างข้างต้นแล้ว ความเคารพในการปฏิสันถารจะเกิดขึ้นโดยง่ายดาย คุณธรรม ๗ ประการนี้ นอกจากส่งผลดีให้ตนเองแล้ว ยังได้ชื่อว่า ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ด้วย ดังที่พระบรมศาสดาตรัสกับพระกิมมิละ เรื่องมีอยู่ว่า...

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมมิลา ครั้งนั้น ท่านพระกิมมิละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานไปแล้ว” 

             
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน กิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในพระธรรมวินัยนี้ จะเป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ในการปฏิสันถาร ดูก่อนกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน”

              ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว” พระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ในการปฏิสันถาร นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน”

                เราจะเห็นได้ว่า ความเคารพนั้นสำคัญเพียงใด พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้ว และครั้งนี้จะได้กล่าวถึงอานิสงส์ในการปฏิสันถาร เนื่องจากการต้อนรับปฏิสันถารเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าผู้มาเยือนจะเป็นใคร มาด้วยวัตถุประสงค์ใด หรือในสถานการณ์ใดก็ตาม หากเราให้การต้อนรับอย่างชาญฉลาด ถือว่าเราสามารถชนะใจคนตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว 

                การต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดีงาม ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้มาเยือนเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสูงส่งแห่งจิตใจของผู้ที่ให้การต้อนรับอีกด้วย นอกจากนี้บรรยากาศอันน่าชื่นใจในการต้อนรับ ยังสามารถปิดช่องว่าง ข้อผิดพลาดบกพร่องต่างๆ และยังสามารถเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้อีกด้วย

                ครั้งหนึ่ง พระเถระแห่งคีรีวิหารได้ให้การต้อนรับปฏิสันถารที่ดี ทำให้สามารถพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในสมัยก่อน ประเทศศรีลังกาเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง เกิดความเดือดร้อนทุกหนทุกแห่ง และเกิดมีโจรอยู่ก๊กหนึ่ง คอยดักปล้นจี้ตีชิงข้าวของเงินทอง จนชาวบ้านหวาดกลัว พากันหนีไปอยู่เมืองอนุราธบุรี ทั้งยังไม่กล้าไปกราบไหว้พระเจดีย์ที่คีรีวิหารอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา เพราะกลัวภัยจากโจร

             วันหนึ่ง พวกโจรเห็นว่า เมื่อไม่สามารถปล้นชาวบ้านได้ เพราะไม่มีใครกล้าผ่านมา ทำให้พวกโจรอดอยาก จึงได้ชักชวนกันไปปล้นวัดคีรีวิหาร เมื่อคนรักษาวัดเห็นโจรยกพวกมา จึงรีบไปกราบเรียนพระเถระ พระเถระถามคนรักษาวัดว่า เรามีข้าวสารอาหารแห้ง เนื้อ ปลา นม เนยหรือไม่ คนรักษาวัดตอบว่า มีแต่ของที่จะถวายสงฆ์เท่านั้น พระเถระจึงสั่งให้นำของเหล่านั้นไปหุงต้มเลี้ยงดูโจร ทั้งกำชับว่า ให้ต้อนรับโจรเหล่านั้นด้วยมารยาทอันดี

             เมื่อโจรเหล่านั้นมาถึง พวกเขามิได้คาดคิดว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีถึงเพียงนี้ เพราะเคยได้รับแต่ความเกลียดชังตลอดมา โจรสมัยก่อนเป็นโจรมีคุณธรรม มีสัจจะ มีความกตัญญู อันที่จริง ทุกคนต่างก็อยากเป็นคนดีกันทั้งนั้น แต่ที่หลงไปทำความชั่ว เพราะไม่รู้ว่าอย่างไรเรียกว่า ความดี จึงปฏิบัติไม่ถูก ทำไปตามอำนาจกิเลส หรือยังมีกำลังใจไม่พอที่จะเอาชนะกิเลส และเป็นเพราะสังคมสิ่งแวดล้อมเหตุการณ์บังคับให้ทำไปอย่างนั้น เป็นต้น

             พวกโจรรู้สึกแปลกใจในการต้อนรับนั้น จึงถามคนรักษาวัดว่า ทำไมต้อนรับพวกเราอย่างดีเช่นนี้” คนรักษาวัดจึงตอบว่า พระเถรเจ้าอาวาสของเรา เป็นผู้มีความเมตตากับทุกๆคน ท่านเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ให้เกียรติต่อทุกคนด้วยการต้อนรับปฏิสันถารมิได้ขาดแก่ทุกๆ คนอยู่เสมอ”  

           
โจรทั้งหลายได้ฟังเช่นนั้น จึงพากันไปกราบพระเถระแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกผมมาในครั้งนี้ตั้งใจว่าจะมาปล้นวัดของท่าน แต่นี่กลับได้รับการต้อนรับจากท่านเป็นอย่างดี พวกผมซาบซึ้งใจ และเลื่อมใสในการต้อนรับของท่านเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีใครดีต่อพวกผมอย่างนี้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกผมขอรับอาสาเป็นผู้รักษาวัด ไม่ให้มีอันตราย ขอพระคุณเจ้าจงป่าวประกาศให้ชาวบ้านมากราบไหว้พระเจดีย์ได้ตามปกติเถิด”

            นับแต่นั้นมา ชาวบ้านต่างพากันมาทำบุญถวายทานที่วัดเช่นเดิม โดยมีพวกโจรคอยต้อนรับที่ริมฝั่งแม่น้ำ พาชาวบ้านข้ามฝั่งไปสู่วิหาร เพื่อให้ทำบุญกุศล และกราบไหว้พระเจดีย์ได้ดั่งใจปรารถนา หลังจากชาวบ้านถวายทานแด่พระสงฆ์แล้ว ของที่เหลือก็เก็บไว้ให้โจรกลับใจเหล่านั้น ครั้นถึงเวลากลับ พวกโจรซึ่งเป็นฝ่ายปฏิสันถารก็จะตามไปส่ง โดยให้การอารักขาเป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายพากันมาทำบุญให้ทานอย่างต่อเนื่องตลอดมา

             ภายหลัง พระภิกษุผู้ไม่รู้ได้ทักท้วงขึ้นว่า พระเถระประพฤติไม่ถูกต้อง นำเอาของสงฆ์ไปให้พวกโจร เมื่อมีความสงสัยเกิดขึ้น พระเถระไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด เพราะท่านคิดว่าได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าอาวาสทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เพื่อเป็นการให้เกิดความสามัคคี และความเข้าใจอันดีต่อกัน และเพื่อเป็นประโยชน์แก่พระภิกษุที่บวชเข้ามาใหม่ ที่มีสติปัญญาตรองตามไม่ทัน ท่านจึงเรียกให้มีการประชุมพระภิกษุทั้งวัด เพื่อถามผู้ดูแลวัดถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ใช้ไป แล้วให้รวมราคามูลค่าว่ามีเท่าไร 

             
เมื่อรวมแล้วปรากฏว่า มีมูลค่าไม่ถึงแม้ค่าผ้าที่ปูลาดในพระวิหาร ท่านชี้แจงว่า ถ้าเราไม่ให้การต้อนรับปฏิสันถารเช่นนี้แล้ว เราอาจต้องสูญเสียข้าวของที่มีมูลค่ามหาศาลทั้งหมดในวัดไปก็ได้ เมื่อท่านอธิบายชี้แจงแล้ว พระภิกษุต่างก็เข้าใจ และชื่นชมอนุโมทนาสาธุการในสติปัญญาของท่าน

              เราจะเห็นว่าการต้อนรับ ด้วยการแสดงน้ำใจไมตรีอย่างจริงใจ สามารถเปลี่ยนใจโจรร้ายให้กลายเป็นคนดีได้ และสามารถชี้หนทางสว่างให้กลับใจมาทำความดี อีกทั้งมองเห็นคุณงามความดีในตนเอง จนกระทั่งเลิกทำบาปอกุศลอีกต่อไป สมกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องการต้อนรับปฏิสันถารอันดีว่า เป็นเหตุแห่งความสุข ความเจริญอย่างแท้จริง

              ดังนั้น ทุกครั้งที่เราให้การต้อนรับ ให้คิดว่า เรากำลังจะเอาบุญใหญ่ ด้วยการแสดงน้ำใจของพระโพธิสัตว์ สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์และชาวโลกทั้งหลาย โดยเปิดใจให้กว้าง พร้อมที่จะเผื่อแผ่แบ่งปันความสุขให้กับทุกๆ คน ประดุจเอากุญแจวิเศษ แห่งการต้อนรับนี้ ไขประตูใจของผู้ที่มาเยือนให้ได้รับความสุขความปรารถนาดีจากเรา 

             เมื่อเราเริ่มต้นด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจริงใจ ความสุขความประทับใจย่อมเกิดขึ้น เขาจะเกิดความเลื่อมใส และพร้อมที่จะรองรับความดีทุกอย่าง กระทั่งรองรับธรรมะภายในที่จะเกิดขึ้น เมื่อเวลาแห่งการต้อนรับมาถึง เมื่อนั้น เราคือผู้ถือกุญแจวิเศษที่จะเปิดประตูสวรรค์และนิพพานให้กับทุกๆคน 

             เราต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์มากที่สุดต่อผู้มีบุญที่เข้ามาเยือน และเปิดใจเขาให้ได้รับรสแห่งพระธรรมกลับไปทุกครั้ง แล้วเราจะมีความปลื้มปีติใจเป็นรางวัลของชีวิต ตราบถึงวาระสุดท้ายของการสร้างความดีในเมืองมนุษย์


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๓๔๒-๓๕๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๓๖   หน้า ๖๓๕

...........................
#ธรรมะเพื่อประชาชน #การปฏิสันถาร#คีรีวิหาร#โจรกลับใจ


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...