วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563

เส้นทางจอมปราชญ์ (๔)

เส้นทางจอมปราชญ์ (๔)
 
              พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...

"กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ
การได้ฟังพระสัทธรรมนั้นเป็นการยาก"

     ไม่ใช่ง่ายเลยที่ธรรมะอันบริสุทธิ์อันเป็นแสงสว่างของโลกมาบังเกิดขึ้น  เพราะกว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นได้สักหนึ่งพระองค์นั้น พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ต้องสั่งสมบารมีกันอย่างยิ่งยวด เกิดแล้วเกิดอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน เป็นเวลาอย่างน้อยก็ ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป จึงจะมีผู้แสดงธรรมบังเกิดขึ้นในโลกสักคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลายาวนานมาก การที่เราจะได้ฟังพระสัทธรรมจึงเป็นการยาก ดังนั้น เมื่อเราเป็นผู้มีโชคแล้ว ก็รักษาความเป็นผู้มีโชคนี้ไว้ให้ดี ให้หมั่นฟังธรรมและประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

      ต่อจากครั้งที่แล้ว หลังจากที่พระนาคเสนออกบวช และร่ำเรียนจนกระทั่งแตกฉานในปริยัติธรรมแล้ว แต่การปฏิบัติยังไม่สมบูรณ์พร้อมที่จะนำไปสู่ปฏิเวธ พระอาจารย์สมัยก่อนท่านให้ความสำคัญกับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธมาก เพราะจะทำให้ผู้นั้นเป็นที่พึ่งของมหาชน และยังเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองอีกด้วย เมื่อพระธรรมรักขิตเถระเห็นนาคเสนภิกษุเรียนจบแล้ว จึงเอ่ยเตือนว่า "ท่านนาคเสน ตัวท่านเป็นเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่รู้จักรสของนมโคเลย แม้ท่านจะแตกฉานในพระไตรปิฎกสักแค่ไหน แต่ไม่รู้รสแห่งธรรมอันเกิดจากการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง การบวชก็ยังไม่สมบูรณ์"

      พระนาคเสนได้ฟังดังนั้น ท่านก็ได้คิด จึงตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งหยุดใจได้สนิทสมบูรณ์ เข้าถึงธรรมกายอรหัตเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวกิเลส นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยิ่งใหญ่ในทางพระพุทธศาสนา  เพราะต่อไป ท่านได้ใช้ดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ของท่านไปแก้ไขปัญหาของพระราชาผู้มากด้วยทิฏฐิ

      ส่วนพระยามิลินท์นั้น เป็นผู้รักการสนทนาธรรมเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว  กอปรกับตัวพระองค์เองก็เป็นผู้ที่มีปัญญา จึงเที่ยวถามปัญหากับสมณพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ พระองค์เที่ยวถามปัญหากับใครต่อใครจำนวนมาก มีอยู่วันหนึ่งทราบข่าวจากข้าราชบริพารว่า มีพระมหาเถระชื่อว่า อายุปาละ อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง จึงดำริที่จะไปซักถามปัญหา เนื่องจากฟังมาว่า พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม จึงตั้งใจเสด็จไปเป็นพิเศษ ออกจากพระราชวังเข้าไปสู่สำนักของพระอายุปาละ นมัสการท่านและเอ่ยถามทันทีว่า "การบรรพชาของพระคุณเจ้ามีอะไรเป็นประโยชน์สูงสุด"

      พระเถระตอบพระราชาไปว่า "กิจของการบรรพชานี้จัดว่าเป็นธรรมจริยา และสมจริยา" 
     พระราชาจึงตรัสถามต่อว่า "ถ้าเป็นฆราวาสผู้มีธรรมจาริสมจารี ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ประพฤติสมํ่าเสมอเล่า จะมีคุณวิเศษหรือไม่" 
    พระเถระตอบว่า "แม้เป็นฆราวาสเมื่อเป็นธรรมจาริสมจารีบุคคล ยินดีเลื่อมใสในพระรัตนตรัย สมาทานศีล และหมั่นเจริญภาวนา ก็จัดว่าเป็นผู้ประพฤติให้เป็นประโยชน์ เมื่อสมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็ทรงแสดงธรรมโปรดมนุษย์และเทวาทั้งหลาย ให้บรรลุธรรมกันมากมายนับไม่ถ้วน"

       พระราชาตรัสต่อไปว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า  ความเป็นคฤหัสถ์ และการบรรพชาของพระคุณเจ้าทั้งหลายก็เสมอกันนะซิ ถ้าอย่างนั้น  ภิกษุสงฆ์ที่ถือธุดงค์ต่างๆ ชะรอยว่าได้สร้างกรรมไว้แต่ปางก่อน กลุ่มที่ถือเอกา ฉันมื้อเดียว ชาติก่อนคงเป็นโจรไปขโมยอาหารเขามา ครั้นชาตินี้ ผลกรรมดลจิตให้ฉันหนเดียว จะว่าไปแล้วการบรรพชาก็ไม่มีผลอะไร ศีลสังวรวินัยก็ไม่มีผล 
        ส่วนกลุ่มที่ถือธุดงค์อยู่ในกลางแจ้ง เมื่อก่อนคงเป็นโจรปล้นทำลายบ้านเมืองเขา ทำให้เจ้าของต้องทรมานหาที่อยู่ไม่ได้ ผลอกุศลก็ดลใจให้ถืออัพโภกาสิกธุดงค์ หาที่นั่งที่นอนไม่ได้ ธุดงค์คุณ และพรหมจรรย์ก็เป็นของสูญเปล่าละสิ

       ส่วนท่านที่ถือธุดงค์เนสัชชิกังคะ นั่งอย่างเดียว ชาติก่อนคงจะเป็นโจร  คอยดักปล้นชาวบ้านตามที่ต่างๆ พอจับเจ้าของได้ก็ผูกมัดรัดมือไว้ แล้วเก็บเอาข้าวของโคกระบือไป ผลกรรมเลยทำให้ผูกพันกับเนสัชชิกธุดงค์ จะนอนลงไปก็ไม่ได้ นั่งก็แสนจะลำบาก โยมคิดดูแล้ว ธุดงค์นี้ไม่มีผล จะเป็นศีลก็ไม่ใช่ จะเป็นตบะหรือพรหมจรรย์ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ จะรักษาธุดงค์ไปทำไม ในเมื่อคฤหัสถ์ก็บรรลุธรรมได้ เป็นคฤหัสถ์ไม่ดีกว่าหรือพระคุณเจ้า"

         เมื่อพระราชาพูดจบ พระเถระท่านไม่อยากจะโต้ตอบกับพระราชาอีก จึงนั่งนิ่งๆ ไม่ตอบอะไร พระราชาก็เลยตบมือเยาะเย้ย ประกาศทันทีว่า "ดูก่อนชาวประชาทั้งหลาย เราคิดว่า ชมพูทวีปนี้ ไม่มีใครมีปัญญาที่จะเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธองค์ หรือสามารถที่จะแก้ข้อสงสัยของเราได้" 
          จริงๆ แล้วปัญหาที่พระยามิลินท์ถามนั้น ไม่ใช่พระเถระตอบไม่ได้ แต่ท่านไม่อยากจะให้พระราชาได้บาป จึงนิ่งเสีย เพราะการไม่แก้ปัญหาไม่ถือว่าเสื่อมเสียอะไร  ฝ่ายพระราชาเจ้าปัญญา    ก็คิดที่จะถามปัญหากับพระภิกษุรูปอื่นๆ อีก จึงตรัสถามพวกข้าราชบริพารว่า "ยังมีพระภิกษุรูปใดที่มีปัญญาอีกบ้าง"

         อำมาตย์คนหนึ่ง ได้ยินเขาเล่าลือถึงความเก่งกาจของพระนาคเสนว่า  เป็นผู้แตกฉานในพระธรรมวินัยยิ่งนัก จึงกราบทูลพระราชาว่า "บัดนี้ ยังมีพระภิกษุหนุ่มอยู่รูปหนึ่งพระเจ้าข้า ท่านแตกฉานในพระไตรปิฎก มีนามว่า พระนาคเสน" เพียงได้สดับคำว่า นาคเสนเท่านั้น พระราชาถึงกับเกิดอาการขนพองสยองเกล้า กลัวฤทธิ์เดชของท่าน 
         แต่ด้วยความที่จิตใจเป็นผู้ใฝ่รู้ ใคร่ศึกษา อยากจะสนทนาธรรมกับบัณฑิต จึงสั่งอำมาตย์ว่า "อย่าช้าเลย พวกเจ้าทั้งหลายจงไปนิมนต์ท่านให้เข้ามาในราชฐานทีเถิด" ราชวัลลภก็กระวีกระวาดไปอาราธนาพระนาคเสนมา

       พระนาคเสนได้ฟังคำนิมนต์ ก็ตอบว่า "ดูก่อนท่านทูต ท่านจงกลับไปทูลพระราชาเถิดว่า อาตมาขอเชิญพระองค์เสด็จมายังสำนักของอาตมา" ทูตได้ฟังดังนั้นก็กลับไปทูลพระราชาตามคำของพระเถระ พระเถระท่านไม่หวั่นเกรงในกิตติศัพท์ความเป็นผู้มีปัญญาของพระราชา ผู้รู้จริงและรู้แจ้งนี้   ไม่มีอะไรจะต้องหวาดหวั่น เพราะท่านรู้แจ้งเห็นจริง ทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต์ ฉะนั้นเรื่องราวในโลกหรือเรื่องนอกโลกท่านรู้เห็นหมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นอะไร

       พอราชทูตกลับมาถวายรายงาน บ่ายนั้นพระองค์ก็เสด็จขึ้นราชรถมุ่งตรงต่อสำนักของพระนาคเสนทันที ไปถึงก็ลงจากราชรถแล้วดำเนินไป ขณะนั้นเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์กำลังประชุมกันอยู่ ทำให้มองไม่ออกว่าองค์ไหนคือพระนาคเสน จึงตรัสถามอำมาตย์ เมื่อทราบว่าภิกษุผู้นั่งอยู่ท่ามกลางคณะสงฆ์คือพระนาคเสน พอได้เห็นแค่นั้นก็หวาดหวั่นในพระทัย เหมือนกวางเห็นเสือ เหมือนหมู่เนื้อเห็นพญาราชสีห์อย่างนั้น เพราะท่านทั้งสองเคยเกิดเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันมาก่อน

        พระยามิลินท์เดินเข้าไปใกล้พระนาคเสน นมัสการท่าน ทรงทำปฏิสันถาร ทักทายปราศรัยกันพอสมควร พระยามิลินท์จึงเอ่ยก่อนว่า "ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ โยมนี้ปรารถนาจะเจรจากับพระคุณเจ้า พระนาคเสนจึงกล่าวว่า “มหาบพิตรผู้ประเสริฐ พระองค์เจรจาไปเถิด อาตมภาพปรารถนาจะฟัง” 
      พระยามิลินท์จึงมีดำรัสว่า “ข้าพเจ้าเจรจาแล้ว พระคุณเจ้าฟังเอาเถิด” 
       พระนาคเสนก็ตอบว่า “อาตมภาพก็ฟังแล้ว” 
       พระยามิลินท์ตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าฟังแล้ว ได้ยินว่าอย่างไร”  
       พระนาคเสน        "ได้ยินคำที่มหาบพิตรเจรจาแล้วนั่นแหละ” 
       พระยามิลินท์จึงตรัสว่า “ข้าพเจ้าจะถามพระคุณเจ้า”  
       พระนาคเสน     “เชิญถามเถิด” 
       พระยามิลินท์      “ข้าพเจ้าถามแล้ว” 
       พระนาคเสน       “อาตมาภาพวิสัชนาแล้ว”
       พระยามิลินท์   “ท่านวิสัชนาว่าอย่างไร”
       พระนาคเสน     "มหาบพิตรถามอาตมภาพว่าอย่างไรเล่า” 
       เมื่อพระนาคเสนตอบอย่างนี้ ประชาชนก็ให้สาธุการแก่พระนาคเสน เพราะท่านมีปฏิภาณเป็นเลิศ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหา  ยังมีปัญหาน่ารู้น่าสนใจอีกมาก ที่หลวงพ่อจะถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

       จะเห็นได้ว่า ผู้มีปัญญาที่แท้จริง เมื่อเกิดคำถามก็ย่อมแสวงหาผู้รู้ อยากฟังถ้อยคำของบัณฑิต เพราะหัวข้อธรรมแม้บทเดียวก็มีค่ามหาศาล เพราะคำนั้นคือแสงสว่างแห่งปัญญา การฟังถ้อยคำที่เป็นอรรถเป็นธรรมเช่นนี้ มิใช่เกิดขึ้นได้ง่าย 
         ดังนั้นเราทั้งหลายควรหาโอกาสหมั่นฟังธรรมทุกๆ วัน จะได้มีดวงปัญญาสว่างไสว มีธรรรมะเป็นอาภรณ์ แล้วจะได้ทำหน้าที่เป็นยอดกัลยาณมิตร ผู้นำความสว่างไสวไปจุดประกายในดวงใจชาวโลกได้อย่างองอาจ อีกทั้งจะเป็นพลวปัจจัยให้ได้เข้าถึงพระธรรมกายกันอย่างง่ายดาย


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๖๘-๔๗๖

อ้างอิง.......มิลินทปัญหา (ฉบับแปลโดย ปุ้ย แสงฉาย)

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

เส้นทางจอมปราชญ์ (๓)

เส้นทางจอมปราชญ์ (๓)
 
     นักปราชญ์ที่แท้จริงในทางพระพุทธศาสนานั้น จะต้องเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วย ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ  เส้นทางของจอมปราชญ์ทั้งหลาย จึงต้องผ่านการเคี่ยวกรำในทุกๆ เรื่อง ทั้งด้านการสร้างบารมี การฝึกฝนอบรมตัวเอง บุญในอดีต และการกระทำในปัจจุบัน จะผลักดันให้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ โดยเฉพาะการทำใจให้หยุดนิ่ง หมั่นเจริญภาวนา เห็นคุณค่าของปริยัติแล้วไม่ทอดทิ้งปฏิบัติ หมั่นทำใจหยุดนิ่งอย่างสมํ่าเสมอ จนเข้าถึงผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งภายใน เมื่อนั้นจะทำให้ความเป็นปราชญ์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า...

     “ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนเท่านั้นเป็นสระอันยอดเยี่ยม”

     แสงสว่างในโลกมีมากมาย ต่างมีประโยชน์ในตัวเองทั้งสิ้น แสงจากหลอดไฟยังมีเวลาเปิดปิด พระอาทิตย์ยังมีเวลาอัสดง พระจันทร์ยังมีวันข้างขึ้นข้างแรม แสงสว่างในโลกนี้จึงเป็นความสว่างที่ไม่มั่นคง เมื่อไม่มั่นคงก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นใจกับผู้ที่ใช้ประโยชน์จากแสงเช่นนั้น แต่แสงสว่างแห่งดวงปัญญานั้นทรงคุณค่ามหาศาล ยิ่งกว่าความสว่างใดๆ ในโลก เหมือนเพชรที่อยู่ท่ามกลางก้อนกรวด โดยเฉพาะปัญญาที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวล ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงเป็นที่พึ่งทั้งแก่ตนเอง และบุคคลรอบข้างได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา และทุกสถานที่

     เหมือนอย่างพระนาคเสนเถระที่หลวงพ่อเล่าค้างไว้ ด้วยอำนาจแห่งบุญเก่าที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว กอปรด้วยวิริยอุตสาหะในการฝึกฝนอบรมตัวเอง ทำให้ท่านเป็นตัวแทนของพระสงฆ์หมู่ใหญ่ในยุคสมัยนั้น แต่กว่าท่านจะสมบูรณ์บริบูรณ์อย่างนั้น ต้องผ่านการ เคี่ยวเข็ญซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากครูบาอาจารย์ แม้จะออกบวชตอนอายุ ๗ ขวบ แต่ก็ออกบวชด้วยความใฝ่รู้ อยากศึกษาสิ่งที่มีสาระแก่นสาร

     ครั้งแรกที่พบเห็นพระโรหณเถระ ก็เอ่ยปากถามปัญหาท่านว่า ทำไมท่านจึงนุ่งห่มผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ซึ่งดูแปลกกว่าผู้คนทั้งหลาย ...พระเถระตอบว่า เพราะเราเป็นบรรพชิตจึงต้องนุ่งห่มอย่างนี้ ...นาคเสนกุมารถามต่อว่า บรรพชิตที่ท่านว่านั้นแปลว่าอย่างไร ...พระเถระวิสัชนาต่อว่า บรรพชิต แปลว่า ผู้เว้นจากบาปอกุศลทุกๆ อย่าง และพระเถระยังกล่าวต่อไปอีกว่า ศิลปศาสตร์ที่เรารู้อยู่นี้ เป็นความรู้ที่เหนือกว่าความรู้ใดๆ ทุกอย่างในโลก ความรู้ในโลกเป็นความรู้ที่มีทุกข์เจือปน ไม่เที่ยงแท้ถาวร แต่ความรู้ของเรานั้นทั้งละเอียดลึกล้ำ เลิศกว่าศิลปศาสตร์ทั้งปวง

     นาคเสนกุมารอายุแค่ ๗ ขวบ แต่ภูมิปัญญานั้นสูงส่งมาก อยากจะศึกษาศิลปะจากพระเถระ แต่ขอถามปัญหาพระเถระดูก่อนว่า จะแก้ปัญหาของตนเองได้หรือไม่ ถ้าแก้ได้ก็จะเรียน นาคเสนกุมารถามว่า "ทำไมผมก็ดี หนวดก็ดีของท่าน ไม่เหมือนผู้คนทั้งหลาย ท่านเห็นคุณ และโทษประการใด จึงโกนผม และหนวดเสีย"  พระเถระท่านตอบว่า "ที่อาตมาทำอย่างนี้ เพราะต้องการจะตัดความกังวล ๑๖ ประการ ที่จะคอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้จิตใจสุขสงบ  ๑๖ ประการที่ว่าก็คือ 
        ความกังวลเกี่ยวกับอาภรณ์ ผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องประดับทั้งหลาย การแต่งเนื้อแต่งตัว เวลามีเสื้อผ้า ก็ต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกมาก เกี่ยวกับการขัดสีชำระล้างที่จะต้องคอยทำความสะอาด ถ้าไม่ทำก็สกปรก 
        ความกังวลเกี่ยวกับการเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้น คือ ต้องซัก ต้องล้าง การจะหาดอกไม้มาทัดเกศา และประดับประดา การที่จะต้องหาของหอมมาประพรม 
        ความกังวลเกี่ยวกับสมอ มะขามป้อม และดิน สามสิ่งนี้ใช้ปรุงเป็นยาสระผม ความกังวลด้วยไม้กลัดผม เครื่องที่ใช้มุ่นมวยผม เกล้าผม หวีผม หาช่างตัดผม และกังวลเกี่ยวกับการอาบน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นความกังวล ๑๖ ประการ เมื่อประกอบด้วยปลิโพธ ความกังวลเหล่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะร่ำเรียนศิลปะให้ดีได้"

       นาคเสนกุมารได้ฟังการแก้ปัญหาของพระโรหณเถระ ก็ยิ่งอัศจรรย์ใจในภูมิรู้ภูมิธรรม แต่ยังมีข้อสงสัยจึงถามต่อไปว่า "ทำไมพระผู้เป็นเจ้า จึงนุ่งห่มไม่เหมือนเขา" พระเถระจึงวิสัชนาต่อว่า "ผ้านุ่งห่มของชาวบ้านเป็นเครื่องหมายของฆราวาสผู้อยู่ครองเรือน อาจจะก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินได้ แต่ผ้านุ่งห่มของอาตมานี้ ภัยอันตรายไม่มาแผ้วพาน เพราะไม่เป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป" นาคเสนได้ฟังก็ยิ่งถูกอกถูกใจ จึงขอเรียนศิลปศาสตร์จากพระเถระ

      นาคเสนกุมารได้กลับไปบ้าน เพื่อขออนุญาตออกบวชจากบิดามารดา แต่ไม่ได้รับอนุญาต หนูน้อยจึงใช้กุศโลบาย ทำเป็นไม่ยอมกินข้าวกินปลา ยอมอดข้าวเพื่อแลกกับการจะได้ออกบวช ถ้าไม่ได้รับอนุญาตเป็นยอมตาย จนท่านทั้งสองใจอ่อนคิดว่า ลูกของเราบวชเรียนเอาความรู้แล้ว คงลาสิกขาลาเพศเหมือนเดิม จึงอนุญาตให้บวช  
         นาคเสนกุมารดีใจมากจึงลามารดาบิดาไปหาพระเถระ พระเถระได้พานาคเสนไปถํ้ารักขิตะ ในสมัยนั้น เหล่าพระอริยสาวกก็ให้นาคเสนกุมารบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร จึงหันมาทวงสัญญากับพระโรหณเถระว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตอนนี้ข้าพเจ้าก็ได้ทำตามสัญญาแล้ว ขอท่านจงบอกความรู้แก่กระผมเถิด"

       พระโรหณเถระคิดว่า สามเณรรูปนี้มีปัญญามาก   ต้องให้ศึกษาพระ ปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นความรู้ที่ละเอียดลึกซึ้ง จึงค่อยเรียนพระสูตร และพระวินัย เมื่อคิดได้อย่างนี้ จึงสอนพระคัมภีร์ ๗ ปกรณ์ นาคเสนสามเณรฟังครั้งเดียวเท่านั้น แตกฉานแทงตลอดหมดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พออุปัชฌาย์บอก ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็จำได้หมดแล้ว 
         นาคเสนสามเณรเข้าไปตรงหน้าพระอรหันต์ทั้งหลาย แสดงพระปรมัตถธรรมโดยพิสดาร ใช้เวลาบรรยายถึง ๗ เดือน น่าอัศจรรย์ในภูมิปัญญาของท่าน ตั้งแต่นั้น สามเณรได้เรียนความรู้ในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปี พระอรหันต์ทั้งหลายจึงให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

      วันหนึ่ง ตอนรุ่งเช้า ท่านเดินบิณฑบาตตามหลังพระอุปัชฌาย์ เนื่องจากว่าท่านเป็นผู้ที่มีปัญญามาก เล่าเรียนเขียนอ่านได้เร็วกว่าใครในยุคนั้น จึงนึกติเตียนอุปัชฌาย์ตัวเองอยู่ในใจว่า อุปัชฌาย์ของเรานี้ รู้แต่พระคัมภีร์ ๗ บทเท่านั้น มิได้รู้พระพุทธพจน์อย่างอื่นเลย พระเถระท่านเป็นพระอรหันต์รู้วาระจิตของพระนาคเสนผู้ยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็เอ่ยขึ้นว่า "นาคเสน ท่านคิดอย่างนี้ไม่เป็นผลดีแก่ตัวท่านเลยนะ"

     พระนาคเสนได้ฟังอย่างนั้น ก็ยอมรับผิด ว่าแล้วจึงก้มกราบขอขมาท่าน พระเถระจึงบอกว่า "เราจะยังไม่ยกโทษให้ จนกว่าเธอจะไปทำให้กษัตริย์แห่งเมืองสาคลนคร เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เลิกเบียดเบียนย่ำยีสมณพราหมณ์ เราถึงจะยกโทษให้เธอ"  ในพรรษานั้น พระเถระจึงส่งพระนาคเสนไปอยู่จำพรรษากับพระมหาเถระอัสสคุตตะ

     พระอัสสคุตตเถระรู้ว่า พระนาคเสนนี้เจ้าปัญญา มีความรู้มาก จำต้องทดสอบความอดทน และความเคารพหน่อย ว่าแล้วตลอดทั้ง ๓ เดือนนั้น พระอัสสคุตตเถระไม่พูดกับพระนาคเสนเลยแม้แต่คำเดียว แม้พระนาคเสนจะคอยอุปัฏฐาก ท่านทำเป็นไม่สนใจ แต่พระนาคเสนก็ทำวัตรปฏิบัติด้วยความเคารพนอบน้อมเช่นเดิม

      จนถึงวันออกพรรษา พระอัสสคุตตเถระคิดว่า ถึงเวลาที่จะส่งพระนาคเสนไปศึกษาต่อกับนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาแล้ว จึงบอกกับพระนาคเสนว่า ในเมืองปาตลีบุตรมีพระเถระชื่อธรรมรักขิต เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกมาก ขอให้ท่านเดินทางไปศึกษากับพระเถระรูปนั้นเถิด 
          พระนาคเสนก็ไม่รู้จักหนทาง แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นอยากจะแสวงหาความรู้ พบเจอใครท่านก็ถามไปตลอดจนกระทั่งถึงวัด ก็ได้ไปอยู่ศึกษาธรรมะกับพระธรรมรักขิตเถระ พระนาคเสนท่านเรียนรู้เร็วมาก ใช้เวลาแค่เพียง ๖ เดือน ก็แตกฉาน  รู้แจ้งแทงตลอดในหัวข้อธรรมทั้งหมด ส่วนเรื่องจะเป็นอย่างไรนั้นหลวงพ่อจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

     คนมีปัญญาแสดงว่าสั่งสมบุญมาดี เพราะแสงสว่างแห่งปัญญานี้ ไม่มีวันดับเลย โดยเฉพาะปัญญาที่เกิดจากการศึกษาพระพุทธธรรม เป็นความรู้ที่ควรศึกษา เพราะจะทำให้เราเข้าใจแผนผังของชีวิต และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางคือพระนิพพานได้ เมื่อได้ศึกษา และนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดผลเป็นปฏิเวธให้เข้าถึงผู้รู้ที่แท้จริงภายใน คือเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งจะเป็นที่พึ่งต่อตัวเราเอง ปัญญาบริสุทธิ์นี้เราเข้าถึงได้ด้วยใจที่หยุดนิ่ง  ดังนั้นให้พวกเราทุกๆ คน หมั่นฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง สั่งสมปัญญาบารมีกันให้ได้ทุกๆ วัน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน 
 ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๕๙-๔๖๗

อ้างอิง.......มิลินทปัญหา 
(ฉบับแปลโดย ปุ้ย แสงฉาย)

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563

เส้นทางจอมปราชญ์ (๒)

เส้นทางจอมปราชญ์ (๒)

 
               ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลสอาสวะ ดวงจิตถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา บดบังดวงปัญญาไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต เรื่องราวในสังสารวัฏจึงเป็นความลับที่มืดมนมายาวนาน ไม่มีใครรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย คนเราทุกคนเกิดมาแล้วมีหน้าที่ คือต้องแสวงหาความหลุดพ้นมุ่งไปอายตนนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น 

                  ดังนั้นการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจึงเป็นวัตถุประสงค์ของชีวิต จะกำจัดกิเลสอาสวะได้ ต้องเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วใช้กายธรรมที่ละเอียดที่สุดกำจัดต้นเหตุหรือมูลรากของกิเลส แต่กว่าจะเข้าไปถึงจุดนั้น เราจะต้องทำใจของเราให้หยุดนิ่งบริสุทธิ์ผ่องใส หยุดในหยุดกันตลอดไปบนเส้นทางสายกลาง เส้นทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

           พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ว่า...

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ชักชวนเข้าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกชักชวนแล้วปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ๑ คนทั้งหมดนั้น ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมนั้น ท่านกล่าวไว้ดีแล้ว"

         ผู้มีบุญ นอกจากจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองได้แล้ว ยังเป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่นได้อีก เมื่อเกิดมาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอกที่มาบดบัง จะย่างก้าวไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่ปรารถนาของมหาชน แต่การเกิดมาในโลกนี้ ชีวิตของทุกๆ คนล้วนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองเกิดมาทำไม มีหน้าที่อย่างไร ก็ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้มีส่วนสำคัญในการประคับประคองชีวิตเรา ให้เดินทางไปถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ เหมือนเส้นทางของจอมปราชญ์ในพระพุทธศาสนา คือพระนาคเสนเถระ ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึงความเป็นพระอริยเจ้า จนกระทั่งเป็นหลักของพระศาสนาในยุคนั้น ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรเช่นกัน

           ย้อนไปเมื่อคราวที่แล้ว ที่พระยามิลินท์ จอมราชาแห่งสาคลราชธานี ท่านเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านภูมิปัญญา เที่ยวถามปัญหากับผู้รู้ทั้งในที่ใกล้และที่ไกล ในเมืองของพระองค์เอง ก็ไม่มีใครสามารถตอบโต้วาทะของพระองค์ได้ เป็นเหตุให้ในเมืองนั้นว่างจากสมณพราหมณ์ผู้รู้ถึง ๑๒ ปี 

          จนกระทั่งพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อว่า อัสสคุตตเถระ ท่านเห็นเหตุที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อมโทรม เพราะการกระทำของพระยามิลินท์ จึงให้ประชุมสงฆ์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น จำนวนมากถึง ๑๐๐ โกฏิ แล้วเอ่ยถามท่ามกลางที่ประชุมว่า ใครสามารถตอบโต้วาทะกับพระยามิลินท์ได้บ้าง สามารถจะทำให้พระยามิลินท์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระอัสสคุตเถระเอ่ยถามถึงสามครั้ง พระอรหันต์ทั้งหลายพากันนิ่ง ไม่มีองค์ใดรับวาจา จึงปรึกษากัน และลงความเห็นว่าให้ไปอัญเชิญ มหาเสนเทพบุตร ซึ่งมีบุญเก่าที่เคยร่วมสร้างกันมากับพระยามิลินท์ เทพบุตรองค์นั้นมีสติปัญญาสามารถแก้ปัญหาของพระยามิลินท์ กอบกู้พระศาสนาไว้ได้

        เมื่อลงความเห็นกันแล้ว พระอรหันต์จำนวนถึง ๑๐๐ โกฏิจึงขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะเห็นพระอรหันต์มากันจำนวนมาก จึงเข้าไปถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าพากันมามากมายมหาศาลอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร บอกโยมหน่อยเถิด" ท่านจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระยามิลินท์ให้ท้าวสักกะฟัง และประสงค์จะกอบกู้พระศาสนา ท้าวสักกะจึงบอกว่า เห็นทีจะมีแต่มหาเสนเทพบุตรผู้เดียวเท่านั้น จึงอาราธนาคณะสงฆ์ไปหาเทพบุตรถึงวิมานบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

        ครั้งแรกที่ได้รับรู้ มหาเสนเทพบุตรปฏิเสธถึง ๓ ครั้ง เนื่องจากยังไม่รู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง เมื่อมิอาจจะเลี่ยงได้จึงกล่าวขึ้นว่า หากลงไปเกิดแล้วขอให้มีปัญญาสามารถแก้ปัญหาทุกๆ อย่างได้ และให้พระยามิลินท์สิ้นความสงสัยได้ พระอรหันต์ท่านก็รับรองว่าจะเป็นอย่างนั้น เทพบุตรจึงรับปากพระอรหันต์ พอรู้ว่า เทพบุตรผู้มีบุญรับปากแล้ว จึงอันตรธานจากเทวโลกลงมาประชุมกันต่อ เพื่อคัดสรรผู้ที่จะรับหน้าที่ประคับประคอง เป็นกัลยาณมิตรให้เทพบุตรออกบวช จนบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงมาเกิด

       พระอัสสคุตตเถระผู้เป็นประธานสงฆ์จึงถามว่า เมื่อคณะสงฆ์ประชุมกันเพื่อกิจของพระศาสนา มีใครบ้างที่ขาดประชุม ตอนนั้นมีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า พระโรหณเถระ ท่านเข้านิโรธสมาบัติอยู่ที่หิมวันตบรรพตได้ ๗ วันแล้ว จึงขาดประชุมในวันนั้น พระเถระออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว รู้วาระจิตของพระอรหันต์ทั้งหลาย ว่าคณะสงฆ์ต้องการพบตัว จึงอันตรธานจากที่นั้นไปปรากฏในท่ามกลางพระอรหันต์ทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายจึงถามพระโรหณะว่า พระศาสนาของสมเด็จพระทศพลทรุดโทรมลง ทำไมท่านไม่เอาใจใส่กิจของสงฆ์ จิตใจจะปล่อยให้ศาสนาทรุดโทรมลงอย่างนั้นหรือ

        พระโรหณะบอกว่า "ข้อนั้นเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ได้เอาใจใส่" เหล่าพระอรหันต์จึงได้ลงพรหมทัณฑ์ท่านว่า ตัวท่านเองไม่ได้ประพฤติผิดสังฆกรรมหรอก แต่ด้วยเหตุที่ไม่สนใจกิจการงานส่วนรวม เราทั้งหลายขอลงโทษท่าน ขอให้ท่านไปบิณฑบาตที่บ้านโสณุตตรพราหมณ์ในหมู่บ้านกชังคละทุกๆ วัน อย่าได้ขาด พราหมณ์นั้นจะมีลูกชายคนหนึ่งชื่อนาคเสนกุมาร ท่านจงไปบิณฑบาตทุกๆ วัน จนกว่าจะอายุได้ ๗ ปี ๑๐ เดือน แล้วคิดอ่านเอานาคเสนกุมารออกบวชให้ได้ เพราะนาคเสนกุมารนั้นจะเป็นทหารเอกของสมเด็จพระทศพลผู้จะกอบกู้พระศาสนา

       พระโรหณเถระจึงรับคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ฝ่ายมหาเสนเทพบุตร เมื่อจุติลงจากเทวโลกลงมาเกิดเป็นลูกของพราหมณ์ นับต่วันนั้นมา พระโรหณเถระท่านเดินบิณฑบาตไปที่บ้านของพราหมณ์ทุกๆ วัน จนกระทั่งครบ ๗ ปี ๑๐ เดือนไม่ขาดแม้แต่วันเดียว และไม่เคยได้รับการไหว้ หรือการใส่บาตรจาำกพราหมณ์ เพราะพราหมณ์ไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ด้วยหัวใจของยอดกัลยาณมิตร ท่านก็ทำหน้าที่ด้วยจิตใจที่เบิกบานผ่องใส จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้ฟังถ้อยคำของพราหมณีพูดว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า จงหลีกไปเถิด"

        เมื่อพระเถระได้ฟังถ้อยคำเท่านี้ ก็สะพายบาตรเปล่าเดินจากสถานที่นั้น เดินสวนทางกับพราหมณ์ พราหมณ์ก็ถามท่านว่า "ท่านได้อะไรมาบ้าง" ก็ตอบว่า "ได้สิพราหมณ์ เราได้หน่อยเดียวเท่านั้น" พราหมณ์ไม่ศรัทธาอยู่แล้วจึงเกิดความฉุนเฉียว กลับไปถามคนในบ้านว่า มีใครให้ของไปหรือเปล่า ทุกๆ คนตอบเหมือนกันว่า ไม่มีใครให้ พ่อของนาคเสนกุมารยิ่งหมดศรัทธา หาว่าพระโกหก จึงคิดจะต่อว่าท่านในวันรุ่งขึ้น

        ครั้นรุ่งขึ้นอีกวัน พระเถระเดินมาบิณฑบาตหน้าบ้านพราหมณ์เหมือนเดิม พราหมณ์รออยู่แล้ว จึงเดินเข้าไปต่อว่าทันทีว่า "ท่านทำไมโกหกอย่างนี้ เมื่อวานไม่มีใครสักคนใส่บาตรท่านเลย แล้วยังมีหน้าว่าได้หน่อยหนึ่ง" พระเถระท่านก็นิ่งๆ แล้วเอ่ยวาจาตอบพราหมณ์ว่า "ท่านพราหมณ์ อาตมามาบิณฑบาตที่นี่ถึง ๗ ปี กับ ๑๐ เดือน จังหันสักทัพพีหนึ่งก็ไม่เคยได้เลย คำพูดแม้สักคำก็ยังไม่เคยได้ ท่านเห็นเราเข้าก็ทำหน้าบึ้งตึง ด่าว่าเสียดสี แต่เมื่อวานนี้พราหมณีพูดกับเราว่า "จงหลีกไปเถิด" อาตมาได้ฟังถ้อยคำๆ นี้ของนาง จึงได้พูดกับท่านเมื่อวานนี้ว่า ได้หน่อยหนึ่ง อาตมาจะกล่าวมุสาได้อย่างไร"

     พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสว่า สมณะรูปนี้ แม้ได้ฟังถ้อยคำเท่านี้ยังดีใจ หากได้มากกว่านี้ คงจะสรรเสริญมากกว่านี้ จึงร้องเรียกให้ภรรยาเอาของมาใส่บาตร ยิ่งพอใกล้ชิด เห็นความสงบสำรวมอินทรีย์ของพระเถระ ก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธามากขึ้น จึงอาราธนานิมนต์ให้ท่านมาฉันที่บ้าน ทุกๆ วัน กว่าที่จะเข้าสู่บ้านของพราหมณ์ได้ ต้องใช้หัวใจของยอดกัลยาณมิตร อดทนอย่างมาก

      นี่เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้เจอกับนาคเสนกุมาร นาคเสนกุมารเป็นเด็กที่มีปัญญามาก เพียงอายุ ๗ ขวบ ก็เล่าเรียนเขียนอ่านกับครูอาจารย์ของฝ่ายพราหมณ์ ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นาคเสนกุมารก็จำได้หมด จนหมดความรู้ของฝ่ายพราหมณ์ ถึงกับถามพราหมณ์ว่า "ความรู้ของพวกเรามีเท่านี้เองหรือ" พ่อของนาคเสนกุมารก็บอกว่า "หมดแล้วลูกเอ๋ย เดี๋ยวพ่อจะแสวงหาครูมาให้" นาคเสนกุมารเดินลงจากปราสาท นั่งรำพึงรำพันอยู่คนเดียวว่า ความรู้ที่เราเรียนมาว่างเปล่าเหมือนอากาศ หาสาระแก่นสารที่แท้จริงไม่ได้ ไม่สามารถทำให้พ้นจากโลกไปได้เลย

      ฝ่ายพระโรหณเถระ ทราบความคิดของนาคเสนกุมาร จึงอันตรธานจากวิหารมาปรากฏตรงหน้า พร้อมกับบอกว่า ศิลปศาสตร์ในพุทธศาสนานั้น อุดมล้ำเลิศกว่าความรู้ใดๆ ในโลก นาคเสนเป็นคนใฝ่รู้ ก่อนจะบวชนั้น ก็ต้องซักถามข้อข้องใจกับพระเถระ แต่จะซักถามอย่างไรนั้น หลวงพ่อจะนำมาเล่าให้พวกเราได้ศึกษากันในโอกาสต่อไป

       คนมีบุญมีปัญญา แม้แต่จอมปราชญ์อย่างพระนาคเสน ยังต้องมีกัลยาณมิตรผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระโรหณเถระ ที่ท่านใช้ความอดทนเพียรพยายามถึง ๗ ปี กับ ๑๐ เดือน ถึงจะได้เพชรเม็ดงามของพระศาสนา หน้าที่ที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้ เป็นหน้าที่ที่จะให้แสงสว่างแก่โลก ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อ ให้ดูอย่างพระเถระท่าน ท่านอดทนแบบไม่ต้องอดทน เพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่ เป็นบุญเป็นบารมี ทำงานไปใจก็หยุดนิ่งอยู่ในกลางตลอดเวลา ดูท่านเป็นตัวอย่างแล้ว ให้เอาอย่างท่าน เราจะได้เป็นยอดนักสร้างบารมีที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๔๙-๔๕๙

อ้างอิง.......มิลินทปัญหา (ฉบับแปลโดย ปุ้ย แสงฉาย)

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563

เส้นทางจอมปราชญ์ (๑)

เส้นทางจอมปราชญ์ (๑)

 
     กิเลส กรรม วิบาก คือการเวียนวนของวัฏจักรชีวิต ตราบใดที่บุญบารมีของเรายังไม่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เราก็ต้องผจญกับกิเลส มีกรรม และวิบากเป็นผลกันต่อไป หนทางของชีวิตจะยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร หากเกิดมาแล้วไม่มีเป้าหมาย ชีวิตก็จะยิ่งไม่ปลอดภัย ดังนั้น การมีเป้าหมายชัดเจนว่า เราเกิดมาสร้างบารมี จึงเป็นเหมือนเกราะแก้วที่ป้องกันภัยให้กับเรา เมื่อเรามีคำนี้อยู่ในใจตลอดเวลา วิกฤติทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะเป็นโอกาสแห่งการสร้างบารมี ทุกลมหายใจเข้าออกของเราจะมีคุณค่า วันเวลาที่ผ่านไปจะมีแต่บุญกุศล เราจะมีความสุขสมหวังในชีวิต

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิธิกัณฑสูตร ความว่า....

     “ขุมทรัพย์คือบุญนั้น สามารถให้สมบัติที่น่าใคร่ทุกอย่างได้ มนุษย์และเทวดาทั้งหลายปรารถนาผลใด ผลทั้งปวงย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น"

     อานุภาพของบุญนั้นไม่มีประมาณ สิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาคิดว่าเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย แต่สำหรับผู้มีบุญแล้วในใจคิดอยู่อย่างเดียวว่า เป็นไปได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าบุญเรามากพอ และใจเราต้องการให้เป็นอย่างนั้น เหมือนพระบรมโพธิสัตว์ในอดีต ที่ท่านดำรงมั่นอยู่ในการสั่งสมคุณงามความดี ทำให้พลิกผันชีวิตจากปุถุชนคนธรรมดา มาเป็นพระบรมศาสดาของเราได้ หรือเหล่าพระอริยสาวก ล้วนสมปรารถนาดังตั้งใจไว้ ก็ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ไม่มีประมาณ 

       ดังนั้นทุกคนอย่าดูเบาในบุญแม้เพียงเล็กน้อย เมื่อเรา ทุ่มเทใจทำด้วยจิตใจผ่องใส ผลแห่งบุญนั้นมีผลไม่น้อย ดังเช่น เส้นทางของสองจอมปราชญ์ในพระพุทธศาสนา ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญามหาศาล

     หลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ ปี สองจอมปราชญ์นี้ ได้ตั้งใจบวชอุทิศชีวิตในพระพุทธศาสนา แต่ทางมาแห่งมหาปัญญาที่เกิดกับท่านนั้น เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ในอานุภาพของบุญอย่างยิ่ง เพราะว่าท่านได้สร้างบุญไว้ในพระพุทธศาสนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลแห่งบุญเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์  บุคคลสองท่านนี้คือ พระนาคเสน กับ พระยามิลินท์ พระนาคเสนเป็นพระภิกษุผู้เรืองปัญญา พระยามิลินท์ก็เป็นพระราชาเจ้าปัญญาเช่นกัน ท่านทั้งสองเคยมีอดีตร่วมกัน

     ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ครั้งนั้น มีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งท่านเป็นผู้ที่มีศีลาจารวัตรงดงาม ตอนเช้าท่านจะลุกขึ้นมากวาดลานวิหาร ลานเจดีย์ และที่พักสงฆ์ กวาดไปใจท่านก็ตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธคุณ ในใจมีแต่พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ กวาดเสร็จรวมหยากเยื่อไว้เป็นกอง เรียกสามเณรลูกศิษย์ของตัวเอง ให้สามเณรช่วยนำเอาขยะที่ท่านกวาดกองไว้ไปทิ้ง

     สามเณรเองเนื่องจากยังเป็นเด็ก ก็ซุกซนบ้างเป็นธรรมดา ได้ยินเสียงพระอาจารย์เรียกอย่างนั้นทำเป็นไม่ได้ยิน ยังนิ่งเฉยไม่กระตือรือร้นขวนขวายทำตามคำสั่งของพระอาจารย์ แม้เรียกถึง ๓ ครั้ง สามเณรก็ยังนิ่งเฉยเหมือนเดิม ท่านเกรงว่าสามเณรลูกศิษย์ จะพลาดจากการได้บุญกุศลจึงเอาไม้ตีพร้อมดุว่า ทำไมจึงว่ายากนักหนา สามเณรถูกไม้เรียวก็ร้องไห้ วิ่งไปอย่างรวดเร็ว ขนเอาหยากเยื่อที่พระอาจารย์กวาดรวมกันไว้ไปทิ้ง มือสองข้างกอบขยะทั้งๆ ที่น้ำตาอาบแก้ม แต่สามเณรนี้เป็นผู้มีปัญญา ไม่ดูถูกว่าบุญนั้นเพียงเล็กน้อย ครั้นขนกองหยากเยื่อจากลานพระเจดีย์ไปทิ้งแล้ว เกิดความปีติในบุญที่ตัวเองได้ทำ จึงตั้งความปรารถนาในใจอย่างแรงกล้าว่า..

     ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้ากอบเอาหยากเยื่อออกจากลานพระเจดีย์ ทำพระเจดีย์ให้สะอาดดูน่าเลื่อมใสนี้ ไม่ว่าตัวข้าพเจ้าจะไปเกิดในภพภูมิใดๆ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชมีอานุภาพแผ่ไพศาล ดุจแสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน จนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ดูนะเด็กอายุไม่กี่ขวบ แต่รู้จักคิด รู้จักอธิษฐาน เห็นดวงอาทิตย์ยังสามารถเอามาเป็นเหตุแห่งการอธิษฐานได้ ไม่ธรรมดา หลังจากอธิษฐานแล้ว ลงสรงน้ำในแม่น้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำที่เป็นระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า เห็นและเกิดปัญญา ปรารถนาจะมีปัญญาที่เฉลียวฉลาดไม่รู้สิ้นสุดเหมือนคลื่นในแม่น้ำ แล้วสามเณรน้อยก็ยกมือขึ้นจบศีรษะ ตั้งความปรารถนาย้ำลงไปอีกว่า...

     ด้วยบุญกุศลที่ตัวของข้าพเจ้านี้ทำตามคำของพระอาจารย์ ตัวท่านเองปรารถนาให้ตัวของลูกศิษย์ได้ดี จึงบังคับให้ทำบุญกุศล บุญเกิดมากมายเพียงไรก็ตาม ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีปัญญา เหมือนกระแสคลื่นในแม่น้ำที่ไม่รู้จักหมดจักสิ้น จนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน

     ในขณะเดียวกันนั้น ฝ่ายพระภิกษุที่เป็นอาจารย์ หลังจากที่เอาไม้กวาดเก็บเข้าที่เรียบร้อยก็เดินมายังท่าน้ำ เพื่อจะสรงน้ำชำระร่างกาย ได้ยินคำที่สามเณรอธิษฐาน จึงฉุกใจคิดว่า ความปรารถนาของลูกศิษย์เราจะสำเร็จได้แน่นอนด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล ตัวเราเองควรที่จะตั้งความปรารถนาไว้บ้าง จึงพนมมือขึ้นระลึกถึงบุญกุศลที่ทำไป ตั้งจิตอธิษฐานว่า 

ถ้าข้าพเจ้ายังไม่บรรลุความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะตราบใด จะไปเกิดในภพใดก็ดี สามเณรขอมีปัญญาเหมือนสายน้ำในท้องนที ข้าพเจ้านี้ขอให้มีปัญญาเหมือนฝั่งแห่งสมุทร แม้สามเณรไปเกิดพบปะกับข้าพเจ้าในภพชาติใดๆ จะไต่ถามปัญหายากแค้นแสนเข็ญเพียงไหน ก็ขอให้ข้าพเจ้าแก้ปัญหานั้นได้ทุกถ้อยกระทงความ ด้วยอานิสงส์ที่ข้าพเจ้ากวาด และใช้สามเณรให้เอาหยากเยื่อเททิ้งนอกลานพระเจดีย์ในครั้งนี้

     พระอาจารย์กับลูกศิษย์ได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในมนุษย์และสวรรค์ถึงหนึ่งพุทธันดร ครั้นล่วงเลยมาถึงยุคของพวกเรา ขณะที่สมเด็จพระบรมศาสดาจะเสด็จเข้าสู่อายตนนิพพาน ได้ตรัสพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานล่วงไป ๕๐๐ ปี จะมีพระภิกษุองค์หนึ่งชื่อว่า นาคเสน จะมาแก้ปัญหาของพระยามิลินท์ผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างไม่มีประมาณ

     ครั้นพระศาสนาล่วงมาตามพุทธทำนาย ฝ่ายสามเณรนั้นได้บังเกิดเป็นบรมกษัตริย์พระนามว่า พระยามิลินท์ ครองราชย์อยู่ในเมืองสาคละ มีปัญญาเฉลียวฉลาดด้วยอานุภาพของบุญในครั้งนั้น แตกฉานในศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ศึกษาหลักธรรมก็รู้รอบรู้ลึก พระยามิลินท์นั้นมีไหวพริบปฏิภาณปรากฏขจรขจายไปทุกเขตคาม ไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบได้ ทรงภูมิปัญญากว่าชนทั้งปวงในชมพูทวีป ท่านจะประกอบด้วยบุญ ๓ อย่าง คือ ๑ ประกอบด้วยไหวพริบปฏิภาณ ๒ ประกอบด้วยกำลังรี้พลพหลโยธิน และสุดท้ายประกอบด้วยโภคอิสริยสมบัติเป็นอันมาก

     สิ่งเหล่านี้บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพบุญที่เอาขยะไปทิ้ง เมื่อเรานึกถึงบุญแล้วอธิษฐาน บุญหนุนนำชีวิตของพระยามิลินท์ จากสามเณรจอมซุกซน กลายมาเป็นจอมปราชญ์ที่ชาวโลกครั่นคร้าม วันดีคืนดี ก็เสด็จไปไต่ถามปัญหากับครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ยกตัวอย่าง เช่น  วันหนึ่งท่านเสด็จไปถามพระภิกษุว่า "มหาปฐพีนี้รองรับสัตว์โลกไว้ แล้วเหตุใดจึงให้สัตว์โลกไปตกนรกอเวจี ทำไมมหาปฐพีจึงรองรับไม่ได้" คนโดนถามนี่อึ้งไปเลย ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ใครได้ยินชื่อก็ไม่ปรารถนาจะพบหน้า ต่างหลบหน้าหลบตา ทำให้เมืองของท่านว่างเปล่าจากเหล่าผู้รู้ถึง ๑๒ ปี ในที่สุดไม่มีนักปราชญ์อยู่ให้ถามปัญหา พระอรหันต์จึงต้องไปเชิญมหาเสนเทวบุตรลงมาเกิด เพื่อที่จะมาปกป้องหมู่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจากวาทะของพระยามิลินท์

     นาคเสนเทพบุตรลงมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลพราหมณ์ กว่าจะออกบวชได้ยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ด้วยอานุภาพของความเพียรของพระอรหันต์ท่านจึงสามารถนำนาคเสนกุมารออกบวชได้ เมื่อออกบวชเท่านั้น ก็ฉายแววของจอมปราชญ์ทันที ครูบาอาจารย์สอนอะไร นาคเสนสามเณรรู้แจ้งแทงตลอดหมดในศาสตร์ทุกศาสตร์ ธรรมะทุกบททุกตอน ทรงจำได้หมด ด้วยอานุภาพของบุญที่สร้างไว้ในอดีต หนทางของสองจอมปราชญ์มาพบเจอกัน ทำให้เกิดตำนานอันเป็นอมตะในวงการพระพุทธศาสนา ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หลวงพ่อจะทยอยนำมาเล่าให้พวกเราฟังเป็นตอนๆ ไป

     เรื่องของบุญนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตของเรา บุญที่เราทำ กรรมที่เราสร้าง เป็นเหมือนเงาตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง เวลาทำบุญอะไรก็ตาม ให้รู้จักอธิษฐาน อย่างนี้เรียกว่าหาบุญได้ใช้บุญเป็น แล้วเอาบุญนี้ทำบุญต่อบุญยิ่งๆ ขึ้นไป ชีวิตเราจะได้ประสบแต่ความสุขความสำเร็จสมหวัง จะอธิษฐานอะไรก็ตาม อย่าลืมอธิษฐานให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายไปทุกภพทุกชาติ จะได้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องราวของตัวเราเอง ทำอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป แล้วพวกเราทุกคนจะสมหวังในชีวิตอย่างแน่นอน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๔๐-๔๔๘

อ้างอิง.......มิลินทปัญหา 
(ฉบับแปลโดย ปุ้ย แสงฉาย)

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

เพียรเถิดจะเกิดผล

เพียรเถิดจะเกิดผล

                 พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากอาสวกิเลส กิจที่จะทำยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พวกเราก็เช่นเดียวกัน ควรจะใช้ชีวิตของเราให้เป็นไป เพื่อความสะอาด ความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องอื่นนั้นให้เป็นเรื่องรองลงมา เรายังมีกิจที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้รู้แจ้งให้ได้ ว่าเราเกิดมาจากไหน มาทำไม และอะไรคือเป้าหมายของชีวิต จึงควรหมั่นฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงผู้รู้แจ้งภายใน คือ พระธรรมกาย

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วัณณุปถชาดก ว่า...
     “บุคคลทั้งหลายผู้มีความเพียร ขุดพื้นดินในทะเลทราย ได้พบน้ำในทะเลทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้ง ฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น
          นรชนใด มีจิตไม่ท้อแท้ มีใจไม่หดหู่ บำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อความเกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมดได้”


        ในสมัยพุทธกาล มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเกิดความเลื่อมใส มองเห็นทุกข์ เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน และเห็นโทษของกามว่า เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ เป็นดั่งหลุมถ่านเพลิง เป็นเหมือนเครื่องจองจำ ชีวิตฆราวาสนั้นคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลีกิเลสทั้งหลาย การบรรพชาเป็นทางมาแห่งความสุข เป็นทางพ้นทุกข์ นำไปสู่มรรคผลนิพพาน เขาจึงกลับไปบ้านและขออนุญาตบิดามารดาเพื่อออกบวช

         เมื่อบวชแล้ว ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจังตลอดพรรษา แต่เนื่องจากว่าปฏิบัติเคร่งเครียดเกินไป จึงทำให้ไม่สบาย ใจไม่สงบ แม้นิมิตหรือแสงสว่างเพียงเล็กน้อย ก็ไม่เคยเห็น เมื่อผลการปฏิบัติไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง ท่านจึงเบื่อหน่ายคลายความเพียร เกิดความท้อใจว่า ตนเองเป็นคนอาภัพ ไม่มีวาสนา คงไม่มีบุญที่จะบรรลุธรรมในชาตินี้

         ถ้าปฏิบัติต่อไปก็คงไม่ได้บรรลุอะไรในชาตินี้แน่ เราควรเดินทางกลับพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อแลดูพระรูปของพระบรมศาสดาอันถึงพร้อมด้วยปุริสลักษณะ และเราจะได้ฟังธรรมที่แสนจะไพเราะจากพระพุทธองค์จะดีกว่า

           พระบรมศาสดาทรงรู้วาระจิตของพระภิกษุรูปนี้ และทรงรู้ถึงความตั้งใจจริงของท่าน เพียงแต่ยังปฏิบัติไม่ถูกวิธีเท่านั้น จึงเรียกท่านมา แล้วตรัสให้กำลังใจว่า “เธอบวชในศาสนา อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักเธอว่า เป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ หรือว่าเป็นผู้ปรารภความเพียรเล่า

             สมัยก่อนเพราะเธอคนเดียวเท่านั้น ทำให้กองเกวียน ๕๐๐ เล่มสามารถเดินทางผ่านทะเลทรายอันทุรกันดารไปได้ ทำให้ทุกคนได้รับความสุข ก็เพราะความเพียรของเธอเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่เหตุไร บัดนี้เธอจึงละความเพียรเสีย” จากนั้นพระองค์ทรงระลึกชาติในหนหลัง ตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติให้ฟังว่า...

          สมัยหนึ่ง ในเมืองพาราณสี เราเกิดเป็นพ่อค้า ได้บรรทุกสินค้าไปขายยังต่างเมือง เราได้ชักชวนเธอและบริวารอีก ๕๐๐ คนไปด้วย ในการเดินทางต้องข้ามทะเลทรายเป็นระยะทางถึง ๖๐ โยชน์ ในตอนกลางวันทะเลทรายร้อนระอุมาก จึงต้องหยุดพักผ่อน แล้วเดินทางในเวลากลางคืน เมื่อเราและบริวารเดินทางรอนแรมไปใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เหลืออีกเพียง ๑ โยชน์เท่านั้น ซึ่งถ้าใช้เวลาเดินทางเพียงแค่คืนเดียว ก็จะข้ามพ้นเขตทะเลทรายไปได้
             ครั้นถึงเวลากลางคืน เราก็ออกเดินทางกัน โดยให้เธอเป็นคนนำทาง สังเกตทิศจากดวงดาว เธอได้เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย กองเกวียนทั้งหมดจึงหลงทาง เช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินวนกลับมาที่เดิม บริวารทั้งหมดรู้สึกอ่อนล้าและหิวโหยกันมาก เพราะขาดน้ำ ต่างพากันท้อแท้ไปตามๆ กัน

          เราเห็นดังนั้น จึงคิดว่าถ้าหากเราละความเพียรเสียอีกคนหนึ่ง หมู่คณะก็จะถึงแก่ความตายกันหมด เราจึงออกเดินสำรวจดูบริเวณรอบๆ นั้น พบว่ามีหญ้าแพรกกอหนึ่งขึ้นอยู่ เพราะว่าได้รับความชื้นจากแหล่งน้ำเบื้องล่าง จึงกลับไปบอกบริวาร ให้มาช่วยกันขุดพื้นทรายใต้กอหญ้านั้น ขุดลึกลงไปจนถึง ๖๐ ศอกแล้วก็ยังไม่พบน้ำ กลับพบแต่แผ่นหินขวางอยู่ เหล่าบริวารเห็นดังนั้น ก็พากันสิ้นหวัง หมดอาลัยในชีวิต ต่างละความเพียร นอนรอคอยความตายกันอยู่ ณ ที่นั้นเอง

          แต่เรามิได้ท้อใจ เพราะมิอาจเห็นบริวารทั้งหมด ต้องมาพบกับความหายนะต่อหน้าต่อตา เราได้ลงไปในหลุมนั้น ลองแนบหูฟังที่แผ่นหิน ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง จึงบอกให้ทุกคนมาช่วยกันเอาค้อนทุบแผ่นหิน  ทุกคนก็ได้ช่วยกันทุบจนหมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆ กัน เหลือเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังสู้อยู่   เราจึงบอกให้เธอทุ่มเทเรี่ยวแรงทำต่อไปอีก  เธออดทนทุบแผ่นหินจนเลือดอาบฝ่ามือโดยมิได้บ่นสักคำ

         ในที่สุด แผ่นหินนั้นก็แตก ลำน้ำได้พุ่งขึ้นมาสูงราวกับลำตาล ทุกคนดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่  ก็เพราะความเพียรของเธอเพียงคนเดียว พวกเราได้น้ำมาดื่มมาใช้กันอย่างสำราญ สามารถหุงหาอาหารรับประทานได้ พอตกกลางคืน จึงได้ออกเดินทางต่อไปและได้ถึงที่หมายในวันรุ่งขึ้น เธอเป็นผู้มีความเพียรมากขนาดนั้น ทำไมชาตินี้ ซึ่งเป็นภพชาติสุดท้ายของเธอแล้ว เธอจะยอมละความเพียรเสียเล่า จากนั้นพระองค์ได้ตรัสพระคาถาว่า...

     บุคคลทั้งหลายผู้มีความเพียร ขุดพื้นดินในทะเลทราย ได้พบน้ำในทะเลทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้ง ฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น
         นรชนใด มีจิตไม่ท้อแท้ มีใจไม่หดหู่ บำเพ็ญกุศลธรรม เพื่อความเกษมจากโยคะ นรชนนั้น พึงบรรลุความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมดได้”

     ภิกษุรูปนั้น มีใจอาจหาญร่าเริงเบิกบานในธรรม ได้น้อมจิตไปตามกระแสเสียงของพระพุทธองค์ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ทำใจหยุดนิ่งอยู่ภายใน จนเข้าถึงกายภายในเป็นลำดับ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในเวลานั้นเอง

         ทุกท่านก็เช่นเดียวกัน จงเพียรพยายามต่อไป อย่ายอมพ่ายแพ้ อย่าท้อแท้ เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็ต้องทำให้สำเร็จ  ถ้าเรามีความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกอย่างจะสำเร็จหมด ดูอย่างพระบรมศาสดาของเรา ก่อนที่จะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงมีความเพียรอย่างยิ่งยวด ที่เรียกว่า“จาตุรังควิริยะ” ท่านกล่าวไว้ว่า “แม้เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็นและกระดูกก็ตามที เมื่อยังไม่สำเร็จประโยชน์ที่บุคคลจะพึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียรและด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดละความเพียรนั้น เป็นไม่มีเลย”

     หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญก็เช่นเดียวกัน ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ของจริง คู่กับคนจริง ธรรมะเป็นของจริง จะเข้าถึงได้ต้องเอาจริง ถ้าทำจริงล่ะก็ ได้ทุกคน จริงแค่ไหน แค่ชีวิตซิ ฉันเองสองคราว ไม่ได้ ตายเถอะ  นิ่ง พอถึงกำหนดเข้า...มันได้ ไม่ตายซักที”  นี่จริงอย่างนี้  เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ให้ตั้งใจปรารภความเพียร เอาจริงเอาจัง อย่าขี้เกียจนั่งธรรมะกัน รักษากำลังใจของเราให้เข้มแข็ง สักวันหนึ่งจะสมปรารถนา เข้าถึงพระธรรมกายกันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๗๒-๗๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๕๕   หน้า ๑๗๐
.........................

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...