วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

เป็นเทพก็ต้องทำบุญ

เป็นเทพก็ต้องทำบุญ

 

                     จิตใจของเรานี้จำเป็นต้องชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการสวดมนต์เจริญภาวนา เหมือนกับร่างกายที่เราใช้ในการประกอบภารกิจการงานอยู่ทุกวัน ยังมีความจำเป็นจะต้องชำระล้างให้สะอาดด้วยน้ำที่สะอาด

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเจริญภาวนาอยู่ในหนทางสายกลาง ให้เราเห็นความสำคัญของการฝึกฝนใจว่า ใจที่ผ่องใสย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ ใจผ่องใสเป็นทางมาแห่งมหากุศล เป็นเครื่องนำสัตว์โลกทั้งหลายไปสู่สุคติภูมิ และนำทุกชีวิตไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้นวันเวลาที่ผ่านไป เราควรชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจ ให้สะอาดผ่องใสควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน

               มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน ทานสูตร ว่า….

     "ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลาย พึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ตรัสแล้ว โดยวิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้ สัตว์ทั้งหลาย พึงกำจัดความตระหนี่ที่เป็นมลทิน มีใจผ่องใส พึงให้ทาน ทานที่ให้แล้วจะมีผลมากในพระอริยบุคคลทั้งหลายตามกาลสมควร ทายกเป็นอันมาก ครั้นให้ทักษิณาทาน ในทักขิไณยบุคคลทั้งหลายแล้ว  ละจากความเป็นมนุษย์นี้แล้ว  ย่อมไปสู่สวรรค์ ทายกผู้ไม่มีความตระหนี่เหล่านั้น ครั้นไปสู่สวรรค์แล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์เสวยผลแห่งกุศลกรรมของตัวเอง"

     การให้ทานนั้นเป็นบันไดก้าวแรกของหนทางที่จะนำขึ้นสู่สวรรค์ และเป็นเสบียงใหญ่สนับสนุนเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ว มักยินดีที่จะเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้ เนื่องจากมนุษย์ถูกความโลภครอบงำจิตใจ ดังนั้นการจะหาผู้ที่ยินดีในการเสียสละ รักในการบริจาคเพื่อสลัดความตระหนี่ออกจากใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหมือนหาแหล่งน้ำกลางทะเลทราย ในหลายพันล้านคนจะมีเพียงกลุ่มคนไม่มากนัก ที่จะรู้ซึ้งถึงบุญที่เกิดจากการให้ว่า มีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล สามารถอำนวยสุขในสุคติโลกสวรรค์และนิพพานได้

     แม้เทวดาเองบางครั้งก็ยังประมาท คือ เมื่อได้อัตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว บางองค์ยังเพลิดเพลินในเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ลืมเสวยสุธาโภชน์ ทำให้ต้องจุติก่อนกำหนด บางองค์ทำบุญให้ทานไว้น้อยมาก ไม่ได้สั่งสมบุญเพื่อต่ออายุของตัวเองในสวรรค์ เมื่อถึงขีดถึงคราวบุญในตัวหมด ก็ต้องจุติจากสวรรค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     เพราะฉะนั้น การที่ท้าวสักกะทรงมีวิริยะอุตสาหะ ขวนขวายอยากทำทานเพื่อต่ออายุขัย หรือทรงเนรมิตพระมหาจุฬามณี แล้วชักชวนเหล่าเทพบุตรเทพธิดามาสักการบูชาเป็นประจำก็ดี หรือทรงวางระเบียบให้มีการสดับธรรมะที่สุธรรมาเทวสภาทุกวันพระก็ดี ที่ทรงทำไปก็เพื่อจะได้เป็นทางแห่งบุญกุศลแก่เหล่าทวยเทพทั้งหลาย รวมทั้งพระองค์เองก็จะได้บุญพิเศษเหล่านี้ด้วย พวกเราอาจจะสงสัยว่า กว่าจะมาเกิดเป็นเทวดาในดาวดึงส์นี้ได้ ก็ต้องประกอบการกุศลเอาไว้มากอยู่แล้ว ครั้นมาเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ ได้เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขตามกำลังบุญแล้ว ยังจะต้องมาทำบุญเพิ่มอีกหรือ

     อันที่จริงแล้ว เกิดเป็นเทวดาใช่ว่าจะไม่ตาย ไม่ว่าเทวดาจะอยู่สวรรค์ชั้นไหน เมื่อหมดบุญก็ต้องจุติ คือ ตายจากสวรรค์ชั้นนั้น บางองค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือแล้วแต่กำลังบุญที่เคยทำเอาไว้ในภพชาติก่อนว่า จะได้ไปเกิดเป็นอะไร ซึ่งไม่พ้นจากภพ ๓ นี้ ส่วนพวกเทวดาที่รู้คุณค่าของชีวิต ไม่เห็นแก่ความเพลิดเพลินในสุขอันเป็นทิพย์มากเกินไป ไม่ประมาท จะเร่งสร้างกุศลเพิ่มเติมเพื่อสืบต่ออายุสังขารของตัว สำหรับเทวดาที่สร้างบุญเอาไว้มาก ก็สามารถที่จะอยู่ในสวรรค์ได้นานจนกว่าจะสิ้นอายุขัยในสวรรค์ชั้นนั้นๆ

     ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับมนุษย์เราในโลก คนไหนมีปัจจัยสี่มาหล่อเลี้ยงตัวเองน้อย เนื่องจากไม่มีมรดก แต่เป็นคนมีวิชาความรู้ ทั้งมีปัญญาฉลาดหลักแหลม ไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิตของตัว ต่อสู้ชีวิตคิดทำงานเพื่อเก็บสะสมเงินไว้ เหมือนพยายามหาข้าวเปลือกข้าวสารมาใส่ยุ้งฉางให้เต็มบริบูรณ์อยู่เสมอ คนเช่นนี้ ก็จะไม่อดไม่อยาก มีกินมีใช้สมบูรณ์สุขสบายในที่สุด

     พวกเทวดาที่ไปอุบัติบนสวรรค์ ไปด้วยกำลังบุญมากๆ ก็มี กำลังบุญน้อยก็มี บางองค์ไปได้เพราะใจใสก่อนตาย แต่ไม่ได้ทำบุญไว้ หรือทำไว้น้อยมาก เทวดาองค์นั้นก็จะเสวยผลอันเล็กน้อยของตนไปพลาง โดยไม่รู้วันตายของตัวเองว่า ต้องจุติจากสวรรค์เมื่อไร จะรู้ก็ต่อเมื่อ ๗ วันก่อนจุติเมื่อเกิดบุพนิมิต อย่างไรก็ดี เทวดาส่วนมากมักจะหลงเพลินกับสมบัติอันเป็นทิพย์ ไม่สนใจกับความตายที่กำลังจะมาถึง

     มนุษย์เราในโลกนี้  ถึงบางคนจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่เป็นคนประมาทในชีวิต เกียจคร้านบ้าง เอาแต่นั่งกินนอนกิน การงานไม่ทำ เมื่อสมบัติหมด หรือถูกความวิบัติเข้าครอบงำ ต้องกลายเป็นคนยากจนอนาถา  ทำนองเดียวกับพวกเทวดาทั้งหลายที่มีบุญมาก เสวยแต่ผลบุญเก่า ไม่ได้ต่อเติมบุญใหม่เพิ่ม ครั้นสิ้นบุญเก่าที่ทำไว้ก็จะถึงความตกต่ำ ไม่สามารถอยู่ในสวรรค์ต่อไปได้ จำเป็นต้องจุติจากเทวโลก หมดเวลาเสวยสุขอีกต่อไป

     นอกจากนี้ยังมีอีกประเภทหนึ่งที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่มีสมบัติติดตัวมา เกิดเป็นคนยากจน แทบจะกลายเป็นมหาทุคตะอยู่แล้ว ทั้งสติปัญญาที่จะสอนตัวเองก็ไม่มี มีความเกียจคร้าน ไม่มีวิริยะอุตสาหะที่จะต่อสู้ชีวิต และไม่คิดที่จะพลิกผันชีวิตตัวเองให้เจริญรุ่งเรือง เกิดมาเพียงแค่ได้ชื่อว่าเป็นคน มีชีวิตอยู่บนโลกเพียงไม่กี่ปี ก็ถูกโรคภัยคุกคามเพราะอดอาหารบ้าง หนาวตายเพราะไม่มีเสื้อกันหนาวสวมใส่บ้าง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกเราคงเห็นกันอยู่เป็นประจำ เทวดาที่มีบุญน้อยก็เช่นเดียวกัน เสวยทิพยสมบัติจากผลบุญเก่า แต่ไม่ได้ขวนขวายทำบุญอื่นเพิ่ม ครั้นหมดบุญเก่าต้องจุติจากเทวโลก หมดเวลาเสวยสุขเช่นกัน

     อย่างไรก็ตาม โลกของเรายังมีมนุษย์ที่มีใจสูงอยู่อีกมาก โดยเฉพาะนักสร้างบารมีทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่สมบูรณ์ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติถึงพร้อมทุกอย่าง ทั้งยังมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถสอนตัวเองได้ แม้เกิดมาชาตินี้ไม่ได้มีสมบัติมากมาย แต่ก็มีความวิริยะอุตสาหะเพียรพยายามในการแสวงหาทรัพย์ อีกทั้งรู้จักใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย ยิ่งหากนำทรัพย์หยาบๆ ที่หามาได้ ออกมาทำบุญด้วยการบริจาคบ้าง สร้างศาสนวัตถุบ้าง รู้จักรักษาศีลและเจริญภาวนา หมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างบารมีในทุกรูปแบบ ชีวิตก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ

     ทำนองเดียวกัน หากชาวสวรรค์ผู้ไม่ประมาททำบุญต่างๆ เช่น มาสักการบูชาพระมหาจุฬามณี  หรือสดับธรรมะที่ศาลา
สุธรรมา   บุญจากการบูชาสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระรัตนตรัย หรือบุญจากการฟังธรรม ก็จะเป็นเหตุให้ได้เสวยสุขในทิพสมบัติอยู่บนสวรรค์ได้นานขึ้นไปอีก เป็นการต่ออายุขัยของตัวเองให้ยืนยาวออกไป

                  บางทีก็ได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นไป ดังเช่นท้าวมหาราชทั้ง ๔ ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน ท้าวชนวสภยักษ์  อดีตพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระโสดาบัน หรือสูงขึ้นไปจนถึงท้าวสักกจอมเทพ อเนกวรรณเทพบุตร จูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร อนาถปิณฑิกโสดาบันเทพบุตร วิสาขาเทพนารี เป็นต้น รวมทั้งเทพบุตรโพธิสัตว์อีกมากมาย แต่ละท่านล้วนมีบุญญาธิการมาก ท่านจะเป็นตัวอย่างของทวยเทพที่ไม่ประมาทในการบำเพ็ญบุญ ไม่หลงระเริงในเทวโลกจนเกินไป จึงเป็นเหตุให้ท่านท่องเที่ยวอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ได้ยาวนาน และได้เลื่อนชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

     ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องการแสวงหาบุญของชาวสวรรค์บนเทวโลก ซึ่งอยากจะชี้ให้พวกเราเห็นว่า แม้เทวดาก็ยังต้องทำบุญเหมือนกัน เมื่อมองกลับมายังโลกมนุษย์ เทวดาก็จะแสวงหาบุญกับมนุษย์ผู้สร้างความดีด้วยการอนุโมทนาบุญ และคอยปกปักรักษามนุษย์ผู้ประพฤติธรรม เป็นการเพิ่มเติมบุญของชาวสวรรค์ พวกเราทั้งหลายโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสสร้างบุญได้อย่างเต็มที่ 

ดังนั้นอย่าประมาท ให้ใช้โอกาสนี้ ตักตวงบุญกุศลกันให้เต็มที่เต็มกำลัง บุญที่เราทำไว้ในโลกนี้แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่จะส่งผลไปอีกยาวนานมากในสุคติโลกสวรรค์ ดังนั้น ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน และอดทนสร้างบารมีในทุกรูปแบบ เพื่ออนาคตอันสดใสในสัมปรายภพของพวกเราทุก ๆ คน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๕๐๔-๕๑๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๔๕   หน้า ๑๖๘

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พุทธบูชา มาฆประทีป

พุทธบูชา  มาฆประทีป




         วันเวลาที่ผ่านไป เราไม่สามารถจะเรียกกลับคืนมาได้ เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วไม่อาจหวนกลับ   ชีวิตเราก็เช่นกัน   ผ่านไปเหมือนกับกาลเวลา  จึงควรต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ ก้าวไปพร้อมกับการสร้างความดี สร้างบารมีให้เต็มที่ เพราะฉะนั้น ทุกคนควรทำสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดให้เกิดขึ้นต่อตัวของเราเองและผู้อื่น ด้วยการประพฤติธรรม มีความปรารถนาดี ความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์ และฝึกฝนอบรมตนเองด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง เพราะเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา ก็คือ เวลาที่ใจหยุดนิ่ง

            พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน กินททสูตร ว่า...

บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่า ให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่า ให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่า ให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่า ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม

       ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ มีอุบาสกท่านหนึ่ง ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงสถาปนาพระภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านผู้มีทิพยจักษุ ท่านมีจิตเลื่อมใสอยากจะเป็นผู้เลิศอย่างนั้นบ้าง  จึงได้ทูลอาราธนา นิมนต์พระบรมศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป มารับภัตตาหาร ที่บ้านตลอดระยะเวลา ๗ วัน ท่านได้ถวายทานที่ประณีตด้วยจิตอันเลื่อมใส

       ครั้นครบวันที่ ๗ ท่านได้ตั้งความปรารถนาต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ... ข้าพระองค์ทำสักการะใหญ่ครั้งนี้ มิใช่เพื่อหวังทรัพย์สมบัติอะไร เพียงเห็นพระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้านผู้มีทิพยจักษุ ข้าพระองค์ก็ปรารถนาที่จะเป็นยอดของภิกษุ ผู้มีทิพยจักษุเช่นเดียวกับภิกษุรูปนั้น ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคตกาล พระเจ้าข้า”

       พระบรมศาสดาทรงตรวจดูด้วยอนาคตังสญาณ คือ ญาณเครื่องรู้ในอนาคต ทรงทราบว่าความปรารถนาของอุบาสกนี้ จะสำเร็จ จึงตรัสอนุโมทนาว่า...อุบาสกผู้เจริญ ในอนาคตกาลอีกแสนกัป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าพระโคดม จักอุบัติขึ้น เธอจะมีชื่อว่า อนุรุทธะ จะเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
        ครั้นทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับพระวิหาร ส่วนอุบาสกบังเกิดความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จึงตั้งใจทำบุญกุศลไม่เคยขาด     เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว    เขาได้สร้างเจดีย์ทองสูง ๗ โยชน์ ได้ถามพระภิกษุสงฆ์ว่า...   จะบูชาพระเจดีย์อย่างไรจึงจะได้ทิพยจักษุ ภิกษุสงฆ์จึงแนะนำให้บูชาด้วยการจุดประทีปโคมไฟ แล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา

       อุบาสกจึงทุ่มเทชีวิตจิตใจ ลงมือสร้างโคมประทีปขนาดใหญ่ด้วยตนเองถึง ๑,๐๐๐ โคม ทั้งยังสร้างโคมเล็กๆ ล้อมรอบโคมใหญ่ ให้เป็นบริวารอีกมากมาย เขาจุดโคมประทีปล้อมรอบเจดีย์ทองของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สว่างไสวตลอดทั้งคืน ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง

       ด้วยอานิสงส์ผลบุญ ที่ตั้งใจสั่งสมบุญบารมีมาตลอดชีวิต เมื่อละโลกไปแล้ว ท่านได้ท่องเที่ยวอยู่ในภูมิของเทวโลกและมนุษยโลกตลอดแสนกัป โดยไม่รู้จักทุคติเลย

        ครั้นครบแสนกัป ท่านได้ไปเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี ในยุคของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมั่นประกอบการกุศลอยู่เป็นนิตย์ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สละทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ทุ่มให้กับการสร้างมหาเจดีย์ สูงประมาณ ๑ โยชน์ เพื่อบูชาพระรัตนตรัย

         จากนั้นก็ให้ช่างทำภาชนะสำริดเป็นจำนวนมาก บรรจุเนยใสจนเต็ม วางไส้ตะเกียงไว้ในถาดเนยใส แล้วนำมาเรียงกันให้ขอบปากต่อขอบปากจดกันจนรอบพระเจดีย์ จุดไฟให้สว่างไสว และให้ช่างทำถาดสำริดใหญ่เป็นพิเศษสำหรับตน ใส่เนยใสจนเต็ม วางไส้ตะเกียงพันดวงไว้ในถาดเนยใสนั้น จุดไฟในถาดให้ลุกโพลง

          เมื่อเอาผ้าพันรอบศีรษะแล้ว ท่านได้ยกถาดเทินไว้บนศีรษะ เดินเวียนประทักษิณรอบมหาเจดีย์ตลอดทั้งคืน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วยใจที่ผ่องใส เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย แม้จะเวียนเทียนอยู่ตลอดทั้งคืน ท่านก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มีแต่ความปีติทุกย่างก้าว

        จวบจนมาถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา   ท่านได้มาเกิดในตระกูลกษัตริย์มีพระนามว่า     “อนุรุทธะ”    เป็นกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการมาก เสวยสมบัติอยู่ในปราสาท หลัง ที่เหมาะสมกับฤดูกาล วันหนึ่ง พระเจ้ามหานามซึ่งเป็นพระเชษฐา ได้ตรัสถามพระเจ้าอนุรุทธะว่า ...“บัดนี้ ศากยกุมารทั้งหลายได้ออกผนวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก แต่ในตระกูลของเรายังไม่มีใครออกผนวชเลย อนุรุทธะ เธอจะผนวชไหม”

         ตอนแรกพระเจ้าอนุรุทธะไม่ยินดีในการออกผนวช เพราะทราบว่าชีวิตนักบวชนั้นเป็นอยู่ลำบาก อยากได้ของเย็นก็ได้ร้อน อยากได้ของร้อนก็ได้เย็น เรื่องอาหารการฉัน ก็แล้วแต่ญาติโยมจะนำมาถวาย   แต่เมื่อทรงนึกถึงการครองเรือนของพระเชษฐา ก็ทรงรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะรู้ว่า ที่สุดของการแสวงหาเลี้ยงชีพนั้น ไม่มีแก่นสารอะไร ต้องทำงานไปตลอดชาติ ทำไปจนกว่าไม่มีเรี่ยวแรงจะทำ อีกทั้งยังเป็นทางมาแห่งธุลีกิเลส ไม่สามารถทำตนให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้

         ดังนั้นท่านจึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช เพราะแม้จะลำบาก แต่ก็เป็นทางมาแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง เมื่อทรงผนวชได้ไม่นาน อาศัยความเพียรไม่ประมาทและบุญกุศลที่เคยทำไว้ดีแล้ว ท่านก็เข้าถึงพระรัตนตรัย ทำทิพยจักษุให้เกิดขึ้นได้ สามารถมองทะลุในที่มืดได้ สิ่งใดที่ท่านปรารถนาจะดู แม้จะอยู่ในที่ลับหรือจะอยู่ไกลเพียงใด ท่านก็เห็นได้หมด ไม่มีสิ่งใดบดบังทิพยจักษุของท่านได้ แม้ความเป็นอยู่ของชาวสวรรค์ ท่านก็เห็นหมด ต่อมาท่านทำใจให้หยุดนิ่งละเอียดถึงที่สุด ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะภิกษุสาวกผู้เป็นเลิศทางด้านทิพยจักษุ

         เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าความปรารถนาใดๆ ที่เป็นไปในทางที่ชอบ ประกอบด้วยกุศล โดยมีการสั่งสมบุญไว้ดีแล้วเป็นพื้นฐาน ย่อมจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จดังใจปรารถนาทุกประการ การที่พระอนุรุทธะได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้เลิศที่สุดในบรรดาภิกษุผู้มีทิพยจักษุด้วยกัน เพราะท่านได้ประกอบเหตุในการบูชาพระรัตนตรัยด้วยดวงประทีปเอาไว้

           ดังนั้น ในวาระอันสำคัญ คือ วันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา พวกเราจะได้พร้อมใจกันมาประพฤติปฏิบัติธรรม ฝึกทำใจของเราให้หยุดนิ่ง ให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน และจะได้ร่วมกันจุดโคมมาฆประทีป เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งเป็นมหากุศลที่ หาได้ยาก

             พิธีจุดมาฆประทีปที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ นับว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งการสร้างบารมีที่สำคัญที่เราไม่ควรพลาด ที่วัดพระธรรมกายได้จัดให้มีพิธีบุญใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณ เราจะได้ร่วมกันตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ที่ท่านมาอยู่ธุดงค์จำนวนหลายพันรูป ที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ พร้อมกับสาธุชนที่มาจากทั่วประเทศอีกเป็นเรือนแสน การที่พวกเรามาร่วมใจกันทำความดีเป็นหมู่คณะใหญ่ จะได้เป็นต้นแบบและต้นบุญให้กับชาวโลกต่อไป

            ภาคสาย เราจะได้เจริญสมาธิภาวนาร่วมกัน เพื่อกลั่นกาย วาจา ใจ ให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ จะได้เป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ตลอดทั้งวัน   

            ส่วนในพิธีภาคคํ่า เราจะพร้อมใจกันทำสมาธิภาวนาที่มหาธรรมกายเจดีย์ และร่วมกันจุดโคมมาฆประทีปนับ ๑๐๐,๐๐๐ ดวง ถวายเป็นพุทธบูชาที่ลานมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีองค์พระธรรมกายประจำตัวสีทองอร่ามประดิษฐานบนโดม ซึ่งพวกเราได้ร่วมใจกันสถาปนาขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยาก เราได้ฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบากมาแล้ว

             วันมาฆบูชาที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่เราปลื้มปีติ เพราะมหาธรรมกายเจดีย์จะสว่างไสวไปด้วยดวงประทีปแห่งธรรม ดวงใจของเราก็จะสว่างไสวไปด้วยแสงแห่งธรรมกาย ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน และจะได้ตั้งจิตอธิษฐานร่วมกัน เพื่อทำความปรารถนาของเราให้สำเร็จ จะได้เป็นบุญใหญ่ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ





จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับมงคลชีวิต ๑ หน้า ๒๗๗-๒๘๖

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย)   ล่มที่ ๓๒ หน้า ๓๐๔

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป



              ปัจจุบันนี้ เราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็ว เมื่อทางซีกโลกหนึ่งมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อีกซีกโลกหนึ่งก็จะสามารถรับรู้ข่าวสารได้ทันที   ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี  กระแสแห่งความดีก็จะขยายไปทั่ว  แต่ถ้ามีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ก็จะเกิดผลกระทบกระเทือนไปทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน ในทำนองเดียวกันหากเราทำความดี

          แม้จะเป็นความดีเพียงเล็กน้อย เพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็สามารถขยายผลดีไปทั่วโลกและจักรวาลได้ โดยเฉพาะความดีที่เกิดจากการเจริญภาวนาฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง จะช่วยให้บรรยากาศของโลกเกิดความบริสุทธิ์ขึ้นได้ ทั้งโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก สะอาดบริสุทธิ์หมด ดังนั้นการฝึกใจให้หยุดนิ่ง จึงเป็นกรณียกิจที่ทุกๆ คน ควรพร้อมใจกันลงมือปฏิบัติ เพื่อตัวของเราเอง เพื่อโลกของเราและจักรวาลของเราจะได้เกิดสันติสุขที่แท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ฐานสูตร ว่า...

            "มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมประเสริฐกว่ามนุษย์ชาว
อุตตรกุรุทวีปและทวยเทพชั้นดาวดึงส์ด้วยฐานะ ๓ อย่างคือ เป็นผู้มีความองอาจกล้าหาญ เป็นผู้มีสติ และเป็นผู้สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา"

              ปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ ต่างให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลไปต่างๆ นานา  บ้างก็บอกว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในดวงดาวที่ไกลโพ้นออกไป  บ้างก็บอกว่า ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในโลกอื่น มีเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะยังไม่เคยมีใครเห็น อย่างมากก็เพียงได้ยินข่าวว่า  มีจานบินเข้ามาในวงโคจรของโลกบ้าง มีมนุษย์ต่างดาวหลงเข้ามาบ้าง  จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และยังคงต้องใช้เวลาศึกษากันอีกยาวนาน จึงจะพิสูจน์ได้   

              ในทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาไม่ได้ทรงปฏิเสธเรื่องมนุษย์ในโลกอื่น แต่ทรงเล่าถึงจักรวาลต่างๆ ซึ่งมีบันทึกไว้ในหนังสือพระไตรปิฎกหลายแห่ง เพราะพระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งโลก ทรงค้นพบว่า นอกจากจักรวาลของเราแล้ว ยังมีจักรวาลอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน มีเป็นแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล พระพุทธองค์สามารถรู้เห็นได้หมดด้วยสัพพัญญุตญาณ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์เมื่อสองพันกว่าปีก่อน

      นอกจากจะทรงเห็นมนุษย์ในโลกอื่น เช่น มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป และอปรโคยานทวีปแล้ว ยังเห็นหมู่สัตว์ที่ตกอยู่ในอบายภูมิ ในมหานรก หรือที่ไปเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ ทรงเห็นตลอดหมด ทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต์ เป็นความรู้ความเห็นอันวิเศษ ที่ยิ่งกว่าตาของมนุษย์ ตาของชาวสวรรค์ พรหมหรืออรูปพรหม เพราะเห็นด้วยตาของธรรมกาย เป็นความจริงที่ทางวิทยาศาสตร์ยังตามไม่ทัน

                พระองค์กล่าวไว้ว่า บางจักรวาลมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติเหมือนจักรวาลของเรา มีอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา มีพุทธบริษัทผู้ประพฤติธรรมเช่นเดียวกับเรา ในจักรวาลของเราเรียกว่า มงคลจักรวาล ซึ่งจะมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึง ๕ พระองค์ เรียกว่า ภัทรกัป  ตอนนี้ก็ ๔ พระองค์แล้ว ยังเหลืออีกพระองค์หนึ่งซึ่งจะมาตรัสรู้ต่อไปในอนาคต

               ในมงคลจักรวาลของเรา พระพุทธองค์กล่าวว่า เขาสิเนรุเป็นแกนกลางจักรวาล เป็นที่อยู่ของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามไหล่เขาทั้ง ๔ ทิศ มีรัตนะทิศละอย่าง แสงแห่งรัตนะที่ไหล่เขา ฉายส่องจับพื้นดิน มหาสมุทร ตลอดจนต้นไม้ใบหญ้า ต่างมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป ทางด้านทิศเหนือ ไหล่เขาเป็นทองคำ นํ้าในมหาสมุทร ท้องฟ้า ต้นไม้ใบไม้ในอุตตรกุรุทวีปจึงเป็นสีทอง ปุพพวิเทหทวีปซึ่งอยู่ทิศตะวันออก ตามไหล่เขาสิเนรุในทิศนี้ เป็นเงินบริสุทธิ์ แสงที่ไปกระทบทวีปนี้จึงเป็นสีเงิน

               ส่วนชมพูทวีปของเราอยู่ทางทิศใต้ ที่เชิงเขาจะเป็นแก้วมรกต ทำให้โลกมนุษย์ได้รับแสงสะท้อนเป็นสีเขียวมรกต ท้องฟ้า ทะเล ภูเขาต้นไม้ ก็จะดูเหมือนเป็นสีเขียวมรกตไปหมด อปรโคยานทวีปซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก มีแก้วผลึกแวววาวระยิบระยับ สะท้อนจากไหล่เขา จึงทำให้ทั้งทวีปเป็นประดุจแก้วผลึกใสบริสุทธิ์

               เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ คือ อุตตรกุรุทวีป มนุษย์ ชาว
อุตตรกุรุทวีปมีความประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป อยู่ ๓ อย่าง คือ  ตั้งแต่เกิดจะไม่มีความทุกข์เหมือนอย่างกับเรา ไม่มีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ และมีอายุแน่นอน ไม่ตายก่อนกำหนด อย่างโลกของเราตายก่อนถึงเวลาอันควรก็มี อายุขัยเกินกว่าร้อยปีก็มี  ชาวสวรรค์ก็คล้ายๆ กัน  เทวดาบางท่านก็หมดบุญก่อน จึงต้องจุติลงมาเกิดใหม่

                ชาวชมพูทวีปมีความประเสริฐกว่าชาวอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ คือ จะเป็นผู้แกล้วกล้า ถ้าทำในสิ่งที่ดีก็สามารถทำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ ไปสู่ฝั่งอายตนนิพพานได้ ชาวชมพูทวีปจะเป็นผู้มีสติ และสามารถที่จะประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ฉะนั้นเราเกิดมาในโลกนี้ที่เรียกว่าชมพูทวีป ถือว่าเป็นผู้มีโชค ที่มาพบพระพุทธศาสนาและยังมีโอกาสได้ฟังธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านก็ถืออุบัติเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น

                   การที่ชาวอุตตรกุรุทวีป ที่เขามีอายุแน่นอน เพราะทุกคนตั้งมั่นอยู่ในเบญจศีล บุญจึงส่งผลให้เขามีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย จะมีต้นกัลปพฤกษ์คอยบันดาลทุกสิ่งที่ปรารถนา ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ มีสระน้ำสวยงามที่เต็มไปด้วยดอกอุบล ดอกบัวหลวงนานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สุขภาพร่างกายไม่เสื่อมถอย ไม่ต้องลำบากในการประกอบอาชีพการงาน เพราะอยู่ด้วยอานุภาพบุญ ที่เอื้ออำนวยให้เกิดสมบัติต่างๆ  ไม่มีอันตรายจากภัยพิบัติหรือจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ มา รบกวน

                   ดินอากาศฟ้าก็เป็นปกติสม่ำเสมอ ไม่ร้อนนัก ไม่หนาวนัก กำลังพอดีๆ อาหารคือข้าวสาลีก็เกิดขึ้นเอง ไม่ต้องหว่านไถ ครั้นถึงเวลาก็ออกรวงเอง มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน เวลาจะหุงก็เพียงเอาหม้อข้าวไปวางบนศิลาเพลิงที่มีชื่อว่า โชติปาสาณะ ข้าวก็สุกเองโดยอัตโนมัติ เวลารับประทานก็ไม่ต้องไปแสวงหากับข้าว เพราะมีรสปรุงได้ส่วนอยู่แล้ว คุณค่าอาหารก็ครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ มาเบียดเบียน

                 หญิงที่ตั้งครรภ์ก็ไม่ลำบาก หรือทุกข์ทรมานเหมือนโลกของเรา เมื่อครบกำหนดคลอด ทั้งแม่ทั้งลูกก็ไม่ลำบาก ทารกที่คลอดออกมาไม่มีสิ่งปฏิกูลแปดเปื้อน เมื่อมารดาคลอดแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวล จะไปไหนก็ได้ ทารกจะนอนนิ่งๆ ไม่ร้องไห้งอแง  นี่ก็แปลกน่าอัศจรรย์ ใครมาพบเห็นเข้า พอเอานิ้วใส่ปากทารกก็จะมีน้ำนมไหลออกมาจากนิ้ว เลี้ยงก็ง่ายเพียง ๓ วัน ทารกก็ลุกขึ้นเดินได้แล้ว

                เมื่อต้องการจะแต่งตัว ก็ไปนึกขอเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ เครื่องประดับต่างๆ ที่ต้องการ ก็จะเกิดขึ้นมาเอง ห้อยแขวนอยู่ตามลำต้น หรือกิ่งก้านใบของต้นไม้เป็นที่พออกพอใจทีเดียว ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน ผู้คนก็มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกัน ไม่มีการทะเลาะวิวาท บาดหมาง มีน้ำใจซึ่งกันและกัน ในห้วยหนองคลองบึง น้ำก็ใสสะอาดบริสุทธิ์มาก น้ำสะอาดปราศจากเปือกตม ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป อาบได้ดื่มกินได้อย่างสบายกายสบายใจ เวลาจะนอนพักผ่อน ถ้าเข้าไปใต้ต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง ต้นไม้นั้นก็จะมีสิ่งของเครื่องใช้บังเกิดขึ้นให้เป็นฟูก เป็นหมอน และผ้าห่ม พร้อมให้หลับนอนได้ทันที

                   เมื่อมีผู้ตายเสียชีวิต จะไม่มีใครร้องไห้คิดถึงกัน จะไม่มีน้ำตาแห่งความพลัดพราก จะจากกันด้วยความปลื้มปีติใจเท่านั้น เพราะเขารู้ว่าหมดอายุขัยแล้ว จะต้องไปเกิดในสุคติภูมิ ก็จะช่วยกันเอาผ้าคลุมไว้ ซึ่งจะมีนกยักษ์ที่มีหน้าที่เก็บเอาซากศพไปไว้ที่เกาะอื่น ในทวีปนี้จึงไม่มีป่าช้า และสถานที่สกปรกโสโครก เมื่อสิ้นชีวิตลง จะพากันไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ทุกคน  ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไปบังเกิดในอบายภูมิ เพราะอำนาจบุญที่ทุกคนอยู่ในศีล ๕ มาโดยตลอด

                  ส่วนในทวีปอื่นๆ ก็มีความอุดมสมบูรณ์ดี เป็นอยู่คล้ายๆ กัน มีความสะดวกสบายกว่าเราเยอะ จึงไม่ค่อยจะสร้างบารมีให้พ้นทุกข์เหมือนกับเรา  เพราะเขาคิดว่าแค่นั้นก็มีความสุขแล้ว นอกจากนี้ยังมีมนุษย์ในโลกอื่นอีกมากมาย ที่มีชีวิตเหมือนกับเรา เพียงแต่อยู่ไกลกันเกินกว่าที่ยานพาหนะใดๆ หรือเครื่องมือสื่อสารในโลกจะไปถึงได้ 

                มีวิธีการหนึ่งที่จะไปรู้ไปเห็นได้ คือ ต้องปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกาย ศึกษาวิชชาธรรมกายกันได้แล้ว จึงจะสามารถค้นคว้าเรื่องจักรวาลวิทยา และสามารถเข้าใจได้แจ่มแจ้ง ในเรื่องที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบแล้วว่า มีสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโลกอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน เป็นอนันตจักรวาลทีเดียว  

            ดังนั้น อย่ามัวเสียเวลาตั้งสมมติฐานคาดคะเน ด้นเดาเอาตามหลักทฤษฎีต่างๆ อยู่เลย แต่ให้พิสูจน์โดยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายกันดีกว่า แล้วเราจะหายสงสัย ได้ทั้งความรู้แจ้ง ความสุขและความบริสุทธิ์ มีที่พึ่งภายในกันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๔๗-๕๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๓๗   หน้า ๗๙๐



วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

อยู่ไกลก็เหมือนใกล้

อยู่ไกลก็เหมือนใกล้


                การระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยคุณความดีทั้งหลาย จะทำให้ใจเราผูกพันกับพระพุทธองค์ ใจจะผ่องใส ถ้านึกถึงท่านทุกวัน จะทำให้ดวงจิตบริสุทธ์ขึ้นทุกวัน ดวงจิตจะถูกเปลี่ยนแปลงให้บริสุทธิ์ขึ้นทุกวัน ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ใจยิ่งมีอานุภาพ ความบริสุทธิ์เป็นทางมาแห่งมหากุศล ใจจะบริสุทธิ์ได้ ต้องหยุดนิ่ง เพราะฉะนั้น การทำภาวนาจึงเป็นการชำระใจให้บริสุทธิ์ได้ดีที่สุด

                         มีธรรมภาษิตที่ปรากฏใน ขุททกนิกาย อปาทาน ว่า...

       พระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย พระธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย วิบากของบุคคลผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอจินไตย ก็เป็นอจินไตย”

     พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ ทรงสมบูรณ์พร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้วในทุกหนทุกแห่ง ทรงมีพระทัยยินดีในพระนิพพาน ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสิ่งทั้งหลาย แม้พระองค์จะพรรณนาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกันเอง จนกาลเวลาผ่านไปนับอสงไขย ก็ยังมิอาจจะพรรณนาได้หมด

     เนื่องจากพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็เป็นอจินไตย ผู้ฟังธรรมแล้วปฏิบัติตามย่อมได้รับผลเป็นอจินไตย ผลบุญที่เกิดขึ้นย่อมมีอานิสงส์เป็นอจินไตย  คำว่า "อจินไตย" หมายความว่า สิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าวิสัยของปุถุชนจะคิดเองได้ คือไม่สามารถจะคำนวณนับได้ว่าบุญที่เกิดขึ้นมีประมาณเท่าใด  ดังนั้นความรู้ในพระพุทธศาสนาจึงไม่ใช่ของตื้นๆ เป็นธรรมที่ละเอียดลึกชึ้ง มีความลุ่มลึกเกินกว่าวิสัยของปุถุชนจะวินิจฉัย       แต่อยู่ในขอบข่ายญาณทัสสนะของธรรมกายเท่านั้น

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมบารมีมา ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป ตลอดระยะเวลาที่เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบารมีโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าใครๆ ในอนันตจักรวาล ทรงใช้สติปัญญาความสามารถทุกอย่าง บำเพ็ญมหากุศลด้วยความชาญฉลาด เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

     ผู้ที่มีใจระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้อยู่ห่างไกลจากพระองค์เพียงใดก็ตาม ก็เสมือนอยู่ใกล้

    ดังเรื่องของนาง “จูฬสุภัททา” ลูกสาวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางเป็นผู้มีความเลื่อมใสยิ่งในพระรัตนตรัย ต่อมานางมีครอบครัวจึงต้องไปอยู่กับสามีที่เมืองสาเกต แต่ตระกูลของสามีนับถือพวกชีเปลือย เพราะเข้าใจผิดว่าพวกชีเปลือยเป็นพระอรหันต์

     วันหนึ่ง พ่อสามีของนางได้เชิญพวกชีเปลือย ๕๐๐ คน มารับภัตตาหารที่บ้าน ตามปกติท่านเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญอยู่แล้ว เพียงแต่ไปเลื่อมใสในนักบวชนอกพระพุทธศาสนาด้วยเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ เมื่อพวกชีเปลือยมาบ้านแล้ว ท่านเศรษฐีจึงส่งคนให้ไปเชิญลูกสะใภ้มาถวายอาหารแก่พวกชีเปลือยทั้ง ๕๐๐ คน

     เมื่อนางมาถึง เห็นชีเปลือยผู้ไม่มีความละอาย แสดงอาการไม่สำรวม นางรู้ทันทีว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่พระอรหันต์ จึงพูดกับพ่อสามีว่า “คุณพ่อ นี่ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เป็นชีเปลือยที่ไม่มีคุณวิเศษอะไร ภายในยังรกไปด้วยกิเลสอยู่เลย” ว่าแล้วนางก็เดินกลับเข้าไปในห้องพักอย่างสงบ

     พวกชีเปลือยฟังดังนั้นก็รู้สึกโกรธ ต่างพากันด่าว่าท่านเศรษฐีว่า “พาลูกสะใภ้ตัวกาลกิณีเข้ามาในบ้าน หญิงอื่นในโลกนี้มีมากมาย ทำไมไม่เลือกลูกสะใภ้ดีๆ เอาหญิงอัปมงคลคนนี้มาเป็นลูกสะใภ้ทำไม” แล้วชีเปลือยทั้งหมดก็ลุกออกจากบ้านท่านเศรษฐีไปด้วยความไม่พอใจ

     ส่วนเศรษฐีก็เสียความรู้สึกอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับโกรธเคืองลูกสะใภ้ เพราะท่านมีพื้นฐานใจดี จึงเข้าไปถามลูกสะใภ้ว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมลูกจึงพูดเช่นนั้นกับพระอรหันต์” นางตอบว่า “คุณพ่อ ธรรมดาของพระอรหันต์ ท่านไม่ประพฤติเช่นนี้ ปกติของสมณะผู้หมดกิเลสแล้ว ท่านไม่เป็นอย่างนี้หรอก”

     เศรษฐีถามต่อว่า “แล้วสมณะของลูกเป็นอย่างไรล่ะ ท่านมีความประพฤติอย่างไร ลองบอกให้พ่อฟังซิ” นางตอบว่า “ท่านเป็นผู้สำรวมอินทรีย์ มีใจสงบ เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันบริสุทธิ์ มีจักษุทอดลง พูดพอประมาณ เป็นผู้ยินดีในวิเวก มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ สมณะของลูกเป็นอย่างนี้ค่ะ”

     เศรษฐีฟังลูกสะใภ้พรรณนาคุณของสมณะในพระพุทธศาสนา บังเกิดความเลื่อมใส ปรารถนาจะถวายทานในวันรุ่งขึ้น จึงได้ขอร้องลูกสะใภ้ว่า “ถ้าเช่นนั้น พ่ออยากจะทำบุญกับสมณะของลูก พรุ่งนี้ขอให้ลูกนิมนต์สมณะเหล่านั้น มาที่บ้านเราด้วยเถิด”

     เย็นวันนั้น นางได้ถือพานดอกไม้ขึ้นไปชั้นบนสุดของปราสาท และระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย สอดส่องใจไปยังพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย แล้วโยนดอกไม้ ๘ กำ ขึ้นไปกลางอากาศ พร้อมกับอธิษฐานจิตว่า “วันพรุ่งนี้ ขอพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ได้โปรดมารับภัตตาหารที่บ้านของข้าพระองค์ด้วยเถิด”

     ด้วยพุทธานุภาพและด้วยความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัย ดอกไม้นั้นได้ลอยไปอยู่เบื้องบนของพระทศพล ลักษณะคล้ายเพดานดอกไม้ทิพย์ พระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงทราบทันทีว่า นางจูฬสุภัททาได้นิมนต์พระองค์ในวันรุ่งขึ้นที่บ้านของพ่อสามีในเมืองสาเกต

     ขณะเดียวกันนั้นเอง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้มาที่วัดพระเชตวันเพื่อนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสกับอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า “วันพรุ่งนี้จะต้องไปฉันภัตตาหารที่บ้านนางจูฬสุภัททา” ท่านเศรษฐีสงสัยว่า ตอนนี้ลูกสาวได้ย้ายไปอยู่เมืองสาเกตแล้ว เมืองสาเกตกับเมืองสาวัตถีห่างกันกว่าร้อยโยชน์ ตนยังไม่เห็นมีใครมานิมนต์พระองค์ ทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสว่า ได้รับนิมนต์แล้ว

     เพื่อคลายความสงสัย พระบรมศาสดาจึงตรัสขึ้นว่า “ถูกแล้วท่านเศรษฐี อุบาสิกาผู้เป็นสัตบุรุษ แม้อยู่ไกลถึงร้อยโยชน์ พันโยชน์ ก็ย่อมปรากฏต่อเรา เหมือนภูเขาหิมพานต์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้า” แล้วตรัสพระคาถาว่า

     “เหล่าสัตบุรุษปรากฏชัดในที่ไกล เหมือนหิมวันตบรรพต ส่วนเหล่าอสัตบุรุษ อยู่ที่นั่นเองก็ไม่มีใครเห็น เหมือนลูกศรที่ยิงไปเวลากลางคืน”

     พระศาสดาทรงรับสั่งให้พระอานนท์ ไปนิมนต์พระภิกษุผู้ได้อภิญญา ๖ เท่านั้น เพื่อไปฉันภัตตาหารที่เมืองสาเกตในวันรุ่งขึ้น

     คืนนั้นเอง นางจูฬสุภัททาเกิดวิตกขึ้นว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมมีกรณียกิจมาก เราจะทราบแน่ชัดได้อย่างไร ว่าพระพุทธองค์จะเสด็จมาในวันพรุ่งนี้ ขณะนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงรู้ถึงความวิตกของนาง และทรงรู้เรื่องการรับอาราธนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมาบอกนางว่า “แม่นาง จงอย่าได้วิตกไปเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ ทรงรับการนิมนต์ของเธอแล้ว” กล่าวจบก็หายตัวไปทันที นางได้ยินดังนั้น ก็มีใจร่าเริงยินดีมาก จึงรีบให้พวกพ้องบริวาร ช่วยกันตระเตรียมภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นด้วยความปีติโสมนัส

     ผู้มีบุญตั้งใจจะทำความดี แม้ท้าวสักกเทวราชก็มิอาจจะอยู่นิ่งเฉยได้ ทรงเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา แล้วรับสั่งว่า “พระบรมศาสดาและพระสาวก ๕๐๐ รูป จะเสด็จไปยังเรือนของนางจูฬสุภัททา ท่านจงรีบไปเนรมิตมณฑปสำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายเถิด”

     วันรุ่งขึ้น พระบรมศาสดาพร้อมด้วยเหล่าภิกษุผู้ทรงอภิญญาจำนวน ๕๐๐ รูปได้เหาะไปยังเมืองสาเกต เพียงชั่วเวลาแค่ลัดนิ้วมือเดียวก็ถึงบ้านของนางแล้ว นางและพ่อสามีพร้อมด้วยบริวาร ได้ช่วยกันถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าพระสงฆ์สาวกด้วยความปีติปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระบรมศาสดาทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดท่านเศรษฐีและบริวาร จนได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ท่านเศรษฐีได้ถวายอุทยานของตนให้เป็นวัดมีชื่อว่า “กาฬการาม” เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนาสืบไป

     เราจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ประพฤติธรรมมีใจระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่ตลอดเวลา มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ย่อมมีกระแสใจเชื่อมโยงกับพระพุทธองค์ แม้จะอยู่ไกลกันเพียงใดก็เหมือนอยู่ใกล้ ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการสร้างความดี  เพราะฉะนั้น ถ้าใจของเราไม่คลาดเคลื่อนจากศูนย์กลางกาย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ห่างไกลจากพระพุทธองค์ เสมือนหนึ่งได้อยู่ใกล้ชิดท่านตลอดเวลา

     ดังนั้น เราควรจะระลึกถึงท่านไว้ในใจเสมอ เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมี เหมือนอย่างนางจูฬสุภัททาที่นึกถึงพระพุทธองค์อยู่ตลอดเวลา และยังได้เป็นกัลยาณมิตรให้แก่พ่อของสามี แนะนําในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากมีความเข้าใจไม่ถูกต้องในเรื่องความเชื่อแล้ว อาจจะทำให้มีความเห็นผิดได้ เพราะฉะนั้น เราต้องเข้มแข็งในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร เพราะกัลยาณมิตร คือแสงสว่างของโลกนั่นเอง



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๑๖๐-๑๖๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๕   หน้า ๗๒  


วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

คุณคือคนสำคัญ

คุณคือคนสำคัญ

 
                 ความปรารถนาของมวลมนุษยชาติ ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ล้วนปรารถนาให้โลกมีสันติสุขที่แท้จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่า สันติสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ไหน จะเข้าถึงได้อย่างไร จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบว่า การจะให้สันติสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นนั้น มนุษย์ทุกคนจะต้องปฏิบัติให้เข้าถึงสันติสุขภายใน คือเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่แท้จริง และเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันโดยเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ หากได้ลงมือปฏิบัติอย่างถูกวิธี จะสามารถเข้าถึงพระธรรมกายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ปุญญสูตร 
ความว่า....
     “กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑  เมตตาจิต ๑ บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการอันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข”

     ความตระหนี่เป็นมลทินของใจ แม้เราจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่หากไม่รู้จักนำออกด้วยการให้ทาน ทรัพย์นั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด บุญจากการให้ทานก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนกับห้วงมหาสมุทรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำ แต่ว่ามีรสเค็ม ใครๆ ก็ไม่สามารถดื่มกินได้ แม้สิ่งนั้นมีอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเลย

     นักปราชญ์บัณฑิตผู้ปรารถนาบุญ จะเริ่มต้นชีวิตด้วยการให้ทาน เหมือนพระบรมโพธิสัตว์ เมื่อท่านตัดสินใจว่าจะสร้างบารมี เพื่อให้บรรลุสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ บารมีแรกที่ท่านสร้างคือทานบารมีนี่แหละ เพราะทานบารมีเป็นบันไดก้าวแรก และก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเต็มเปี่ยมของชีวิต

     การให้ทานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เหมือนลมหายใจ เราต้องหมั่นให้ทาน ให้คุ้นเคยกับการสละออก บริจาคจนเป็นปกติ เพื่อขจัดความตระหนี่ออกจากใจ และทุกครั้งที่ให้แล้ว เราจะมีความปลื้มปีติ และบุญกุศลเป็นเครื่องตอบแทน ทรัพย์สมบัติที่เราสละออกไป จะกลายเป็นบุญบารมี ที่จะดึงดูดแต่สิ่งที่ดีๆ มาสู่ตัวเรา ทำให้เราสร้างบารมีได้สะดวกสบาย

     สมัยหนึ่งเมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มหาชนได้พร้อมใจกันสร้างมหาเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พุทธศาสนิกชนต่างก็ขวนขวายในบุญกุศล คิดว่าทำอย่างไรมหาเจดีย์ถึงจะยิ่งใหญ่ สมกับที่เป็นเจดีย์ของบุคคลผู้เลิศที่สุด เพราะตระหนักถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ จึงตกลงกันว่า จะเอาทองคำแท่งบริสุทธิ์มาก่อเป็นพระเจดีย์ ทำเป็นอิฐทองคำ แต่ละก้อนมีราคาถึงหนึ่งแสน และยังมีจิตรกรรมเกี่ยวกับประวัติการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าอยู่ที่หน้ามุขด้านนอก มหาเจดีย์นี้งดงามสุกปลั่งด้วยทองคำ เป็นเจดีย์ที่มีค่าหาประมาณมิได้  

     เมื่อพุทธศาสนิกชนช่วยกันสร้างเจดีย์จนสำเร็จแล้ว เวลาจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ภายในมหาเจดีย์ ก็ตั้งกติกากันว่า ถ้าใครบริจาคทรัพย์มากที่สุด จะได้เป็นประธานใหญ่ในการบรรจุ และเป็นประธานฉลองพระเจดีย์  สมัยนั้น มีเศรษฐีชนบทท่านหนึ่ง เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ปรารถนาจะได้บุญใหญ่ในการเป็นประธานครั้งนั้น จึงปวารณาว่าจะขอบริจาคทรัพย์ ๑ โกฏิเพื่อเป็นประธานใหญ่ พร้อมกับได้ถวายทรัพย์จำนวน ๑ โกฏิบูชาพระเจดีย์ มหาชนต่างก็อนุโมทนาในความใจบุญของท่านเศรษฐี ฝ่ายเศรษฐีในเมืองก็อดรนทนอยู่ไม่ได้ อยากเป็นประธานใหญ่บ้าง จึงบอกว่า จะถวายทรัพย์ ๒ โกฏิเพื่อขอเป็นประธานใหญ่เอง

     เศรษฐีชนบทไม่ยอม เพราะรู้ว่านี่เป็นบุญใหญ่ ซึ่งตลอดชีวิตจะหาบุญใหญ่อย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว จึงเพิ่มทรัพย์ให้มากขึ้นเป็น ๓ โกฏิ  เศรษฐีในเมืองก็ไม่ยอม เพิ่มเงินเข้าไปอีกเป็น ๔ โกฏิ ต่างฝ่ายต่างก็เพิ่มทรัพย์ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง ๘ โกฏิ เศรษฐีชนบทมีทรัพย์เพียง ๙ โกฏิเท่านั้น ส่วนเศรษฐีในเมืองมีถึง ๔๐ โกฏิ

     เพราะฉะนั้น เศรษฐีชนบทจึงคิดหาวิธีเป็นประธานใหญ่ในการฉลองพระเจดีย์ ท่านตัดสินใจทุ่มเทชีวิตจิตใจถวายทรัพย์ทั้ง ๙ โกฏิที่มีอยู่ทั้งหมด พร้อมกับประกาศว่า ทั้งตนเอง และครอบครัว คือภรรยา ลูกชาย ลูกสาวรวม ๗ คน เขย และสะใภ้อีก ๗ คน รวมเป็น ๑๖ คน จะขอมอบกายถวายชีวิต ยอมตนเป็นทาสพระเจดีย์ จะคอยปัดกวาด ทำความสะอาดดูแลมหาเจดีย์ไปจนตลอดชีวิต

     มหาชนได้ฟังแล้วต่างปลื้มปีติใจ พร้อมใจกันยกตำแหน่งประธานใหญ่ให้ท่านเศรษฐีชนบท เพราะเห็นความตั้งใจจริงในการทุ่มเททำบุญกุศลของท่าน ผู้นำมหาชนกล่าวว่า “ทรัพย์สมบัติเป็นของนอกกาย หากยังมีลมหายใจอยู่ ใครๆ ก็สามารถหาใหม่ได้ แต่เศรษฐีชนบทพร้อมทั้งลูก และภริยา มอบตัวรับใช้พระเจดีย์ไปตลอดชาติเช่นนี้ เป็นความมหัศจรรย์ที่หาได้ยากยิ่งในโลก บุคคลผู้มีบุญมีปัญญาเช่นนี้ จึงเป็นผู้ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาเป็นประธานใหญ่ในงานฉลองพระเจดีย์”

     เมื่องานฉลองพระเจดีย์ และการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว มหาชนพร้อมใจกันให้ท่านเศรษฐี และครอบครัว ยกเลิกการเป็นผู้เฝ้าดูแลทำความสะอาดพระเจดีย์ เพื่อไม่ให้ต้องมาลำบาก แต่ถึงกระนั้น ท่านเศรษฐีก็ยังเต็มใจที่จะมาปัดกวาดลานพระเจดีย์ตามปกติ เพราะรู้ว่าเป็นบุญพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง

     เมื่อเศรษฐีละโลกไปแล้วได้ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติยาวนานถึง ๑ พุทธันดร ครั้นมาถึงสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านเศรษฐีพร้อมทั้งครอบครัวได้มาเกิดร่วมกันอีก เพราะเคยสั่งสมบุญมาร่วมกัน ทั้งหมดมีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธองค์ จนมีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันกันหมดทุกคน

     เราจะเห็นได้ว่า บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนแท้ในทุกหนทุกแห่ง บุญจะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ มหาทานบารมีที่เราได้ทุ่มเททำ จะกลั่นเป็นดวงบุญที่สุกใสสว่าง ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา และจะคอยหล่อเลี้ยงให้เราได้ประสบความสุข และความสำเร็จในชีวิต

       สมบัติทั้งหลายในเมืองมนุษย์ คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จะบังเกิดขึ้นกับเรา ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี่เอง แม้ละโลกไปแล้ว ก็จะจากไปอย่างผู้มีชัยชนะ ไปเสวยทิพยสมบัติครองความเป็นใหญ่ในเทวโลก จะสมบูรณ์ด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ทุกอย่าง กระทั่งบารมีเต็มเปี่ยม นิพพานสมบัติจะเกิดขึ้น สมบัติทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๔๓๒-๔๓๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๒   หน้า ๓๖

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...