วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563

คิดผิดคิดใหม่ได้ (๒)

คิดผิดคิดใหม่ได้ (๒)
 

                                   การดำเนินชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยในสังสารวัฏนั้น เราจะต้องรู้เท่าทันอาสวกิเลส รู้ว่าสิ่งไหนเป็นบุญ สิ่งไหนเป็นบาปอกุศล แล้วดำรงตนให้อยู่ในเส้นทางแห่งบุญ เส้นทางแห่งความดี ความไม่รู้เป็นมลทินของชีวิต เพราะถ้าไม่รู้แล้ว จะทำให้เราพลาดพลั้งไปทำบาปอกุศล ทำให้ชีวิตมัวหมองได้  เมื่อไม่รู้ก็ต้องแสวงหาผู้รู้ เข้าไปสอบถามสิ่งที่สงสัย ที่สำคัญคือ ต้องหมั่นเข้าไปหาผู้รู้ภายใน คือพระธรรมกาย ด้วยวิธีการหยุดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อแสวงหาความรู้แจ้งที่เกิดจากปัญญาอันบริสุทธิ์ และเมื่อเราเข้าถึงผู้รู้แจ้งภายใน เราจะได้รับคำตอบของชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง


  
                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสกับพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศด้วยปัญญา มีปรากฏใน มหาสีหนาทสูตร ความว่า...

  
                  "ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ว่า..  บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก  โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แล้วเสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียว  ด้วยธรรมจักขุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ทั้งหลาย"



                 การเข้าไปรู้ไปเห็นภพภูมิที่ละเอียดประณีต ไม่ว่าจะเป็นสุคติภูมิ หรือทุคติภูมิ สามารถรู้เห็นได้ด้วยธรรมจักขุ และญาณทัสสนะของพระธรรมกาย ที่ปราศจากเมฆหมอกของกิเลสอาสวะ ผู้ที่รู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ยังมีอยู่ในโลก แม้พวกเราทุกคนก็สามารถไปรู้ไปเห็นสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายและได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็จะรู้เห็นได้ด้วยตัวเอง เมื่อรู้เองเห็นเองก็จะหายสงสัย ถ้ายังไม่รู้ไม่เห็นก็จะเป็นอย่างพระเจ้าปายาสินั่นเอง



                  ในคราวที่แล้วได้เล่าว่า แม้พระกุมารกัสสปเถระได้ตอบคำถามเรื่องคนตกนรก ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาบอกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ อุปมาเหมือนโจรกำลังจะถูกประหาร ย่อมไม่ได้รับการปล่อยตัว และคนที่ไปเกิดบนสวรรค์ก็ไม่อยากจะลงมาบอก เพราะโลกมนุษย์มีกลิ่นเหม็น อุปมาเหมือนคนขึ้นจากหลุมคูถแล้ว ก็ไม่อยากจะลงไปในหลุมคูถนั้นอีก ถึงกระนั้นพระเจ้าปายาสิก็ยังไม่ยอมแพ้พระเถระ จึงยกปัญหาขึ้นถามอีกว่า



                   “ที่พระคุณเจ้ากล่าวทั้ง ๒ ประการนั้นก็พอรับฟังได้ แต่โยมอยากจะรู้อีกประการหนึ่ง โยมเห็นญาติสาโลหิตเป็นไข้ คนกลุ่มนี้ใจเขาเป็นบุญกุศลสั่งสมความดีมาตลอดชีวิต เมื่อหมอลงความเห็นว่า พวกเขาป่วยหนักไม่มีโอกาสรอดแน่นอน โยมจึงเข้าไปหาเขาเหล่านั้น ขอร้องว่า... "ดูก่อนท่านผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งชอบสั่งสอนมนุษย์โดยเอาสุคติโลกสวรรค์เป็นเครื่องล่อว่า...

                  บุคคลที่ประกอบการกุศล งดเว้นจากการทำบาปทุกอย่าง  เมื่อตายไปแล้วจักได้เกิดเป็นชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตัวท่านเองก็เป็นคนชอบทำบุญมากคนหนึ่ง ถ้าหากสวรรค์มีจริง ท่านต้องไปเกิดที่นั้นแน่นอน ถ้าอย่างไรขอท่านกรุณากลับมาบอกด้วยเถิด แล้วเราจะเชื่อว่า สวรรค์นั้นมีจริง สั่งเช่นนี้ไปกี่คนๆ ก็ไม่เห็นกลับมาบอกสักคน โยมจึงมั่นใจว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี"

  
                  พระกุมารกัสสปเถระตอบว่า “มหาบพิตรอย่าเพิ่งด่วนสรุปลงความเห็นอย่างนั้น พระองค์ทรงตั้งใจฟังข้อความนี้ก่อน ๑๐๐ ปีของหมู่มนุษย์เท่ากับ วันหนึ่งคืนหนึ่ง ซึ่งเป็นวันคืนที่เป็นทิพย์ของพวกเทวดา ๓๐ ราตรีทิพย์เป็นหนึ่งเดือนทิพย์ ๑๒ เดือนทิพย์เท่ากับ ๑ ปีทิพย์ และ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์คืออายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ญาติสาโลหิตของพระองค์ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม ครั้นเขาตายจากโลกมนุษย์ มีโอกาสไปอุบัติเป็นเทพชั้นดาวดึงส์ 

                 เขาย่อมตื่นตะลึงด้วยทิพยสมบัติอันน่าดูน่าชม เพลิดเพลินอยู่กับสุขที่เป็นทิพย์ซึ่งตนเองได้มาใหม่ๆ แม้จะระลึกถึงคำสั่งของพระองค์ได้ ย่อมผัดผ่อนว่า รออีกสักวันสองวันก่อน แล้วเราจะย้อนไปบอกพระเจ้าปายาสิ เพื่อจะให้พระองค์รับรู้ผลของกรรมดีที่มีอยู่จริง ดังที่สมณพราหมณ์พูดไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้น มหาบพิตรจะรอคอยคำบอกเล่าของเทวดาเหล่านั้นได้ไหมเล่า”



                พระเจ้าปายาสิถึงกับอุทานว่า “จะรอคอยได้อย่างไรเล่า พระคุณเจ้า  สองสามวันของพวกเขา ก็คงเป็น ๒๐๐-๓๐๐ ปีของเรา” ครั้นพูดจบ พระองค์ได้แต่นิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อตั้งหลักได้ ทรงพูดขึ้นว่า “ท่านกัสสปะ ที่ท่านว่ามาเมื่อสักครู่ก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ตัวโยมเองก็ยังสงสัยว่า เทวดามีจริงหรือ และอย่างที่พระคุณเจ้าบอกว่า เทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอายุเท่านั้นเท่านี้ จะรู้ได้อย่างไรเล่าพระคุณเจ้า ว่าสิ่งนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ”


                พระเถระตอบว่า “มหาบพิตร มีบุรุษคนหนึ่งตาบอดตั้งแต่เกิด เขาไม่เคยเห็นสีดำ สีขาว สีเหลือง สีแดง ไม่เคยเห็นพระจันทร์ พระอาทิตย์ ถ้าเขาพูดว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ สีเขียว สีแดงไม่มี และผู้ที่เห็นสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มี บุรุษตาบอดจะสรุปเช่นนั้นได้ไหมมหาบพิตร”

                พระเจ้าปายาสิตอบทันทีว่า “จะสรุปอย่างนั้นไม่ได้ ท่านกัสสปะ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่ และผู้ที่มีตาดีต่างเห็นสิ่งเหล่านั้น มีเพียงคนตาบอดเท่านั้นที่ไม่เห็น”

                 พระเถระพูดทันทีว่า “มหาบพิตรก็เปรียบเหมือนคนตาบอดนั่นแหละ เพราะพระองค์ปฏิเสธสิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เชื่อว่าเทวดามีจริงหรือเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุเท่านั้นเท่านี้ สภาวะภพภูมิเป็นเช่นนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ด้วยมังสจักษุที่เป็นตาเนื้อธรรมดานั้นไม่ได้ แต่สมณพราหมณ์ที่พอใจอยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นผู้ไม่ประมาทประกอบความเพียรอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งบรรลุถึงขั้นทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ที่เกินกว่าจักษุธรรมดาของหมู่มนุษย์ สมณพราหมณ์พวกนั้นย่อมแลเห็นทั้งโลกนี้โลกหน้า และสามารถแลเห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติหรืออุบัติได้”
  
                   พระเจ้าปายาสิถูกเปรียบเหมือนคนตาบอดเช่นนั้น ทรงนิ่งอึ้งไป แต่ยังไม่ยอมจำนน จึงถามเรื่องอื่นต่อไปว่า “สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นก็น่ารับฟัง แต่โยมเห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้ เป็นผู้มีศีลมีธรรมอันงาม ตลอดชีวิตได้สั่งสมแต่คุณความดี เป็นที่เคารพของปวงชนทั้งหลาย แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้นดูมีความสุขน้อยกว่าโยมมากมายก่ายกอง ถึงอย่างนั้นโยมก็เห็นเขาอยากมีชีวิตอยู่ โยมจึงมีความเห็นว่า เมื่อท่านเหล่านั้นรู้แน่แก่ใจว่า ตายแล้วจะได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์แน่นอน ทำไมยังอยากอยู่เป็นมนุษย์ ทำไมไม่รีบดื่มยาพิษหรือเอามีดมาเชือดคอตาย จะได้ไปเสวยสุขบนสรวงสวรรค์ ฉะนั้น การที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นยังอยากมีชีวิตอยู่ ก็น่าจะเป็นเหตุเป็นผลว่า แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่า เมื่อตายแล้วจะได้ไปบนสวรรค์หรือไม่”


  
                 พระกัสสปเถระ จึงตอบว่า "มหาบพิตร อาตมาจะอุปมาให้ฟัง พราหมณ์คนหนึ่งมีภรรยาสองคน ภรรยาคนหนึ่งมีลูกชายอายุได้ ๑๐ หรือ ๑๒ ขวบ ส่วนภรรยาอีกคนกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด ต่อมาพราหมณ์สามีเสียชีวิตลง ลูกชายคนโตจึงพูดกับแม่เลี้ยงว่า “ทรัพย์สมบัติของพ่อเป็นของฉันทั้งหมด ขอแม่จงมอบมรดกให้ฉันเถิด"


  
                  แม่เลี้ยงตอบว่า “ลูกเอ๋ย ขอให้รอก่อนนะลูกนะ ถ้าแม่คลอดน้องเจ้าเป็นชาย ก็จะได้แบ่งกันคนละครึ่ง” ลูกชายฟังเช่นนั้นก็อยากรู้เร็วๆ ว่า น้องที่เกิดมาเป็นหญิงหรือชาย สร้างความลำบากใจให้แม่เลี้ยงมาก นางจึงเอามีดแหวะท้องของตน เพื่อจะได้รู้ว่าลูกเป็นหญิงหรือเป็นชาย และได้เสียชีวิตลงด้วยการกระทำเช่นนั้น ฉันใด 

                 หากว่ามหาบพิตรจะเกณฑ์ให้สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีธรรมงาม พากันรีบฆ่าตัวตายเพื่อจะได้ไปเสวยทิพยสมบัติในสุคติโลกสวรรค์ ก็เหมือนเกณฑ์ให้ท่านเหล่านั้น เป็นผู้งมงายเหมือนนางพราหมณีนั่นแหละ สมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีธรรม ผู้เป็นบัณฑิต จะเป็นผู้ไม่บ่มผลที่ยังไม่สุกให้สุก แต่ย่อมจะรอผลที่สุกตามกาล ชีวิตของผู้มีศีลนั้นรู้คุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้น แม้จะดำรงชีวิตอยู่อีกนานเท่าใด ท่านย่อมมีโอกาสได้สั่งสมบุญมากเท่านั้น และประพฤติตนเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่คนหมู่มากฉันนั้น”


  
                  พระเจ้าปายาสิฟังคำชี้แจงของพระเถระ รู้สึกพอพระทัยในคำตอบ แต่ยังไม่หมดความสงสัย ยังมีความสงสัยค้างคาใจอีกหลายเรื่อง ซึ่งหลวงพ่อจะนำมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป  สิ่งเหล่านี้ทุกคนคงจะตระหนักอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี ผู้รู้ผู้บริสุทธิ์ที่ท่านมีรู้มีญาณยังมีอยู่ และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริงถ้าเราตั้งใจจะพิสูจน์  
                 



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๓๒๐-๓๒๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๑๔   หน้า ๓๗๖


คิดผิดคิดใหม่ได้ (๑)

คิดผิดคิดใหม่ได้ (๑)

                     กว่าที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ต้องใช้เวลาแสนยาวนาน ต้องเป็นผู้มีบุญบารมีมากพอที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดแล้วก็ใช่ว่าจะดำรงอยู่อย่างสะดวกสบาย  ส่วนใหญ่มักประสบกับอุปสรรค หรือความไม่ปลอดภัยทั้งจากภัยต่างๆ ในชีวิตและภัยในสังสารวัฏ หากประมาทพลาดพลั้งไปสร้างบาปอกุศล ก็จะเป็นผลให้ตกไปสู่ภพภูมิที่ทุกข์ทรมาน  ต่อเมื่อได้พบเจอกัลยาณมิตร  จากชีวิตที่เคยดำเนินผิดพลาดก็จะมีโอกาสหวนมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องดีงามได้

                   พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายใน
อัญญตรสูตร ความว่า.....

                   “ดูก่อนเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีน้อย เหมือนฝุ่นในเล็บมือของเรา โดยที่แท้สัตว์ที่พากันไปเกิดเป็นอย่างอื่น  นอกจากมนุษย์มีมาก เหมือนฝุ่นในพื้นปฐพีใหญ่"

                   เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องรู้ว่า ชีวิตต้องการอะไร และอะไรคือเป้าหมายของชีวิต หากสงสัยในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องพิสูจน์ด้วยพุทธวิธี เพราะถึงจะค้นคว้าด้วยวิธีใดๆ  ในโลก ก็ไม่สามารถไปรู้ไปเห็นได้ นอกจากจะต้องหยุดใจให้ได้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับพระราชาผู้เป็นนักทดลองในอดีตพระนามว่า พระเจ้าปายาสิ 

                   พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่เก่งมาก และเป็นผู้ที่ชอบแสวงหาความรู้ และคำตอบด้วยตนเอง สิ่งที่สงสัยในใจเสมอมา คือมนุษย์ตายแล้วไปไหน หลังจากที่ทรงเที่ยวถามสมณชีพราหมณ์ไปจนทั่วแล้ว ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ในที่สุดพระองค์ตัดสินพระทัยค้นคว้าทดลองเอง แล้วตัดสินเองว่า “โลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ ผลวิบากกรรมที่สัตว์ทำดีหรือทำชั่วไม่มี” เมื่อตัดสินเช่นนี้แล้ว ภูมิใจมาก โดยไม่รู้ว่า พระองค์กำลังยืนอยู่บนเส้นทางของความผิดพลาดที่ใหญ่หลวง

                    วันหนึ่งพระเจ้าปายาสิรู้ว่า พราหมณ์และคฤหบดีชาวเมืองมากมายต่างพากันเข้าไปฟังธรรมของพระกุมารกัสสปะ และทรงได้ยินว่า พระเถระเป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉียบแหลม เป็นพหูสูตมีปฏิภาณและเป็นพระอรหันต์   เมื่อพระราชาได้ยินกิตติศัพท์เช่นนี้ พระองค์อยากรู้ทันทีว่า... คำสอนในพระพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ตรงกับความเชื่อของตนหรือไม่ เพราะพระองค์เชื่อว่าโลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลกรรมที่ทำดีหรือทำชั่วไม่มี จึงรับสั่งให้ราชบุรุษผู้ใกล้ชิดไปบอกชาวเมืองให้รอพระองค์ด้วย จากนั้นทรงเสด็จเดินทางไปหาพระกุมารกัสสปะพร้อมๆ กับชาวพระนคร

                    ครั้นเดินทางไปถึง ทรงนั่งตรงที่เหมาะสม เมื่อได้โอกาสจึงเริ่มสนทนา ประกาศความเชื่อของตนทันทีว่า “ท่านกัสสปะ โยมเชื่อว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลกรรมที่ทำดีหรือทำชั่วไม่มี” พระเถระจึงถามว่า “ทำไมพระองค์จึงมีความเชื่อเช่นนั้นเล่า มหาบพิตร”  “ก็เพราะโยมได้ค้นคว้าทดลองจนได้รับผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว” พระองค์ทรงเล่าวิธีการให้ฟังว่า...

                    “โยมมีมิตรอำมาตย์ ญาติ สาโลหิตมากมายที่ประพฤติทุจริต คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็งคิดปองร้ายผู้อื่น และมีความเห็นผิด ต่อมาคนเหล่านั้นเจ็บป่วยใกล้จะตาย โยมพิจารณาว่า คงไม่รอดแน่ หมอก็ลงความเห็นอย่างนั้น จึงเข้าไปหาคนพวกนั้นพร้อมกับขอร้องว่า มีสมณพราหมณ์ในโลกนี้ชอบสั่งสอนว่า คนประพฤติทุจริต ตายไปจะถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ท่านก็เป็นคนประพฤติอกุศลธรรม ถ้าคำพูดของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง ท่านตายไปแล้วก็จะไปสู่ภพภูมินั้น

                    ถ้าท่านตายไปแล้วเกิดในอบายจริง  ขอท่านกรุณามาบอกเราหน่อยเถอะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม สิ่งใดที่ท่านได้เห็นจงมาบอกเรา สิ่งนั้นเท่ากับเราประสบด้วยตนเอง เมื่อโยมพูดจบคนบาปเหล่านั้นทุกคนต่างยินดีรับคำ   แต่ครั้นตายไปแล้ว   ทุกคนก็เงียบหายไปหมด   ไม่มีใครมาบอกหรือส่งตัวแทนมาบอกโยมสักคนเดียว ท่านกัสสปะ ด้วยเหตุนี้โยมจึงได้วินิจฉัยแน่นอนว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี ผลกรรมที่ทำแล้วไม่มีผลใดๆ ทั้งนั้น”

                   พระกุมารกัสสปเถระได้ฟังถ้อยคำของพระเจ้าปายาสิ ท่านก็นิ่งๆ พลางย้อนถามว่า “มหาบพิตร ลองฟังอาตมาเล่าให้ฟังสักเรื่องนะ  สมมติว่า มีราชบุรุษจับโจรผู้ร้ายที่มีความผิดมาก แล้วทูลพระองค์ว่า เจ้าโจรผู้นี้มีความผิดขั้นร้ายแรง พระองค์จงลงโทษให้สาสมเถิด มหาบพิตรจึงบอกพวกราชบุรุษให้เอาเชือกมัดอย่างแน่นหนา แล้วให้โกนผมพาตระเวนไปประจานทั่วทุกตรอกซอกซอย จากนั้นตรัสรับสั่งให้ประหารชีวิต ราชบุรุษจึงนำไปสู่ตะแลงแกงเพื่อลงโทษ

                   เจ้าโจรนั้นขอร้องนายเพชฌฆาตว่า ท่านเพชฌฆาต โปรดเมตตาปล่อยข้าพเจ้าให้เป็นอิสระชั่วคราวเถิด ข้าพเจ้าขอกลับบ้านไปลาญาติพี่น้องที่เมืองใกล้ๆ นี้ก่อน แล้วจะกลับมาให้ท่านประหารชีวิตในภายหลัง เจ้าโจรร้ายอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ เพชฌฆาตผู้ซึ่งเคร่งครัดในหน้าที่จะยอมปล่อยตัวเจ้าโจรหรือไม่ มหาบพิตร”

                     พระเจ้าปายาสิได้ฟังเช่นนั้น   ทรงตอบทันทีว่า “ท่านกัสสปะ ไม่มีทางปล่อยหรอก นายเพชฌฆาตต้องทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด เขามีแต่จะประหารทันทีทีเดียว”

                   พระกุมารกัสสปะกล่าวต่อไปว่า “ขนาดโจรที่จะถูกประหารชีวิต เป็นมนุษย์แท้ๆ ยังไม่ได้รับการผ่อนผันจากนายเพชฌฆาตซึ่งเป็นมนุษย์ด้วยกันเลย ซ้ำยังจะถูกลงโทษลงทัณฑ์ทรมานตรงนั้นทันที อุปมานี้ฉันใด มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของมหาบพิตร ประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ที่มหาบพิตรสั่งไปก่อนที่พวกเขาจะตาย ครั้นเขาตายไปอุบัติในนรก แม้เขาจะอ้อนวอนว่า ขอนายนิรยบาลอย่าเพิ่งลงโทษข้าพเจ้าเลย ขอกลับไปบอกพระเจ้าปายาสิก่อน ว่าโลกหน้ามีจริง นรกมีจริง สัตว์นรกที่ผุดเกิดขึ้นมีจริง  กรรมดีกรรมชั่วมีผลจริง แล้วข้าพเจ้าจะกลับมาให้ท่านลงโทษ  พวกนายนิรยบาลก็ไม่มีทางผ่อนผัน ฉันนั้น เช่นกัน มหาบพิตร”

                    พระเจ้าปายาสิฟังแล้วอึ้งไปสักครู่ จนด้วยเหตุผล แต่ไม่ยอมแพ้แค่นั้น จึงถามพระเถระว่า “ท่านกัสสปะ ท่านกล่าวเช่นนั้นก็ถูก แต่โยมยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือญาติพี่น้องที่ทำบุญทำกุศลมากมาย งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ มีความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฎฐิ เมื่อเขาป่วยใกล้จะตาย โยมก็เข้าไปหาพร้อมกับขอร้องว่า พวกสมณพราหมณ์ชอบสอนว่า คนทำความดี งดเว้นจากบาปอกุศล ตายไปจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ท่านเองก็เป็นคนอย่างนั้น

                     หากถ้อยคำที่พวกสมณพราหมณ์กล่าวเป็นจริงละก็ ตัวท่านจะต้องไปเกิดในสุคติภูมิแน่นอน ถ้าท่านตายไปแล้วได้เกิดบนสวรรค์ เสวยสุขสมบัติ ขอท่านโปรดกลับมาบอกเราหน่อยเถิด คนเหล่านั้นก็ยินดีรับคำทุกอย่าง แต่ครั้นตายไปแล้วก็เห็นเงียบหายไปทุกคน ไม่มีใครสักคนที่กลับมาบอกโยมเลย โยมจึงมีความเห็นดังที่พูดกับท่านในตอนต้นนั่นแหละ”

                     ครั้นพระกุมารกัสสปเถระฟังดังนั้นจึงตอบว่า “สิ่งที่พระองค์พูดก็น่าฟังอยู่ แต่อยากจะเล่าอีกเรื่องให้มหาบพิตรฟัง สมมติว่ามหาบพิตรได้ไปเห็นบุรุษคนหนึ่ง จมอยู่ในหลุมคูถจนมิดศีรษะ พระองค์รู้สึกสงสาร จึงบอกราชองครักษ์ให้ช่วยเขาขึ้นมาจากหลุม แล้วทำความสะอาดให้บุรุษนั้นจนสะอาดหมดจด ขัดสีฉวีวรรณให้ ทาด้วยนํ้ามันอย่างดี และลูบไล้ด้วยของหอม แต่งหน้าแต่งผมให้อย่างสวยงาม ประดับด้วยพวงดอกไม้ และผ้าซึ่งมีราคาแพง อยากถามมหาบพิตรว่า ชายหนุ่มที่เคยจมอยู่ในหลุมคูถเน่าเหม็นนั้น เมื่อได้รับการประดับประดาด้วยอาภรณ์อันสวยงามเช่นนั้นแล้ว จะต้องการลงไปอยู่ในหลุมคูถนั้นอีกหรือไม่”

                     พระราชาตอบทันทีว่า “ไม่มีใครจะโง่กลับลงไปอยู่อีกหรอก เพราะหลุมคูถนั้นไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เป็นสิ่งปฏิกูล น่ารังเกียจ” 

                    พระเถระกล่าวว่า “พวกมนุษย์เองก็เหมือนกัน ร่างกายนี้มีกลิ่นเหม็น เป็นของปฏิกูลไม่สะอาด ปรากฏแก่พวกเหล่าเทพยดาในระยะห่างประมาณ ๑๐๐ โยชน์ เมื่อตายไปเกิดเป็นเทวดามีทิพยสมบัติที่ละเอียดประณีตสวยงามมากกว่าสมบัติในโลกมนุษย์มากมาย เสวยสุขจนลืมวันลืมคืน การที่จะคิดกลับมาบอกมหาบพิตรนั้นยากมาก เหมือนกับคนที่ขึ้นจากหลุมคูถที่เน่าเหม็นแล้วแต่งตัวสวยงาม ไม่ต้องการจะกลับลงไปในหลุมคูถอีก เป็นเช่นนี้แหละมหาบพิตร”

                     พระเจ้าปายาสิยังไม่หมดปัญหา ยังมีคำถามอีกมากมาย จะนำมาเล่าในโอกาสต่อไป ถ้าเรามีปัญหาสงสัย จงแสวงหาผู้รู้ ที่เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วฟังคำของท่าน ทำตามท่าน เราก็จะได้ปัญญา กายธรรมเป็นผู้รู้ที่แท้จริง เมื่อเข้าถึงแล้วจะทำให้เราหายสงสัยในเรื่องนรกสวรรค์ โลกนี้โลกหน้า ชีวิตเราจะมีความสุขและปลอดภัย ขอให้ตั้งใจฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ปฏิบัติธรรมกันให้ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน จะสมปรารถนากันทุกคน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๓๑๑-๓๑๙
อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๑๔   หน้า ๓๖๙


วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563

ทำให้ถูกหน้าที่

ทำให้ถูกหน้าที่



                   ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างมุ่งแสวงหา เป้าหมายของการเกิดมาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย คือ เกิดมาเพื่อสร้างบารมี เพื่อทำความบริสุทธิ์ให้เข้าสู่ภาวะความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ การศึกษาวิชชาในทางพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นเรื่องของการพัฒนาชีวิตให้มีความสุข และให้บริสุทธิ์จนหมดกิเลสไปสู่อายตนนิพพาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ควรเปิดใจกว้างเข้ามาศึกษาหาความรู้นี้ โดยวางความเชื่อดั้งเดิมไว้ชั่วคราว แล้วพิสูจน์ให้รู้เห็นด้วยตนเองเช่นนี้ จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและชาวโลกด้วย

        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พันธนโมกขชาดก ความว่า..........


                  คนพาลทั้งหลายผู้ไม่ถูกผูกมัด กล่าวขึ้นในที่ใด ย่อมถูกผูกมัดในที่นั้น ส่วนบัณฑิต แม้ถูกผูกมัดแล้ว กล่าวขึ้นในที่ใด ก็หลุดพ้นได้ในที่นั้น”

                   บัณฑิตผู้มีปัญญา เมื่อถึงคราวคับขันย่อมสามารถเอาตัวรอดได้ เมื่อถูกผูกมัด ก็จะมีถ้อยคำที่คมคาย มีปฏิภาณไหวพริบ สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์นั้นได้ เหตุที่บัณฑิตมีความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ เพราะว่ามีใจผ่องใสเป็นปกติ ใจที่ใสสว่างเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์ ที่จะหลุดพ้นจากปัญหาและอุปสรรคทั้งปวง แรกเริ่มเดิมทีจิตมนุษย์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส แต่ถูกกิเลสหุ้มเคลือบ เอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็น จึงทำให้ความบริสุทธิ์ค่อยๆ ลดลงไป ความไม่บริสุทธิ์กลับมีเพิ่มมากขึ้น

                   ตราบใดที่เรายังไม่รู้หนทางแห่งความบริสุทธิ์ และวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความบริสุทธิ์ จิตดวงนี้จะเสื่อมประสิทธิภาพ ทำให้ความคิด คำพูด และการกระทำผิดเพี้ยนไปจากเดิม เกิดพลั้งเผลอไปทำบาปอกุศลโดยรู้ไม่เท่าทันกิเลส กรรมชั่วที่ทำลงไปนั้น ย่อมส่งผลให้ได้รับความทุกข์ทรมาน เป็นวิบากกรรมที่กลับมาสนองตนเอง จนกว่าจะดำเนินตามเส้นทางที่ถูกต้องดีงาม บาปกรรมจึงทุเลาเบาบางลงได้

                   ดังเช่นเรื่องในอดีต มีปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต ที่อยู่ในกรุงพาราณสี เป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกยาว นางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของปุโรหิต เป็นชู้กับพราหมณ์อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับเขา เมื่อปุโรหิตรู้ก็ห้ามปรามภรรยา แต่ไม่อาจห้ามปรามได้ จึงคิดหาอุบายฆ่าชายชู้นี้ โดยไปเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลให้รื้อประตูเมืองทางด้านทิศใต้ แล้วทำประตูใหม่ด้วยไม้ที่เป็นมงคล พระราชาก็ทรงอนุญาต 

                 เมื่อทำประตูใหม่แล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสมมติเทพ พรุ่งนี้เป็นวันมงคลฤกษ์ ต้องทำพลีกรรมยกพระทวารไม่ให้ล่วงฤกษ์นี้ไปได้ จำเป็นต้องฆ่าพราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ ที่มีนัยน์ตาเหลืองมีเขี้ยวงอก เอาเนื้อและเลือดของเขามาทำพลีกรรม แล้วใส่อ่างฝังลงไปใต้พระทวาร เมื่อทำเช่นนี้ ความสุขสวัสดีก็จะบังเกิดมีแก่พระองค์และชาวพระนคร พระเจ้าข้า”

                  พระราชาทรงเชื่อตามที่ปุโรหิตกราบทูล และทรงอนุญาตตามนั้น ปุโรหิตดีใจมาก ที่อุบายชั่วร้ายของตนกำลังจะสำเร็จ จึงรีบกลับไปบ้าน แต่ด้วยความที่รักษาความลับไว้ไม่ได้ จึงเผลอปากบอกภรรยาว่า “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะเชยชมกับใครเล่า เพราะพรุ่งนี้ชายชู้ของเจ้าจะถูกทำพลีกรรมแล้ว” ภรรยาเถียงว่า “เขาไม่มีความผิด จะฆ่าเขาทำไม” ปุโรหิตบอกว่า “พระราชารับสั่งให้ทำพลีกรรมต่อพราหมณ์ที่มีตาเหลืองและมีเขี้ยวงอก ชู้ของเจ้ามีตาเหลืองและมีเขี้ยวงอกไม่ใช่หรือ”

                   ภรรยาฟังดังนั้นจึงรีบส่งข่าวไปให้ชายชู้รู้ตัว ข่าวนี้ได้กระจายไปทั่วเมือง พวกพราหมณ์ทุกคนที่มีเขี้ยวและตาเหลือง รีบพากันหลบหนีออกจากเมืองในคืนนั้นหมด ปุโรหิตไม่รู้ว่าคนอื่นหนีไปหมดแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลพระราชาแต่เช้าตรู่ เพื่อให้พระราชาส่งพวกราชบุรุษไปจับพราหมณ์ที่มีลักษณะดังกล่าว พวกราชบุรุษไปหาแล้ว ก็กลับมากราบทูลว่า “ทั่วทั้งเมืองไม่มีพราหมณ์ลักษณะตามที่ต้องการ มีแต่ท่านปุโรหิตเท่านั้น คนอื่นๆ ไม่มีลักษณะเช่นนี้เลย” 

                 พระราชาจึงรับสั่งว่า “เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้” พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่องค์ผู้สมมติเทพ เพราะท่านปุโรหิตเป็นคนกำหนดฤกษ์ยาม ถ้าไม่ทำในวันนี้ อัปมงคลอาจเกิดขึ้นแก่พระองค์ได้ หากบ้านเมืองไม่มีประตู ข้าศึกก็จะได้โอกาสมาโจมตี  ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องฆ่าปุโรหิตนี้”

                   ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอุปปุโรหิตชื่อตักการิยะ ซึ่งท่านเองก็เป็นลูกศิษย์ของปุโรหิต พระโพธิสัตว์จึงไปที่ประตูเมืองพร้อมด้วยราชบุรุษ สั่งให้ขุดหลุมในที่จะตั้งพระทวาร และให้ขึงม่านล้อมรอบอ่าง ตัวท่านได้เข้าไปอยู่ในม่านกับปุโรหิต ปุโรหิตมองดูหลุมแล้วได้แต่ทอดถอนใจ เพราะรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว จึงรำพึงว่า “เราเป็นผู้ยัดเยียดความฉิบหายให้ผู้อื่น แต่ผลสุดท้ายกลับตกมาสู่เราเอง” พระโพธิสัตว์ฟังดังนั้น จึงบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แม้ในอดีตก็เคยเกิดมาแล้ว จากนั้นท่านได้เล่าเรื่องในอดีตว่า...

                   มีหญิงงามเมืองคนหนึ่งชื่อกาลี น้องชายชื่อตุณฑิละ ทุกๆ วันนางกาลีจะหาเงินได้วันละ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ ส่วนน้องชายเป็นคนชอบเล่นการพนัน ดื่มน้ำเมา เที่ยวผู้หญิง ไม่ว่าพี่สาวให้ทรัพย์เท่าไร เขาก็เอาไปใช้จนหมด ถึงนางจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ฟัง วันหนึ่งน้องชายแพ้พนันจนหมดตัว ต้องจำนำผ้านุ่ง แล้วเอาเสื่อลำแพนมานุ่งแทน นางโกรธมากจึงสั่งพวกสาวใช้ว่า เมื่อตุณฑิละมาถึง ให้ช่วยกันขับไล่เขาออกจากบ้านทันที

                 วันนั้น ลูกชายเศรษฐีคนหนึ่ง กำลังจะนำทรัพย์มาให้นางกาลี ๑,๐๐๐ กษาปณ์ ผ่านมาพบนายตุณฑิละเข้า หลังจากรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วก็รับปากว่าจะช่วยขอร้องพี่สาวให้ แต่เมื่อไปขอร้องนางกาลีแล้ว กลับได้รับคำปฏิเสธเพราะต้องการดัดนิสัยน้องชาย

                 ในสมัยนั้น มีธรรมเนียมอยู่ว่า เงิน ๑,๐๐๐ กษาปณ์ที่หญิงงามเมืองได้นั้น ครึ่งหนึ่งเป็นของนาง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นค่าของหอม ดอกไม้ อุปกรณ์สำหรับต้อนรับ และเป็นค่าเสื้อผ้าให้แขกใช้ผลัดเปลี่ยนขณะอยู่ในเรือนของนาง ลูกชายเศรษฐีอยากช่วยตุณฑิละจึงนุ่งผ้าผืนนั้น แล้วเอาผ้าของตนเองให้ตุณฑิละ

                 เมื่อตุณฑิละได้นุ่งผ้าใหม่แล้ว ก็รู้สึกทะนงตนขึ้นมาอีก ครั้นกลับเข้าบ้านจึงส่งเสียงตวาดคุกคามคนในบ้าน เมื่อนางกาลีรู้เรื่องก็ไม่พอใจลูกชายเศรษฐี ได้สั่งสาวใช้ว่า ต่อไปเวลาลูกเศรษฐีจะกลับไป ให้ช่วยกันแย่งผ้าแล้วเก็บเอาไว้ ลูกเศรษฐีจะได้ช่วยน้องชายของนางไม่ได้ เมื่อลูกชายเศรษฐีมาอีก แล้วจะกลับบ้านในเวลารุ่งเช้า พวกสาวใช้ก็กรูกันเข้าไปรุมถอดเสื้อผ้าของลูกเศรษฐี ทำให้เขาอับอาย ต้องเปลือยกายเดินกลับบ้าน เขารำพึงรำพันกับตนเองว่า เราไปยุ่งเรื่องของคนอื่นแท้ๆ จึงต้องมาเป็นเสียเอง

                  เมื่อเล่าจบพระโพธิสัตว์สรุปว่า เรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกับเรื่องของอาจารย์นั่นแหละ ท่านอาจารย์มีหน้าที่สนองเบื้องยุคลบาท ปกครองบ้านเมืองให้มีสันติธรรม กลับใช้ตำแหน่งมาทำผิดหน้าที่ เอาตำแหน่งไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ทุกข์นั้นกลับมาถึงตนเอง” แล้วจึงปลอบใจว่า “ท่านอาจารย์อย่ากลัวเลย รีบหนีไปเถอะ ปลอมตัวอย่าให้ใครรู้” จากนั้นพระโพธิสัตว์ได้ไปเอาแพะตาย มาทำพลีกรรมแทน ทำให้อาจารย์รอดชีวิตไปได้

                   เราจะเห็นว่า การทำผิดหน้าที่ ทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัว ย่อมต้องเดือดร้อนเช่นนี้ คำว่า "หน้าที่นั้น" ในความหมายที่เข้าใจง่ายๆ หมายถึงสิ่งที่ตนรับผิดชอบ ที่ต้องทำด้วยความสุขุมรอบคอบ มีความคิด คำพูด และการกระทำอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องดีงาม มนุษย์และเทวดาก็ติเตียนไม่ได้ ซึ่งหน้าที่หลักของมวลมนุษยชาติที่แท้จริง คือการสั่งสมบุญบารมี

                   ดังนั้น ให้หมั่นสั่งสมบุญบารมีกันให้มากๆ ทำเช่นนี้จึงจะทำถูกหน้าที่ เพราะเราเกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมีไปสู่อายตนนิพพาน ไม่ว่าเป็นบุญเล็กบุญน้อยก็อย่ามองข้าม ให้มีส่วนร่วมในบุญทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติธรรมทำใจหยุดใจนิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ เมื่อเราทำแล้วจะทำให้สมปรารถนาในชีวิต 



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๑๐-๑๑๘



อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๖๐   หน้า ๓๐๐


วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563

ทำความดี คือหน้าที่หลักของมนุษย์

ทำความดี คือหน้าที่หลักของมนุษย์



                                     สรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ต่างตกอยู่ในสภาพนี้ทั้งนั้น คือ มีความไม่เที่ยง แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมทุกอนุวินาที มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศกว่าใครในภพสาม พระพุทธองค์ยังต้องทอดทิ้งพระวรกายไว้ในโลก  แล้วดับขันธปรินิพพานไป 

                   ดังนั้นเราต้องหมั่นนึกถึงความตายเสมอ จะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต และเร่งขวนขวายสร้างความดีในทุกรูปแบบ สิ่งใดที่ไม่เป็นสาระจะได้ปลดปล่อยวาง ให้จิตใจหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในคน สัตว์  สิ่งของ  ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา คือ พระรัตนตรัยภายในตัวของเรานั่นเอง ให้พิจารณาปล่อยวางอย่างหนึ่ง เพื่อมุ่งเข้าหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นสาระแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัปปมาทสูตร ความว่า...

                  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละกายทุจริต จงเจริญกายสุจริต และอย่าประมาทในการละกายทุจริต และการเจริญกายสุจริตนั้น จงละวจีทุจริต จงเจริญวจีสุจริต และอย่าประมาทในการละวจีทุจริต และการเจริญวจีสุจริตนั้น จงละมโนทุจริต จงเจริญมโนสุจริต และอย่าประมาทในการละมโนทุจริต และการเจริญมโนสุจริตนั้น จงละมิจฉาทิฏฐิ จงเจริญสัมมาทิฏฐิ และอย่าประมาทในการละมิจฉาทิฏฐิ และการเจริญสัมมาทิฏฐินั้น  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต ละมิจฉาทิฏฐิ เจริญสัมมาทิฏฐิได้แล้ว  ในกาลนั้น เธอย่อมไม่กลัวต่อความตาย อันจะมีในภายหน้า”

                   พระพุทธองค์ทรงสอนพวกเราให้เป็นผู้ไม่ประมาท ในการทำความดีด้วยกาย วาจา และใจ ให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในโลกนี้ทำความดี ทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจให้เต็มที่ เพราะวันเวลาที่ผ่านไป เราไม่สามารถจะเรียกกลับคืนมาได้ เหมือนดังสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้วไม่อาจหวนกลับมา ชีวิตเราย่างก้าวไปพร้อมกับกาลเวลาที่ล่วงไป

                     บุคคลผู้ไม่ประมาท ผู้เต็มเปี่ยมด้วยความคิด คำพูด และการกระทำที่สุจริต มีชีวิตที่สมบูรณ์ ก้าวไปพร้อมกับการทำความดีควบคู่กันไปด้วย จะเป็นผู้ที่มีชีวิตเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้งทางโลก และทางธรรม เพราะการทำความดีเป็นภารกิจหน้าที่สำคัญที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ส่วนคนที่มักอ้างว่า ต้องทำภารกิจมากมายจนไม่มีเวลาทำความดี แต่กลับใช้เวลาหมดไปกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ มัวเมาใช้อำนาจหน้าที่ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องดีงาม ทำให้เสียโอกาสในการสร้างความดี ดังเรื่องของธนัญชานิพราหมณ์

                  ในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรได้แนะนำสั่งสอนให้ธนัญชานิพราหมณ์ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท คือให้ขวนขวายในการสร้างบุญกุศล ประพฤติปฏิบัติธรรมควบคู่ไปกับการประกอบสัมมาอาชีวะ ภายหลังพระสารีบุตรรู้ว่า พราหมณ์ได้ละเลยในการประพฤติปฏิบัติธรรม โดยมีข้อแม้ข้ออ้างต่าง ๆ นานา   ยิ่งไปกว่านั้นเขายังแสวงหาทรัพย์ ด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่น พระเจ้าแผ่นดินให้เก็บภาษีจากราษฎรตามความเหมาะสม ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่เขากลับเก็บภาษีมากเกินไป โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน

                   พระสารีบุตรเห็นว่า พราหมณ์กำลังดำเนินชีวิตผิดพลาด ประพฤติทุจริต ท่านจึงรีบเดินทางไปโปรด หลังจากทักทายปราศรัยกันพอสมควรแล้ว พระสารีบุตรปรารถนาจะตักเตือนพราหมณ์ให้กลับมาทำความดี และประกอบอาชีพในหน้าที่ด้วยความสุจริต จึงถามพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ ท่านยังเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่หรือ”

                 แทนที่พราหมณ์จะสำนึกรู้สึกตัว กลับตอบแก้ตัวไปว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะประพฤติธรรม เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้ามีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดา ดูแลบุตรภรรยา และข้าทาสบริวารมากมาย นอกจากนี้ ยังต้องทำกิจธุระกับมิตรสหาย ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการ อีกทั้งต้องคอยบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษและเทวดาทั้งหลาย แม้ร่างกายของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าก็ต้องคอยเอาใจใส่ไม่ให้เจ็บป่วยไข้ แต่ก็ห้ามไม่ได้ บางครั้งข้าพเจ้าต้องได้รับทุกข์อย่างหนัก เมื่อมีภารกิจหนักเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะเอาเวลาที่ไหนมาทำความดี”

                  พระสารีบุตรได้ฟังข้ออ้างของพราหมณ์ จึงถามว่า “คนที่ทำความชั่ว เมื่อตายไป เขาย่อมถูกยมบาลเอาตัวไปลงโทษในนรก หากเขาจะขอร้องว่า อย่าลงโทษข้าพเจ้าเลย ที่ข้าพเจ้าละทิ้งความดี มากระทำความชั่วนี้ เพราะต้องเลี้ยงดูบิดามารดา ต้องรับภาระต่างๆ มากมาย เขาจะเอาเหตุผลนี้มาอ้างเพื่อผ่อนผันโทษได้ไหม”

                 คำถามของพระสารีบุตร ทำให้พราหมณ์ต้องจนใจตอบว่า “ไม่ได้เลยพระคุณเจ้า แม้ผู้นั้นจะคร่ำครวญอ้างเหตุผลอย่างไร ยมบาลจะต้องลงโทษเขาจนได้” พระสารีบุตรถามต่อไปว่า “ถ้าหากบิดามารดาช่วยขอร้องยมบาลเองว่า อย่าลงโทษลูกชายของข้าพเจ้าเลย ที่ลูกของข้าพเจ้าไม่มีเวลาทำความดี และพลาดไปทำความชั่ว เพราะต้องเลี้ยงดูข้าพเจ้า และต้องรับภาระหน้าที่ต่างๆ มากมาย บิดามารดาของผู้นั้นจะอ้างกับยมบาลเช่นนี้ได้หรือไม่”

                 พราหมณ์ตอบว่า “ไม่ได้เลยพระคุณเจ้า แม้บิดามารดาของผู้นั้นจะคร่ำครวญอย่างไร ยมบาลก็จะต้องลงโทษเขาตามหน้าที่” จากนั้นท่านก็ถามถึงเหตุในการอ้างเพื่อทำความชั่ว เพราะบุตรภรรยา และพวกพ้องบริวารว่า จะเอามาอ้างกับยมบาลได้ไหม คำถามนั้นทำให้ธนัญชานิพราหมณ์สำนึกได้ว่า การที่ตนยกเหตุผลต่างๆ มาเป็นข้ออ้าง แล้วละทิ้งการทำความดีนั้น เป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดทาง ถือเป็นความประมาทอย่างยิ่ง

                  เมื่อพระสารีบุตรถามต่อไปอีกว่า “พราหมณ์ ระหว่างคนที่ทำความชั่วเพื่อครอบครัว กับคนที่ทำความดีเพื่อครอบครัว ใครจะดีกว่ากัน” พราหมณ์ก็ตอบว่า “คนที่ทำความดีย่อมดีกว่าแน่นอน” เมื่อเห็นว่าพราหมณ์มีความเข้าใจถูกต้องแล้ว พระเถระจึงสอนว่า “พราหมณ์ ท่านมีหน้าที่การงานที่ดี สามารถเอาหน้าที่นั้นใช้สร้างความดีได้ เช่น สนองคุณประเทศชาติ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นับเป็นทางมาแห่งบุญกุศล และยังสามารถเลี้ยงดูบิดามารดา ข้าทาสบริวารได้โดยไม่ต้องทุจริต นอกจากนี้กิจการทั้งหลายที่ทำไป ถ้าหากยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องดีงามแล้ว ย่อมจะได้รับความเจริญรุ่งเรือง และประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”

                   ธนัญชานิพราหมณ์ตรองตามก็เกิดความปีติ มีกำลังใจที่จะประพฤติธรรม สร้างความดีไปพร้อมกับภารกิจหน้าที่ที่ตนต้องทำ ประกอบสัมมาอาชีวะโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ต่อมาพราหมณ์เกิดป่วยหนัก ได้รับทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยไข้ จึงส่งคนไปนิมนต์พระสารีบุตร ให้มาโปรดก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

                 ครั้นพระเถระมาถึงบ้าน และได้ไต่ถามอาการป่วยไข้แล้ว เพื่อที่จะแสดงคตินิมิต และความพอใจของพราหมณ์เกี่ยวกับภพภูมิที่จะไป ท่านได้ถามเปรียบเทียบไล่ลำดับ ตั้งแต่นรกกับกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ไล่เรื่อยไปจนถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ ตลอดจนถึงพรหมโลกว่า อย่างไหนจะดีกว่ากัน พราหมณ์ฟังแล้วก็บอกว่า มีความพอใจในพรหมโลก ท่านจึงแนะนำให้เจริญพรหมวิหารธรรม ทำใจหยุดใจนิ่งจนเข้าถึงรูปฌานสมาบัติ และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต พราหมณ์ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกสมความปรารถนา

                  เราจะเห็นว่า ถึงวันเวลาล่วงมาแล้วสองพันกว่าปี แต่เหตุผลเดิมๆ อย่างที่ธนัญชานิพราหมณ์เคยอ้าง เพื่อเป็นข้อแม้เงื่อนไขในการทำความดี ทำให้ประมาทในการประพฤติธรรม ก็ยังคงพบเห็นในยุคปัจจุบัน ทั้งตัวของเราเองก็อาจเคยเอาเหตุผลเหล่านี้มาเป็นข้ออ้าง ข้อแม้ หรือเงื่อนไข ทำให้เสียโอกาสในการทำความดี ถ้าเราไม่ทำความดี ความชั่วจะเข้ามาแทรก ทำให้เราก่อบาปอกุศล ซึ่งมีวิบากเป็นผลที่ทุกข์ทรมาน  ดังนั้น เราต้องไม่ประมาท และรักในการทำความดี สั่งสมบุญบารมีไปพร้อมๆ กับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพราะการสั่งสมบุญบารมีเท่านั้น ที่จะนำความสุขความสำเร็จ  มาสู่ชีวิตของเรา เมื่อมีบุญบารมีมาก บุญย่อมสามารถเป็นที่พึ่งแก่ตัวเราได้

            เราต้องละชั่ว ทำความดี มีความคิด คำพูด และการกระทำที่สุจริต เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล และทำด้วยความไม่ประมาท  ดังนั้น นับตั้งแต่นี้ไป ขอให้เราตั้งใจมั่นว่า จะใช้วันเวลาที่ผ่านไปทุกอนุวินาทีอย่างมีคุณค่า แม้ชีวิตของเรายังมากไปด้วยภารกิจหน้าที่การงาน แต่เราก็จะไม่ละทิ้งการทำความดี เพราะการทำความดี คือทั้งหมดของชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเรา ให้ขยันปฏิบัติธรรม ทำใจให้ผ่องใส 

            เราเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ให้ทำงานควบคู่กับการทำใจหยุดนิ่งไปด้วย ไม่ว่าเราจะมีภารกิจมากน้อยเพียงไรก็ตาม เราจะไม่เอาภารกิจเหล่านั้นมาเป็นข้อแม้ข้ออ้าง แล้วเลื่อนเวลาของการปฏิบัติธรรมออกไป ทำให้เราเสียโอกาสในการเข้าถึงธรรม งานทางใจนั้น เราสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำภารกิจอันใดก็ตาม เราสามารถฝึกใจให้หยุดนิ่งได้ ขอให้ขยันนั่งธรรมะกันทุก ๆ คน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๒๙-๑๓๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๒๑   หน้า ๓๘๔


วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2563

วิธีการดำเนินชีวิตแบบอริยะ

วิธีการดำเนินชีวิตแบบอริยะ

 
                      การสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยกำลังบุญบารมีที่มากเป็นพิเศษ และต้องปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆ กัน ทำกันไปเป็นทีม โดยไม่มีใครน้อยหน้า ไม่มีใครล้ำหน้า แต่ว่าไปกันพร้อมหน้าเท่าเทียมทันกันทั้งหมด ทุกคนต้องสวมหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์ มุ่งสร้างบารมี อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่ของยอดนักสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของตนเอง และเป็นแสงสว่างส่องประทีปแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสู่ดวงใจของมวลมนุษยชาติ  
                
มีวาระพระบาลีอยู่ใน อาทิยสูตร ความว่า...

                 “นรชนเมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ว่า เราได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงตนแล้ว ได้ใช้จ่ายโภคทรัพย์เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงแล้ว ได้ผ่านพ้นภัยที่เกิดขึ้นแล้ว ได้ให้ทักษิณาอันมีผลอันเลิศแล้ว ได้ทำพลีกรรม ๕ ประการแล้ว และได้บำรุงท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน พึงปรารถนาโภคทรัพย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราก็ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องเดือดร้อนแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรมของพระอริยเจ้า”

                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ไว้ เพื่อเป็นหลักในการครองเรือนของฆราวาส ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอนาคามี หากยังจำเป็นต้องอยู่ครองเรือน จะต้องประพฤติตนอย่างไร จึงจะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างถูกต้อง ถูกธรรมเนียมของพระอริยเจ้า 

                  เพราะบางท่านยังไม่สามารถออกบวชเป็นบรรพชิตได้ ยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ เช่น ช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน หรือแต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีพันธนาการของชีวิตที่ทำให้ออกบวชไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีหลักในการใช้ชีวิตทางโลก จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสังคมโลก ซึ่งมีความคิดและการกระทำที่หลากหลาย อีกทั้งธรรมะภายในก็ไม่ทอดทิ้ง ยังหนักแน่นมั่นคง บนเส้นทางพระอริยเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง

                   ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นตัวอย่างหนึ่งของพระอริยสาวก ผู้มีดวงตาเห็นธรรม ท่านเป็นพระโสดาบันที่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างไม่คลอนแคลน ละสังโยชน์ทั้งสามได้แล้ว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่ก็ยังไม่สามารถออกบวชได้ เพราะมีภารกิจทางโลกมากมายที่ต้องทำ จึงตั้งใจทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก อย่างเต็มกำลังของตนจนตลอดชีวิต

                  วันหนึ่ง ท่านเศรษฐีเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ จึงไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อกราบถวายบังคมแล้ว ได้ทูลถามถึงวิธีการที่จะดำรงชีวิตในเพศฆราวาสของอริยสาวกว่า ต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสม และทำตนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จะได้เป็นทิฏฐานุคติของอนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป 

                  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนท่านเศรษฐีว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ต้องขยันทำมาหากินในอาชีพที่สุจริต ไม่เกียจคร้าน เลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่ประกอบอาชีพทุจริต ได้แก่ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาพิษ ค้าของเมา และค้าขายสัตว์ที่นำไปฆ่า

                   เมื่อได้สมบัติมาโดยชอบธรรมแล้ว ให้รู้จักรักษาโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ ไม่ให้โจรขโมยไปได้ ไฟก็ไม่ให้ไหม้หรือน้ำก็พัดพาเอาไปไม่ได้ ไม่นำทรัพย์สมบัติไปใช้ในทางที่จะนำไปสู่ความเสื่อม คือ ติดในอบายมุข เช่น เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน ดื่มสุรา หรือเสพยาเสพติดให้โทษต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นทางนำความวิบัติมาให้ ต้องคบหากัลยาณมิตรผู้มีศีล มีศรัทธา มีจาคะ และมีปัญญา สามารถชี้เส้นทางสวรรค์และนิพพาน แนะนำให้เราดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องได้ ตัวเราจะได้ไม่ไปสู่ความเสื่อม คุณธรรมภายในจะได้เพิ่มพูนมากขึ้น

                   เมื่อหาทรัพย์มาได้ด้วยกำลังสติปัญญาแล้ว ต้องเลี้ยงชีพให้พอเหมาะ ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย แต่ก็ไม่ถึงกับฝืดเคือง มีความมัธยัสถ์แต่ไม่ใช่ตระหนี่ รายได้จะต้องสัมพันธ์กับรายจ่าย ไม่ใช่รายจ่ายมากกว่ารายรับ หากทำได้เช่นนี้ จะทำให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย และต้องรู้จักเลี้ยงดูมารดาบิดา บุตรภรรยา และหมู่ญาติ ให้ได้รับความสุขตามอัตภาพ และต้องรู้จักเผื่อแผ่มิตรสหายพวกพ้องบริวารอีกด้วย

                    ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงสอนอีกว่า อริยสาวกเมื่อขยันทำมาหากิน มีสมบัติมากมายแล้ว ให้หาทางป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ ข้าราชการ โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก อาจจะมาลักขโมย จี้ ปล้นเอาไป ต้องรู้จักทำตนให้ได้รับความปลอดภัยจากภัยเหล่านั้น ด้วยการทำพลีกรรม ๕ อย่าง ซึ่งเป็นการประกันชีวิตอย่างนักปราชญ์บัณฑิตในทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

                   พลีกรรม ๕ ประการ ที่พุทธศาสนิกชนจำเป็นต้องทำ เพื่อประโยชน์สุขของตน ของชาวโลก และของสัตว์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องคำนึงถึง อย่าได้มองข้าม เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ท่านเรียกว่าทำพลีกรรม มีอะไรบ้าง ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่ต้องทำประการแรกได้แก่

๑.ญาติพลี คือ สงเคราะห์ญาติ ใครตกทุกข์ได้ยาก เข้ามาขอความช่วยเหลือก็ไม่ดูดาย รีบหาทางช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป ทำแล้วเป็นที่รักของหมู่ญาติ

๒.อติถิพลี ต้องรู้จักการต้อนรับแขก เป็นมนุษยสัมพันธ์ที่สำคัญ ต้องฝึกตนเองให้เข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม เมื่อแขกมาเยี่ยมต้องทำให้แขกรู้สึกสบายใจอบอุ่นใจเหมือนอยู่ที่บ้าน ยามแขกกลับไปจะได้คิดถึง มิตรภาพอันดีงามก็จะกลายเป็นเกลียวสัมพันธ์ที่กระชับแน่นมั่นคงตลอดไป เราจะเป็นที่รักของเพื่อนมนุษย์ทุกๆ คน ความเคารพในการต้อนรับปฏิสันถารนี้ เป็นหนึ่งในคารวะ ๖ อย่าง ที่พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นเส้นทางสู่ความสุขและความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต

๓.ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศกุศลให้กับผู้วายชนม์ เพราะในสังสารวัฏอันยาวไกลนี้ ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นญาติกันนั้นไม่มี ญาติของเราที่ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าไปเกิดที่ไหนกันบ้าง เมื่อเราพอมีทรัพย์สมบัติ ต้องรู้จักนำออกมาทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้หมู่ญาติเหล่านั้น ตั้งแต่ทำบุญอุทิศให้บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษทั้งหลาย หากญาติเหล่าใดที่ประมาทไม่ได้สั่งสมบุญไว้ ต้องตกไปในอบายภูมิ ถ้าอยู่ในสถานะที่พอจะรับบุญได้ เขาจะได้พ้นจากอัตภาพของความทุกข์ทรมานนั้น หรือที่มีความสุขอยู่แล้วก็จะได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป และถึงแม้ยังตกอยู่ในนรก ไม่สามารถมารับส่วนบุญส่วนกุศลของเราได้ เมื่อพ้นภาวะของสัตว์นรกไปแล้ว ก็สามารถที่จะมารับบุญที่เราทำไว้ให้ได้

๔.ราชพลี คือ การบริจาคทรัพย์ช่วยประเทศชาติ เช่น การเสียภาษีอากร เป็นต้น ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า เมื่ออาศัยร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม ในทำนองเดียวกัน เราอาศัยแผ่นดินใด ต้องรู้จักคุณของแผ่นดินนั้น เมื่อประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานแล้ว ต้องเสียสละช่วยเหลือชาติบ้านเมืองบ้าง

๕.เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้กับทวยเทพทั้งหลาย ที่คอยปกปักรักษาตัวเรา หรืออุทิศให้กับเทวดาประจำเมืองที่คอยดูแลรักษา ไม่ให้ภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้น แล้วผลแห่งทักษิณาทานจะมากได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงสอนว่า ต้องทำบุญกับสมณพราหมณ์ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้เว้นจากความประมาทมัวเมา มุ่งฝึกฝนตนจนสงบระงับดับกิเลสได้ หากทำได้เช่นนี้ แม้ทรัพย์นั้นจะหมดไป แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ ทั้งต่อตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่นนี้ ย่อมได้ชื่อว่า ดำเนินชีวิตตามเส้นทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

                แม้ว่าพวกเรายังไม่ได้บรรลุธรรมถึงขั้นเป็นพระอริยเจ้า แต่เราก็ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่รักในการสั่งสมบุญบารมี เพราะเราเกิดมาก็เพื่อสร้างบารมีเท่านั้น จึงควรนำหลักการอยู่ครองเรือนแบบพระอริยเจ้า ที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ให้เป็นมรดกธรรมอันล้ำค่าไปปฏิบัติกันให้ได้ ให้รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไม่ว่าจะมีน้อยหรือมากก็ตาม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ นำออกทำทานตามหลักพลีกรรม ๕ ประการ จะได้เป็นต้นบุญและต้นแบบของอนุชนรุ่นหลังสืบไป ให้ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ให้สะอาดบริสุทธิ์ ทำกันไปทุกวันอย่าได้ขาด สักวันหนึ่งเราจะสมปรารถนา ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายในกันทุกคน




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๙๒-๒๐๐

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๓๖  หน้า ๙๓


วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563

ศรัทธาพาพ้นทุกข์

ศรัทธาพาพ้นทุกข์

 
     
                                   สรรพสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตาย ความตายนั้นติดตัวเรามาพร้อม ๆ กับการลืมตาขึ้นมาดูโลก  เหมือนดอกเห็ดที่ผุดขึ้นมาพร้อมกับดินฉะนั้น   บัณฑิตนักปราชญ์ผู้มีปัญญา มองเห็นว่า ความตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว  เป็นเพียงการย้ายที่อยู่อาศัย ไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมกับบุญบารมี หรือบาปอกุศลที่ทำไว้เท่านั้น 

                  ผู้มีบุญมากก็ย้ายไปอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ ผู้มีบาปมากก็ต้องไปอยู่ในอบายภูมิ หากเราไม่ประสงค์ความตายหรือกลับมาเกิดอีก ต้องหมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งไม่ถอนถอย จนกระทั่งถึงกายธรรมอรหัต สามารถขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ เมื่อทำได้เช่นนี้ เราย่อมไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

                   มีวาระแห่งภาษิตใน รัฐปาลเถราปทาน ความว่า...

                “บุคคลจะอายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่  จะละความแก่ไปเพราะทรัพย์ก็หาไม่  นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตว่าเป็นของน้อย ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะความเป็นพาล
                   ส่วนนักปราชญ์ถูกผัสสะถูกต้องแล้วย่อมไม่หวั่นไหว ปัญญาจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำความชั่วต่างๆ วนเวียนอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่เพราะความหลง ผู้ใดทำความชั่วเพราะความหลง ผู้นั้นจะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป”

                  ความประมาททำให้มนุษย์ต้องพบกับความทุกข์ระทม ยิ่งพลั้งพลาดไปทำความชั่วเพราะความหลง ไปสร้างกรรมที่เป็นบาปอกุศล ย่อมมีวิบาก คือ ผลของกรรมที่นำไปสู่ในภพภูมิที่รองรับอกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบารมี เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอยู่ ในการทำมาหากิน รวมทั้งอุปสรรคที่แวดล้อมตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ทำให้เราเกิดความโศกเศร้าเสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพันต่างๆ  มีทุกข์โศกโรคภัยมาเบียดเบียน สิ่งเหล่านี้ล้วนเอาชนะได้ด้วยบุญ คือ ต้องสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว

                   ดังนั้น นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลาย จึงมุ่งสร้างบารมี เพื่อเลิกการเวียนว่ายตายเกิดมุ่งไปสู่อายตนนิพพาน แต่การที่จะไปสู่พระนิพพานได้ เบื้องต้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีศรัทธา ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย และในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากศรัทธาข้อแรกมีอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถโยกคลอนความตั้งใจนี้ได้ ทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ย่อมสำเร็จได้อย่างแน่นอน

                  ดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ครั้งที่ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีกุลบุตรคนหนึ่ง เกิดในตระกูลคฤหบดีที่สืบทอดความร่ำรวยมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวด เมื่อเติบโตขึ้นก็มองเห็นความทุกข์ที่เกิดจากการครองเรือน  เกิดความเบื่อหน่าย คิดว่าทรัพย์มรดกที่มีมากมายเช่นนี้ ก่อนจะมาถึงมือเรา บรรพชนของเราไม่มีผู้ใดเลย ที่สามารถนำติดตัวไปยังปรโลกได้ สมควรที่เราจะเปลี่ยนทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นบุญติดตัวเราไปดีกว่า

                 คิดได้เช่นนี้ ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ตั้งใจสร้างมหาทานบารมี แม้ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มีเนื้อนาบุญ ท่านก็ได้บริจาคทานแก่คนกำพร้า และคนเดินทาง  วันหนึ่งท่านได้พบดาบส รูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่ทรงอภิญญา ดาบสได้ชักชวนให้ท่านปรารถนาสมบัติทิพย์ในเทวโลก กุลบุตรนั้นก็ยิ่งสร้างบุญอย่างเต็มที่ และตั้งความปรารถนาทิพยสมบัติ ครั้นละจากโลกนี้ไปก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา เสวย ทิพยสมบัติบนเทวโลกอยู่ยาวนาน จนกระทั่งหมดอายุขัยก็มาจุติในโลกมนุษย์

                 ครั้งนี้ ท่านได้มาเกิดในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมมุตตระ ในตระกูลที่มั่งคั่ง เมื่อเติบโตขึ้นได้มีโอกาสไปวิหารกับพวกอุบาสก เห็นพระบรมศาสดากำลังประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ เพียงได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ท่านเกิดความเลื่อมใสอย่างเต็มเปี่ยม จึงนั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท  สมัยนั้น พระบรมศาสดาได้แต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา ท่านเกิดมหาปีติ ปรารถนาจะได้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินั้นบ้าง

                 วันต่อมา ท่านได้อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสาวกอีก ๑๐๐,๐๐๐ รูป ได้ถวายมหาทานแด่สงฆ์หมู่ใหญ่ ปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะต่อหน้าพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุญที่ข้าพระองค์ตั้งใจบำเพ็ญนี้ มิได้ปรารถนาตำแหน่งพระราชามหากษัตริย์ หรือความเป็นใหญ่ในโลกสามเลย สิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ คือ ตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา ขอความปรารถนานั้น จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

                พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นกุลบุตรนั้น มีความตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ทรงมองไปในอนาคตกาล เห็นความปรารถนานั้นจะสำเร็จแน่นอน จึงทรงพยากรณ์ว่า “ในอนาคตกาล ความปรารถนาของท่านจักสำเร็จ ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม” ท่านได้ฟังคำพยากรณ์นั้น ยิ่งเกิดมหาปีติ มีความศรัทธาเชื่อมั่นยิ่งในพระรัตนตรัย ได้ตั้งใจสร้างบุญอย่างเต็มที่จนตลอดชีวิต ละโลกนี้ก็ได้ไปเสวยสุขอยู่ในเทวโลกนับภพนับชาติไม่ถ้วน ท่องเที่ยวอยู่เพียงสองภูมิ คือ เทวโลกและมนุษยโลกเท่านั้น

                 ครั้นจุติจากเทวโลก ท่านมาเกิดในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ ในสมัยนั้นมีพระราชกุมาร ๓ พระองค์ ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก พากันผลัดเปลี่ยนวาระอุปัฏฐากพระบรมศาสดา กุลบุตรนี้ได้เกิดเป็นสหายของพระกุมารทั้งสาม ทำให้มีโอกาสสร้างมหาทานบารมี ได้สั่งสมบุญในภพนั้นอย่างเต็มที่ เมื่อละจากภพชาตินั้นก็อุบัติในเทวโลก

                  กระทั่งมาถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เทพบุตรนั้นได้จุติมาจากเทวโลก บังเกิดในเรือนของเศรษฐีในแคว้นกุรุรัฐ มีชื่อว่ารัฐบาล รัฐบาลกุมารนี้เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ แต่ในใจลึกๆ อยากจะแสวงหาหนทางที่จะหลุดออกจากเครื่องพันธนาการของชีวิต

                 จนกระทั่งพระบรมศาสดาเสด็จจาริกไปในชนบท ในกุรุรัฐ ถึงหมู่บ้านที่รัฐบาลกุมารอาศัยอยู่ เมื่อรู้ข่าวการเสด็จมาเท่านั้น รัฐบาลกุมารดีใจรีบเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก

                  หลังจากฟังธรรมแล้ว ท่านเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะออกบวช จึงขออนุญาตมารดาบิดา แต่ทั้งสองไม่อนุญาต ท่านจึงอดอาหาร  หากไม่ได้ออกบวชจะขอตายดีกว่า อดอาหารอยู่ถึง ๗ วัน มารดาบิดาเห็นความตั้งใจจริงในศรัทธาที่แรงกล้าของบุตรชาย จึงอนุญาตให้บวชทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจ  หลังจากบวชได้ไม่นาน ท่านทำความเพียรจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ สมความปรารถนาที่ตั้งใจไว้อย่างยาวนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมองเห็นบุพกรรม ที่ท่านตั้งความปรารถนาเอาไว้ในอดีต จึงได้ตั้งพระรัฐบาลเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา

                  จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ความศรัทธา ความเชื่อมั่น มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์ทั้งหลายในโลก เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ ที่สามารถยังบุคคลให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ ไม่ว่าบุคคลใดจะทำสิ่งใดก็ตาม หากใจเปี่ยมด้วยศรัทธาแล้ว สิ่งที่ยากก็จะง่าย สิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ย่อมเป็นไปได้ และสำเร็จได้อย่างเป็นอัศจรรย์ ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางพลังแห่งความศรัทธาได้  ดังนั้น พวกเราต้องประคับประคองศรัทธาของเราให้ดี ให้มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยตลอดเวลา หากทำได้เช่นนี้ ศรัทธาของเราก็จะเป็นศรัทธาที่พาให้พ้นทุกข์ได้อย่างแน่นอน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๘๔-๑๙๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๗๑   หน้า ๔๓


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...