วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562

พุทธพยากรณ์ ๑

พุทธพยากรณ์ ๑

 

                ทางลัดที่สุดที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ คือ การฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งควบคู่ไปกับการสั่งสมบุญบารมีในทุกรูปแบบ ถ้ามีความบริสุทธิ์มากบุญกุศลย่อมเกิดขึ้นมาก ถ้ามีความบริสุทธิ์น้อยบุญกุศลก็ลดหย่อนลงไป ความบริสุทธิ์เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม ความสุขและความบริสุทธิ์นี้สั่งสมได้ด้วยการหมั่นเจริญภาวนาทุกๆ วัน พระบรมศาสดาของเราทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีให้ชาวโลกได้ดำเนินตาม  ดังนั้นเราจึงควรหมั่นเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้ชีวิตของเราเข้าถึงความสุขและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง

มีสุภาษิตที่สุเมธดาบสโพธิสัตว์ ได้กล่าวชื่นชมพระพุทธเจ้าไว้ว่า...
“อเทฺวชฺฌวจนา พุทฺธา    อโมฆวจนา ชินา
        
วิตถํ นตฺถิ พุทฺธานํ        ธุวํ พุทฺโธ ภวามิหํ
        
ยถา ขิตฺตํ นเภ เลณฺฑํ    ธุวํ ปตติ ภูมิยํ

พระพุทธชินเจ้ามีพระวาจาไม่เป็นสอง มีพระวาจาไม่เปล่าประโยชน์ พระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำไม่จริง เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เปรียบเหมือนก้อนดินที่โยนขึ้นไปบนอากาศ ย่อมตกลงมาสู่พื้นดินอย่างแน่นอน”

การทำนายของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียกว่า พุทธพยากรณ์ เป็นการทำนายที่เกิดจากการรู้แจ้งเห็นจริง เป็นการเห็นด้วยญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ของธรรมกาย ไม่ใช่เกิดจากการนึกคิด ด้นเดา หรือเลียบเคียงจากตำราที่หมอดูทั่วไปทำนายกัน ซึ่งอาจทายถูกบ้างผิดบ้าง โดยอาศัยสถิติหรือเหตุการณ์ใกล้เคียงที่สอดคล้องกันเข้ามาวิเคราะห์วิจารณ์ แล้วทำนายในลักษณะของความน่าจะเป็นตามตรรกวิทยา

ส่วนพุทธทำนายนั้น เป็นความจริงแท้ที่พระพุทธองค์ทรงเห็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ว่าประกอบเหตุเช่นนี้ ในอนาคตผลจะเป็นอย่างไร ทรงรู้แจ้งหมดทั้งโลก ตลอดนิพพาน ภพสาม โลกันต์ ไม่มีสิ่งใดปิดบังญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ได้ และหากทรงพยากรณ์เรื่องใด เรื่องนั้นจะเป็นจริงตามที่พยากรณ์ทุกประการ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ ในส่วนหยาบๆ พระพุทธองค์ทรงมีสัจจะ มีวาจาสัตย์ ตรัสอย่างไรเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นไม่ว่าจะทรงทำนายเรื่องใดจึงไม่มีผิดพลาดแน่นอน

ดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล      คืนหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเห็นพระสุบินนิมิตซึ่งไม่เคยพบมาก่อน ทรงตกพระทัยตื่นบรรทม ครั้นรุ่งเช้าพระองค์ตรัสเล่าความฝันให้พราหมณ์ปุโรหิตฟัง พวกพราหมณ์พากันจับยามดู แม้อาศัยหลักโหราศาสตร์ก็วิเคราะห์ไม่ได้ ครั้นจะทูลว่าไม่รู้ก็กลัวจะเสียภูมิโหราจารย์ จึงกราบทูลแบบเดาสุ่มไปว่า

"ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระสุบินนี้ร้ายกาจนัก อันตรายจะบังเกิดขึ้นแก่ราชสมบัติ แต่พวกข้าพระองค์จักพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อแก้ไขอันตรายในครั้งนี้ โดยจะต้องบูชายัญด้วยสัตว์แต่ละประเภทอย่างละ ๔ ตัว"  พระราชาทรงกลัวมรณภัยมาก จึงรับสั่งให้จัดพิธีบูชายัญทันที พวกพราหมณ์ออกคำสั่งให้ทำหลุมบูชายัญที่นอกเมือง และให้จับฝูงสัตว์ทั้ง ๒ เท้า ๔ เท้า อีกทั้งสัตว์ปีกมามัดไว้ที่หลักบูชายัญ

เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีเห็นการบูชายัญใหญ่โตเช่นนั้น ได้รีบเข้าไปทูลถามเรื่องราวทั้งหมดกับพระราชา เนื่องจากพระนางเป็นคนฉลาดมีปฏิภาณดี จึงทูลแนะนำพระราชาว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ชื่อว่าเป็นสัพพัญญูผู้รู้แจ้งโลก เป็นยอดของพราหมณ์ทั้งหลายในโลก ขอเชิญพระองค์เสด็จไปทูลถามพระพุทธองค์เถิด”

จากนั้นพระนางทูลขอให้หยุดการทำบูชายัญไว้ก่อน แล้วพาพระราชาเสด็จไปถวายบังคมพระบรมศาสดา พระราชากราบทูลเรื่องพระสุบิน และการทำนายของพวกพราหมณ์แด่พระพุทธองค์ แล้วทูลขอให้พระพุทธเจ้าทำนายมหาสุบินข้อที่ ๑ ว่า “โค ๔ ตัวแสดงอาการจะชนกัน วิ่งมาจากทิศทั้งสี่สู่ท้องพระลานหลวง มหาชนเห็นเช่นนั้นพากันมาดูโคชนกัน โคบันลือเสียงคำรามลั่น แต่ไม่ชนกัน ต่างถอยออกไป นี้เป็นมหาสุบินเรื่องแรก ความฝันนี้หมายความว่าอย่างไร พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาทรงทำนายว่า “ผลของสุบินข้อนี้ จักไม่มีในปัจจุบัน แต่ในอนาคตเมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้กำพร้า ผู้มิได้ครองราชย์โดยธรรม และในสมัยของมนุษย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม กุศลธรรมลดน้อยถอยลง อกุศลธรรมหนาแน่นขึ้น ฝนจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักบังเกิดขึ้น มหาเมฆตั้งขึ้นจากทิศทั้งสี่ ฝ่ายหญิงรีบเก็บข้าวเปลือกที่นำออกผึ่งแดดเข้าที่ร่ม ฝ่ายชายถือจอบถือตะกร้าพากันออกไปเพื่อก่อคันกั้นน้ำ ฝนก็ตั้งเค้าจะตก ดังกระหึ่ม ฟ้าแลบ แต่ไม่ตก เมฆลอยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกันแล้วไม่ชนกัน นี่เป็นผลของมหาสุบินที่จะเกิดในอนาคต”

พระราชาทูลเล่ามหาสุบินข้อที่ ๒ ว่า “ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่แทรกแผ่นดินเพียงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง ต่างผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน”   พระบรมศาสดาทรงทำนายว่า “มหาบพิตร มหาสุบินข้อนี้ จักมีในกาลที่โลกเสื่อม สมัยที่มนุษย์มีอายุน้อยกัปไขลง สัตว์ทั้งหลายในอนาคตจักมีราคะกล้า กุมารีมีวัยยังไม่สมบูรณ์ จักสมสู่กับบุรุษ พากันจำเริญด้วยบุตรและธิดา  เสมือนต้นไม้เล็กๆ มีดอก ฉันใด กุมารีเหล่านั้นเจริญด้วยบุตร และธิดา เหมือนต้นไม้เล็กๆ มีผล ฉันนั้น”

พระราชาทูลถามมหาสุบินข้อที่  ๓ ต่อไปว่า “หม่อมฉันได้เห็นแม่โคใหญ่ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิดในวันนั้น อะไรเป็นผลแห่งสุบินนั้น พระเจ้าข้า”  ...  “มหาบพิตร แม้ผลของสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคตเช่นกัน คือ จะมีผลในเวลาที่พวกมนุษย์พากันละทิ้งเชษฐาปจายิกกรรม คือ ความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เพราะในอนาคตฝูงสัตว์จักไม่เคารพยำเกรงในพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ คนแก่ๆ จะพากันหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนก็ไม่ได้ ต้องง้อพวกเด็กๆ เลี้ยงชีพ เป็นเหมือนแม่โคใหญ่ พากันดื่มนมลูกโคที่เกิดในวันนั้น”

พระราชาทูลถามมหาสุบินข้อที่ ๔  ต่อไปอีกว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นข้าวสุกที่คนหุงในหม้อใบเดียวกันแท้ๆ แต่ไม่สุกทั่วกันทั้งหม้อ พ่อครัวจึงแยกเป็น ๓ ส่วน คือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า”  พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า “มหาบพิตร ผลของสุบินข้อนี้ จักมีในอนาคตเช่นกัน ด้วยในกาลภายหน้า ผู้นำแผ่นดินจักไม่ดำรงอยู่ในธรรม ข้าราชการพราหมณ์และคฤหบดี รวมไปถึงชาวเมืองทั้งหมด นับแต่สมณะและพราหมณ์ จักพากันไม่ตั้งอยู่ในธรรม เหมือนฝูงโคที่ข้ามน้ำไปไม่ถึงฝั่งเพราะได้จ่าฝูงไม่ดี

แม้เทวดาที่เคยดูแลรักษามนุษย์ก็จักไม่ทรงธรรม ไม่ลงรักษาอีกต่อไป ลมจักพัดไม่สม่ำเสมอ พัดแรงเกินไป ทำให้วิมานในอากาศของเทวดาสั่นสะเทือน วิมานของรุกขเทวาก็หักโค่นลง เมื่อวิมานถูกลมพัด หมู่เทวดาต่างพากันโกรธ แล้วจักไม่ให้ฝนตก ถึงแม้จะตกก็ตกไม่ทั่วฟ้า บางปีไม่ตกเลยทำให้เกิดความแห้งแล้ง อดอยากยากแค้น ตรงไหนมีฝนดี ข้าวกล้าก็อุดมสมบูรณ์ ในบางพื้นที่ตกหนักเกินไป ข้าวกล้าก็เสียหาย ภัยชนิดนี้จะยังไม่มีแก่มหาบพิตร แต่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต”

นี่เป็นพุทธทำนายที่พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ถึงอนาคตไว้ โดยปรารภเหตุมหาสุบินของพระราชาผู้ทรงธรรมในสมัยก่อน ซึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านมาถึง ๒,๕๐๐ กว่าปี พุทธพยากรณ์นั้นก็ปรากฏเป็นความจริง เช่นที่เราได้เห็นภัยอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากสภาวะโลกปัจจุบันเริ่มเสื่อมถอย ธรรมะเริ่มถูกเบียดบัง คนประพฤติอธรรมพากันทำความเสื่อมให้เกิดขึ้นเสมอ

เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันนำศีลธรรมกลับคืนมาให้ได้ ก่อนที่ภัยพิบัติใหญ่จะบังเกิดขึ้น ให้รีบสั่งสมบุญกันให้เต็มที่ อย่าประมาทในชีวิต ให้ชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันเป็นไปเพื่อการประพฤติธรรม สั่งสมบุญบารมี ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนากันให้เต็มที่ทุกๆ คน  ส่วนพุทธทำนายข้อต่อไปจะเป็นอย่างไร มีใกล้เคียงหรือตรงกับเหตุการณ์ในโลกยุคปัจจุบันอย่างไรบ้าง ไว้ติดตามกันครั้งต่อไป




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๒๙๓-๓๐๑

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๖    หน้า ๒๑๖

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562

มหาสุบินของพระพุทธเจ้า

มหาสุบินของพระพุทธเจ้า

 

                     การฝึกฝนอบรมใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง หมั่นน้อมนำใจเข้าไปหยุดอยู่ที่ต้นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนกระทั่งพบพระธรรมกายภายใน กาย วาจา ใจของเราจะถูกกลั่นให้บริสุทธิ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของรอบตัวเรา จะพลอยได้รับพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์จากตัวเรา เหมือนกลิ่นหอมของบุปผาที่ฟุ้งขจรขจายไปในบรรยากาศ ย่อมเป็นที่ปรารถนา ที่ชื่นใจของคนทั้งมวล ผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์จะเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวาทั้งหลาย  ดังนั้นธรรมะจึงเป็นอาภรณ์ประดับกาย วาจา ใจที่อมตะมั่นคงที่สุด ที่จะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ให้หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมกัน เราจะได้เป็นผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ สมบัติอันล้ำค่านี้กันทุกคน

พระบรมศาสดาได้ตรัสอานิสงส์ของการนอนหลับอย่างมีสติ ไว้ในพระวินัยปิฎกว่า...

 “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่นอนหลับ มีสติตั้งมั่น รู้สึกตัวอยู่ ย่อมหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย หรือหากฝันก็ฝันแต่เรื่องที่เป็นสิริมงคล เทวดาจะลงปกปักรักษา”

การนอนหลับในทางการแพทย์ ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด ที่จะทำให้สุขภาพร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อวัยวะทุกส่วนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตั้งแต่สมองเรื่อยไปถึงประสาททั้งห้าจะหยุดทำงานชั่วคราว เหมือนรถยนต์หรือเครื่องจักรที่ใช้งานไปได้ระดับหนึ่งก็ต้องพักเครื่อง เพื่อฟื้นคืนสภาพหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ จะได้ยืดเวลาการใช้งานออกไปได้นานๆ

ร่างกายจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนเช่นเดียวกัน เพราะถ้าไม่ได้หยุดพัก ไม่ช้าระบบต่างๆ ภายในร่างกายจะรวน ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อไปได้   เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องรู้จักรักษาสุขภาพ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ได้มากที่สุด นั่นคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พักผ่อนประสาทตา ประสาทหู พักระบบกล้ามเนื้อ หยุดการเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ กระทั่งหยุดความคิด คำพูด และการกระทำทุกอย่าง

สำหรับผู้ที่นอนแล้วฝันเป็นประจำนั้น ตามปกติมักมีสาเหตุหลักๆ ๔ ประการ คือ เพราะธาตุกำเริบ เช่นรับประทานอาหารมากเกินไป หรืออวัยวะภายในปั่นป่วน เมื่อธาตุกำเริบ จึงทำให้ฝันไปในทำนองที่ว่า ตกจากต้นไม้บ้าง ถูกสัตว์ร้ายไล่ตามบ้าง หรือฝันเห็นภูตผีปีศาจบ้าง พอตื่นขึ้นมาจะรู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อย เพราะธาตุในร่างกายไม่ปกติ และนอนไม่อิ่มเพราะฝันร้าย  บางครั้งจดจำอะไรไม่ได้เลยก็มี แต่รู้สึกว่าเหนื่อยและเพลีย

ความฝันเพราะจิตอาวรณ์ คือ มีความกังวลในธุรกิจการงาน และผู้คนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อนอนหลับจึงฝันถึงเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร ถ้าหากก่อนนอน นั่งสมาธิและแผ่เมตตาเป็นประจำ ทำใจให้สงบ เป็นผู้มีอารมณ์ดี อารมณ์สบาย เมื่อนอน เราก็จะหลับอย่างมีความสุข ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ได้เก็บเรื่องราวที่คับใจไปกังวลต่อในเวลาหลับ 

สำหรับผู้ฝันเพราะเทพดลใจ ทวยเทพมักจะมาบันดาล บอกเหตุต่างๆ หรือประสงค์ร้ายก็มี ทำให้เราฝันเห็นภาพที่เทวดาเขาปรารถนาอยากให้เราเห็น สำหรับความฝันประการสุดท้าย คือ ฝันเพราะเป็นบุพนิมิต ซึ่งบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะประสบสิ่งที่เป็นสิริมงคล เพราะได้ทำบุญกุศลเอาไว้ในชาติปางก่อนมามาก บุญบันดาลให้เห็นภาพในอนาคตว่าจะมีความสำเร็จต่างๆ เกิดขึ้น

ในเรื่องของความฝันที่เป็นบุพนิมิตนี้ มีตัวอย่างของพระชนนีของพระบรมโพธิสัตว์ มาเล่าให้ทุกท่านได้รับฟังกัน เรื่องมีอยู่ว่า

พระนางสิริมหามายาได้อธิษฐานองค์อุโบสถแล้วเสด็จเข้าห้องอันมีสิริ บรรทมบนเตียง เมื่อหลับทรงพระสุบินว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔  ทรงยกพระองค์พร้อมทั้งที่บรรทมนำไปยังสระอโนดาต เพื่อสรงสนานชำระล้างมลทินของสรีระ แล้วให้นุ่งห่มผ้าทิพย์ รักษาศีลอยู่ในวิมานทอง มีช้างเผือกเชือกหนึ่งได้เที่ยวไปบนภูเขาทองลูกหนึ่ง พอลงจากภูเขาทองก็ขึ้นสู่ภูเขาเงิน มาจากทิศอุดรแล้วเยื้องกรายเข้าไปที่วิมานทองกระทำประทักษิณพระมารดาแล้วก็เข้าไปสู่พระครรภ์

เมื่อพระนางตื่นจากบรรทมแล้ว ได้ทูลพระสุบินแด่พระราชา พราหมณ์ปุโรหิตของพระราชาได้กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย พระเทวีของพระองค์ทรงตั้งพระครรภ์ จะได้พระโอรสผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ  ถ้าพระโอรสจักอยู่ครองเรือน ก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  ถ้าออกบวชจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ"  ซึ่งพราหมณ์เหล่านั้นทำนายได้ถูกต้องทีเดียว เพราะตรงเวลากับที่พระโพธิสัตว์ผู้มีสติและสัมปชัญญะ จุติจากชั้นดุสิตเข้าสู่ครรภ์ของพระมารดา

นอกจากนี้ยังมีมหาสุบิน ๕ ประการ ซึ่งเกิดกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรม พระพุทธองค์ทรงเก็บมหาสุบินนั้นเอาไว้ มิได้ทรงให้ใครทำนาย เมื่อตรัสรู้แล้วจึงทรงพยากรณ์ทำนายมหาสุบินของพระพุทธองค์เองให้เหล่าพระสาวกฟังว่า....

มหาสุบินประการที่ ๑ ทรงพระสุบินว่า แผ่นดินใหญ่นี้เป็นที่นอนใหญ่ ภูเขาหิมพานต์เป็นหมอน มือซ้ายหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศบูรพา มือขวาหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศประจิม เท้าทั้งสองหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศทักษิณ

มหาสุบินประการที่ ๒ ทรงพระสุบินว่า หญ้าคาได้ขึ้นจากพระนาภีของพระพุทธองค์ สูงขึ้นไปจรดท้องฟ้า 

มหาสุบินประการที่ ๓ ทรงพระสุบินว่า มีหมู่หนอนมีสีขาวศีรษะดำไต่ขึ้นมาจากเท้าของพระพุทธองค์ แผ่ปกคลุมปกปิดตลอดถึงรอบๆ เข่า  

มหาสุบินประการที่ ๔ ทรงพระสุบินว่า นก ๔ เหล่า มีสีต่างๆ กันบินมาจากทิศทั้งสี่ ตกลงแทบเท้าของพระพุทธองค์ แล้วกลับกลายเป็นสีขาวทุกตัว

มหาสุบินประการที่ ๕ ทรงพระสุบินว่า พระพุทธองค์เสด็จดำเนินขึ้นไปบนภูเขาคูถลูกใหญ่ แต่ไม่ได้แปดเปื้อนคูถเหล่านั้นเลย

พระพุทธองค์ทรงเก็บมหาสุบิน คือ ความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นไว้ พอถึงเวลา ทรงนำมาเปิดเผยให้พวกเราได้รับทราบกันว่า พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์มหาสุบินว่าอย่างไรบ้าง

มหาสุบินข้อแรกที่ตรัสว่า มหาปฐพีกลายเป็นที่นอนขนาดใหญ่ ขุนเขาหิมพานต์เป็นหมอน มือซ้ายหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศบูรพา มือขวาหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศประจิม เท้าทั้งสองหย่อนลงในมหาสมุทรด้านทิศทักษิณ นี้เป็นนิมิตให้ทราบว่า พระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และจะได้เป็นใหญ่ในโลกที่ไม่มีใครยิ่งกว่า

การที่หญ้าคาได้ขึ้นจากพระนาภีสูงขึ้นไปจรดท้องฟ้าตั้งอยู่ เป็นนิมิตให้ทราบว่า พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วทรงประกาศให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง

ข้อที่หมู่หนอนมีสีขาวศีรษะดำ ได้ไต่ขึ้นจากเท้าของพระพุทธองค์ ปกปิดตลอดถึงชานุมณฑล หมายถึงว่า คฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวจำนวนมาก ได้ถึงพระตถาคตเป็นสรณะตลอดชีวิต

 การที่นก ๔ เหล่ามีสีต่างๆ กัน บินมาจากทิศทั้งสี่ ตกลงมาแทบเท้าแล้วกลับกลายเป็นสีขาวทุกตัวนั้น เป็นนิมิตให้ทราบว่า วรรณะทั้ง ๔ เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติอันยอดเยี่ยมเสมอเหมือนกันหมด

และข้อที่พระพุทธองค์ทรงเดินไปมาบนภูเขาคูถลูกใหญ่ แต่ไม่แปดเปื้อนคูถ แสดงว่า พระตถาคตเจ้าได้ลาภสักการะเป็นอันมาก แต่ไม่ลุ่มหลงไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ คือ ไม่ยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้นเลย

นี่ก็เป็นมหาสุบินหรือความฝันอันยิ่งใหญ่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ความฝันใดเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ความฝันนั้นเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ ฝันอยากให้ตนเองและสรรพสัตว์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เป็นฝันที่ทำให้เป็นจริงได้

หลวงพ่อเองก็เป็นผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ คือ ฝันอยากให้ชาวโลกเข้าถึงธรรมกาย ฝันอยากหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ หลุดพ้นจากพญามาร และนำพาสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ ไปสู่ฝั่งนิพพานกันให้หมด 

            จึงอยากให้ทุกท่านใฝ่ฝันกันอย่างนี้บ้าง อย่างนี้เรียกว่าฝันดี แล้วอย่าลืม ก่อนนอนให้นั่งธรรมะ และแผ่เมตตาให้เป็นประจำ เพราะใจที่สงบนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จะหลับอย่างเป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข นอนหลับฝันดี เมื่อตื่นขึ้นมาก็มีความสดชื่น มีกำลังกายที่พร้อม มีสมองที่ปลอดโปร่ง พร้อมจะใช้สังขารนี้เป็นอุปกรณ์ในการสร้างบารมีต่อไป




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๒๘๔-๒๙๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๒๓   หน้า ๕๔ และ  เล่ม ๓๖ หน้า ๔๓๑

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สามัคคีธรรม

สามัคคีธรรม

                 สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข มนุษยชาติต่างปรารถนาอยากให้โลกมีสันติสุข มีการเรียกร้องหาสันติภาพกันทั่วโลก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า สันติภาพภายนอกต้องเริ่มมาจากสันติสุขภายใน และสันติสุขภายในต้องเริ่มจากการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง เว้นจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีวิธีอื่นใด ที่จะทำให้เราได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง

หากทุกๆ คนในโลกตั้งใจปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน เมื่อนั้นจะซาบซึ้งว่า พระธรรมกายเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขที่แท้จริง แล้วคนทั้งโลกจะหันมาแสวงหาสันติภาพอย่างถูกวิธี ด้วยการฝึกใจให้หยุดนิ่งพร้อมๆ กัน เมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่เป็นความปรารถนาร่วมกัน คือ สันติภาพโลก จะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน วินัยปิฎกจุลลวรรค ความว่า....
         “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี   สมคฺคานญฺจนุคฺคโห
                สมคฺครโต ธมฺมฏฺโฐ     โยคกฺเขมา น ธํสติ
                สงฺฆํ สมคฺคํ กตฺวาน     กปฺปํ สคฺคมฺหิ โมทติ

ความพร้อมเพรียงของหมู่ ให้เกิดสุข การสนับสนุนผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นเหตุแห่งความสุข บุคคลผู้ยินดีในความพร้อมเพรียง ตั้งมั่นอยู่ในธรรม ย่อมไม่เสื่อมจากธรรมอันเกษมจากโยคะ นรชนผู้สมานหมู่คณะ ให้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมบันเทิงในสุคติสวรรค์ตลอดกัป”

 ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นคุณธรรมที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะใหญ่อย่างมีความสุข เป็นปราการด่านสำคัญที่สุด ในการที่จะทำให้สังคมประเทศชาติ มีความมั่นคงและปลอดภัย ไม่ถูกข้าศึกรุกราน หรือถูกแทรกแซงให้บ้านเมืองระสํ่าระสาย ความสามัคคีเป็นยิ่งกว่าป้อมปราการของบ้านเมือง ที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า เพราะเป็นประดุจป้อมปราการ หรือกำแพงเมืองที่มีชีวิตจิตใจ ที่ทุกคนต่างมีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเสียสละรักษาประเทศชาติ

แม้ข้าศึกจะมีพลังอำนาจ มีความสามารถมากมายเพียงไร แต่ก็ไม่สามารถทลายกำแพงแห่งความสามัคคีของหมู่คณะไปได้ ความสามัคคีของหมู่คณะจึงนำสุขมาให้ นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลาย จึงยินดีในสามัคคีธรรม และสนับสนุนให้หมู่คณะรู้รักสมัครสมาน หากขาดความสามัคคี นั่นเปรียบเสมือนลางร้ายว่า ความเสื่อมสลายกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ดังเช่นในสมัยพุทธกาล มีแคว้นหนึ่งชื่อแคว้นวัชชี เป็นประเทศเล็กๆ ที่ปกครองตนเอง ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของใคร ประชาชนชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข แม้แคว้นวัชชีเป็นแคว้นเล็กๆ แต่ว่าแข็งแกร่งมาก เหมือนกลุ่มต้นไม้กลุ่มเดียวกลางท้องนาที่ไม่กลัวต่อพายุฝน แว่นแคว้นหรือเมืองใหญ่ๆ เห็นความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นวัชชี ต่างอยากมายึดเป็นเมืองขึ้น แต่ก็โดนตีพ่ายย่อยยับกลับไปทุกครั้ง

   ครั้งนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูราชาแห่งแคว้นมคธ มีพระประสงค์จะยกทัพไปตีเมืองวัชชี แต่ได้ยินกิตติศัพท์ว่า ไม่ใช่เมืองที่ใครๆ จะสามารถยึดเป็นเมืองขึ้นได้ง่ายๆ การทำสงครามต้องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งจึงจะชนะร้อยครั้ง พระราชาจึงมีรับสั่งให้วัสสการพราหมณ์ ในฐานะที่เป็นอำมาตย์ที่ปรึกษา ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลบอกถึงความประสงค์ที่จะยกทัพไปยึดแคว้นวัชชีว่า จะยึดเมืองนี้ได้อย่างไร

วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์รับคำสั่งแล้ว รีบไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ธรรมดาวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่ตรัสถ้อยคำที่นำมาซึ่งความแตกร้าว แต่ครั้นจะไม่ตรัสสิ่งใดก็ไม่สมควร จึงรับสั่งถามพระอานนท์ ซึ่งยืนถวายงานพัดอยู่ใกล้ๆ ว่า “อานนท์ เธอได้ยินบ้างไหมว่า ชาววัชชีนั้นหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์” เมื่อพระอานนท์กราบทูลยืนยันพระดำรัสนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “เมื่อใดที่ชาววัชชีหมั่นประชุมกัน เมื่อนั้นพึงหวังความเจริญได้อย่างแน่นอน”

  พระพุทธองค์ทรงรับสั่งถามพระอานนท์ต่อว่า “อานนท์ เธอได้ยินข่าวหรือไม่ว่า เมื่อชาววัชชีจะประชุมกันก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก และสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกันทำกิจที่ควรทำ” พระอานนท์ทูลว่า “เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า” “อานนท์เอ๋ย เมื่อชาววัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่ควรทำ พึงหวังความเจริญได้ ไม่มีความเสื่อมแน่นอน”

    พระพุทธองค์ทรงรับสั่งต่อไปว่า “ชาววัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี ที่ได้ประพฤติปฏิบัติกันมาเป็นเวลายาวนาน เมื่อนั้น ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้อย่างแน่นอน และตราบใดชาววัชชียังสักการะ เคารพนับถือบูชาผู้ใหญ่ซึ่งมีคุณธรรม และให้ความสำคัญกับถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่า เป็นคำที่ควรเชื่อฟัง ควรปฏิบัติตามด้วยความเคารพ เมื่อนั้นชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเลย

   ดูก่อนอานนท์ ถ้าชาววัชชีไม่ข่มเหงรังแกหญิงในตระกูล ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่มีความเสื่อมเลย” นี่เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นการให้เกียรติสตรี ไม่ไปล่วงเกินสิทธิส่วนบุคคลของใคร พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า “อานนท์ ตราบใดที่ชาววัชชียังสักการะ เคารพนับถือบูชาเจดียสถานทั้งภายในและภายนอก ไม่ลบล้างประเพณีที่ดีงาม ซึ่งเคยปฏิบัติต่อเจดียสถานเหล่านั้น ตราบนั้นชาววัชชีก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง”

   นี่เห็นไหมว่า ชาววัชชีมีความเคารพต่อสิ่งที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ไม่ดูถูกดูหมิ่นประเพณีที่ดีงาม ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมา และข้อสุดท้ายเป็นสิ่งที่สำคัญคือ "ตราบใดที่ชาววัชชียังถวายการอารักขา คุ้มครองป้องกันพระอรหันต์ และพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า พระอรหันต์และผู้ทรงศีลเหล่านั้น ที่ยังไม่มาสู่แว่นแคว้นก็ขอให้มา ที่มาแล้วก็ขอให้อยู่เป็นสุข ถ้าชาววัชชียังทำเช่นนี้อยู่ พึงหวังความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย"

   การดูแลคุ้มครองผู้ทรงศีล เป็นการคุ้มครองเนื้อนาบุญ ให้ผู้มีบุญได้มีโอกาสทำบุญ ถือเป็นบุญลาภใหญ่หลวงของชาวเมืองที่จะได้บุญใหญ่ อานิสงส์ของบุญนี้จะช่วยคุ้มครองถึงประเทศชาติ แต่ถ้าทำตรงกันข้าม ย่อมเกิดผลตรงกันข้ามเช่นกัน บ้านเมืองจะวุ่นวาย ให้จดจำกันให้ดี

    หลังจากนั้น พระพุทธองค์ทรงสรุปอปริหานิยธรรมทั้ง  ๗ประการว่า ถ้าชาววัชชีหรือใครก็ตามปฏิบัติตนตามหลักธรรมนี้ จะไม่มีความเสื่อมแน่นอน วัสสการพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลเสริมว่า “อย่าว่าแต่ทำทั้ง ๗ ข้อเลย เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็ทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขเเล้ว พระเจ้าข้า”
    

  ขณะเดียวกันนั้นเอง วัสสการพราหมณ์ฉุกคิดวิธีที่จะเอาชนะชาววัชชีได้ คือจะต้องให้ชาววัชชีแตกความสามัคคีกันให้ได้ จึงไปทูลปรึกษางานกับพระเจ้าอชาตศัตรู และเริ่มดำเนินตามแผนทันที พระเจ้าอชาตศัตรูทรงรับสั่งให้โบยตีวัสสการพราหมณ์ แล้วเนรเทศออกจากแคว้นมคธ พราหมณ์จึงทำทีเดินทางระหกระเหินไปขอพึ่งเจ้าวัชชี และเนื่องจากพราหมณ์เป็นผู้มีปัญญามาก ทำให้เจ้าวัชชีรับไว้ใช้งาน

      ในช่วงแรกๆ ท่านตั้งใจสนองงานอย่างดี จนเป็นที่ไว้วางใจของเจ้าวัชชี เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว จึงเริ่มแผนยุแหย่เจ้าวัชชี สร้างความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน จากที่เคยปฏิบัติหัวข้อธรรมทั้งเจ็ดประการ ก็ย่อหย่อนลงทุกวันๆ จากชาววัชชีที่สามัคคีกัน ก็ทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ ที่เคยเข้มแข็งก็อ่อนแอลง เมื่อภายในแตกร้าว ภายนอกก็เปราะบาง พราหมณ์จึงส่งข่าวไปถึงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ยกทัพมาได้แล้ว กองทัพของแคว้นมคธจึงยกทัพมาตีแคว้นวัชชี และสามารถยึดครองเมืองวัชชีได้อย่างง่ายดาย
     เพราะฉะนั้น การแตกความสามัคคี จึงเป็นสัญญาณของความหายนะ  การทะเลาะวิวาทกัน เป็นปากทางแห่งความเสื่อม บัณฑิตจึงสนับสนุนความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ ความสามัคคีค้ำจุนประเทศชาติและโลกนี้ทีเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าประเทศใดไม่เห็นความสำคัญของอปริหานิยธรรม ดังที่กล่าวมาแล้ว ความวัฒนาถาวรของประเทศชาติก็อยู่ได้ไม่นาน 

   ดังนั้น ถ้าเราปรารถนาความเจริญในชีวิต ขอให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม ถ้าทุกๆ คนในโลก เริ่มหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยน้ำใสใจจริง มีสามัญสำนึกของความเป็นเจ้าของโลกใบนี้ แล้วแสวงจุดร่วมสมานจุดต่าง มีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน มีสามัคคีธรรม เมื่อนั้น ความใฝ่ฝันร่วมกันของทุกคน ที่จะเห็นโลกมีสันติสุขอย่างแท้จริง จะสำเร็จสมปรารถนาอย่างง่ายดาย เป็นความเจริญถ้วนหน้าทั้งทางวัตถุ และจิตใจที่ไปพร้อมๆ กัน ไม่ขัดแย้งกัน ให้ทุกๆ ท่านสามัคคีปรองดองประสานใจกันให้เป็นหนึ่ง ปฏิบัติธรรมกันให้ได้ทุกๆ วัน จะได้ช่วยกันทำโลกนี้ให้เป็นโลกแก้ว โลกในอุดมคติของมวลมนุษยชาติ ที่ทุกคนมีธรรมะเป็นอาภรณ์กันทุกคน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๑๐๑-๑๐๙


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๑๓   หน้า ๒๓๓


วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สังเกตคนดีที่ความประพฤติ

สังเกตคนดีที่ความประพฤติ
 

                    ในสังสารวัฏอันหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายไม่ได้นี้ สรรพสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตาย แต่มวลมนุษยชาติทั้งหลายต่างยังตกอยู่ในความประมาท มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นบ่วงที่ร้อยรัดสรรพสัตว์ทั้งหลายเอาไว้   ทำให้ลืมเลือนเป้าหมายดั้งเดิมที่เกิดมาเพื่อแสวงหาหนทางของพระนิพพาน  

เมื่อถูกความไม่รู้ คือ อวิชชาเข้าครอบงำจิตใจ จึงไม่ได้คิดถึงความเป็นจริงของชีวิตว่า... เราทุกๆ คนเกิดมาแล้วต้องแก่   ต้องเจ็บ   ต้องตายทั้งนั้น สังขารร่างกายนี้เป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วคราว เอาไว้สำหรับใช้สร้างบารมี เมื่อเวลาในมนุษยโลกหมดลง ก็ต้องย้ายภพภูมิไปเกิดที่ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่ยังไม่หมดอาสวกิเลส ก็ยังต้องเกิดกันร่ำไป  

หากผู้ใดตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม โดยหมั่นตรึกระลึกนึกถึงศูนย์กลางกายอยู่ตลอดเวลา ใจจะถูกกลั่นให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ชีวิตจะมุ่งเข้าสู่หนทางแห่งความบริสุทธิ์ภายใน ซึ่งเป็นเส้นทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เสด็จไปสู่อายตนนิพพาน ชีวิตของผู้นั้นย่อมเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและน่าสรรเสริญที่สุด

มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสใน
เตลปัตตชาดก ว่า...
"สมติตฺติกํ อนวเสสกํ เตลปตฺตํ ยถา ปริหเรยฺย
เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข  ปตฺถยาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ

บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป (คือ อายตนนิพพาน) ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอขอบปากที่ไม่พร่องไว้ฉะนั้น"

โลกนี้มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อยู่อีกมากมาย ที่ไม่รู้ก็เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ สิ่งๆ นั้น ไม่มีอยู่จริง และสิ่งนั้นมีอยู่จริง แต่ความรู้ของเรายังไปไม่ถึง ยังเป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อายตนนิพพานเป็นทิศที่ยังไม่มีใครเคยไป ไม่ว่า จะไปด้วยยวดยานพาหนะอันใดในโลกก็ไปไม่ถึงทั้งนั้น 

ตามปกติแล้ว ความรู้ของคนทั่วๆ ไปจะเข้าใจเพียงแค่ว่า ทิศมีอยู่เพียงไม่กี่ทิศเท่านั้น คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ตะวันตก แต่ทิศในความหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น หมายเอาทิศที่จะนำไปสู่บรมสุข เพื่อให้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต อีกทั้งพระองค์ยังทรงบอกวิธีที่จะทำให้เราเข้าไปถึงจุดตรงนั้นด้วยว่า จะต้องตามรักษาจิตให้หยุดนิ่ง เหมือนคนกำลังประคองถาดน้ำมันที่เต็มเปี่ยมไม่ให้หกไม่ให้หล่น ถ้าหยุดใจได้สนิท ไม่ช้าเราก็จะไปสู่ทิศนั้น ที่ยังไม่มีใครเคยไป คือ อายตนนิพพาน

ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน ทรงปรารภถึงภิกษุรูปหนึ่ง จึงตรัสเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า ในอดีตพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์  มีลูกศิษย์ที่มาเรียนด้วยถึง ๕๐๐ คน  หัวหน้ามาณพที่เป็นศิษย์ของท่านชื่อว่า เสตเกตุ เป็นมาณพที่มาจากตระกูลพราหมณ์  ในยุคนั้น ตระกูลพราหมณ์ถือว่าเป็นตระกูลที่มีเกียรติมาก ไปที่ไหนก็จะได้รับคำยกย่องสรรเสริญ เสตเกตุมาณพจึงค่อนข้างจะถือตัวเพราะถือว่า ตัวเองมาจากตระกูลที่สูงกว่าคนอื่น

วันหนึ่ง มาณพได้เดินทางออกไปนอกเมืองพร้อมกับมาณพคนอื่นๆ เขาเห็นคนจัณฑาลคนหนึ่งกำลังเดินทางเข้าเมือง จึงถามว่า "เจ้าเป็นใครกัน"  จัณฑาลผู้นั้นตอบว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนจัณฑาล" มาณพก็โกรธและพูดว่า “ฉิบหายแล้ว ไอ้จัณฑาลตัวกาลกิณี เจ้าจงไปอยู่ใต้ลมเถิด อย่ามาอยู่เหนือลมเลย” แต่คนจัณฑาลนั้นเดินเร็วกว่ามาณพ จึงไปอยู่เหนือลม ยิ่งทำให้เขาโกรธมากขึ้น และพาลด่าจัณฑาลด้วยผรุสวาจามากมาย

นายจัณฑาลจึงหยุดถามมาณพว่า “ท่านมาจากตระกูลพราหมณ์ใช่ไหม ถึงได้ระมัดระวังเรื่องตระกูลขนาดนี้” พอมาณพตอบว่า "ใช่" คนจัณฑาลก็ถามต่อไปว่า “ท่านจะเป็นอะไรก็แล้วแต่   ถ้าท่านสามารถตอบปัญหาของฉันได้  ฉันก็จะยอมหลีกทางให้และไม่ยุ่งเกี่ยวกับท่าน แต่ถ้าท่านตอบปัญหาของฉันไม่ได้  ก็ขอให้ท่านลอดหว่างขาของฉันก็แล้วกัน”   เสตเกตุมาณพเกิดทิฐิมานะขึ้นมาจึงตอบตกลง คนจัณฑาลผู้ฉลาดก็เอ่ยคำถามว่า

“ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาว่าทิศมีกี่ทิศ" เสตเกตุมาณพยังไม่ทันได้คิดโดยรอบคอบ ตอบทันทีว่า “ทิศนั้นก็มีเพียงสี่ทิศเท่านั้นแหละ จะมีมากกว่านั้นที่ไหนกัน”  แต่ผิดคาด  เพราะจัณฑาลผู้นี้เป็นบัณฑิต คำถามที่ถามไปนั้นเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง เมื่อเห็นมาณพตอบไม่ถูกจึงพูดว่า “เราไม่ได้ถามท่านถึงทิศเหล่านั้น แม้ปัญหาเท่านี้ ท่านก็ยังไม่รู้ถึงความลึกซึ้งของนัยที่ให้ แล้วยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวของเราอีก” ว่าแล้วก็จับมาณพนั้นโน้มลงมาลอดหว่างขาของตัวเอง เหล่ามาณพทั้งหลายได้รับความอับอาย จึงกลับมาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้อาจารย์ทิศาปาโมกข์ฟัง

อาจารย์ได้ฟังดังนั้น  รู้ทันทีว่า ลูกศิษย์ตนภูมิรู้ยังไม่ถึงความรู้ของคนจัณฑาล จึงให้โอวาทลูกศิษย์ว่า "พ่อเสตเกตุเอย เจ้าอย่าโกรธคนจัณฑาลไปเลย คนตระกูลจัณฑาลคนนั้นเป็นบัณฑิต มีความรู้ที่ลึกซึ้งกว้างไกล เขาถึงได้ถามอย่างนั้น ยังมีทิศที่เจ้ามองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รู้อีกมากมาย พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็นทิศๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายก็สรรเสริญอาจารย์ว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง ส่วนสมณพราหมณ์ทั้งหลายเป็นเนื้อนาบุญ บัณฑิตทั้งหลายเรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุ ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความสุขทีเดียว ทิศที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายไปนั้น เป็นทิศที่ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นทิศที่ไปแล้วไม่ต้องกลับมาเกิดอีก”

เมื่อพระโพธิสัตว์บอกทิศทั้งหลายแก่ลูกศิษย์แล้ว มาณพนั้นก็ยังรู้สึกเสียใจว่า ถูกคนจัณฑาลให้ลอดใต้หว่างขา จึงเกิดความละอายต่อเพื่อนๆ ไม่ยอมอยู่ที่เมืองนั้น ได้เดินทางไปยังเมืองตักสิลา เรียนศิลปะจนกระทั่งจบหลักสูตรทุกอย่าง อาจารย์ท่านนั้นก็อนุญาตให้เดินทางออกจากเมืองตักสิลา

มาณพนั้นก็ท่องเที่ยวเรียนศิลปะของทุกๆ ลัทธิที่มีอยู่ในสมัยนั้น จนกระทั่งไปถึงบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ได้อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนั้น ครั้นเห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงตัดสินใจบวชในสำนักของดาบสเหล่านั้น และได้ตั้งใจศึกษาความรู้ทุกอย่าง จนเป็นที่ยอมรับของดาบสทุกรูป ถึงกับยกย่องให้เป็นหัวหน้าคณะทีเดียว

ท่านมีดาบสทั้ง ๕๐๐ ห้อมล้อมเดินทางไปยังนครพาราณสี รุ่งขึ้นได้ออกไปเที่ยวภิกขาจารในเมือง จนกระทั่งไปถึงพระลานหลวง พระราชาทอดพระเนตรเห็น ทรงเกิดความเลื่อมใสในอิริยาบถของเหล่าดาบส จึงอาราธนาให้มาฉันภัตตาหารภายในพระราชนิเวศน์ และทรงอนุญาตให้พำนักอยู่ในเขตพระราชอุทยานของพระองค์ พระราชาหลังจากถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว พระองค์ได้ตรัสกับพระดาบสว่า “เย็นวันนี้โยมจะเดินทางไปนมัสการพระอาจารย์ทั้งหลายที่พระราชอุทยาน” 

เสตเกตุดาบสได้ฟังอย่างนั้นก็ประชุมเหล่าดาบสว่า “ดูก่อนสหธรรมิกทั้งหลาย วันนี้พระราชาจะเสด็จมา หากพระราชาเลื่อมใสผู้ใดแล้ว ย่อมดำรงอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ลำบากยากแค้น วันนี้ขอให้พวกเราอย่าทำอะไรตามใจนัก ให้เดินเป็นกลุ่มๆ บางพวกก็ให้นอนบนหนาม บางพวกก็ให้บำเพ็ญตบะตามถนัด จะเป็นกระโหย่งเท้า สาธยายมนต์ ลงน้ำก็ตามแต่ความถนัด” ครั้นให้โอวาทแก่เพื่อนๆ อย่างนี้แล้ว ตนเองก็นั่งอยู่บนตั่งที่ไม่มีพนักพิงที่ประตูบรรณศาลา

ขณะนั้นพระราชาได้เสด็จมาถึง ทอดพระเนตรเห็นการบำเพ็ญตบะแบบต่างๆ อย่างนั้น ก็เข้าพระทัยผิดคิดว่า เป็นการบำเพ็ญเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงเลื่อมใสมากขึ้นไปอีก ได้เข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงนมัสการแล้วตรัสถามปุโรหิตซึ่งเป็นบัณฑิตว่า “ท่านปุโรหิต ที่เหล่าดาบสผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่อย่างนี้ จะพ้นจากอบายหรือไม่”

ปุโรหิตกราบทูลเป็นข้อคิดว่า “ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่เรียน แต่ได้กระทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นแม้จะมีเวทมนต์ตั้งพัน แต่ความประพฤติไม่ดี ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่อาจพ้นทุกข์ไปได้” จรณะในความหมายของปุโรหิตนี้หมายถึงสมาบัติ ๘ เพราะความรู้ของคนในยุคนั้นรู้แค่นั้นเท่านั้นเอง แต่เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา

เสตเกตุดาบสได้ฟังเช่นนั้นคิดว่า ปุโรหิตกำลังจะบั่นทอนความเลื่อมใสของพระราชา เดี๋ยวพระราชาจะทรงเข้าใจว่า เราไม่รู้อะไรเลย อย่ากระนั้นเลย เราต้องพูดอะไรสักเล็กน้อย จึงตอบว่า “คนมีเวทมนต์ก็ไม่สามารถพ้นทุกข์ พระเวททั้งหลายเป็นสิ่งไร้ผล จรณะเท่านั้นเป็นของจริง”

ปุโรหิตผู้เป็นบัณฑิตก็กล่าวว่า “พระเวทไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีผล คนอาศัยพระเวทได้รับเกียรติก็มี ผู้ที่ฝึกตนแล้วด้วยจรณะจะบรรลุถึงความสงบและแดนแห่งบรมสุขอันเกษมได้ ดังนั้นคนที่บรรลุพระเวทหรือมีความรู้ จะได้ก็เพียงแค่เกียรติยศสรรเสริญเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่า แต่คนที่ฝึกตนด้วยการตั้งอยู่ในศีล เจริญสมาธิภาวนา ย่อมจะเข้าถึงแดนแห่งบรมสุข คือ อายตนนิพพานได้”  

เมื่อปุโรหิตโต้ตอบกลับ ดาบสก็ยินยอมด้วยเหตุผลว่า การบำเพ็ญตบะอย่างนั้นไม่อาจจะบรรลุถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ พระบรมศาสดาทรงประชุมชาดกว่า คนจัณฑาลในครั้งนั้น คือ พระสารีบุตรผู้เรืองปัญญานั่นเอง ส่วนเสตเกตุดาบสได้เกิดมาเป็นภิกษุผู้มากด้วยทิฐิมานะ

เราจะเห็นว่า การที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้นั้น เราจะต้องเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาอย่างถูกวิธี ไม่ใช่บำเพ็ญตบะแบบผิดๆ  ดังนั้น เมื่อเรารู้หนทางและวิธีการที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องมุ่งหน้าไปสู่ทิศที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ให้เข้าถึงบรมสุขที่แท้จริง คือ อายตนนิพพาน  อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานของเราได้ ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดีทุกๆ คน




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๒ หน้า ๔๐๒-๔๑๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๙   หน้า ๑๓



วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ดำรงตนบนหนทางสู่สวรรค์

ดำรงตนบนหนทางสู่สวรรค์



                          เราเกิดมาภพชาติหนึ่ง เพื่อแสวงหาพระรัตนตรัยหรือต้องการเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นกายที่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข ที่เป็นสุขล้วนๆ และเป็นตัวตนที่แท้จริง ธรรมกายนี้เป็นธรรมขันธ์ มีความสะอาดบริสุทธิ์ล้วนๆ ส่วนขันธ์ ๕ หรือร่างกายของเรา เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นทุกข์ ไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ เพราะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ต้องคอยดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น การแสวงหาพระธรรมกายจึงเป็นการแสวงหาของจริง ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของมวลมนุษยชาติ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า...

“น ตํ มาตา ปิตา กยิรา  อญฺเญ วาปิ จ ญาตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ     เสยฺยโส นํ ตโต กเร

     มารดาบิดา หรือว่าญาติเหล่าอื่น ไม่พึงทำเหตุนั้นให้ได้ แต่จิตอันตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น”

                การสั่งสมบุญเป็นเหตุนำสุขมาให้ เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครทำคนนั้นก็ได้ จะทำแทนกันไม่ได้ เหมือนกินข้าว ใครกินคนนั้นก็อิ่ม พ่อแม่หรือหมู่ญาติพี่น้อง ก็ช่วยเหลือได้เพียงให้คำแนะนำที่ดีๆ หากเราปรารถนาความสุขและความสำเร็จ ก็ต้องขยันหมั่นเพียรทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เต็มที่ ไม่เกียจคร้าน ไม่มีข้อแม้ข้ออ้างที่ทำให้เราประมาท ถ้าอยากมีความสุขบนสวรรค์ก็ต้องประกอบเหตุในเมืองมนุษย์ หมู่ญาติเพื่อนพ้องทำแทนให้ไม่ได้ มีเพียงจิตที่ตั้งไว้ดีแล้วบนเส้นทางบุญกุศลเท่านั้นที่ช่วยเราได้ แล้วมุ่งมั่นสั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์ บุญนั้นย่อมส่งผลให้เราสมปรารถนาในทุกสิ่ง

             ในยุคที่พระพุทธศาสนายังไม่บังเกิดขึ้น มีมาณพหนุ่มชื่อมฆมาณพ ท่านมีอัธยาศัยที่งดงาม ชอบสร้างรมณียสถานให้กับคนทั้งหลาย เพราะเป็นสถานที่เป็นที่รักที่ชอบใจของทุกคน เพราะฉะนั้น เวลาไปไหน ท่านจะถือจอบเสียมไปด้วย แล้วทำพื้นที่บริเวณต่างๆ ให้ราบเรียบ

              ต่อมาเพื่อนอีก ๓๒ คน เห็นมฆมาณพตั้งใจทำสิ่งที่ดี เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม จึงมาร่วมอุดมการณ์ ช่วยกันสร้างหนทางไปสู่สวรรค์ บางครั้งฝ่ายบ้านเมืองมองไม่เห็นความดี ถูกกลั่นแกล้งถึงขนาดเอาชีวิตเลยทีเดียว แต่ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความดี จึงทำให้สามารถรอดพ้นจากภยันตรายมาได้ แล้วยังได้รับการสนับสนุนจากพระราชา ให้ทำสิ่งที่ดีนี้ต่อไป สหายทั้ง ๓๓ คนได้ปรึกษากันว่า จะสร้างศาลาเป็นที่พักถาวรสำหรับมหาชนตรงทางสี่แยก จึงสั่งให้หาช่างมา แล้วเริ่มสร้างศาลาหลังใหญ่

             มฆมาณพมีภรรยา ๔ คน คือ นางสุชาดา นางสุธรรมา นางสุจิตราและนางสุนันทา นางสุธรรมาอยากมีส่วนบุญในการสร้างศาลาหลังใหญ่นั้น จึงจ้างช่างไม้ให้ทำช่อฟ้าอย่างดี ให้นำไปติดตั้งไว้บนศาลา พร้อมกับให้เขียนป้ายว่า ศาลาสุธรรมา ศาลาหลังนี้มี ๓ ส่วน คือ ส่วนหนึ่งทำเป็นที่พักของผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งสำหรับพวกคนยากคนจน อีกส่วนหนึ่งสำหรับคนเจ็บป่วย

             นางสุนันทาอยากได้บุญบ้าง จึงให้ขุดสระบัวไว้ใกล้ๆ ใครมาเยือนศาลาหลังนี้ก็สามารถลงไปอาบได้ตามชอบใจ นางสุจิตราให้ปลูกพุ่มไม้ดอกไม้ประดับ และไม้หอมนานาพันธุ์ ทุกคนที่มาพักศาลาแห่งนี้ต่างอดไม่ได้ที่จะต้องไปเดินเที่ยวในสวนนี้ ส่วนนางสุชาดากลับคิดว่า บุญใดที่สามีของเราได้ทำไว้ ก็เหมือนนางเป็นคนสร้างด้วย จึงเอาแต่เที่ยวส่องกระจกตกแต่งประดับประดาร่างกายเท่านั้น

             เมื่อมฆมาณพละจากมนุษยโลก ได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสักกะบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อนบ้านทั้ง ๓๒ คน เป็นเทพบุตร เกิดในสำนักของท้าวสักกะ ปราสาทชื่อไพชยนต์ของท้าวสักกะผุดขึ้นสูงตั้งเจ็ดร้อยโยชน์ ด้วยผลแห่งไม้ช่อฟ้าของนางสุธรรมา จึงบังเกิดเทวสภา ชื่อสุธรรมา กว้างสามร้อยโยชน์ ด้วยผลแห่งสระบัวของนางสุนันทา เกิดสระบัวชื่อนันทากว้างห้าสิบโยชน์ และด้วยผลแห่งสวนพุ่มไม้ดอกไม้ประดับของนางสุจิตราเกิดอุทยานชื่อจิตรลดาวันกว้างหกสิบโยชน์

               ท้าวสักกะทรงตรวจดูมหาสมบัติ ทรงเห็นเทพธิดาทั้ง ๓ เท่านั้น แต่ไม่เห็นนางสุชาดา จึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ ทรงรู้ว่านางไปเกิดเป็นนางนกกระยาง เพราะไม่ยอมทำบุญกุศลใดๆ ไว้ พระอินทร์จึงเสด็จลงจากเทวโลกไปหานางนกกระยาง พร้อมกับตรัสบอกว่า “สุชาดาเอ๋ย เพราะเจ้าไม่ทำตามคำของเรา ที่ชักชวนให้สั่งสมบุญกุศลไว้ มัวแต่แต่งเนื้อแต่งตัว จงมาดูสมบัติของพวกเราบนสวรรค์เถิด” จากนั้นได้พานางไปเทวโลกด้วยฤทธานุภาพ ทรงปล่อยนางนกกระยางที่สระบัวชื่อนันทา ให้นกกระยางดูสมบัติอันเป็นทิพย์ ซึ่งบังเกิดขึ้นด้วยบุญญานุภาพ ที่ทำไว้ครั้งเมื่อยังเป็นมนุษย์นั่นเอง

                จากนั้นพระองค์ทรงนำนางไปปล่อยในหนองน้ำตามเดิม พลางตรัสว่า “ขอให้เธอรักษาศีลยิ่งชีวิต ถ้าทำได้ เธอจะได้เป็นใหญ่กว่าเหล่าเทพนารีทั้งหมดในดาวดึงส์” นางรับปากว่าจะรักษาศีล ๕ ให้ได้  ครั้นล่วงไปได้สองสามวัน ท้าวสักกะทรงคิดว่า นางรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้หรือไม่ จึงแปลงเป็นปลาใกล้ตาย นอนหงายท้องลอยน้ำมาตรงหน้านาง นางคิดว่า คงเป็นปลาตาย จึงคาบเอาที่หัว เมื่อเห็นปลากระดิกหาง ก็รู้ว่ายังไม่ตาย จึงปล่อยลงน้ำไป ท้าวสักกะทรงทดลองอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่า นางตั้งใจรักษาศีลตามที่ทรงแนะนำ จึงประทับยืนในอากาศอนุโมทนากับนาง แล้วอันตรธานหายไป

                เนื่องจากเป็นสัตว์เดียรัจฉาน กว่าจะหาปลาตายสักตัวได้นั้น สุดแสนจะยากลำบากสำหรับนาง แต่อาศัยกำลังใจที่สูงส่ง นางจึงไม่ยอมละเมิดศีล 

              เมื่อละจากอัตภาพนั้น บุญที่เกิดจากการรักษาศีล ส่งผลให้นางไปบังเกิดเป็นลูกสาวช่างหม้อ เมื่อท้าวสักกะรู้ว่านางได้เป็นมนุษย์แล้ว จึงแปลงเป็นชายแก่เอาฟักทองคำบรรทุกใส่ยานพาหนะไปจนเต็ม พลางป่าวประกาศว่า “พวกท่านทั้งหลายจงมารับเอาฟักทองคำนี้เถิด แต่เราจะให้เฉพาะผู้รักษาศีลเท่านั้น”

               ไม่มีชาวบ้านคนใดรักษาศีล ๕ ได้บริบูรณ์ จึงไม่มีผู้ใดรับเอาฟักทองคำกลับบ้านได้ มีเพียงสาวน้อยนั้นที่กล้าเอ่ยปากว่า ตนรักษาศีล ๕ ได้บริสุทธิ์ ชายแก่จึงมอบฟักทองคำให้นางพร้อมกับแนะนำให้หมั่นสั่งสมบุญให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จากนั้น พระองค์ได้เสด็จจากไป สาวน้อยเมื่อจุติจากอัตภาพนั้นแล้วก็ได้ไปบังเกิดเป็นธิดาของท้าวเวปจิตติจอมอสูร

               ท้าวเวปจิตติคิดว่า จะทำวิวาหมงคลแก่ลูกสาว จึงให้พวกอสูรประชุมกัน ฝ่ายท้าวสักกะทรงตรวจดูว่า นางสุชาดาไปเกิดที่ไหน ทรงเห็นว่า เกิดในภพอสูรซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ศัตรูกับพระองค์ จึงหากุศโลบายที่จะนำนางมาเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์ให้ได้ เมื่อรู้ว่า บัดนี้เป็นเวลาที่ธิดาของจอมอสูรจะเลือกคู่ พระองค์เห็นเป็นโอกาสดี จึงทรงแปลงกายเป็นอสูรแก่ประทับยืนท่ามกลางพวกอสูร โดยไม่มีใครสังเกตออก เพราะในมหาสมาคมนี้มีอสูรผู้มีฤทธิ์มีเดชมาชุมนุมกันมากมาย

               นางตรวจดูรู้ว่าเป็นท้าวสักกะแปลงมา เกิดความรักเพราะเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงเหวี่ยงพวงมาลัยไปคล้องคอท้าวสักกะ เมื่อท้าวสักกะเห็นว่านางเลือกพระองค์แล้ว จึงรีบจับแขนนางเหาะกลับขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที ทรงตั้งนางไว้ในตำแหน่งหัวหน้านางฟ้อน ๒๕ โกฏิ ความปรารถนาตั้งแต่ครั้งเป็นนางนกกระยาง ก็กลายเป็นความจริงด้วยอานิสงส์ที่ตั้งตนไว้ชอบ คือรักษาศีลได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์นี่เอง

                 จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าการตั้งตนไว้ชอบเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นขั้นแรกในการสร้างความสุข และความสำเร็จให้กับตนเองทั้งทางโลกและทางธรรม จะไปสวรรค์หรือนิพพานก็ต้องเริ่มจากการความตั้งใจที่ดีนี่แหละ เมื่อตั้งใจไว้ดีแล้ว ก็ต้องทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อมุ่งไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ผู้ที่รักความเจริญก้าวหน้า จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ให้ถูกต้องก่อน จากนั้นต้องพากเพียรพยายามเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น พวกเราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เราตั้งใจไว้ว่าจะสร้างบารมีกันเป็นทีม เพื่อมุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ขอให้รักษามโนปณิธานอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ให้ดี ด้วยการเร่งรีบสั่งสมบุญอย่างเต็มที่กันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๕๐๐-๕๐๗

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๔๐   หน้า ๓๕๙


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...