วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ทำบุญอย่างไรได้ผลมาก

ทำบุญอย่างไรได้ผลมาก




                       ทุกคนที่เกิดมา ไม่สามารถนำสิ่งใดติดตัวมาได้ มีเพียงบุญและบาปเท่านั้นที่ติดตัวมา และปรุงแต่งให้เกิดรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เพราะเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุแห่งการกระทำในอดีต และเมื่อถึงคราวจะหลับตาลาโลกนี้ไป เราก็ไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้อีก จะมีเพียงบุญและบาปที่เราได้ทำไว้ในขณะที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ผลของบาปมีความทุกข์ทรมานเป็นผล ส่วนผลของบุญ ก็มีความสุขความสมปรารถนาเป็นผล สิ่งใดก็ตามที่เราทำไว้ในอดีต สิ่งนั้นจะตามส่งผลเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล ควรประกอบแต่กุศลกรรมไว้มากๆ เพราะวิบากแห่งกรรมดีจะส่งผลให้เราประสบความสุขและความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติอย่างแน่นอน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อิณสูตร ความว่า...

           “บุคคลผู้มีจิตผ่องใส เป็นผู้มีศรัทธา ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลาย ที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้จะอยู่ครองเรือน ย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นเหตุให้บุญกุศลพอกพูนขึ้น”

             ชีวิตการครองเรือนมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบมากมาย ตั้งแต่สามีต้องดูแลภรรยา หรือภรรยาต้องเอาใจใส่ต่อสามี เมื่อมีลูกก็มีห่วงมีกังวล ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกให้เจริญเติบโต ให้มีความเป็นอยู่และการศึกษาที่ดี จึงจำเป็นต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ทรัพย์ที่ได้มาก็เป็นทรัพย์ที่สุจริตบ้าง ทุจริตบ้าง เพื่อให้ได้มาบำรุงเลี้ยงตนและครอบครัวให้มีความสุขสบาย

             แม้มีทรัพย์แล้ว ยังต้องกังวลกับการเก็บรักษาทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง เรือกสวนไร่นา รถราบ้านช่อง หรือทรัพย์สินต่างๆ ที่หามาได้ สิ่งเหล่านี้แม้จะอำนวยประโยชน์ แต่ก็อาจเป็นทางมาแห่งภัยร้ายถึงเจ้าของได้ด้วย มีแล้วใช่ว่าจะนำสุขมาให้อย่างเดียว ต้องเป็นทุกข์ใจคอยเป็นห่วงเป็นกังวลสารพัด

             ถ้าหากเราป้องกันรักษาไม่ดี อาจถูกโจรขโมยเอาสมบัติไปได้ หรือถูกจี้ปล้นบ้าง เกิดอัคคีภัยไฟไหม้บ้าง ความกังวลด้วยภาระหนักๆ ทั้งเรื่องปัญหาภายในครอบครัว และยังต้องแสวงหาสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ใจหงุดหงิดขุ่นมัว แล้วโอกาสที่จะมานั่งธรรมะ ทำใจหยุดใจนิ่งอย่างจริงจัง จึงทำได้ยาก เพราะมีสิ่งที่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวลใจอยู่ตลอดเวลา

             ความกังวลเป็นปลิโพธิของการทำภาวนา เป็นอุปสรรคในการทำใจให้หยุดนิ่ง พระพุทธองค์จึงทรงสอนวิธีการสั่งสมบุญอย่างง่ายๆ ซึ่งจะเป็นเสบียงในการเดินทางไกลไปสู่สัมปรายภพ คือการนำทรัพย์ออกด้วยการให้ทาน ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ทรัพย์สมบัติที่หามาได้นั้น เมื่อนำออกดีแล้วด้วยการถวายไว้ในสงฆ์ก็ดี ทำให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณชนก็ดี ทรัพย์จะเปลี่ยนเป็นบุญกุศล ซึ่งเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ละเอียดที่ติดตัวเราไปได้ทุกที่ ทั้งยังติดตามตัวข้ามภพข้ามชาติไปอีกด้วย

              เนื่องจากชีวิตมนุษย์บนโลกนี้ ช่างสั้นมากและมีเวลาอย่างจำกัดเพียงน้อยนิดเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อตั้งใจจะทำบุญ จึงจำเป็นต้องรู้จักแสวงหาบุญเขต คือทำให้ถูกเนื้อนาบุญ ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก ลงทุนมากก็ได้มากทับทวียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ใช่สักแต่ว่าทำเท่านั้น เพราะการเลือกให้นั้น พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ เหมือนหว่านข้าวกล้าลงไปในนาดี เมื่อปุ๋ยดี ดินดี ผลที่ได้ย่อมงอกงามไพศาล นำความพึงพอใจมาให้ผู้เป็นเจ้าของฉันใด ผลบุญที่เกิดจากการให้ในบุญเขตอันเยี่ยมย่อมส่งผลอันไพบูลย์ฉันนั้น เพราะสังฆทานเป็นประมุขของผู้หวังบุญ พระสงฆ์เป็นประมุขของผู้บูชา เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า

             ในสมัยพุทธกาล ปริพาชกวัจฉโคตรซึ่งเป็นนักบวช นอกพระพุทธศาสนา มีความสงสัยเกี่ยวกับการทำบุญในบวรพระพุทธศาสนา เพราะได้ยินมาว่า ถ้าอยากได้บุญ ต้องมาทำบุญในพุทธศาสนาเท่านั้น จึงตัดสินใจชักชวนสาวกไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า... พระองค์ตรัสว่า ...ทานควรให้แก่เราเท่านั้น ไม่ควรให้แก่คนอื่นๆ ควรให้แก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้แก่สาวกของคนอื่นๆ ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ให้แก่คนอื่นๆ ไม่มีผลมาก ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ให้แก่สาวกอื่นๆ ไม่มีผลมาก

              ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชนเหล่านั้นกล่าวตามคำที่พระโคดมผู้เจริญได้ตรัสไว้จริงหรือ เขาไม่ได้ใส่ความพระโคดมผู้เจริญด้วยเรื่องอันไม่จริงหรือ ความจริงพวกข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะใส่ความพระโคดมผู้เจริญเลย ขอพระองค์ได้โปรดแก้ข้อสงสัยในดวงจิตแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด”

              พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า ปริพาชกท่านนี้ เป็นบัณฑิตมีปัญญา อุตส่าห์เข้ามาสอบถามเพราะต้องการรู้ว่าเนื้อนาบุญที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร จึงตรัสตอบว่า “ดูก่อน วัจฉะ ชนเหล่านั้นมิได้กล่าวตามคำที่เรากล่าว อันที่จริง ชนเหล่านั้นใส่ความเราด้วยเรื่องอันไม่เป็นจริง

            ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดห้ามคนอื่นให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายต่อคน ๓ คน ทำร้ายคนถึง ๓ คน คือ...ทำอันตรายต่อบุญของทายก ...ทำอันตรายต่อลาภของปฏิคาหก ...แม้ตัวของผู้นั้นชื่อว่าถูกก่น ถูกขุดรากคือความดี และถูกประหาร คือตายจากความดี

             ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดห้ามคนอื่นให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายต่อคน ๓ คน ทำร้ายต่อคน ๓ คนอย่างนี้ เราตถาคตกล่าวเช่นนี้ต่างหาก 

            ดูก่อนวัจฉะ แม้สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในหลุมโสโครกหรือท่อโสโครก ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อก็ดี น้ำล้างภาชนะก็ดี ลงไปในหลุมและท่อโสโครกนั้น ด้วยเจตนาให้สัตว์นั้นได้เลี้ยงชีพ อย่างนี้เราตถาคตยังกล่าวการได้บุญอันมีกิริยาที่ทำอย่างนั้นเป็นมูล จะกล่าวอะไรถึงการให้ทานในผู้ที่เป็นมนุษย์เล่า

             ดูก่อนวัจฉะ แต่ถึงอย่างไร เราตถาคตกล่าวว่า ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมากหาได้กล่าวอย่างนั้นในผู้ทุศีลไม่ และผู้มีศีลนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ อีกทั้งประกอบด้วยองค์ ๕ 

            ละองค์ ๕ คือ ละกามฉันทะ ...พยาบาท... ถีนมิทธะ ...อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ผู้มีศีลเป็นผู้ละองค์ ๕ นี้ ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ประกอบด้วยสีลขันธ์... สมาธิขันธ์ ...ปัญญาขันธ์ ...วิมุตติขันธ์ และวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นอเสขะ ผู้มีศีลเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้ เราตถาคตกล่าวว่า ทานที่ให้ในผู้มีศีลที่ละองค์ ๕ และประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้ มีผลมาก

                ในโคตัวเมียทั้งหลาย โคซึ่งเป็นลูกของโคตัวเมียนั้น เมื่อได้รับการฝึกแล้ว เป็นโคงานฝีเท้าดี คนทั้งหลายใช้งานหนักได้สารพัด หาได้พิถีพิถันสีของมันไม่ 

             ในหมู่มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ในชนชาติใดชาติหนึ่ง จะเป็นชาติกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรหรือจัณฑาล บุคคลผู้ซึ่งฝึกตนแล้ว มีวัตรอันดี ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล พูดวาจาสัตย์ มีใจประกอบด้วยหิริ ละชาติและมรณะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ปลงหนักแล้ว ปลอดโปร่งแล้ว เสร็จกิจ ไม่มีอาสวะ ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ดับกิเลสได้เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ทักษิณาทานที่ให้ในบุคคลนั้น อันเป็นเนื้อนาที่ปราศจากโทษย่อมมีผลไพบูลย์ มีผลไพศาล 


                ส่วนผู้ไม่ได้สดับ ไม่รู้จักบุญเขต คือเนื้อนาบุญอันเลิศ ให้ทานภายนอกบุญเขต ไม่เข้าใกล้สัตบุรุษทั้งหลาย บุญที่ทำไปย่อมมีอานิสงส์เล็กน้อย ชนเหล่าใดมีศรัทธาเลื่อมใสไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัย คนเหล่านั้นย่อมไปสู่เทวโลก ย่อมได้บรรลุพระนิพพานตามลำดับ”


             นี่เป็นพระพุทธวจนะที่หลวงพ่อได้ยกมากล่าวให้ทุกท่านได้ศึกษากันว่า หากจะทำบุญควรทำอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ให้สมกับทรัพย์สมบัติที่เราอาบเหงื่อต่างน้ำหามาได้ด้วยความยากลำบาก ผลบุญอันยิ่งใหญ่จะได้บังเกิดขึ้น เราจะประสบความสุขและความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ ขอให้เราขยันสั่งสมบุญกุศลให้มากๆ จะได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบายกันทุกคน

              


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๘๔-๔๙๐

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย)
เล่มที่ ๓๔   หน้า ๒๒๗


วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๒

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๒



                            การปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา คือการทำใจให้หยุดนิ่ง เพื่อกลั่นใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส เพราะใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส จะเป็นใจที่มีคุณภาพ มีความละเอียดนุ่มนวลควรแก่การงาน โดยเราจะต้องนำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ดำเนินจิตเข้าสู่เส้นทางสายกลาง เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในซึ่งเป็นที่ระลึกที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย  เมื่อเข้าถึงได้แล้ว ความสุขที่ไม่มีประมาณเป็นเอกันตบรมสุขย่อมบังเกิดขึ้น จะทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น เป็นชีวิตที่ปลอดภัยจากภัยทั้งปวงทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

       มีวาระพระบาลีใน ปทกุสลมาณวชาดก ความว่า....

“เยน สิญฺจนฺติ ทุกฺขิตํ     เยน สิญฺจนฺติ อาตุรํ
ตสฺส มชฺเฌ มริสฺสามิ   ชาตํ สรณโต ภยํ

       ชนทั้งหลาย ย่อมรดผู้ที่มีความทุกข์ด้วยน้ำใด ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่เร่าร้อนด้วยน้ำใด เราจักตายในท่ามกลางน้ำนั้น ภัยเกิดแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว”

              
สิ่งที่เราใช้ประโยชน์อยู่ทุกๆ วันนั้น หากใช้สอยโดยไม่มีสติพินิจพิจารณา ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ เหมือนน้ำที่เราดื่มกินดับกระหายทุกวันนั้น สามารถให้โทษแก่เราได้เช่นกัน ในยามที่เราเกิดกระหายน้ำอย่างมาก หากดื่มด้วยความเร่งรีบ โดยไม่ระมัดระวังก็อาจสำลัก หรือดื่มมากเกินไปจนเกิดอาการจุกเสียด หรือบางครั้งน้ำอาจท่วมปอดตายได้เช่นกัน

              
เรื่องราวเกี่ยวกับความอัศจรรย์แห่งมนต์ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งท่านได้เรียนมาจากมารดาผู้เป็นยักษิณี แล้วได้เดินทางเข้ารับราชการในเมืองพาราณสี โดยมีบิดาเป็นผู้แนะนำ เมื่อรับราชการแล้ว ปุโรหิตยังไม่เคยเห็นพระโพธิสัตว์แสดงอานุภาพของมนต์ให้ประจักษ์ จึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทดสอบอานุภาพแห่งมนต์ 

             
พระราชาทรงเห็นด้วย ทั้งสองจึงถือดวงแก้วดวงที่สำคัญและมีค่ามากลงจากปราสาท พากันเดินวนเวียนอยู่ในพระราชนิเวศน์ ๓ ครั้ง แล้วพาดบันไดปีนขึ้นไปนอกกำแพง เข้าไปในศาลยุติธรรม นั่งพักที่นั่นสักครู่หนึ่งก็เดินกลับออกมา พาดบันไดที่ใหม่ตรงบริเวณปลายกำแพงอีกด้านหนึ่ง จากนั้นได้เดินวนรอบสระโบกขรณี ๓ รอบ แล้วลงไปในสระโบกขรณีวางแก้วมณีไว้ในสระนั้น หลังจากนั้นทั้งสองพากันเดินขึ้นปราสาทเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             
รุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้พระโพธิสัตว์เข้าเฝ้า พลางตรัสว่า “ดูก่อนเจ้าพราหมณ์ แก้วที่ถูกลักไปมีค่าควรเมืองทีเดียว ท่านจงติดตามกลับมาให้ได้” พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลด้วยความมั่นใจว่า “ข้าแต่มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงเบาพระทัยเถิด ของที่โจรลักไปถึง ๑๒ ปี ข้าพระองค์ยังสามารถติดตามมาได้ ฉะนั้นสิ่งของที่หายเมื่อคืนนี้ จะได้กลับมาในคืนวันนี้แหละพระเจ้าข้า”

             
พระโพธิสัตว์ระลึกถึงมารดา แล้วร่ายมนต์จินดามณีทันที ท่านสามารถเห็นรอยเท้าของบุคคลทั้งสองอย่างชัดเจน จึงเดินตามรอยเท้านั้นทุกย่างก้าว จนมาถึงบริเวณสระโบกขรณี พระโพธิสัตว์เห็นรอยเท้าในน้ำ จึงเดินลงไปที่สระ แล้วหยิบแก้วมณีมาถวายพระราชา พร้อมกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช โจรสองคนนี้ พระองค์ทรงรู้จักดีพระเจ้าข้า” มหาชนที่เห็นเหตุการณ์ต่างปรบมือด้วยความชื่นชมยินดี

              
พระราชาทรงดำริว่า มาณพนี้เดินตามรอยเท้าได้ ไม่ว่าจะอยู่บนบก ในอากาศหรือในน้ำ เขาอาจจะรู้เพียงตำแหน่งสิ่งของเท่านั้น แต่คงจับโจรไม่ได้หรอก จึงตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ เจ้าจงนำโจรทั้งสองมามอบให้เราด้วย” พระโพธิสัตว์รู้ดีว่า โจรสองคนนี้เป็นใคร แต่ไม่ปรารถนาเปิดเผยแก่มหาชน จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช โจรอยู่ไม่ไกลจากที่นี้เลย ผู้ใดที่อยากจะได้  ผู้นั้นนั่นแหละเป็นโจร  สิ่งของนั้นพระองค์ได้กลับมาคืนแล้ว จะมีประโยชน์อะไรกับพวกโจรเล่าพระเจ้าข้า”

             
แม้ได้ฟังดังนั้น  พระราชาก็ยังไม่ทันได้คิด ปรารถนาที่จะทดสอบอีก จึงรับสั่งว่า “เจ้ารับราชการ ได้ทรัพย์จากเราวันละพัน จงนำโจรนั้นมาให้เราให้ได้ ให้สมกับเงินที่เราให้เจ้าไปเถิด” พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ขอกราบทูลว่า ใครเป็นโจร แต่ข้าพระองค์จะเล่าเรื่องถวาย” พระโพธิสัตว์ได้ยกตัวอย่างเพื่ออุปมาอุปไมยว่า...

             
ในอดีตกาลมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง มีอาชีพเป็นนักฟ้อน วันหนึ่งสามีได้ซื้อสุรามากมายถือกลับบ้านมาด้วย เมื่อเดินมาถึงฝั่งแม่น้ำ เขานั่งดื่มจนเมามาย เอาพิณห้อยคอแล้วจับมือภรรยากล่าวว่า “มาเถิดน้องรัก เราจะพากันกลับบ้าน” จากนั้นทั้งสองได้ว่ายน้ำข้ามฝั่ง ขณะอยู่กลางแม่น้ำ สามีที่เมาบวกกับพิณที่หนักถ่วงคอ ทำให้เขาจมน้ำไป ภรรยาไม่อาจช่วยสามีได้ จึงสลัดสามีทิ้ง แล้วว่ายไปถึงฝั่งก่อน นางได้แต่ยืนดูสามีที่กำลังจมน้ำพลางคิดว่า สามีของเรากำลังจะจมน้ำตาย เราจะขอฟังเพลงที่สามีร้องเป็นครั้งสุดท้าย นางจึงขอให้สามีร้องเพลงขับให้ฟังด้วย

              
สามีกล่าวว่า “น้องรัก เจ้าจะให้พี่ขับเพลงได้อย่างไรเล่า ขณะนี้น้ำอันเป็นที่พึ่งของมหาชนกำลังจะฆ่าพี่ ภัยเกิดจากสิ่งที่เป็นที่พึ่งของมหาชนแท้ๆ” เมื่อพระโพธิสัตว์เล่าเรื่องนี้ถวาย พร้อมทูลเตือนสติว่า “มหาราช… น้ำเป็นที่พึ่งแก่มหาชนฉันใด  พระราชาก็เป็นที่พึ่งของมหาชนฉันนั้น  เมื่อภัยเกิดขึ้นจากสำนักของพระราชา  ใครเล่าจะป้องกันภัยนั้นได้  เรื่องโจรที่พระองค์ปรารถนาจะรู้ตัวนั้นเป็นความลับ ข้าพระองค์ทูลอย่างบัณฑิต  ขอพระองค์อย่าเอาโทษกับโจรทั้งสองนั้นเลย”

              
แม้พระราชาได้สดับดังนั้นก็ตาม พระองค์ยังปรารถนาที่จะทดสอบต่อไปอีก จึงตรัสย้ำว่า “เจ้าจะรู้เรื่องที่ลี้ลับเช่นนี้ได้อย่างไร จงรีบนำโจรมามอบให้เราโดยเร็ว” พระโพธิสัตว์เล่าเรื่องถวายอีกว่า “ในกาลก่อนมีบ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี เป็นบ้านนายช่างหม้อ เมื่อเขาจะนำดินมาปั้นหม้อ ได้ขุดดินเหนียวมาปั้น 

              
วันหนึ่งในขณะที่ช่างปั้นหม้อกำลังขุดดินอยู่ มหาเมฆผิดฤดูได้ตั้งเค้า และฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำไหลท่วมเจิ่งนองไปทั่วอาณาบริเวณ กระแสน้ำได้ท่วมหลุม กองดินได้ไหลมากระทบศีรษะของนายช่างหม้อแตกเป็นแผลสาหัส ช่างหม้อร้องคร่ำครวญว่า พืชทั้งหลายงอกงามบนแผ่นดิน สัตว์ทั้งหลายอยู่อาศัยบนแผ่นดิน แต่บัดนี้ แผ่นดินพังทับศีรษะเราแตก ภัยเกิดจากที่พึ่งอาศัยแล้ว”

              
เมื่อพระโพธิสัตว์เล่าถวายดังนี้ ได้แล้วสรุปว่า “แผ่นดินเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ พระราชาเป็นที่พึ่งของอาณาประชาราษฎร์ ขอพระองค์โปรดรับรู้ว่า ข้าพระองค์ปกปิดว่าใครเป็นโจร ด้วยข้ออุปมาที่เล่าถวายเถิดพระเจ้าข้า” แม้พระราชาจะทรงรู้ว่า พระโพธิสัตว์หวังดีกับตน 

              
แต่ด้วยมานะของกษัตริย์ พระองค์ได้บังคับให้พระโพธิสัตว์ชี้โจรให้พระองค์ทอดพระเนตร พระโพธิสัตว์ได้ประกาศท่ามกลางมหาชนว่า “ข้าแต่มหาราช เหล่าโจรที่ลักขโมยแก้วมณี คือพระองค์กับปุโรหิตนั่นแหละพระเจ้าข้า” พระราชาและมหาชนฟังดังนี้ ต่างอัศจรรย์ในมนต์ของพระโพธิสัตว์ พากันยินดีปรีดาถ้วนหน้า ต่อมาหลังจากพระราชาสวรรคต มหาชนจึงพร้อมใจกันสถาปนาพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชย์สืบไป

                
เราจะเห็นได้ว่า ความอัศจรรย์แห่งมนต์ในอดีตนั้นน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะมีมนต์วิเศษเช่นนี้ ก็ไม่อาจนำเราให้พ้นจากกองทุกข์ได้ มีมนต์ชนิดเดียวเท่านั้น คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะนำพาเราและสรรพสัตว์ผู้ปฏิบัติตามคำสอนให้พ้นจากทุกข์ได้จริง มนต์บทนี้น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง เป็นพุทธมนต์ที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่จะนำเราไปสู่สวรรค์สู่นิพพานได้ ซึ่งเราจะเรียนรู้ได้ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ฉะนั้นให้ตั้งใจฝึกฝนอบรมใจของเราให้หยุดนิ่ง แล้วเราจะได้เรียนมนต์วิเศษอย่างนี้กันทุกคน




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๗๕-๔๘๒

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๙   หน้า ๖๕๙

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๑

ความอัศจรรย์แห่งมนต์ ๑



              สิ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของคนเรา มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือบุญ เป็นสิ่งที่ทำให้เราสมปรารถนาในทุกสิ่ง เราจะเป็นผู้ที่สมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมรรคผลนิพพาน ก็ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้ว การสั่งสมบุญจึงเป็นกิจที่เราจำเป็นต้องทำกันทุกวัน ทุกเวลา และทุกครั้งที่มีโอกาส ให้ทุกลมหายใจเป็นบุญเป็นกุศลล้วนๆ กันทุกคน

 มีวาระพระบาลีใน ปทกุสลมาณวชาดก ความว่า
      
“เยน ภตฺตานิ ปจฺจนฺติ    สีตํ เยน วิหญฺญติ
โส มํ ฑหติ คตฺตานิ      ชาตํ สรณโต ภยํ

ชนทั้งหลายหุงอาหารด้วยไฟใด บรรเทาความหนาวด้วยไฟใด ไฟนั้นก็มาไหม้ตัวเรา ภัยเกิดแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว”

สิ่งใดที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย หากเราใช้สอยสิ่งนั้นด้วยความไม่ระมัดระวัง ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เหมือนคำกล่าวของพระโพธิสัตว์ ที่ท่านยกตัวอย่างไฟที่เราใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการหุงต้มอาหาร ให้ความอบอุ่น แต่ในประวัติศาสตร์โลกก็ได้บันทึกไว้มากมายที่ไฟได้ทำลายบ้านเมือง เผาป่าให้มอดไหม้เป็นจุล สร้างความเสียหายกับโลกมานับไม่ถ้วนเช่นกัน

เมื่อสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามีผลต่อชีวิต เราต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดี ใช้สอยอย่างมีสติ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องประสบทุกข์จากสิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้เพราะปรารภถึงทารกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของกุฎุมพีในนครสาวัตถี อายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น แต่เป็นเด็กอัจฉริยะในยุคนั้นทีเดียว เพราะเป็นเด็กที่ฉลาดในการสังเกตรอยเท้าของผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่ารอยเท้าของผู้ใดผ่านเข้ามาในสายตา เด็กน้อยอัจฉริยะสามารถจดจำได้ทุกคน บิดาสังเกตเห็นความพิเศษของบุตรตนเอง จึงทดสอบอยู่หลายครั้ง เช่นวันหนึ่ง บิดาได้ปล่อยเด็กน้อยทิ้งไว้ แล้วได้เดินอ้อมไปยังทิศต่างๆ แล้ววกกลับไปที่วัดพระเชตวัน นั่งฟังธรรมของพระบรมศาสดาอยู่ในท่ามกลางพุทธบริษัท     

เด็กน้อยเมื่อไม่เห็นพ่อของตน จึงเดินตามรอยเท้าของบิดาไปตามทิศต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงวัดพระเชตวัน  เด็กน้อยได้ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืนอยู่ใกล้ ๆ บิดา   เมื่อบิดาถามว่า  “ลูกตามพ่อมาถูกได้อย่างไร” เด็กน้อยก็เล่าวิธีที่ตนเองสะกดรอยเท้าของบิดามา พระพุทธองค์สดับถ้อยคำของสองพ่อลูกจึงตรัสถามว่า “มีอะไรกันหรืออุบาสก” กุฎุมพีจึงเล่าความสามารถพิเศษของบุตรชายตน พระผู้มีพระภาคเจ้าสดับดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า …“อุบาสก การที่เด็กจำรอยเท้าบนพื้นดินได้นั้น ยังไม่น่าอัศจรรย์เท่าใด บัณฑิตในกาลก่อน สามารถจำรอยเท้าที่หายไปถึง ๑๒ ปีได้” จากนั้นทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า…     

เมื่อครั้งที่พระเจ้าพรหมทัต ราชาแห่งเมืองพาราณสี ทรงมีมเหสีพระนางหนึ่ง มเหสีประพฤตินอกใจและถูกพระราชาจับได้ พระเทวีไม่ยอมรับ พร้อมกับสาบานว่า “หากหม่อมฉันนอกใจพระองค์ ขอให้เกิดเป็นยักษิณีที่มีหน้าเหมือนม้า” หลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว พระนางได้ไปเกิดเป็นยักษิณีที่มีหน้าเหมือนม้า อาศัยอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง คอยจับมนุษย์ที่เดินทางข้ามดงกินเป็นอาหาร และได้ไปดูแลท้าวเวสสวัณอยู่ ๓ ปีจึงได้รับพรให้จับมนุษย์กินได้ในอาณาเขตยาว ๓๐ โยชน์ และกว้าง ๕ โยชน์     

วันหนึ่ง มีพราหมณ์หนุ่มรูปงาม เดินทางข้ามดงพร้อมด้วยเหล่าบริวาร ได้พลัดหลงเข้ามาในเขตของนางยักษิณี   ยักษิณีเห็นเช่นนั้นก็ดีใจ รีบวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วเหมือนลม จับพราหมณ์หนุ่มนั้นไว้     

ครั้นได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลางดงามของพราหมณ์หนุ่ม ก็เกิดความรักใคร่ในพราหมณ์ จึงนำไปอยู่ด้วยกันในถ้ำ เมื่อยักษิณีออกไปหาอาหารก็จะใช้หินก้อนใหญ่ปิดปากถ้ำไว้ ทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน ต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางยักษิณี ทารกน้อยมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู
นางได้ให้บุตรอยู่ในถ้ำกับบิดา เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พระโพธิสัตว์สังเกตเห็นว่า ใบหน้าของพ่อไม่เหมือนแม่ผู้ให้กำเนิดเลย จึงถามเรื่องราวทั้งหมดกับบิดา เมื่อรู้ความจริง พระโพธิ์สัตว์สงสารบิดาที่ต้องมาอยู่แต่ในถ้ำเป็นเวลานาน ทันทีที่แม่ออกไปหาอาหาร จึงใช้กำลังของตนผลักหินที่ปิดปากถ้ำ แล้วพาบิดาหนี แต่ก็ถูกแม่ยักษ์นำกลับมาอีกถึง ๒ ครั้ง  ครั้งที่สาม พระโพธิสัตว์จึงถามแม่ว่า  “แม่ ธรรมดาว่าถิ่นของแม่ก็เป็นเหมือนถิ่นของลูก

วันหนึ่ง มารดาผู้เป็นยักษิณีออกไปหาอาหาร พระโพธิสัตว์รีบนำบิดาขึ้นคอ แล้ววิ่งไปด้วยความเร็ว เพื่อออกไปให้พ้นอาณาเขตของมารดา จนกระทั่งข้ามแม่น้ำที่เป็นแนวเขตได้ ขณะกำลังยืนอยู่กลางแม่น้ำ มารดาผู้เป็นยักษ์กลับจากหาอาหาร ไม่พบสามีและบุตร จึงวิ่งตามมาด้วยความเร็ว เห็นคนทั้งสองอยู่กลางแม่น้ำ แต่ตนเองลงไปไม่ได้เพราะล่วงเขตไปแล้ว จึงยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ พลางพูดอ้อนวอนว่า.. “ลูกรัก เจ้าอย่าทำอย่างนี้เลย พาพ่อเจ้ากลับมาเถิด” พระโพธิสัตว์ตอบว่า “แม่ ที่ลูกทำเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าลูกไม่รักแม่นะ แต่ลูกปรารถนาที่จะกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ทั้งหลาย ขอแม่อย่าเป็นกังวลเลย เมื่อมีโอกาสลูกจะกลับมาเยี่ยมแม่”       

ไม่ว่านางยักษิณีจะอ้อนวอนเพียงไรก็ตามก็ไม่อาจทำให้สองพ่อลูกเปลี่ยนใจได้ แม่จึงกล่าวกับลูกว่า… “ลูกรัก การไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์นั้น หากไม่มีความรู้ก็ยากจะเอาตัวรอดได้ แม่จะสอนมนต์บทหนึ่งให้เจ้า มนต์บทนี้ชื่อ จินดามณี สามารถติดตามรอยเท้าของผู้ที่หายไปถึง ๑๒ ปีได้”  และได้ให้พระโพธิสัตว์เรียนมนต์ หลังจากสอนมนต์ให้ลูกรักแล้ว นางก็กล่าวว่า “เมื่อไม่มีลูก และพ่อของเจ้า แม่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้” กล่าวจบก็ทุบอกตนเองจนตายตรงริมฝั่งแม่น้ำนั่นเอง พระโพธิสัตว์และบิดาพากันร้องไห้เสียใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลังจากเผานางยักษิณีแล้ว ทั้งสองเดินทางเข้าสู่เมืองพาราณสี     

เมื่อเข้าไปในเมืองแล้ว บิดาพาพระโพธิสัตว์ไปสมัครรับราชการกับพระราชาพร้อมกราบทูลถึงความสามารถพิเศษ ที่บุตรมีวิชาสังเกตรอยเท้า เนื่องจากสมัยนั้น โจรชุกชุมมาก การปราบปรามโจรไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นปัญหาใหญ่ของราชสำนัก พระราชารู้ว่า มีบุคคลที่มีความสามารถพิเศษเช่นนั้น ทรงดีพระทัย รับสั่งให้เข้าเฝ้าและอนุญาตให้รับราชการ โดยพระราชทานทรัพย์วันละหนึ่งพัน แล้วให้อยู่แผนกตามจับเหล่าโจร 

           ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ได้รับราชการอยู่ในราชสำนัก แต่เนื่องจากเพิ่งจะเข้ามาใหม่ จึงยังไม่มีคดีที่ต้องสะสาง ฝ่ายปุโรหิตเมื่อเห็นพระโพธิสัตว์รับทรัพย์มากมาย โดยยังไม่ได้แสดงผลงานใดๆ จึงทูลพระราชาให้ทดสอบความสามารถของพระโพธิสัตว์ พระราชาก็ทรงปรารถนาเช่นนั้น จึงวางแผนกับปุโรหิตเพื่อทดสอบพระโพธิสัตว์

ส่วนพระโพธิสัตว์ถูกทดสอบอย่างไรนั้น เราจะมาศึกษากันในครั้งต่อไป…..
    
เราจะเห็นว่า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ย่อมเป็นที่ต้องการ และมักถูกทดสอบอยู่บ่อยๆ ดังนั้น เราจะต้องฝึกตัวของเราให้ดี หน้าที่ของเราก็ควรทำให้พร้อมในทุกๆ เรื่อง เราจะได้แก้ไขปัญหาทั้งหลายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะการที่เราจะต้องทำหน้าที่กัลยาณมิตร ชักชวนให้ทุกๆ คนมาสู่เส้นทางการสร้างบารมีนั้น ยิ่งจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ หากเรามีความพร้อมเราก็จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ และมีความสุขกันทุกๆ คน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๖๗-๔๗๔

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๙   หน้า ๖๕๙


วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

จงฉลาดในการใช้ทรัพย์

จงฉลาดในการใช้ทรัพย์



                 เวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเมื่อผ่านไปก็ไม่ผ่านไปเปล่า ยังได้นำความแก่ชรา ความเสื่อมของสังขารมาให้ สำหรับชีวิตของนักสร้างบารมีนั้น ต้องไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่ต้องสร้างบุญไปพร้อมๆ กับเวลาที่ล่วงเลยไป ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นบุญบารมีก็ยิ่งต้องเพิ่มพูนขึ้นด้วย การใช้ชีวิตให้ผ่านไปด้วยการสร้างบุญเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต เกิดมาอย่างมีคุณค่า ได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา

มีวาระแห่งสุภาษิตใน สัปปุริสสูตร ความว่า...

              “สัตบุรุษผู้ครอบครองทรัพย์ ย่อมเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เทวดาย่อมรักษาเขาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล และความประพฤติ เกียรติย่อมไม่ละผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครจะสามารถติเตียนผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล มีวาจาสัจ มีหิริในใจ เปรียบเหมือนแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาก็ชื่นชม แม้พรหมก็สรรเสริญ”

              
สัตบุรุษทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ที่มีดวงปัญญาแจ่มใส สามารถแยกแยะได้อย่างแจ่มแจ้งว่า สิ่งใดเป็นประโยชน์มาก สิ่งใดเป็นประโยชน์น้อย หรือสิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ จะรู้แจ้งทั้งในโลกนี้และหนทางที่จะไปสู่ปรโลก ผู้เป็นสัตบุรุษ แม้เมื่อมีทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว ก็จะมองทรัพย์เหล่านั้นเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่จะสนับสนุนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย และเป็นสิ่งที่ไว้ใช้สร้างบารมีทำประโยชน์ใหญ่ให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ บัณฑิตนักปราชญ์เมื่อมีทรัพย์จึงไม่หวงแหนหรือตระหนี่แม้แต่น้อย

              
พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะทุกภพทุกชาติที่เกิดมานั้น ท่านไม่เคยมีความตระหนี่เกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย มีแต่ให้กับให้ ตัวท่านนั้นมุ่งพระโพธิญาณอย่างเดียว ใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีเท่านั้น ในความคิดของนักสร้างบารมี ทรัพย์ที่มีอยู่ก็เพื่อสร้างบารมีเพียงอย่างเดียว พวกเรามักได้เห็นตัวอย่างของนักสร้างบารมีทั้งหลายในกาลก่อน 

              
ทุกๆ ครั้งที่เหล่านักสร้างบารมีเหล่านั้นบริจาคทรัพย์ มีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ท่านจะสละทรัพย์เพื่อเป็นประโยชน์ใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทานแก่ชนทั้งหลาย หรือทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างมหาวิหารเชตวัน อันเป็นอารามสำหรับเผยแผ่ธรรมะในยุคนั้น ทรัพย์ที่เกิดขึ้นสำหรับสัตบุรุษ จึงเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนเป็นอันมาก

               
ต่างจากเหล่าอสัตบุรุษ คนเหล่านี้จะใช้ทรัพย์ไม่เป็น เป็นผู้ที่ใช้ทรัพย์เพื่อความเดือดเนื้อร้อนใจสำหรับคนหมู่มาก ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น หลักในการใช้ทรัพย์ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้เช่นกัน ซึ่งเป็นพุทธดำรัสที่มีประโยชน์กับพระพุทธศาสนามาก

               
สมัยพุทธกาล ครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาถึงที่ประทับ เมื่อท่านเศรษฐีนั่งเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านรู้ไหมว่า การที่จะถือเอาประโยชน์อย่างแท้จริงจากทรัพย์ที่มีอยู่นั้นควรทำอย่างไร”

               
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ไม่อาจทราบได้ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้าพระองค์ด้วยเถิด เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องพระเจ้าข้า” พระดำรัสของพระศาสดาต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นแนวทางที่จะทำให้พระสาวกใช้จ่ายทรัพย์เป็น ใช้จ่ายอย่างถูกวิธี ไม่สุรุ่ยสุร่ายเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่เราจะถือเอาได้จากโภคทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่นั้น มีอยู่ ๕ ประการด้วยกัน บุคคลใดทำได้ทั้ง ๕ ประการนี้ เท่ากับว่าได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์ทีเดียว” แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า….

               “
ประโยชน์ ๕ ประการที่ตถาคตกล่าวถึงนั้น คือพระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความยากลำบาก สะสมมาด้วยกำลังเรี่ยวแรง อาบเหงื่อต่างน้ำ ได้มาโดยชอบธรรม ย่อมใช้ทรัพย์เหล่านั้นเลี้ยงตนเองให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำสำราญ เลี้ยงบุตรภรรยา ทาสกรรมกร คนรับใช้ให้เป็นสุข นี้เป็นประโยชน์ที่จะถือเอาจากโภคทรัพย์ข้อที่ ๑

              
ดูก่อนคฤหบดี นอกจากจะเลี้ยงตนเองและบุตรภรรยา ทาสกรรมกร คนรับใช้ให้เป็นสุขแล้ว พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ทั้งหลายที่หามาได้ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก สะสมมาด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ แสวงหามาได้โดยชอบธรรม เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาจากโภคทรัพย์ข้อที่ ๒

              
ดูก่อนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ นอกจากจะถือเอาประโยชน์จากทรัพย์ คือใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ทั้งสองประการแล้ว ย่อมใช้ทรัพย์ที่ตนเองหามาได้โดยชอบธรรม ได้มาโดยธรรม ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาจากทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ข้อที่ ๓

              
อีกประการหนึ่ง เมื่อทำทั้งสามข้อนั้นแล้ว ย่อมถือเอาประโยชน์จากทรัพย์ด้วยการทำพลีกรรม ๕ ประการ ได้แก่ ญาติพลีคือบำรุงญาติ อติถิพลีคือต้อนรับแขก ปุพเพเปตพลีคือทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับ ราชพลีคือบริจาคทรัพย์เพื่อส่วนรวม และเทวตาพลีคือทำบุญอุทิศให้เทวดา นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาจากทรัพย์ข้อที่ ๔

              
ดูก่อนคฤหบดี เมื่ออริยสาวกทำสิ่งทั้ง ๔ อย่างแล้ว ประการที่สำคัญที่สุด คือ อริยสาวกย่อมใช้จ่ายทรัพย์ของตนเพื่อบำเพ็ญทักษิณาทานเกื้อกูลในหนทางสวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญ มุ่งที่จะดับทุกข์ให้หมดสิ้นไป นี้เป็นข้อที่ ๕

                     บุคคลใดใช้จ่ายทรัพย์บำเพ็ญประโยชน์ทั้ง ๕ ประการนี้สมบูรณ์ ย่อมไม่เดือดร้อนทั้งในภพนี้และภพหน้า เพราะตนเองได้ถือเอาประโยชน์จากทรัพย์อย่างแท้จริง” ท่านเศรษฐีได้ฟังพระพุทธดำรัสดังนี้ รู้สึกปีติเบิกบานในการกระทำของตนเองยิ่งนัก เพราะท่านบำเพ็ญได้อย่างสมบูรณ์ทุกข้อ

             
จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าพระบรมศาสดาของเรานั้น ได้ตรัสแนวทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่มีอยู่อย่างชัดเจน ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ทั้งประโยชน์ในภพนี้และประโยชน์ในภพหน้า ขอให้พวกเราใช้ทรัพย์ให้เป็น ใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ อย่าตกอยู่ในความประมาท หากปรารถนาจะสร้างหนสู่ทางสวรรค์และนิพพานแล้ว จงอย่าตระหนี่ เพราะการบำเพ็ญบุญนั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเรา ตลอดจนมวลมนุษยชาติด้วย




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๙๒-๔๙๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๓๖   หน้า ๙๓



วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562

คนโง่ได้ยศก็ไม่เกิดประโยชน์

คนโง่ได้ยศก็ไม่เกิดประโยชน์
 



                จุดมุ่งหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์คือการไปสู่อายตนนิพพาน การจะทำให้ได้เช่นนั้น ใจต้องสะอาดบริสุทธิ์ ต้องหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ที่คอยบังคับบัญชาให้เราเวียนว่ายตายเกิด โดยต้องอาศัยวิธีการทำหยุดทำนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วยวิธีการอย่างถูกวิธี ทำสม่ำเสมอทุกวัน ถ้าทำวันหนึ่งแล้วหยุดไปหลายๆ วันก็ไม่ได้ผล เพราะว่าชั่วโมงหยุด ชั่วโมงนิ่ง ชั่วโมงกลางนั้นน้อยไป

                      แต่ถ้าทำสม่ำเสมอทุกวัน ในทุกอิริยาบถ ให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อทำบ่อยจะคุ้นเคย จนกระทั่งเราไม่ใช่สิ่งแปลกหน้าสำหรับศูนย์กลางกาย ไม่ช้าศูนย์กลางกายจะต้อนรับเรา ใจของเราจะอยู่ที่ตรงนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถใด จะทำภารกิจอันใดก็ตาม ใจจะไม่เคลื่อนออกจากศูนย์กลางกาย หากเราทำได้อย่างนี้ ร่างกายของเราจะเป็นฐานรองรับความบริสุทธิ์ภายใน กระแสธรรมภายในก็จะไหลผ่านตัวเราตลอดเวลา ทำให้เราสมปรารถนาในชีวิตได้

มีวาระพระบาลีใน ทุมเมธชาดก ความว่า...

              “ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ  อนตฺถํ จรติ อตฺตโน
               อตฺตโน จ ปเรสฺญฺจ    หึสาย ปฏิปชฺชติ

               ผู้มีปัญญาทรามได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อความเบียดเบียนตน และคนอื่น”

         สมบัติพัสถานบริวารทั้งหลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของ และยังทำให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคมอีกด้วย ผู้มีปัญญาจึงแสวงหาและรักษาไว้ซึ่งสมบัติเหล่านั้นให้เพิ่มพูนงอกงามยิ่งขึ้นไป อีกทั้งพวกพ้องบริวารก็เป็นสมบัติ

           อีกประการหนึ่งที่เรียกว่าบริวารสมบัติ ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี ยิ่งเป็นบริวารที่ดีมีความรู้ความสามารถมากเท่าไร ยิ่งต้องหวงแหน และทนุถนอมเอาไว้ให้ดี เพราะคนเราจะเป็นผู้นำที่มั่นคงถาวรได้นั้นต้องอาศัยบุคคลรอบข้าง เหมือนหมู่ไม้ยิ่งมีเยอะเท่าไรก็ยิ่งช่วยกันต้านพายุแรงลมได้มากเท่านั้น ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาจึงแสวงหาบริวารที่มีความรู้ความสามารถ และพยายามดึงความรู้ความสามารถของเขาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการพัฒนาองค์กร และประเทศชาติสืบไป

            มีบุคคลบางประเภทแทนที่จะภาคภูมิใจในบริวารของตน กลับอิจฉาริษยาในความรู้ความสามารถของเขา และพยายามหาทางทำลายเขา ซึ่งเท่ากับทำลายตนเองด้วย เพราะภูเขาสูงใหญ่ย่อมประกอบไปด้วยก้อนหินทั้งก้อนเล็กและก้อนใหญ่ หากไม่มีก้อนหินก้อนดินเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ภูเขาจะตั้งอยู่ได้อย่างไร บุคคลที่ทำเช่นนี้ถือว่าไม่ฉลาด ยิ่งหากเป็นบุคคลที่มัวเมาในยศ ก็ยังเป็นการเบียดเบียนตน และบุคคลอื่นๆ ให้ได้รับความลำบากและความทุกข์ ดังเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ดังนี้

           เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ได้ทรงทราบว่า ภิกษุทั้งหลาย ต่างพากันกล่าวโทษของพระเทวทัตในธรรมสภาว่า แม้พระเทวทัตมองดูพระพักตร์อันทรงสิริ เหมือนดวงจันทร์เต็มดวง        และพระอัตภาพอันประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐   และมหา  ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสได้ มิหนำซ้ำยังอิจฉาริษยาอีกด้วย ยิ่งมีผู้กล่าวว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประกอบด้วย อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ยากที่ใครจะหยั่งถึง ก็ยิ่งเพิ่มแรงริษยามากขึ้นอีก

           ครั้นพระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามภิกษุถึงสาเหตุของการสนทนากัน เมื่อทราบความนั้นแล้วจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตกระทำการริษยาต่อเรา ในเมื่อมีผู้กล่าวถึงคุณของเรา แม้ในปางก่อนก็เคยทำมาแล้วเช่นกัน” ทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า...

           ในอดีตกาล ครั้งพระราชามคธครองราชย์สมบัติในกรุง    ราชคฤห์ พระบรมโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้างเผือก ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติคชลักษณ์ทุกประการ และยังได้เป็นมงคลหัตถีของพระราชาอีกด้วย เมื่อถึงวันมหรสพ  พระราชาโปรดให้ประดับตกแต่งบ้านเมืองให้งดงามดังเทพนคร  และเสด็จขึ้นมงคลหัตถีอันประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงกระทำประทักษิณด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ 

             มหาชนยืนดูการประทักษิณของพระราชา เห็นสรีระอันงามเลิศด้วยสมบัติของมงคลหัตถี ต่างพากันพรรณนามงคลหัตถีเชือกนั้นว่า มีรูปงาม การเดินสง่างาม กิริยาท่าทางองอาจ สมบูรณ์ด้วยคชลักษณะอย่างแท้จริง พญาช้างเผือกนี้สมควรยิ่งที่เป็นคู่บุญบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ

            พระราชาทรงสดับเสียงสรรเสริญมงคลหัตถี ห้ามพระทัยที่จะริษยาไม่ได้ ทรงคิดว่า  วันนี้แหละจะให้มันตกเขาตายให้จงได้ ทรงรับสั่งให้ตามควาญช้างมา แล้วตรัสถามว่า “ช้างนี้ฝึกดีแล้วหรือ” ควาญช้างกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ได้ฝึกมาดีแล้วพระเจ้าข้า” พระราชาตรัสท้วงว่า “ยังฝึกได้ไม่ดี” แม้ควาญช้างจะกราบทูลยืนยันว่า ฝึกมาดีแล้ว พระองค์ยังตรัสว่า “ถ้าฝึกดีจริง เจ้าสามารถให้มันขึ้นไปบนยอดเขาเวปุลละได้หรือ” ควาญช้างทูลว่า “ได้พระเจ้าข้า”

             พระราชาเสด็จลงจากหลังช้าง แล้วให้นายควาญช้างขึ้นนั่งแทน เมื่อควาญช้างนั่งบนหลังช้างแล้ว จึงไสขึ้นสู่ยอดเขาเวปุลละ ส่วนพระราชาแวดล้อมด้วยเสนาอำมาตย์ได้เสด็จตามไปด้วย จากนั้นพระองค์รับสั่งให้ควาญช้างไสช้างไปยืนใกล้ปากเหว พลางตรัสขึ้นว่า “เจ้าบอกว่า ช้างเชือกนี้ฝึกมาดีแล้ว ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงให้มันยืน ๓ ขา”

              ควาญช้างให้สัญญาณช้าง พร้อมกล่าวว่า “พ่อเอ๋ย เจ้าจงยืน ๓ ขาตามพระดำรัสของพระราชาเถิด” พระราชาตรัสบอกอีกว่า “ให้ช้างยืนด้วยเท้าหน้าทั้งสอง” พระโพธิสัตว์ทำตามนั้น ได้ยกเท้าหลังทั้งสองขึ้น ยืนด้วยสองเท้าหน้า  จากนั้นพระราชาตรัสบอกให้ยืนด้วยสองเท้าหลังอีก เท่านั้นยังไม่พอ พระราชายังตรัสสั่งให้ช้างพระโพธิสัตว์ยืนขาเดียว ถึงกระนั้น ช้างพระโพธิสัตว์ก็สามารถยืนขาเดียวตามพระกระแสดำรัสทุกประการ

            เมื่อทำให้พญาช้างตกเหวไม่ได้ พระราชาจึงตรัสขึ้นว่า “ถ้ามีความสามารถจริง ก็จงให้ช้างยืนบนอากาศเถิด” ควาญช้างฟังดังนั้น คิดว่า “ทั่วชมพูทวีป ช้างที่ฝึกดีเช่นกับช้างนี้ไม่มีอีกแล้ว พระราชาประสงค์จะให้ช้างตกเหวตายเป็นแน่” จึงกระซิบที่หูของช้างว่า “พ่อเอ๋ย พระราชาประสงค์จะให้เจ้าตกเหวตาย เจ้าไม่คู่ควรกับพระองค์เลย ถ้าเจ้ามีความสามารถจริง จงพาเราเหาะไปสู่พระนครพาราณสีเถิด”

            พญาช้างพระโพธิสัตว์ผู้เพียบพร้อมด้วยบุญฤทธิ์ได้ฟังอย่างนั้น จึงอธิษฐานจิตไปยืนอยู่กลางอากาศบัดนั้นเอง ขณะเดียวกัน ควาญช้างได้กราบทูลพระราชาว่า “ข้าแต่มหาราช ช้างนี้ถึงพร้อมด้วยบุญฤทธิ์ ไม่คู่ควรกับผู้มีบุญน้อย  มีปัญญาทรามเช่นพระองค์ แต่คู่ควรกับพระราชาผู้เป็นบัณฑิตถึงพร้อมด้วยบุญเท่านั้น ธรรมดาคนมีบุญน้อยเช่นพระองค์ แม้ได้พาหนะดีเลิศเช่นนี้ ก็มิได้รู้ถึงคุณค่า รังแต่จะยังสัตว์ผู้มีบุญ และลาภยศสิริสมบัติให้ฉิบหายไป”

           จากนั้น ควาญช้างได้ให้พญาช้างโพธิสัตว์เหาะตรงไปยังเมืองพาราณสีทันที เมื่อถึงพระลานหลวง ช้างโพธิสัตว์หยุดลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ทั่วทั้งพระนครเกิดโกลาหล เสียงแซ่ซ้องเอิกเกริกทั่วเมืองว่า “ช้างเผือกของพระราชาของเรามาทางอากาศ ได้หยุดลอยอยู่ที่ท้องพระลานหลวงแล้ว” พวกราชบุรุษรีบไปกราบทูลพระราชาทันที

           พระราชาตรัสขึ้นว่า “ถ้าเจ้ามาเพื่อเป็นอุปการะแก่เรา เชิญเจ้าจงลงยืนเถิด” พระโพธิสัตว์จึงลงมายืนบนท้องพระลานหลวง ควาญช้างก้าวลงมาถวายบังคมพระราชา พระราชาตรัสถามว่า “พ่อคุณมาจากไหนกัน” ควาญช้างทูลตอบว่า “มาจากเมืองราชคฤห์ พระเจ้าข้า” จากนั้น ได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมด พระราชาตรัสว่า “พ่อคุณ การที่พ่อมาที่นี้ เป็นการดี และน่าชื่นชมจริงๆ” ทรงดีพระทัยมาก ได้แต่งตั้งพญาช้างในตำแหน่งมงคลหัตถี   และแบ่งราชสมบัติทั้งหมดออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งได้พระราชทานแก่พระโพธิสัตว์  ส่วนหนึ่งแก่นายควาญช้าง  อีกส่วนหนึ่งของพระองค์

          พระองค์ทรงปกครองพสกนิกรโดยธรรม นับตั้งแต่พระโพธิสัตว์มา  ราชสมบัติทั่วทั้งชมพูทวีปก็อยู่ในครอบครองของพระเจ้าพาราณสี  ทำให้พระองค์ได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ทั่วชมพูทวีปที่เปี่ยมด้วยทศพิธ ราชธรรม  ครั้นจบพระธรรมเทศนา พระพุทธองค์ตรัสประชุม   ชาดกว่า “พระราชามคธในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัต  พระเจ้ากรุงพาราณสีได้มาเป็นพระสารีบุตร นายควาญช้างได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพญาช้างได้มาเป็นเรา ตถาคตนั่นเอง”

          จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เป็นสิริมงคลคู่ควรกับผู้มีบุญเท่านั้น คนบุญน้อยได้มาแล้วแทนที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างเสริมบารมีให้เพิ่มขึ้น กลับไม่ทำเช่นนั้น กลับคิดอิจฉาริษยาหาทางทำลายของมงคล คนมีบุญมากเท่านั้นที่รู้คุณค่าของที่มีสิริมงคล และสามารถดึงศักยภาพสิ่งดีนั้น ๆ  ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ สิ่งที่ดีหรือโอกาสอันดีที่เป็นสิริมงคลจึงเกิดขึ้นกับผู้เป็นเจ้าของ เราทุกคนก็เช่นกัน ได้สิ่งที่ดี  ที่ประเสริฐ คือได้พบพระพุทธศาสนา รู้จักวิธีการเข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดแล้ว ให้หวงแหน และรักษาไว้ยิ่งชีวิต จะได้เป็นที่พึงที่ระลึกของเราทั้งในภพนี้และภพหน้าตลอดไป



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๙๖-๓๐๓


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๖   หน้า ๔๖๙



ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...