วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เสียงสาธุการของเทวดา

เสียงสาธุการของเทวดา

               ชีวิตในโลกนี้แสนสั้น แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนานมาก เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ต้องจากโลกไป แต่การเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ หรือเสวยวิบากกรรมในอบายภูมิ เป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนาน นานเป็นกัปๆ ชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัว สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจและไม่ได้สั่งสมบุญไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้ว เพราะการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนภพภูมิหรือเปลี่ยนที่อยู่ใหม่เท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกภายใน จะเป็นหลักประกันชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันอุดมและปลอดภัยที่สุด ที่จะนำชีวิตไปสู่สุคติภูมิอย่างแน่นอน
  
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า...



              “อสชฺฌายมลา มนฺตา    อนุฏฺฐานมลา ฆรา

               มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ    ปมาโท รกฺขโต มลํ



            มนต์ทั้งหลาย มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา”


              มนต์หรือวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาในโลกนี้ หากไม่นำมา ทบทวนหรือใช้บ่อยๆ ไม่นานก็ลืม ท่านจึงบอกว่าการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เหมือนของกินหากไม่กินมันก็เน่า ของเก่าหากไม่นำมาเล่าบ่อยๆ เดี๋ยวก็ลืม บ้านเรือนของเราก็เช่นกัน ต้องหมั่นดูแลรักษาปัดกวาด เช็ด ถู ให้แลดูสะอาดตา มิเช่นนั้นฝุ่นลอองก็จะจับ



             สรีระยนต์ของเราก็เช่นกัน ต้องหมั่นอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ไม่ให้มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา ตั้งแต่กลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเสื้อผ้า ความไม่สะอาดเป็นมลทินของผิวพรรณ ต้องให้สะอาด เราจึงจำเป็นต้องชำระล้างร่างกายให้หอมไปด้วยกลิ่นศีลกลิ่นธรรมเท่านั้น สิ่งที่เป็นมลทินยิ่งกว่านั้น คือความประมาท ความประมาทเป็นมลทินของใจ และเป็นภัยในวัฏฏะ สามารถฉุดให้เราพลัดไปบังเกิดในอบายภูมิได้



              มลทิน คือความประมาทนี้ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง อย่าให้มาเกาะกินใจของเราได้ เพราะความไม่ประมาทเป็นทางรอดในสังสารวัฏ ช่วยปิดประตูนรก ยกใจขึ้นสู่สวรรค์นิพพานได้ มีเรื่องเล่าว่า


             ในวัดโกฏิบรรพต มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งท่องมนต์บทมหาสมัยสูตรภายในถ้ำ เทพธิดาองค์หนึ่งอยู่ที่ต้นกากทิงใกล้ประตูถ้ำ ได้ยินเสียงท่องมนต์ก็ตั้งใจฟัง ในเวลาจบพระสูตร จึงให้สัททสาธุการดังก้องทีเดียว ภิกษุหนุ่มถามไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่นอกถ้ำว่า ท่านเป็นใคร เมื่อรู้ว่าเป็นเทพธิดา จึงไต่ถามว่า “ทำไมวันนี้จึงได้มาเปล่งสาธุการ แล้วทำไมวันอื่นๆ ไม่เห็นมา”


             เทพธิดาให้เหตุผลว่า นางได้ฟังพระสูตรนี้ในวันที่พระทศพลประทับนั่งแสดงที่ป่าใหญ่ วันนี้ได้ฟังอีกรอบ จึงรู้สึกปีติยินดี เพราะธรรมะที่ท่านท่องในวันนี้ตรงกับธรรมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ไม่ทำให้อักษรแม้ตัวเดียวคลาดเคลื่อนหรือผิดเพี้ยนเลย ภิกษุหนุ่มรู้ว่าตนเองกำลังสนทนากับเทพนารี ก็รู้สึกตื่นเต้น และก็อยากรู้เรื่องราวการแสดงมหาสมยสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง จึงได้ถามเทพธิดาว่า “ได้ยินว่าในวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมบทนี้อยู่ มีเหล่าทวยเทพมากมายนับไม่ถ้วนมาฟังธรรมกัน เป็นความจริงหรือ แล้วในสมัยนั้นท่านเทพธิดายืนฟังอยู่ตรงไหน” เทพนารีได้เล่าว่า



              คืนหนึ่ง เทวดาจากสวรรค์ทั่วทุกชั้นฟ้า ได้พร้อมใจกันมานมัสการพระทศพลในป่าใหญ่เพื่อฟังธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระพุทธเนรมิตขึ้น เพื่อโต้ตอบปัญหากับพระพุทธองค์



              ครั้นหมู่เทพได้เห็นพุทธเนรมิตนั้น ต่างนึกว่าเป็นดวงจันทร์ดวงที่สองปรากฏขึ้น แต่เมื่อพระพุทธเนรมิตเคลื่อนเข้ามาใกล้ ความสว่างไสวกลับเพิ่มขึ้นเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เปล่งประกายสว่างไสว เมื่อเข้ามาใกล้ขึ้นอีก เหล่าทวยเทพต่างนึกว่าเป็นวิมานของเทวดาผู้มีอานุภาพมาก


             ครั้นเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นอีกก็นึกว่าเป็นมหาพรหม แต่เมื่อดูชัดๆ จึงรู้ว่านี่เป็นพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง พวกเทวดาคิดกันว่า ลำพังพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่ประชุมเทวดาก็ใหญ่ขนาดนี้แล้ว หากสองพระองค์จะใหญ่ขนาดไหน แต่บางพวกคิดว่า ในโลกธาตุเดียว ไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้องทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่งเป็นแน่



              ขณะที่หมู่เทพกำลังวิจารณ์กันอยู่นั้น พระพุทธเนรมิตก็เสด็จมาถึง แล้วประทับนั่งบนพระที่นั่งที่เนรมิตไว้ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ทั้งของพระผู้มีพระภาคเจ้าและของพระพุทธเนรมิตก็มีครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนกัน พระฉัพพรรณรังสีเปล่งออกจากพระสรีระของพระพุทธเจ้ากระทบกับฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเนรมิต ทำให้รัศมีพุ่งจากพระสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ไปจรดชั้น    อกนิฏฐพรหม แล้วตั้งอยู่ที่ขอบจักรวาล สว่างไสวเรืองรองอยู่ตลอดเวลา



               เทวดาในหมื่นจักรวาลที่มาสู่มหาสมาคม ก็รวมเป็นกลุ่มในจักรวาลเดียวกันเข้าไปอยู่ในระหว่างวงรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ ไม่ส่งใจไปในที่อื่น มีพระพุทธเจ้าและพระพุทธเนรมิตเป็นอารมณ์เดียวกัน เมื่อพระพุทธเนรมิตกำลังประทับนั่งอยู่นั้น ก็ได้ตรัสชมเชยการละกิเลสที่โพธิบัลลังก์ของพระทศพล และตรัสถามปัญหาหลายข้อ เพื่ออนุเคราะห์สรรพสัตว์ เช่นถามว่า มุนีผู้ประเสริฐ ผู้มีปัญญามาก การออกจากเรือนแล้วบรรเทากามทั้งหลาย พึงท่องเที่ยวไปในโลกโดยชอบอย่างไร



              พระบรมศาสดาได้ทรงวิสัชนาปัญหา เป็นการแสดงธรรมให้กับภิกษุสงฆ์ และเหล่าทวยเทพทั้งหมดได้ฟัง ซึ่งมีความละเอียดสุขุมลุ่มลึกไปตามลำดับ ในขณะที่พระองค์กำลังแสดงธรรมนั้น เทพนารีท่านนี้ ได้เป็นเทวดาในราวป่าใหญ่ เมื่อพวกเทวดาชั้นผู้ใหญ่พากันมา จนไม่มีที่ว่างในชมพูทวีป นางต้องถอยร่นจากชมพูทวีปไปถึงตัมพปัณณิทวีป ไปยืนอยู่ริมฝั่งทะเล แม้กระนั้นเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ยังทยอยตามกันมาอีกมากมาย ทำให้นางต้องค่อยๆ ถอยร่นลงไปแช่อยู่ในทะเลลึกถึงคอ แต่ถึงกระนั้นนางได้ตั้งใจยืนฟังธรรมด้วยความเลื่อมใสยิ่งนัก



               ภิกษุหนุ่มถามว่า “ในเมื่อท่านยืนอยู่ไกลถึงเพียงนั้น จะเห็นพระพักตร์หรือได้ยินพระสุรเสียงของพระพุทธองค์ได้อย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “โอ พระพุทธเจ้า มีอานุภาพไม่มีประมาณ วันที่พระพุทธองค์แสดงธรรมนั้น เสมือนทรงเทศนาให้ดิฉันฟังเพียงผู้เดียว ถึงแม้อยู่ไกลเพียงใดก็เหมือนอยู่ใกล้” พระภิกษุหนุ่มถามต่อว่า “เขาเล่ามาว่า วันนั้นมีเทวดาแสนโกฏิสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านล่ะตอนนั้นสำเร็จด้วยหรือไม่” นางตอบว่าได้บรรลุโสดาปัตติผล



               ภิกษุหนุ่มต้องการเห็นตัวตนของเทพธิดา เพราะได้ยินแต่เสียงเท่านั้นจึงกล่าวว่า “ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านจะแสดงกายให้อาตมาเห็นได้ไหม” เทพธิดาบอกว่า “จะแสดงให้เห็นก็ได้แต่ไม่ควร ดิฉันจะแสดงให้เห็นแค่ข้อนิ้วมือ” จากนั้นนางได้สอดนิ้วมือเข้ามาในถ้ำ นิ้วมือนั้นเป็นเหมือนยามที่พระจันทร์พระอาทิตย์ขึ้นเป็นพันๆ ดวง ทำให้ภิกษุหนุ่มเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เทพธิดาได้กล่าวแนะนำภิกษุหนุ่มว่า “ขอท่านอย่าประมาท ให้เร่งรีบทำความเพียรเถิด และจงยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ในอริยวินัยนี้” จากนั้นนางได้นมัสการลา และแสงสว่างก็อันตรธานหายไปในบัดดลนั่นเอง



               นี่เป็นเรื่องราวของเทวดาที่มาปรากฏกาย และเตือนสติให้พระภิกษุไม่ประมาทในการบำเพ็ญเพียรภาวนา เทวดาที่เป็นพระอริยบุคคลในสวรรค์มีมากมาย ท่านเหล่านั้นแม้จะเสวยสุขอยู่ในภพอัน
เป็นทิพย์ก็ตาม แต่ก็เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท จิตใจมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน พวกเราก็เช่นเดียวกัน อย่าให้ความประมาทมาเป็นมลทินใจ 
ทำให้เกียจคร้านในการประพฤติปฏิบัติธรรม ผลัดวันประกันพรุ่ง  วันเวลาที่ผ่านไปอย่าปล่อยให้ผ่านไปเปล่า ต้องผ่านไปพร้อมกับให้ได้บุญบารมีที่เพิ่มพูนขึ้น อีกทั้งกาย วาจา ใจก็สะอาดบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ให้แก่บุญแก่บารมี มีพระรัตนตรัยภายในเป็นสรณะกันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๕๑๘-๕๒๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๑๔   หน้า ๑๑๘

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สิ่งที่ทำได้ยากเมื่อให้ไปแล้ว

เมื่อให้ไปแล้ว ไม่เสียดายในภายหลัง
เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง
 

            ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ล้วนต้องผ่านสภาวะแห่งการดำรงสถานภาพต่างๆมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชา มหากษัตริย์ พระเจ้าจักรพรรดิหรือแม้กระทั่งเกิดเป็นยาจกเข็ญใจ การที่เรารู้ว่า เกิดมาทำไม อะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต แล้วตั้งเป้าหมายของชีวิตได้ถูกต้องมุ่งไปสู่จุดหมายได้นั้น นับว่าเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐสุด 

            อย่างไรก็ดีการที่เราจะประคับประคองตนให้อยู่ในสภาวะเช่นนี้ได้ จำเป็นจะต้องหมั่นประคองใจของเราให้อยู่ในแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ให้ได้ตลอดเวลา ด้วยการทำใจหยุดใจนิ่งอยู่ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หากทำได้เช่นนี้ ชีวิตในปัจจุบัน และในอนาคตก็ย่อมปลอดภัยจากทุกๆ สิ่งรวมทั้งในสังสารวัฏอันยาวไกลด้วย

มีวาระพระบาลีใน ทสัณณกชาดก ความว่า...

         “ทเทยฺย ปุริโส ทานํ       อปฺปํ วา ยทิวา พาหุ ํ
          โย จ ทตฺวา นานุตปฺเป     ตํ ทุกฺกรตรํ ตโต
           สพฺพญฺญํ สุกรํ ฐานํ        เอวํ ชานาหิ มคธ

              คนควรให้ทาน จะน้อยหรือมากก็ตาม แต่ผู้ใด ครั้นให้ของรักของตนแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง การไม่เดือดร้อนใจนั้น  เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบ กว่าการพูดว่าจะให้สิ่งของที่เป็นที่รักนั้น เหตุอย่างอื่นนั้นทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชาวมคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด”

             การให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจมาก นับตั้งแต่ที่เราลืมตาขึ้นดูโลก ชีวิตของเราล้วนเกี่ยวข้องกับการให้ตลอดเวลา ตั้งแต่บิดามารดาที่มอบความรักความอบอุ่นให้กับเรา ญาติพี่น้องที่ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ที่โลกเราอยู่อย่างสงบสุขได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยการให้สิ่งที่ดีงามต่อกัน ตั้งแต่การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย ความมีน้ำใจสงเคราะห์ช่วยเหลือแบ่งปัน และการสนับสนุนส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน เป็นต้น

             พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการให้เป็นอย่างมาก ในบารมีทั้งสิบทัศ  ทาน คือการให้ ยังต้องมาเป็นอันดับแรก แท้ที่จริงแล้ว การให้นี้ละเอียด และลุ่มลึกไปตามลำดับ นับตั้งแต่การให้วัตถุ ภาษาพระท่านเรียกว่า วัตถุทาน การให้ความรู้ ที่รู้จักกันดีว่า ให้วิทยาทาน และประการสุดท้ายคือ ไม่ติดใจในเรื่องราวนั้นๆ อันจะเป็นเหตุให้ขุ่นมัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา หรือที่เราเรียกกันว่า อภัยทาน นั่นเอง ลำดับแห่งการให้ มีตั้งแต่ขั้นธรรมดา ขั้นปานกลาง และขั้นอุกฤษฏ์ ซึ่งทุกท่านคงจะจำกันได้ที่มีทั้งอุปบารมี และปรมัตถบารมี

                ในชีวิตของปุถุชนคนธรรมดา หากสามารถที่จะให้โดยไม่เกิดความรู้สึกเสียดายในภายหลัง นี้เป็นสิ่งที่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายพากันยกย่องและสรรเสริญยิ่งนัก หากทำจิตได้เช่นนี้ จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข แต่กว่าจะทำเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แต่ถ้าทำได้ก็ยอดเยี่ยมทีเดียว

                ดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ในครั้งที่สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น คือ มีอุบาสกท่านหนึ่งซึ่งมีครอบครัวแล้ว ได้เห็นโทษในการครองเรือน ทั้งกับมีศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงตัดสินใจสละชีวิตทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ฝ่ายภรรยาของท่านยังทำใจกับการบวชของท่านไม่ได้ จึงไปเยี่ยมท่าน บ่อยๆ ทำให้ท่านเกิดความคิดอยากจะสึก

               เมื่อพระศาสดาทรงรู้เรื่องนี้และเล็งเห็นอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมของท่าน จึงเสด็จไปหาและตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอถูกภรรยาเก่ายั่วยวนจนอยากจะลาสิกขาหรือ” ภิกษุรูปนั้น กราบทูลตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า ภิกษุ ไม่เพียงแต่ภพชาตินี้เท่านั้น แม้ในอดีต เธอก็เคยถูกหญิงนี้ทำจนแทบเป็นบ้ามาแล้ว แต่อาศัยบัณฑิต จึงรอดชีวิตมาได้” จากนั้นพระองค์ทรงนำอดีตมาเล่าว่า

               เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ญาติทั้งหลายพากันตั้งชื่อว่า เสนกกุมาร เป็นผู้มีปัญญามาก ครั้นเติบโตขึ้นได้ศึกษาศิลปวิทยาจนสำเร็จแตกฉาน หลังจากเรียนจบแล้วก็กลับมารับราชการเป็นอำมาตย์ของพระเจ้ามัททวะ ความเป็นบัณฑิตของพระโพธิสัตว์ เป็นที่เล่าขานกันมาก

                วันหนึ่ง บุตรชายของปุโรหิตมาเข้าเฝ้าพระราชา เห็นอัครมเหสีของพระองค์ เกิดจิตปฏิพัทธ์ชนิดที่ว่ากินไม่ได้  นอนไม่หลับ นอนอดอาหารอยู่ที่บ้าน ทำให้ล้มป่วยอยู่หลายวัน พระราชาไม่เห็นบุตรปุโรหิตมาเฝ้าจึงตรัสถามว่า “บุตรปุโรหิตหายไปไหนเล่า ทำไมจึงไม่มาเข้าเฝ้า”

                 เมื่อพระองค์ทรงรู้เรื่องราวทั้งหมด จึงรับสั่งให้เรียกบุตรปุโรหิตมา พลางตรัสว่า “เราจะมอบมเหสีของเราให้ท่าน ๗ วัน ท่านพามเหสีไปอยู่ที่บ้านได้วันที่ ๘ ให้นำมาคืนเราก็แล้วกัน” เมื่อได้ฟังพระดำรัสเช่นนี้ บุตรปุโรหิตดีใจเหมือนได้แก้วทีเดียว ได้นำมเหสีไปอยู่ที่บ้าน เมื่อได้อยู่อย่างใกล้ชิด ทั้งสองยิ่งรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้นมากขึ้น จึงวางแผนหนีออกจากเมือง ไปอาศัยอยู่ที่เมืองอื่นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เส้นทางของคนทั้งสอง

                ครั้นครบ ๗ วัน พระองค์ไม่เห็นมเหสีกลับมา จึงสั่งให้ป่าวประกาศไปทั่วแว่นแคว้น ก็ไม่มีใครพบบุคคลทั้งสอง ต่อมาพระองค์ทรงเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก พระหทัยรุ่มร้อนถึงกับพระโลหิตไหลออก ทรงอาพาธอย่างหนัก ไม่มีหมอหลวงใดสามารถเยียวยาได้

                พระโพธิสัตว์รู้ว่า ที่พระราชาเป็นเช่นนี้ เพราะเจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจมาก อันที่จริงพระองค์ไม่ได้เป็นโรคอะไร เพียงแต่ไม่เห็นพระมเหสีเท่านั้น พระโพธิสัตว์จึงคิดหาอุบายช่วยพระราชา โดยเรียกอายุรอำมาตย์ และปุกกุสอำมาตย์มา พลางบอกว่า “ท่านอำมาตย์ทั้งสอง แท้ที่จริงพระราชาไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไร เพียงเพราะพระองค์มีพระหทัยอ่อนแอ เราจะออกอุบายรักษาพระราชาให้หายดีดังเดิม”

                 มหาเสนกอำมาตย์ผู้ทรงปัญญาได้นัดแนะว่า พวกเราจะให้สร้างฉากแสดงขึ้นที่พระลานหลวง แล้วจัดแสดงการละเล่น โดยให้ผู้ที่รู้วิธีการกลืนดาบแสดงให้พระราชาทอดพระเนตร แล้วเราจะผูกปัญหาตอบโต้กับพระราชา จะทำให้พระองค์ได้พระสติกลับคืนมา” หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามพากันเดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชาที่ท้องพระโรง

                 บัณฑิตทั้งสาม ถวายบังคมพระราชาแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ตอนนี้ที่พระลานหลวงมีการแสดง เมื่อมหาชนพากันดูการละเล่น ที่เป็นทุกข์ก็จะลืมความทุกข์ ขอพระองค์โปรดเสด็จไปทอดพระเนตรเถิดพระเจ้าข้า” จากนั้นทั้งสามได้พาพระราชาไปทอดพระเนตรที่ช่องพระแกล ในบรรดาคนที่แสดงการละเล่น มีชายคนหนึ่งกลืนกินดาบที่ยาวถึง ๓๓ นิ้ว เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็น ทรงแปลกพระทัย จึงตรัสถามอายุรบัณฑิตว่า ท่านอายุระ ชายคนนี้น่าอัศจรรย์นัก สามารถกินดาบที่แหลมคมได้ ยังมีสิ่งที่ทำได้ยากกว่านี้หรือไม่”

                 อายุระฟังดังนั้นรีบตอบว่า ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ใดก็ตามที่กล่าวว่า จะให้ แล้วตัดใจให้ไป ผู้นั้นได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งกว่าการกลืนดาบพระเจ้าข้า สิ่งอื่นๆ ชื่อว่าง่ายหมดทีเดียว”

                 พระราชาฟังดังนี้แล้ว ฉุกใจคิดขึ้นมาว่า ...คำพูดว่าจะให้ เราเองก็เคยพูด ว่าจะให้ราชเทวีแก่บุตรปุโรหิต แม้เราก็เป็นผู้ทำสิ่งที่ทำได้ยากหนอ เมื่อคิดได้เช่นนี้ความโศกที่ทับถมอยู่ค่อยบางเบาลงบ้าง พระราชาจึงตรัสถามต่อไปว่า “แล้วสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการพูด ว่าจะให้นั้น มีอยู่ไหม”

                ปุกกุสบัณฑิตรีบตอบว่า มหาบพิตร คนที่ไม่รักษาคำพูด สิ่งที่พูดออกไปก็ไม่มีผล ผู้ที่ให้ปฏิญญาแล้วบั่นทอนความโลภได้ จัดว่าทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งกว่าการกลืนดาบ และการให้ปฏิญญานั้นอีก” พระราชาฟังแล้วก็ฉุกคิดว่า แม้แต่ตัวเราเองก็ได้ให้พระเทวีตามคำสัญญา เราทำสิ่งที่ทำได้ยากหนอ คิดดังนี้แล้ว ความโศกก็เบาบางลงกว่าเดิม  พระองค์ฉุกคิดขึ้นอีกว่า คนที่ฉลาดเกินเสนกบัณฑิตไม่มี เราถามเสนกะบ้างดีกว่า ทรงเอ่ยถามเสนกบัณฑิตว่า พ่อเสนกะ สิ่งที่ทำได้ยากยิ่งกว่านี้มีอีกไหม”

                พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นรีบกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช คนควรที่จะให้ทานไม่ว่าน้อยหรือมากก็ตาม ยังไม่ยากกระไรนัก แต่ผู้ใดก็ตามครั้นตัดใจให้แล้ว ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นได้ชื่อว่า ทำสิ่งที่ทำได้ยากกว่าสิ่งใดทั้งหมดพระเจ้าข้า”

                พระราชาฟังดังนั้นทรงได้คิดทันทีว่า.. การที่เราตัดสินใจให้ไปแล้ว เดือดร้อนเช่นนี้ ไม่สมควรแก่เราอย่างยิ่ง เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว โรคที่เป็นอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้งโดยฉับพลันทันที ครั้นจบพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล

                จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า การที่บุคคลใด จะให้นั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ยากอยู่แล้ว สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักคำว่าให้ แม้เคยให้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะขาดจากใจได้อย่างง่ายๆ การให้แล้วตัดขาดจากใจ

                 ในเรื่องที่หลวงพ่อนำมาเล่านี้ เป็นเพียงอุทาหรณ์ให้ทุกท่านคิดเปรียบเทียบถึงการบำเพ็ญทานบารมีของพวกเรา ในขณะที่เราให้ทาน สภาวะใจของเราเป็นเช่นไร หากเราให้แล้วตัดขาดจากใจเหมือนตัดบัวไม่เหลือใย ไม่มีอะไรเหลือติดอยู่เลย ให้แล้วก็ปลื้มปีติยินดี ไม่นึกเสียดายในภายหลัง บุญกุศลที่เกิดขึ้นย่อมจะยิ่งใหญ่ไพศาล เราต้องทำให้ได้อย่างนี้ เพื่อจะได้บุญอย่างเต็มเปี่ยมไม่มีหกไม่มีหล่นเลยแม้แต่น้อย



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๕๐-๒๕๗
อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๕๕

ผู้ควรประดับดอกไม้ทิพย์

ผู้ควรประดับดอกไม้ทิพย์

 

              ทุกชีวิตที่เกิดมาในสังสารวัฏ ต่างเคยผ่านการเกิดในทุกภพทุกภูมิ ทั้งชีวิตในระดับสูง ระดับกลาง และระดับล่างมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือยาจกเข็ญใจ เพราะชีวิตมีการขึ้นลงไปตามอำนาจแห่งบุญและบาปที่ได้ทำไว้ในภพชาตินั้นๆ ถ้าทำบุญมากย่อมได้รับผลที่ดี เสวยสุขในสุคติภูมิ ชีวิตจะประสบแต่สิ่งที่ดีงาม มีแต่ความสุขความสำเร็จในชีวิต 

               ถ้าทำบาปอกุศลไว้มาก ก็ต้องไปเสวยวิบากแห่งกรรมในอบายภูมิ นี้เป็นวงจรชีวิตของสรรพชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะหลีกหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น ดังนั้น เราเกิดมาแล้วต้องสร้างบารมีให้เต็มที่ เพิ่มพูนความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้แก่ตนเอง และวิธีที่จะทำความบริสุทธิ์ได้อย่างดีที่สุด คือต้องหมั่นปฏิบัติธรรมอย่าให้ขาดแม้แต่วันเดียว ทำใจหยุดใจนิ่งบ่อยๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ชีวิตของเราจะสำเร็จสมหวังมีแต่ความสุขตลอดกาลนาน

มีวาระพระบาลีที่ปรากฏใน ขุททกนิกาย เถรคาถา ว่า

                “สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี  ปตฺถยาโน ตโย สุเข
                 ปสํสํ วิตฺตลาภญฺจ    เปจฺจ สคฺเค ปโมทนํ

               ผู้มีปัญญา เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ คำสรรเสริญ ๑  การได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ๑  ละโลกแล้วได้บันเทิงในสวรรค์   พึงรักษาศีล”

              บุคคลทั้งหลายในโลกนี้ น้อยคนนักที่จะถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์ รู้จักมองโลกไปตามความเป็นจริง มองการณ์ไกล ไม่ใช่เฉพาะแต่ภพชาตินี้เท่านั้น แต่หมายถึงว่าต้องมองไปยังภพชาติเบื้องหน้าอีกด้วย และรู้จักวางแผนชีวิตให้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกต้องสมบูรณ์ รู้จักตักตวงบุญกุศล ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ส่วนใหญ่คนเรายังข้องเกี่ยวอยู่กับการทำมาหากิน เรื่องครอบครัว และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ทำให้วันหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย โดยลืมนึกถึงเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ลืมหนทางพระนิพพาน ดังนั้นความคิดที่จะทำความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้เกิดขึ้นจึงเลือนหายไป ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ ตกอยู่ในความประมาท จมอยู่ในทะเลแห่งความทุกข์

               ผู้มีปัญญาที่เป็นนักปราชญ์บัณฑิต ล้วนเห็นความสำคัญของการสร้างบารมี โดยมองเห็นว่า การที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ด้วยความดีงาม และสิ่งที่ปรารถนาได้นั้น จะต้องบำเพ็ญบุญกุศล โดยการรักษาศีล ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิต เพราะศีลเป็นความปกติของมนุษย์  ศีล มีตั้งแต่ศีล ๕ ศีล ๘  ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุ

             ผู้ที่มีศีลจะอยู่ที่ใด ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย เวลาที่รับศีล บทสรุปของศีลที่พระภิกษุท่านได้สรุปตอนท้ายที่ว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ นั้นแปลว่า ชนทั้งหลาย ไปสู่สุคติได้ด้วยศีล สีเลน โภคสมฺปทา เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยโภคะก็ด้วยศีล และประการสุดท้าย ที่ว่า สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ แปลว่า การไป สู่นิพพานได้ก็ด้วยศีล นี่เป็นบทที่พระท่านกล่าวสรุปทุกครั้งเวลาให้ศีล เมื่อทุกท่านได้รู้คำแปลอย่างนี้แล้ว จะได้เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในการรักษาศีลของเราว่า หากเราได้รักษาศีลอย่างดีแล้ว จะได้รับผลดี จนกระทั้งทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้

              ต่างกับคนที่ทุศีล แม้จะพยายามบอกหรือป่าวประกาศว่า ตนเองเป็นคนมีศีล แต่ความเป็นคนทุศีลนั้น ก็ยังเป็นความจริงที่หลอกตนเองไม่ได้ ครั้งแรกอาจมีคนหลงเชื่อถ้อยคำ แต่ไม่นาน ความเป็นคนทุศีลนั้น ย่อมปรากฏแก่ผู้คนทั้งหลาย ผู้ทุศีลนั้น ย่อมได้เสวยผลกรรมทันตาเห็น

              ดังเช่นครั้งพุทธกาล เมื่อคราวที่พระเทวทัตยุยงทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน พระอัครสาวกทั้งสอง คือพระมหาโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ได้เดินทางไปโปรดหมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งหมดให้กลับมา พระเทวทัตพอทราบว่าพระภิกษุที่เคยเป็นฝักฝ่ายของตน ตามพระอัครสาวกไป รู้สึกคับแค้นใจมาก ถึงกับกระอักโลหิต เรื่องราวได้มาถึงวงสนทนาของพวกพระภิกษุ ท่านสนทนากันว่า พระเทวทัตกล่าวมุสาวาททำสังฆเภท ตอนนี้เสวยทุกขเวทนาปางตาย

              ขณะนั้นพระศาสดาเสด็จมาถึงพอดี และได้รับฟังข้อความนั้น จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตกล่าวเท็จแล้วเจ็บป่วยปางตาย ไม่ใช่แต่ชาตินี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเธอก็ได้เสวยทุกขเวทนามากเช่นกัน" จากนั้นพระองค์ทรงนำอดีตชาติมาตรัสเล่าว่า....

               ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่งในภพดาวดึงส์ สมัยนั้น นครพาราณสีเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวขานกันมาก ว่าเป็นเมืองที่สวยงามไม่แพ้เมืองใดๆ ในโลก ได้มีการจัดมหรสพใหญ่ขึ้น พวกนาค ครุฑ และภุมเทวาเป็นจำนวนมากต่างพากันมาดูมหรสพ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ก็ลงมาจากภพดาวดึงส์ ประดับเครื่องประดับที่สวยงาม เทริดด้วยดอกไม้ทิพย์ ชื่อกักการุ ดอกไม้ทิพย์ชนิดนี้มีกลิ่นที่หอมมาก ทำให้พระนครประมาณ ๑๒ โยชน์ มีกลิ่นหอมตลบอบอวล ด้วยดอกไม้ชนิดนั้น พอชาวเมืองได้สูดดมกลิ่นดอกไม้อย่างนี้ ก็พากันแสวงหาว่า ใครประดับดอกไม้ชนิดนี้บ้าง

                เมื่อเหล่าเทพบุตรรู้ว่ามนุษย์กำลังค้นหาผู้ทัดดอกไม้ จึงเหาะขึ้นกลางเวหายืนอยู่ด้วยเทวานุภาพที่ยิ่งใหญ่ มีรัศมีแผ่ออกไป ยังอาณาบริเวณนั้นให้สว่างไสวด้วยเทวรังสี พระราชาก็ดี มหาเศรษฐีก็ดี พวกข้าราชบริพารทั้งหลาย ต่างมาประชุมกันแล้วถามว่า "พวกท่านมาจากไหน" เทวดาทั้ง ๔ ก็ตอบไปว่า พวกเรามาจากชั้นดาวดึงส์ มาเพื่อต้องการชมมหรสพในเมืองมนุษย์”

                สายตาของมนุษย์ทุกคู่ได้มองไปเห็นดอกไม้ทิพย์ ที่สวยสดงดงามที่กำลังส่งกลิ่นหอมหวน จึงเอ่ยปากถามว่า "ดอกไม้ที่ท่านประดับอยู่นั้น เป็นดอกไม้ชนิดใด" เหล่าเทวาตอบว่า "ดอกไม้นี้เป็นบุปผาทิพย์" พวกมนุษย์ทั้งหลายจึงพากันอยากได้ จึงได้ส่งเสียงอื้ออึงว่า ท่านเทพบุตร ในเทวโลกมีดอกไม้มากมาย ขอท่านได้โปรดให้ดอกไม้ทิพย์แก่พวกเราเถิด”

               เทพบุตรเหล่านั้นบอกว่า ดอกไม้ทิพย์นี้มีอานุภาพมาก ไม่เหมาะสำหรับมนุษย์ผู้ทุศีล มีอัธยาศัยต่ำทราม แต่สมควรเฉพาะมนุษย์ที่มีศีลเท่านั้น”

               เทพบุตรองค์ที่ ๑ จึงกล่าวว่า ผู้ใดไม่ลักสิ่งของด้วยกาย ไม่พูดเท็จด้วยวาจา ได้รับยศแล้วไม่มัวเมา ผู้นั้นควรที่จะได้ประดับดอกไม้ทิพย์นี้” ขณะที่เทพบุตรกล่าวนั้น ปุโรหิตมีความปรารถนาอยากจะได้ จึงคิดว่า เราไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวเลย แต่จะโกหกเอาดอกไม้เหล่านั้นมา และมหาชนจะได้รู้ว่าเราเป็นผู้มีศีล จึงรีบตอบว่าตนเองเป็นผู้มีศีล เทพบุตรจึงให้ดอกไม้นั้นมาประดับ เท่านั้นยังไม่พอ ยังอ้อนวอนเทพบุตรองค์ที่สองอีก

               เทพบุตรองค์ที่ ๒ กล่าวว่า "ใครที่หาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรม ไม่ล่อลวงเอาทรัพย์มา ได้โภคทรัพย์แล้วไม่มัวเมา ผู้นั้นควรที่จะประดับดอกไม้ทิพย์" ปุโรหิตกล่าวคำเท็จว่าตนเองมีคุณสมบัติเหล่านี้ เทพบุตรจึงให้ดอกไม้ทิพย์ เมื่อได้แล้วยังขอกับองค์ที่สามอีก

               เทพบุตรองค์ที่ ๓ กล่าวว่า ผู้ที่มีจิตมั่นคง มีศรัทธาไม่คลอนแคลน ไม่บริโภคของดีเพียงคนเดียว ผู้นั้นแลควรที่จะประดับดอกไม้ทิพย์” ปุโรหิตใช้วิธีเดิม จนถึงองค์สุดท้าย

                           เทพบุตรองค์ที่ ๔ กล่าวว่า "ผู้ที่ไม่บริภาษสัตบุรุษ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงสมควรที่จะประดับดอกไม้ทิพย์" ปุโรหิตยังกล่าวคำเท็จเพื่อรับเอาดอกไม้นั้นมาประดับอีก

               เทวดาทั้ง ๔ จึงให้เทริดดอกไม้ทิพย์แก่ปุโรหิต จากนั้นก็พากันกลับเทวโลก

               ทันทีที่ลับหลังเทพบุตรทั้ง ๔  ทุกขเวทนาอันแรงกล้าได้เกิดขึ้นกับปุโรหิต ศีรษะของปุโรหิตเหมือนถูกทิ่มด้วยหอกที่แหลมคม และเหมือนถูกบีบรัดด้วยแผ่นเหล็ก ล้มลงนอนร้องครวญครางบนพื้น มหาชนเห็นอย่างนั้น พากันถามว่าเกิดอะไรขึ้น ปุโรหิตสารภาพว่า ที่ตนเองเป็นเช่นนี้คงเพราะการพูดเท็จ เพื่อขอดอกไม้ทิพย์กับเทพบุตร แล้วอ้อนวอนมหาชนว่า โปรดช่วยนำเอาดอกไม้ออกจากศีรษะด้วยเถิด ตอนนี้ทุกข์ทรมานเหลือเกิน

               ทุกคนต่างก็ช่วยกันปลดดอกไม้ แต่ไม่สามารถปลดออกได้ ด้วยอานุภาพแห่งวิบากกรรมของปุโรหิตนั้น มหาชนพากันหามท่านปุโรหิตไปส่งที่บ้าน ปุโรหิตร้องครวญครางอยู่ที่บ้านตลอด ๗ วัน แต่ไม่มีวี่แววว่าจะปลดดอกไม้ออกได้ พระราชาและเหล่าอำมาตย์ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรจึงจะช่วยปุโรหิตผู้ทุศีลนี้ได้ ในที่สุดพากันลงความเห็นว่า ต้องจัดมหรสพครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อว่าเทพบุตรมาอีก จะได้ช่วยอ้อนวอนเหล่าเทวาให้ช่วยเหลือ ในมหานครก็เลยมีการแสดงมหรสพขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เทพบุตรทั้งหลายก็พากันมาอีก

               มหาชนช่วยกันหามปุโรหิตลวงโลกนั้นมาวางไว้เบื้องหน้า ปุโรหิตอ้อนวอนเหล่าเทวดาด้วยน้ำเสียงที่น่าเวทนายิ่งว่า “ขอท่านโปรดไว้ชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด” เทพบุตรเหล่านั้นไม่ต้องการให้มหาชนเอาแบบอย่างที่ไม่ดี จึงพากันติเตียนท่ามกลางสมาคมว่า “ดอกไม้เหล่านี้ ไม่สมควรแก่ผู้ทุศีลที่มีแต่บาปธรรม เพราะเข้าใจว่าการโกหกไม่เป็นบาปอะไร แต่ในที่สุด เขาต้องได้รับผลของการทุศีลของตนเอง ช่างน่าอนาถใจนัก บัดนี้ท่านคงได้รับรู้ผลบาปด้วยตนเองแล้ว”

              จากนั้นเทพบุตรได้ปลดเทริดดอกไม้ออกจากศีรษะ แล้วได้ให้โอวาทแก่มหาชนให้ดำรงอยู่ในศีล และให้หมั่นประพฤติธรรมแล้วก็จากไปยังเทวโลกตามเดิม พอจบพระธรรมเทศนา พระศาสดาตรัสสรุปว่า ปุโรหิตจอมลวงโลกผู้นั้น คือพระเทวทัต เทพบุตรทั้ง ๔ องค์หนึ่งคือพระกัสสปะ องค์หนึ่งคือพระมหาโมคคัลลานะ องค์หนึ่งคือพระสารีบุตร และองค์ที่เป็นหัวหน้าก็คือ พระองค์เอง

              เราจะเห็นว่า ผลแห่งความเป็นคนทุศีลนั้น ไม่ใช่ว่าเพียงต้องไปเสวยผลกรรมในภพชาติหน้าเท่านั้น แม้แต่ในภพชาติปัจจุบันก็ยังพอมีตัวอย่างให้เห็นกันอยู่เสมอ ผู้มีศีลเท่านั้น จึงคู่ควรกับสมบัติอันเป็นทิพย์ทั้งหลาย และสมบัติอันเลิศในเมืองมนุษย์ ยิ่งกว่านี้ แม้แต่อริยสมบัติ คือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เหมาะสมสำหรับผู้มีศีลอันงาม ขอให้พวกเราหมั่นชำระศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ อีกทั้งชำระกาย วาจา ใจให้ผ่องใสด้วยการประพฤติธรรม หมั่นเจริญสมาธิภาวนากันทุกๆ คน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๓๕๒-๓๖๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๘   หน้า ๕๕๕



วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ผู้มีความเที่ยงธรรม

ผู้มีความเที่ยงธรรม


     ทุกคนที่เกิดมาต่างมีหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ใครจะมีหน้าที่อะไร หรือมีหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ที่ไม่มีหน้าที่นั้นคงไม่มี เช่นตั้งแต่เกิดมา เราต้องเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ถ้าเรามีพี่เราก็ต้องเป็นน้องที่ดี ถ้าเรามีน้องเราก็ต้องทำตัวให้เป็นพี่ที่ดี เมื่อเข้าโรงเรียนก็เป็นนักเรียนที่ดีของครูบาอาจารย์  เมื่อมีครอบครัวก็ต้องทำหน้าที่พ่อบ้านแม่บ้านที่ดี ยิ่งมีหน้าที่การงานใหญ่โตก็ยิ่งต้องมีคุณธรรม

     คุณธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องมีไว้ประจำใจ ยิ่งบุคคลใดรับราชการเป็นตัวแทนของประชาชน ได้รับมอบหมายให้บริหารประเทศ ยิ่งต้องเป็นผู้ทรงความยุติธรรม ต้องเป็นคนเที่ยงตรง ไม่โอนเอน ไม่ใช่เห็นแต่ประโยชน์ตนเพียงอย่างเดียว แล้วทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น 

         หากเป็นเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นที่รักแล้ว แม้ตนเองก็จะเอาตัวไม่รอด  เพราะฉะนั้น ผู้ทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมต้องมีใจมั่นคง ยึดถือคุณธรรมเป็นหลัก แม้ชีวิตก็ไม่เสียดาย มิใช่หวังเพียงแค่อามิสเล็กน้อย แล้วละเลยธรรม อย่างนี้ถือว่า ไม่ตั้งอยู่ในธรรม และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราทุกๆ คนก็คือ หน้าที่ในการแสวงหาธรรมภายในเพื่อขจัดกิเลสอาสวะ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรักษาไว้ยิ่งชีวิต

มีวาระพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า...

       “นิกฺกุหา นิลฺลปา ธีปา  อถทฺธา สุสมาหิตา
              เต เว ธมฺเม วิรูหนฺติ    สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต

     ชนทั้งหลาย ผู้ไม่คดโกง ไม่พูดเพ้อ มีปรีชาสามารถ ไม่เย่อหยิ่ง มีใจมั่นคง ย่อมงดงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว”

              ในทุกวงการทุกสาขาอาชีพ ต่างต้องการบุคคลากรที่เพียบพร้อมทั้งความรู้ และความสามารถ สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ไม่มีหน่วยงานใดต้องการบุคคลที่คดโกง ไม่ซื่อสัตย์ เพราะบุคคลที่คดโกงนำความเสียหายมาสู่หน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ อย่างแน่นอน หากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ชื่อเสียงเกียรติยศที่มีก็เสื่อมสลาย ขาดความเชื่อถือ ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย อีกทั้งไม่เป็นที่ไว้วางใจของผู้ใด   ดังนั้นการโกหกหลอกลวง นอกจากจะทำให้ไม่เจริญแล้ว ยังเป็นบาปอกุศลต่อผู้กระทำอีกด้วย

              การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ไร้ประโยชน์ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่เราควรงดเว้น  การพูดมากไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะบ่อยครั้งการนิ่งเงียบกลับเป็นการดีกว่า ยิ่งพูดมากย่อมมีโอกาสผิดพลาดเพิ่มมากขึ้น วิสัยของคนที่มีปัญญาเขาจะดูบุคคล เวลา สถานที่ และโอกาสในการพูด แม้เรื่องนั้นจะจริง และมีประโยชน์ก็ตาม ก็ยังต้องพิจารณาให้รอบคอบ เราจึงได้ยินเสมอว่า คนยิ่งรู้มากยิ่งพูดน้อย ถ้อยคำเพียงคำเดียวของบัณฑิต ย่อมมีพลังมากกว่าคนพาลที่พูดมากเป็นพันเป็นหมื่นคำ

              เพราะฉะนั้น ให้เราพูดแต่คำที่มีประโยชน์เป็นสาระ เป็นถ้อยคำที่เป็นไปเพื่อสันติสุข เป็นไปเพื่อการเข้าถึงธรรม ถ้าทำได้เช่นนี้ คำพูดที่เป็นสาระของชีวิตก็จะเพิ่มพูน คำพูดเพ้อเจ้อจะเริ่มลดน้อยลงไป ต่อไปเราจะเป็นธรรมวาที มีวาจาเป็นไปเพื่อธรรม คือ เจรจาเพื่อการเข้าถึงธรรม  เมื่อถึงคราวควรพูดจึงพูด ไม่ถึงคราวที่ควรพูดก็จงนิ่งเสีย และควรพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนและผู้อื่น ให้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น

             คุณสมบัติต่อมาคือไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง การมีใจที่มั่นคงถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง เพราะบุคคลเช่นนี้ ย่อมเป็นที่ไว้วางใจในทุกที่ ทุกสถาน บุคคลทั้งหลายอยากคบหาสมาคมด้วย การงานที่ตนทำนั้นก็พัฒนาไปได้ดี บุคคลผู้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมทำให้เกิดสุขทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และบุคคลรอบข้าง อีกทั้งเป็นบรรทัดฐานให้สังคมเกิดความสงบสุขด้วย

             การทำหน้าที่อย่างสุจริตยุติธรรมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจ หรือขัดใจคนพาล ผู้มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน จนเป็นเหตุทำให้เกิดเรื่องราวขึ้น หากไม่ได้บัณฑิตผู้มีปัญญามาช่วยแก้ไข เหตุการณ์นั้นคงจะต้องเสียหายมากยิ่งขึ้น

            เรื่องของพระทัพพมัลลบุตรเถระในสมัยพุทธกาล ที่ท่านได้รับภาระให้เป็นผู้จัดภัตรแก่หมู่ภิกษุ เพื่อความผาสุกของหมู่สงฆ์ บางวันภัตตาหารก็ประณีต บางวันก็ไม่ค่อยประณีต วันหนึ่ง เมื่อภัตตาหารไม่ประณีต ภิกษุรูปหนึ่งชื่ออุทายีรู้สึกไม่พอใจ ได้สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในโรงทาน เที่ยวบ่นเพ้อไปต่างๆ นานา หาว่าพระทัพพมัลลบุตรลำเอียงบ้าง ซึ่งจริงๆ ตนอยากทำหน้าที่นี้แทนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นเอง

           วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายได้มอบภาระให้พระอุทายีด้วยคำว่า "ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านจงจัดแจงภัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย" พระอุทายีจึงได้จัดภัตตาหารถวายหมู่ภิกษุตั้งแต่นั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าภัตตาหารดีหรือไม่ดี ภัตตาหารที่ดีอยู่ตรงไหนท่านก็ไม่รู้ แม้จำนวนภิกษุท่านก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้จำนวนภิกษุที่มารับภัตร ท่านก็ขีดเส้นตามพื้นบ้าง ตามผนังโรงทานบ้างด้วยความมักง่าย 

         บางวันมีภิกษุน้อย บางวันมีภิกษุมาก รอยขีดจึงสูงๆ ต่ำๆ เปรอะเปื้อนตามฝาผนังไปทั่ว บางวันอาหารขาด ทำให้ภิกษุทั้งหลายเสื่อมจากลาภ เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ภิกษุทั้งหลายได้พร้อมใจปลดพระอุทายี แต่ท่านไม่ยอม พระภิกษุทั้งหลายจึงต้องดึงตัวท่านออกจากโรงทาน ทำให้เกิดความวุ่นวายส่งเสียงดังขึ้น

             พระศาสดาสดับเสียงนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ ครั้นพระองค์รู้เรื่องราวแล้ว จึงตรัสว่า “อุทายีทำความเสื่อมลาภแก่ผู้อื่น เพราะความที่ตนเป็นคนโง่  มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้ทำเช่นกัน” เมื่อพระอานนท์ทูลวิงวอนจึงได้ทรงเล่าว่า...

             ในอดีตกาลมีพระราชาพระนามว่าพรหมทัต ปกครองเมืองพาราณสี ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพนักงานตีราคาสิ่งของด้วยความเที่ยงธรรม ได้ตีราคาอย่างเหมาะสมกับสิ่งของนั้นๆ แต่พระเจ้าพรหมทัตทรงละโมบดำริว่า ถ้าตีราคาเช่นนี้ สักวันหนึ่งทรัพย์สมบัติของเราต้องหมดไปเป็นแน่ เราเห็นจะต้องปลดแล้วตั้งคนอื่นแทน จึงทรงเปิดสีหบัญชรยืนทอดพระเนตรดู เห็นบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวบ้านที่ไม่เอาไหน ทั้งยังเป็นคนโง่เขลา จึงทรงตั้งเขาในตำแหน่งผู้ตีราคาแทนพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่นั้นมาบุรุษนั้นก็ได้ตีราคาตามใจชอบ ทำให้ราคาสิ่งของผิดพลาดเสียหายไม่สมกับราคาของสิ่งของนั้นๆ แต่เพราะเขาดำรงอยู่ในตำแหน่งนั้น เมื่อเขาพูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น

             ต่อมามีพ่อค้านำม้ามา ๕๐๐ ตัวจากแคว้นอุตตราปถะ เพื่อขายพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตตรัสเรียกบุรุษนั้นให้มาตีราคา เขาตีราคาม้า ๕๐๐ ตัว เพียงแค่ข้าวสาร ๑ ทะนาน แล้วให้เอาม้าไปไว้ในคอก เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกพ่อค้าก็จนปัญญา ครั้นหมดที่พึ่งจึงไปหาพระโพธิสัตว์ แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระโพธิสัตว์ฟัง พระโพธิสัตว์ได้ออกอุบายให้พ่อค้าม้าไปติดสินบนบุรุษนั้น ด้วยการให้บุรุษนั้นตีราคาข้าวสาร ๑ ทะนานเท่ากับเมืองทั้งเมือง เมื่อบุรุษนั้นตอบตกลงจึงพากันไปเข้าเฝ้าพระราชา

              พระโพธิสัตว์และอำมาตย์ทั้งหลายพากันไปเข้าเฝ้าพระราชาด้วย เมื่อไปถึงพ่อค้าได้กราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์รู้มาว่า ม้า ๕๐๐ ตัวมีราคาเท่าข้าวสารทะนานหนึ่ง แต่ข้าวสารทะนานหนึ่งพวกข้าพระองค์ไม่รู้ว่ามีราคาเท่าไร ขอพระองค์โปรดถามพนักงานตีราคาดูเถิด” พระราชาตรัสถามบุรุษนั้น บุรุษนั้นกราบทูลว่า “มีราคาเท่ากับเมืองพาราณสีทั้งภายนอกและภายใน พระเจ้าข้า”

             ครั้งก่อนบุรุษนั้นตีราคาม้า ๕๐๐ ตัว เท่าข้าวสาร ๑ ทะนาน เพื่อคล้อยตามพระราชา แต่ครั้งนี้เขาได้รับสินบนจากพ่อค้าม้า จึงตีข้าวสาร ๑ ทะนานเท่ากับเมืองพาราณสี อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังต่างพากันตบมือหัวเราะเยาะเย้ยว่า “เมื่อก่อนพวกเราคิดว่า แผ่นดินและราชสมบัติหาค่ามิได้ แต่บัดนี้มีราคาเท่ากับข้าวสารเพียงทะนานหนึ่งเท่านั้น” พระราชาทรงละอายมากจึงปลดพนักงานตีราคาออกจากตำแหน่ง แล้วทรงตั้งพระโพธิสัตว์ไว้ในตำแหน่งตามเดิม

               ผู้ที่ทำหน้าที่รักษากฎหมายต้องไม่มีอคติ ๔ คือ ความลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว และต้องฟังด้วยความถ่อมตน ตอบอย่างมีสติปัญญา ใช้ความคิดอย่างเงียบสงบ และตัดสินอย่างเที่ยงธรรม การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะตัดสินอย่างเที่ยงธรรมได้ ใจของบุคคลนั้นต้องอยู่ในธรรม เป็นผู้ไม่มีความลำเอียง ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ นั้น เราต้องทำกันทุกๆ วัน 

     ดังนั้น ใจเราจะต้องอยู่ในธรรมให้ได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เราต้องทำสมาธิ(Meditation)ให้มากๆ แล้วการตัดสินใจอันชอบธรรมจึงจะเกิดขึ้น ธรรมะที่ปรากฏอยู่ภายในใจ จะทำให้เราทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนต้องหมั่นนั่งธรรมะ ให้ใจอยู่ในธรรม แล้วเราจะเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมอย่างแท้จริง


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๓๐-๔๓๘


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๕   หน้า ๑๙๗



ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...