วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

การเจริญมรณานุสติ

การเจริญมรณานุสติ
 
               ชีวิตในวันหนึ่งๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เมื่อต้องแสงอาทิตย์ในยามเช้าก็เหือดแห้งหายไปโดยฉับพลัน ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปสู่ความเสื่อมสลายคล้ายฟองน้ำ เมื่อเวลาฝนตกหนักมีฝนหนาเม็ด เกิดเป็นฟองน้ำขึ้น แล้วก็แตกสลายไปในชั่วพริบตาเดียว ช่วงเวลาของชีวิตเรานั้นสั้นนัก เราไม่ควรประมาท พึงเร่งทำความเพียรเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต เช่นเดียวกับพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย

มีพระคาถาบทหนึ่งใน ขุททกนิกาย ทสรถชาดก ความว่า...

     ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่และคนฉลาด ทั้งคนจนและคนรวย ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งสิ้น”

      ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดา ได้เทศนาโปรดชาวเมืองอาฬวี ให้เจริญมรณานุสติว่า “ท่านทั้งหลายจงพิจารณาว่า ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน แต่ความตายเป็นของแน่นอน ตัวเราก็จะต้องตายในที่สุด” ในจำนวนมหาชนที่ฟังธรรมอยู่นั้น มีธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่งได้ตั้งใจปฏิบัติตามพุทธโอวาท ด้วยการเจริญมรณานุสติทุกวัน ไม่ว่านางจะทำภารกิจหรือทำการงานอะไร ก็จะนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ทำอยู่อย่างนี้ถึง ๓ ปี

     วันหนึ่งพระบรมศาสดา ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง  ได้เห็น
กุมาริกานั้นเข้ามาในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่ากุมาริกามีอินทรีย์แก่กล้าพอที่จะบรรลุธรรม แต่วันนี้นางจะไม่สามารถรอดพ้นจากความตาย เพราะความตายของปุถุชนย่อมมีคติไม่แน่นอน หากนางได้ฟังธรรมในวันนี้ นางจะได้บรรลุธรรม และเมื่อละโลกก็จะได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

     ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณ พระพุทธองค์จึงเสด็จไปโปรดนางที่เมืองอาฬวี ฝ่ายกุมาริกา เมื่อทราบว่าพระพุทธองค์จะเสด็จมา ก็เกิดความปีติปราโมทย์ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไปฟังธรรม แต่เนื่องจากพ่อของนางได้สั่งให้ทอหูกให้เสร็จเสียก่อน นางจึงต้องรีบทอหูกให้เสร็จตามที่พ่อสั่ง เพื่อจะได้ไปฟังธรรม ชาวเมืองอาฬวีเมื่อถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดาแล้ว ต่างยืนรอคอยการอนุโมทนาจากพระองค์ แต่พระองค์กลับประทับนิ่ง ไม่ตรัสอะไรเลย เพราะทรงดำริว่า “เรามาไกลถึง ๓๐ โยชน์เพื่อโปรดกุลธิดาช่างหูก แต่นางยังไม่มา เราจะรอจนกว่านางจะมา”

     ฝ่ายกุมาริกาขณะที่ทอหูกไป ก็นึกถึงแต่พระบรมศาสดา อยากจะฟังธรรมเป็นอย่างยิ่ง หลังจากทอหูกเสร็จแล้ว นางรีบเดินทางมายังที่ฟังธรรม ได้ยืนอยู่ด้านหลังของพุทธบริษัท แลดูพระพุทธองค์ด้วยจิตอันเลื่อมใส นางทราบว่าพระพุทธองค์กำลังรอนางอยู่ จึงรีบเดินเข้าไปในท่ามกลางพุทธบริษัท แล้วก้มลงกราบพระพุทธองค์

     พระองค์ทรงถามกุมาริกาว่า “กุมาริกา เธอมาจากไหน”
     กุมาริกาตอบว่า “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”
     “เธอจักไป ณ ที่ไหน”  “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”
     “เธอไม่ทราบหรือ” “ทราบ พระเจ้าข้า”
     “เธอทราบหรือ” “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

     เมื่อมหาชนได้ยินธิดาช่างหูกตอบเช่นนี้ ก็นึกว่านางพูดเล่นลิ้นกับพระบรมศาสดา จึงเกิดเสียงฮือฮา วิพากษ์วิจารณ์กัน พระบรมศาสดาทรงรู้ข้อกังขาของมหาชน จึงตรัสถามอีกครั้งว่า “กุมาริกา เมื่อเราถามว่าเธอมาจากไหน ทำไมถึงตอบว่า ไม่ทราบ”
กุมาริกาทูลว่า “พระองค์ย่อมทรงทราบว่า หม่อมฉันมาจากเรือนช่างหูก แต่ที่พระองค์ตรัสถามนั้น ย่อมประสงค์ว่า ก่อนมาเกิดหม่อมฉันมาจากที่ใด แต่หม่อมฉันไม่ทราบว่าตนเองเกิดมาจากไหน จึงตอบว่าไม่ทราบ พระเจ้าข้า”      พระบรมศาสดาได้ประทานสาธุการแก่กุมาริกานั้นว่า “ดีละๆ เธอตอบได้ถูกแล้ว”

           จากนั้นจึงตรัสถามข้อต่อไป “เมื่อเราถามว่าเธอจะไปไหน ทำไมจึงตอบว่า ไม่ทราบ”
กุมาริกาทูลว่า “พระองค์ทรงทราบ หม่อมฉันผู้ถือกระเช้าด้ายหลอดเดินไปยังเรือนช่างหูก พระองค์ย่อมประสงค์ถามว่า หม่อมฉันจากโลกนี้ไปแล้ว จะเกิดในที่ใด ก็หม่อมฉันไม่ทราบว่า ตายแล้วจะไปเกิดในที่แห่งใด จึงตอบว่าไม่ทราบ พระเจ้าข้า”  พระบรมศาสดาได้ประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒

            แล้วตรัสถามต่อไปว่า “ที่เราถามว่าเธอไม่ทราบหรือ เพราะเหตุไรจึงตอบว่า ทราบ”
กุมาริกาทูลว่า   “หม่อมฉันทราบว่าตนเองจะต้องตายแน่นอน ไม่สามารถรอดพ้นความตายไปได้ จึงกราบทูลอย่างนั้น พระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาทรงประทานสาธุการแก่นาง      แม้ครั้งที่ ๓

             แล้วตรัสถามถึงข้อต่อไปว่า “ที่เราถามว่าเธอทราบหรือ ทำไมถึงตอบว่า ไม่ทราบ”
กุมาริกาทูลว่า   “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันย่อมทราบว่าตนเองต้องตายแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะตายในเวลาไหน จึงทูลอย่างนั้น พระเจ้าข้า”  พระบรมศาสดาทรงให้สาธุการแก่นาง  แม้ครั้งที่ ๔      แล้วตรัสว่า “ตอบได้ถูกต้องแล้ว เธอแก้ปัญหาที่เราถามได้ถูกแล้ว”

        จากนั้นได้ตรัสเตือนพุทธบริษัท ให้หมั่นเจริญมรณานุสติ นึกถึงความตายเนืองๆ จะได้ไม่ประมาทในวัยและชีวิต แล้วให้เร่งรีบสั่งสมความดี เพราะไม่มีใครรู้ว่าความตายจะเกิดขึ้นเมื่อไร จึงตรัสเตือนให้หมั่นทำความเพียรว่า “พึงรีบทำความเพียรในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยนต่อมฤตยูผู้มีเสนาใหญ่ ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย”

           เมื่อจบพระธรรมเทศนา มหาชนได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นจำนวนมาก ต่างขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ส่วนกุมาริกาได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จากนั้นนางได้ถวายบังคมลาพระบรมศาสดา

            ฝ่ายบิดาของนางกำลังนั่งหลับอยู่ เมื่อนางไปถึงโรงทอผ้าแล้ว ก็ได้น้อมกระเช้าด้ายหลอดส่งให้บิดา กระเช้าด้ายหลอดกระทบที่ฟืม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องทอผ้า ทำให้เกิดเสียงดัง บิดาตกใจ จึงเผลอไปกระตุกฟืมอย่างแรง ปลายฟืมกระแทกหน้าอกของนาง ทำให้นางเสียชีวิตในทันที และได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

          การเจริญมรณานุสติ หมั่นระลึกนึกถึงความตายบ่อยๆ จึงมีอานิสงส์มาก นึกถึงแล้วเราจะได้ไม่ประมาทในชีวิต จะได้ตั้งใจทำความดีสร้างบุญสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถึงเวลาจะละโลก เราจะไม่กลัว ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยที่กำลังเกิดขึ้น เหมือนบุคคลเห็นงูพิษขวางอยู่ข้างหน้าในที่ไกล ก็ตั้งสติได้ สามารถหาไม้เขี่ยให้พ้นออกจากทางไปได้

         เมื่อเราเห็นเห็นโทษเห็นภัยในความแก่ ความเจ็บและความตายแล้ว พึงอย่าได้ประมาท ให้เร่งรีบทำความดี หมั่นเจริญสมาธิภาวนาอย่าได้ขาด ตั้งใจมั่นว่าจะต้องเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๙๖-๕๔๓

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๒  หน้า ๒๔๕ 

.............................................................................

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563

บุญเท่านั้นที่ปรารถนา

บุญเท่านั้นที่ปรารถนา
 
             เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีสิ่งที่จะต้องศึกษาควบคู่กันไปอยู่ ๒ ประการ คือ การศึกษาวิชาความรู้ในทางโลก และการศึกษาวิชชาในทางธรรม การศึกษาความรู้ทางโลก เพื่อให้เรารู้จักวิธีการแสวงหาปัจจัยสี่มาเลี้ยงตน ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนการศึกษาความรู้ในทางธรรม มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งแห่งความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นความรู้เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เข้าถึงความสุขอันแท้จริงที่มีอยู่ภายใน

          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน อิฏฐสูตร ความว่า...

        ชนผู้ปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูงและความเพลิดเพลินใจ พึงขวนขวายในความไม่ประมาทให้ยิ่งขึ้นไป”

        บัณฑิตทั้งหลาย สรรเสริญความไม่ประมาทในการสั่งสมบุญ เพราะผู้ไม่ประมาทย่อมยึดเอาประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือประโยชน์ในปัจจุบันนี้และประโยชน์ในสัมปรายภพ”

        พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงพิจารณาด้วยสติปัญญาว่าควรสร้างบารมีอะไรเป็นอันดับแรก  ต่างเห็นพ้องต้องกันหมดทุกพระองค์ ว่าต้องเริ่มต้นจากทานบารมี เพราะทานเป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์ ซึ่งจะทำให้สร้างบารมีอื่นๆ เป็นไปอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

        ในอดีตกาล ที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาทรงพระนามว่า สาธินะ ปกครองแว่นแคว้นและประชาราษฎร์ในมิถิลานคร พระองค์เป็นผู้ยินดีในการบริจาคทาน และทรงพระราชทานโอวาทแก่ชาวแว่นแคว้น ให้หมั่นสั่งสมบุญด้วยการให้ทานและรักษาศีล มหาชนทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาท ต่างทำบุญให้ทานกันเป็นประจำ เมื่อหมดอายุขัยก็ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาอยู่ในสุคติโลกสวรรค์กันมากมาย

         เมื่อเหล่าเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประชุมกัน ณ สุธรรมา
เทวสภา เทวดาเหล่านั้นต่างพรรณนาถึงคุณของพระเจ้าสาธินะ  เทวดาอื่นๆ ได้ยินเข้าก็มีจิตเลื่อมใสยินดีปรารถนาอยากจะเห็นพระราชา ท้าวสักกเทวราชจึงโปรดให้มาตลีเทพบุตรนำเวชยันต์ราชรถไปยังมนุษยโลก เพื่อทูลเชิญพระเจ้าสาธินะให้เสด็จไปดาวดึงส์พิภพ มหาชนได้เห็นมาตลีเทพบุตรขับราชรถมีรัศมีรุ่งเรืองดังดวงจันทร์ ต่างพากันเข้าใจว่า วันเพ็ญคืนนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริง พระจันทร์ได้ปรากฏบนฟ้าถึง ๒ ดวง แต่เมื่อราชรถเคลื่อนเข้ามาใกล้ มหาชนได้เห็นชัดเจน จึงได้พากันชื่นชมโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง

     มาตลีเทพบุตรทำประทักษิณรอบพระนคร แล้วนำราชรถจอดตรงช่องพระแกล ในวันนั้นพระราชาเสด็จออกตรวจโรงทานกับหมู่อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ประทับนั่งอยู่กลางท้องพระโรง ตรัสให้โอวาทที่ประกอบไปด้วยธรรม ทรงสมาทานอุโบสถ และประทับอยู่ ณ ที่นั้น เมื่อมาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระราชาให้เสด็จขึ้นเวชยันต์ราชรถ พระเจ้าสาธินะเสด็จขึ้นประทับบนราชรถแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศ หายวับไปในขณะที่มหาชนทั้งหลายกำลังมองดูอยู่ มาตลีเทพบุตรได้นำพระราชามาสู่เทวโลก ปรากฏต่อหน้าเหล่าเทวดาทั้งหลาย เมื่อเหล่าเทวดาได้เห็นพระราชาต่างพากันชื่นชมยินดีอนุโมทนาสาธุการกับพระองค์

       ท้าวสักกเทวราชทรงชื่นชมโสมนัส ได้เชื้อเชิญพระราชาให้ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์เสมอกันกับพระองค์ ทรงแบ่งทิพยสมบัติครึ่งหนึ่งให้พระองค์ครอบครอง เมื่อกาลเวลาล่วงไป ๗๐๐ ปีมนุษย์ พระเจ้าสาธินะยังคงประทับอยู่ในเทวโลก ขณะนั้นพระองค์เกิดมีพระอาการร้อนรุ่มในพระสรีระ จึงทูลถามท้าวสักกะว่า สรีระของพระองค์จะถึงความดับสิ้นไปหรืออย่างไร หรือว่าเป็นเพราะอำนาจแห่งวิบากกรรม จึงทำให้เกิดความรุ่มร้อนอย่างนี้ ไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน

        ท้าวสักกเทวราชจึงกล่าวว่า "ขอพระองค์อย่าได้กังวลพระทัยไปเลย พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้นไปในตอนนี้ แต่ที่ทรงเร่าร้อนก็เพราะว่า ผลแห่งบุญที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้ในมนุษยโลกมีไม่มาก เปรียบแล้วเหมือนกับธุลีที่มีปริมาณน้อยนิด เมื่อเทียบกับผืนปฐพีทั้งหมด ไม่เป็นไรหม่อมฉันจะแบ่งบุญให้ ขอพระองค์ทรงประทับอยู่ในเทวโลกนี้ต่อไปเถิด” แต่พระเจ้าสาธินะทรงปฏิเสธ ดำริว่า ยานพาหนะที่ยืมเขามาขับ ทรัพย์ที่ยืมเขามาใช้ สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่เป็นของเราโดยแท้จริง

     พระราชาจึงได้ตรัสตอบท้าวสักกะว่า “หม่อนฉันมิได้มีความปรารถนาความสุขที่เกิดจากบุญที่พระองค์แบ่งให้เลย แต่หม่อมฉันอยากบำเพ็ญบุญเอง เพื่อจะได้เป็นอริยทรัพย์ติดตามหม่อมฉันไป” แล้วพระราชาก็ปรารถนาที่จะกลับไปยังมนุษยโลก เพื่อจะได้บำเพ็ญบุญกุศลให้มากขึ้น ท้าวสักกะทรงรับสั่งให้มาตลีเทพบุตรนำพระราชากลับไปสู่มิถิลานคร โดยส่งเสด็จในพระราชอุทยาน

     พระราชาทรงเดินจงกรมอยู่ในพระราชอุทยานนั้น เมื่อนายอุทยานเห็นก็นำความขึ้นกราบทูลแด่พระเจ้านารทะ ซึ่งเป็นพระราชาองค์ปัจจุบันให้ทรงทราบ เมื่อพระเจ้านารทะเสด็จมาถึง ได้ประทับ ณ ที่อันควร แล้วตรัสว่า “ข้าพระองค์เป็นพระนัดดาของพระราชาองค์ที่ ๗”

     พระเจ้าสาธินะได้เสด็จลุกขึ้นจูงพระหัตถ์ของพระเจ้านารทะ เสด็จพระราชดำเนินไปโดยรอบ ทรงชี้ให้ดูว่า ที่ตรงโน้นเคยเป็นไร่นา ที่ตรงนี้เคยเป็นร่องน้ำ ที่นี้เคยเป็นแผ่นดินมีหญ้าเขียวขจี ตรงนั้นเคยเป็นแม่น้ำใหญ่ซึ่งไหลอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสาย มีน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอกปทุม

     พระเจ้านารทะตรัสว่า “เมื่อพระองค์ได้เสด็จไปยังเทวโลก ๗๐๐ ปี บรรดาพระญาติทั้งหลายได้สิ้นพระชนม์กันไปหมดแล้ว ส่วนหม่อมฉันเป็นหลานของพระองค์ ได้สืบสันตติวงศ์ต่อมา ฉะนั้นขอให้พระองค์เสด็จเสวยพระราชสมบัติเถิด” แต่พระเจ้าสาธินะกลับปฏิเสธว่า “ที่เรากลับมาในครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการราชสมบัติ แต่ต้องการบำเพ็ญบุญกุศล เราจะขวนขวายในการทำบุญเท่านั้น ทิพยวิมานทั้งหลายเราได้เห็นแล้ว สมบัติอันเป็นทิพย์เราก็ได้ครอบครองแล้ว แต่เราตั้งใจสละทิพยสมบัติอันประณีตเหล่านั้น กลับมาในมนุษยโลกก็เพื่อต้องการจะทำบุญ ดำเนินไปตามทางแห่งพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน” จากนั้นพระเจ้าสาธินะก็ได้บริจาคทานอย่างมโหฬารตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ นั่นเอง พระองค์ก็สวรรคตและได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์

        เพราะฉะนั้น บุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งของพวกเราทั้งหลาย เราจะมีความสุขได้ก็เพราะอาศัยบุญ ถ้าเรามีบุญน้อยอุปสรรคก็มาก  ความสุขความสำเร็จก็มีน้อย  ถ้ามีบุญมากอุปสรรคก็น้อย  ความสุขความสำเร็จก็มีมาก  ดวงบุญจะมีอานุภาพดึงดูด  แต่สิ่งที่ดีๆ เข้ามาในชีวิต ทำให้เรามีจังหวะชีวิตที่ดี  พบเจอแต่คนดี  สมบัติทั้งหลายก็หลั่งไหลมา  เพราะบุญเป็นเบื้องหลังของความสุขและความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจะเจออุปสรรคยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ให้นึกถึงบุญไว้ อย่าได้ขาดการทำบุญกัน แล้วบุญในตัวจะช่วยเปลี่ยนวิกฤติมาเป็นโอกาสได้ในที่สุด


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๑๘๘-๑๙๕

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๖๐  หน้า ๔๙๔




วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563

กระแสแห่งเมตตาจิต



กระแสแห่งเมตตาจิต
 
                 ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข และความสุขที่เกิดจากการให้นั้น เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีอะไรเสมอเหมือน  ความสุขที่เกิดจากการให้ความสุขต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเกิดจากพลังใจของเรา กลั่นออกมาเป็นมวลแห่งความบริสุทธิ์ ขยายออกไปยังมวลมนุษยชาติ ยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ความว่า...


    “ ผู้ใดผูกอาฆาตว่า เขาได้ด่าเรา เขาได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา หรือได้ลักขโมยของเราไป เวรของผู้นั้นย่อมไม่สงบระงับ ส่วนผู้ใดไม่ผูกอาฆาตว่า เขาได้ด่าเรา เขาได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา หรือได้ลักขโมยของเราไป เวรของผู้นั้นย่อมสงบระงับ"

     การไม่ผูกอาฆาตพยาบาท รู้จักให้อภัย จะส่งผลให้เราเป็นบุคคลผู้มีใจสงบเยือกเย็น ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร  การปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดี เราจะต้องมีจิตประกอบด้วยเมตตา  จิตใจจะได้ละเอียดอ่อน จะได้เข้าถึงธรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ไม่ควรผูกโกรธ หรืออาฆาตพยาบาทใคร พึงรักษาใจให้สงบเยือกเย็น มีเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะทำให้ใจสงบเยือกเย็น มีความสุขกายสุขใจตลอดเวลา

     ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก เราไม่มีเวลามากพอที่จะเสียไปกับเรื่องไร้สาระ เพียงแค่เราตามดูจิตของเรา ให้รู้เท่าทันกิเลส ไม่ให้ใจตกอยู่ในอารมณ์โลภ โกรธ หลง ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ไม่ให้ขุ่นมัว แค่นี้ก็หมดเวลาไปวันหนึ่งๆ แล้ว  เพราะฉะนั้นอย่ามัวเสียเวลาขุ่นมัวกับคนรอบข้าง อย่าไปถือสาในความไม่สมบูรณ์ของเขา อะไรที่ให้อภัยได้ ก็ควรให้อภัยกัน ถ้าเรารู้จักปลดปล่อยวาง ใจของเราจะปลอดโปร่ง เบา สบาย เป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายดาย

     ในอดีต มีพระราชาแห่งแคว้นกาสี ทรงพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัตท่านทรงมีกำลังทรัพย์ กำลังคนและพาหนะมากมาย ส่วนแคว้นที่อยู่ใกล้กันชื่อว่า แคว้นโกศล มีพระราชาพระนามว่า ทีฆีติ ทรงมีกำลังน้อยกว่า พระเจ้าพรหมทัตได้ยกกองทัพไปโจมตีแคว้นโกศล  ฝ่ายพระเจ้าทีฆีติเมื่อทราบข่าว ก็ดำริว่า “เมืองของเราเป็นเมืองเล็ก ไม่อาจจะต้านทานศึกครั้งนี้ได้ ถ้าเราฝืนต่อสู้ไป ผู้คนก็จะล้มตายกันมาก เราไม่อยากให้ใครต้องตาย ดังนั้น เราควรจะสละเมือง”

      แล้วทรงพาพระมเหสีหนีออกจากเมืองไปอยู่ในป่า อาศัยอยู่กับนายช่างหม้อ ทรงปลอมพระองค์เป็นปริพาชก อยู่มาไม่นาน พระมเหสีก็ตั้งครรภ์ ให้กำเนิดโอรสพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร เมื่อเติบโตขึ้น ทรงส่งโอรสไปศึกษาศิลปวิทยาอีกเมืองหนึ่ง เพราะคิดว่าหากอยู่ด้วยกัน เมื่อมีภัยเกิดขึ้น ก็จะตายกันเสียทั้งหมด


      วันหนึ่ง อดีตนายช่างกัลบกของพระเจ้าทีฆีติ เห็นพระเจ้าทีฆีติพร้อมพระมเหสีก็จำได้ว่า นี่คือพระราชาแห่งแคว้นโกศล แต่ด้วยความโลภอยากได้รางวัล จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลแก่พระเจ้าพรหมทัต

     พวกทหารของพระเจ้าพรหมทัต ได้มาจับพระเจ้าทีฆีติและพระมเหสีมัดกับเครื่องพันธนาการ แล้วนำออกประจานตามทาง ๔ แพร่ง ลงโทษอย่างแสนสาหัส บางทีก็เอาเชือกมัดมือทั้ง ๒ ข้าง กล้อนพระเกศา แล้วให้ม้าวิ่งลากไป ทั้งสองพระองค์ได้รับความทุกข์ทรมานมาก

      ในขณะนั้น ทีฆาวุกุมารซึ่งไปร่ำเรียนอยู่ที่ต่างเมือง เกิดความคิดถึงพระราชบิดาพระราชมารดา จึงกลับมาเยี่ยมที่บ้าน เมื่อไม่พบจึงตามเข้าไปในแคว้นกาสี ได้เห็นพระราชบิดาและพระราชมารดากำลังถูกพวกทหารประจาน ได้รับความทุกขเวทนาสาหัส จึงแหวกฝูงชนเข้าไปดูใกล้ๆ

       พระเจ้าทีฆีติเมื่อแลเห็นพระโอรส จึงตรัสขึ้นเพื่อให้ทรงได้ยินว่า อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร” พระองค์ได้ตรัสอย่างนั้นอยู่ ๒-๓ ครั้ง ทีฆาวุกุมารเป็นคนมีปัญญา จึงทรงอดทนยับยั้งไว้ เมื่อทหารนำทั้งสองพระองค์ตระเวนไปทั่วเมืองแล้ว ก็นำไปประหารชีวิต โดยบั่นพระวรกายเป็น ๔ ท่อน วางเรียงไว้ในหลุม ๔ ทิศ

     พระราชกุมารได้แอบเข้าไปนำพระศพมาถวายพระเพลิง จากนั้นทรงปลอมตัวเป็นเด็กชาวบ้านคนหนึ่ง เข้ามาอยู่ในเมืองของพระเจ้าพรหมทัต ได้มาฝากตัวทำงานอยู่กับคนฝึกช้าง ทุกเช้าก็จะดีดพิณขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะ พระเจ้าพรหมทัตตื่นจากบรรทม ได้สดับเสียงอันไพเราะนั้นแล้ว ทรงเกิดความพอใจ จึงให้นำเด็กเลี้ยงช้างมาเข้าเฝ้า

      เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นทีฆาวุ ก็เกิดความเมตตารักใคร่ ทรงโปรดปรานมาก ได้แต่งตั้งให้เป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ ทีฆาวุก็ตั้งใจปฏิบัติราชการอย่างดี คอยสนองพระราชโองการด้วยดีตลอดมา

      วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตโปรดให้ทีฆาวุกุมารเทียมราชรถ เพื่อเสด็จล่าเนื้อในป่า เมื่อเสด็จออกนอกเมือง ทีฆาวุบังคับม้าวิ่งไปด้วยความเร็ว เข้าไปในป่าลึก พวกทหารตามไม่ทัน จึงมีเพียงพระราชากับทีฆาวุเท่านั้น พระราชาทรงเหนื่อยล้า เมื่อหยุดรถแล้ว จึงบรรทมหลับบนตักของทีฆาวุ  

      ในขณะนั้น ทีฆาวุกุมารระลึกถึงความแค้นในอดีตว่า “บ้านเมืองของเราถูกพระราชานี้ยึดไป แม้มารดาบิดาของเรา ก็ถูกพระราชาองค์นี้ฆ่า ถึงเวลาที่จะจัดการกับศัตรูแล้ว” จึงชักพระขรรค์ออกจากฝัก หมายจะแทงพระราชา  แต่ในขณะเดียวกัน ก็ระลึกถึงโอวาทที่พระราชบิดาให้ไว้ก่อนสวรรคตว่า “อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น” จึงไม่อยากละเมิดคำของพระราชบิดา ได้สอดพระขรรค์เก็บเข้าที่เดิม ครู่หนึ่ง ความคิดอาฆาตได้ผุดขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง พระกุมารก็ชักพระขรรค์ออกมาหมายจะฆ่าอีก แต่พอระลึกถึงโอวาทพระราชบิดาก็ยับยั้งเอาไว้อีก ทำอย่างนี้อยู่ถึง ๓ ครั้ง

     ขณะนั้นเอง พระเจ้าพรหมทัตตื่นจากบรรทมด้วยความหวาดผวา แล้วเสด็จลุกขึ้นอย่างผลุนผลันตรัสว่า ทรงฝันเห็นทีฆาวุกุมารโอรสของพระเจ้าทีฆีติ กำลังประหารพระองค์ด้วยพระขรรค์ จึงตกพระทัยตื่นขึ้น ทันใดนั้น ทีฆาวุได้จับพระเศียรของพระเจ้าพรหมทัต แล้วเอาพระขรรค์จ่อที่พระศอพร้อมกับประกาศว่า “เรานี่แหละ คือทีฆาวุกุมาร พระองค์ได้ทำความพินาศให้แก่มารดาบิดาของเรา บัดนี้ถึงเวลาที่จะได้ชำระโทษแล้ว”

        พระเจ้าพรหมทัตยิ่งตกพระทัยมากขึ้น ทรงหมอบลงแทบเท้าพระกุมาร แล้วร้องขอชีวิต ทีฆาวุจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าถวายชีวิตแก่พระองค์ได้ แต่ขอให้พระองค์ได้ประทานชีวิตแก่ข้าพเจ้าเช่นกัน” พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงให้ชีวิตแก่เรา แล้วเราก็จะให้ชีวิตแก่เจ้า” เป็นอันว่าทั้งสองฝ่ายให้ชีวิตแก่กันและกัน โดยจะไม่จองเวรกันอีก แล้วเดินทางกลับเข้าสู่พระนคร

      ครั้นเสด็จกลับเข้าไปถึงพระนคร ทรงมีรับสั่งให้ประชุมเสนาอำมาตย์ทั้งหมด แล้วได้ตรัสถามขึ้นในที่ประชุมว่า “ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเห็นทีฆาวุกุมาร ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าทีฆีติ จะทำอย่างไร” พวกอำมาตย์เหล่านั้นทูลว่า จะตัดมือบ้าง จะตัดเท้าบ้าง ตัดศีรษะบ้าง พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสขึ้นว่า “ท่านทั้งหลาย บุรุษนี้แหละคือทีฆาวุกุมาร แต่ว่ากุมารนี้ ใครๆ ไม่อาจจะทำอันตรายใดๆ ทั้งนั้น เพราะกุมารนี้ได้ให้ชีวิตแก่เรา และเราก็ได้ให้ชีวิตแก่กุมารนี้”

           หลังจากนั้นทรงไต่ถามทีฆาวุกุมารว่า “ก่อนที่พระราชบิดาของเธอจะสวรรคต ได้ให้โอวาทแก่เธอว่า “อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่เวรทั้งหลายย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวรนั้น หมายความว่าอย่างไร”

     ทีฆาวุกราบทูลว่า "อย่าเห็นแก่ยาว คือ อย่าทำการจองเวรกันให้ยืดเยื้อ เพราะเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อย่าเห็นแก่สั้น คือ อย่าทำการแตกร้าวกับมิตรเร็วเกินไป ให้อดทน สงบเสงี่ยม" เมื่อพระราชาได้ฟัง ก็ทรงชื่นชมทีฆาวุกุมารว่า เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีคุณธรรม มีปัญญา สามารถเข้าใจเนื้อความโดยย่อได้อย่างแจ่มแจ้ง

      ทีฆาวุกุมารคืออดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งที่ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงสอนว่า “เธอทั้งหลายอย่าบาดหมางกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกัน พึงอดทนและสงบเสงี่ยม เพราะขันติ โสรัจจะ จะทำให้งามในธรรมวินัยนี้”

     พวกเราก็เช่นเดียวกัน ให้มีความอดทนและสงบเสงี่ยม เพราะความผูกโกรธผูกอาฆาตพยาบาทไม่ดีเลย เรายังต้องสร้างบารมีไปอีกนานจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม เมื่อทำงานใหญ่ขึ้น อุปสรรคก็มีมาก ผู้ไม่เห็นด้วยเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว การได้รับฟังคำถากถาง หรือถ้อยคำที่ทำให้เราหมดกำลังใจสร้างความดีนั้น เป็นเพียงเครื่องวัดความมีขันติและความสงบเสงี่ยมของเราว่า จะสามารถธำรงไว้ซึ่งคุณธรรมข้อนี้ได้หรือไม่ 

     ดังนั้น ถ้าหากเราได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ ก็อย่าไปขุ่นมัวหรือขัดเคืองใจ ให้หมั่นแผ่เมตตาความปรารถนาดีของเราแก่คนอื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพลังมวลแห่งใจที่บริสุทธิ์ของเรานี้ จะสามารถเปลี่ยนความขุ่นมัวเป็นสดใสได้ อุปสรรคมีไว้ให้ข้าม ปัญหามีก็แก้กันไป ไม่ใช่แก้ด้วยการไปแก้แค้น หรือล้างแค้น แต่ให้แก้ไขด้วยการ ไม่สู้ ไม่หนี ทำความดีของเราเรื่อยไป และทำให้ยิ่งๆ กว่าที่ผ่านมา แล้วเราจะเป็นผู้ที่มีชัยชนะในตัวเอง ชนะใจคนทั้งโลก และแนะนำคนทั้งโลกให้เข้าสู่กระแสธรรมกันทุกคน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๗-๔๖

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่    หน้า ๔๕๙

..........................................


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

ผู้มีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

ผู้มีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
 
           เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี การสร้างบารมีเป็นงานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ พระบรมโพธิสัตว์ในกาลก่อนท่านก็ทำอย่างนี้ คือสร้างบารมีไปจนกว่าบารมีจะเต็มเปี่ยม ได้บรรลุจุดหมายปลายทางของชีวิต ดังนั้นเราเกิดมาภพชาติหนึ่ง ก็เพื่อสั่งสมบุญบารมีเท่านั้น บุญที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว จะเป็นเสบียงในการเดินทางไกลในสังสารวัฏ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คือการทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน ได้เข้าถึงบรมสุขอันเป็นนิรันดร์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องความศรัทธาไว้ว่า...
ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้
เมื่อศรัทธาแน่วแน่แล้ว ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ
บุคคลจะข้ามโอฆะได้ ด้วยศรัทธา”

     ความศรัทธา เป็นทางมาแห่งความดีทั้งหลาย ผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งที่ควรบูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีทรัพย์อันประเสริฐ ถ้าหากว่ามีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จประโยชน์ทุกเรื่อง จะเป็นผู้ที่เจริญอยู่ในกุศลธรรม และสามารถข้ามพ้นห้วงน้ำคือกิเลสอาสวะทั้งหลาย ไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้

      เมื่อครั้งสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกาศพระศาสนาอยู่นั้น ผู้มีบุญท่านหนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงหงสาวดี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา และได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแต่งตั้งอุบาสกท่านหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายที่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยโดยไม่หวั่นไหว เมื่อได้เห็นดังนั้น ท่านเกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง จึงตั้งความปรารถนาที่จะเป็นอุบาสกผู้เลิศอย่างนั้นบ้าง

     ท่านจึงตั้งใจสั่งสมบุญบารมีอย่างเต็มที่ นับแต่ชาตินั้นเป็นต้นมา ด้วยบุญนั้นได้ส่งผลให้ท่านเวียนว่ายแต่ในสุคติภูมิ คือละจากโลกมนุษย์แล้วก็ไปบังเกิดในโลกสวรรค์ ได้เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ เมื่อจุติจากสวรรค์ก็ลงมาสร้างบารมีต่อในโลกมนุษย์ วนเวียนอยู่ในสองภูมินี้เท่านั้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งแสนกัป

            จนมาถึงสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านได้มาเกิดในตระกูลของมหาเศรษฐี มีชื่อว่า ปุรพันธะ เป็นผู้มีจิตใจดีงามขวนขวายในการทำความดีอย่างเนืองนิจ ในตอนแรกๆ ท่านมีความเลื่อมใสในนักบวชนอกพระพุทธศาสนา และได้ปวารณาตนเป็นอุปัฏฐากของนักบวชเหล่านั้น

     วันหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงแผ่ข่ายพระญาณตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นว่าปุรพันธะมีบุญที่จะได้บรรลุธรรม พระองค์จึงเสด็จไปบิณฑบาตที่หน้าบ้าน เมื่อปุรพันธะแลเห็นพระพุทธองค์ ท่านคิดว่า พระสมณโคดมทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์ และเป็นผู้ที่มหาชนรู้จักกันเป็นอย่างดี การที่เราจะไม่ไปกราบนมัสการพระพุทธองค์นั้น เป็นการไม่สมควร ท่านจึงเข้าไปกราบที่พระยุคลบาทของพระบรมศาสดาพร้อมทั้งรับบาตร แล้วอาราธนาพระองค์ให้เสด็จเข้าไปในเรือน

     เมื่อพระบรมศาสดาประทับนั่งบนพุทธอาสน์แล้ว ปุรพันธะได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่พอเหมาะกับจริตอัธยาศัยของท่าน เมื่อจบพระธรรมเทศนา ปุรพันธะได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบันบุคคล จากนั้นพระองค์จึงเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร

     ช่วงสายของวันนั้นเอง พญามารคิดว่า ที่ผ่านมา ปุรพันธะอยู่ในอำนาจของเรา แต่ในวันนี้พระบรมศาสดาเสด็จไปในเรือนของเขา เขาจะได้บรรลุธรรมอันใดจากการฟังธรรมของพระพุทธองค์หรือเปล่าหนอ เราควรตรวจสอบดูว่า ปุรพันธะพ้นจากอำนาจของเราหรือยัง ว่าแล้วพญามารก็เนรมิตกายให้เหมือนกับพระบรมศาสดาที่ทรงจีวร และถือบาตร เสด็จดำเนินโดยอากัปกิริยาของพระพุทธเจ้า แล้วไปยืนอยู่ที่ใกล้ประตูบ้านของปุรพันธะ

     ปุรพันธะเมื่อเห็นพระบรมศาสดาเสด็จกลับมาอีก จึงคิดว่า ธรรมดาการเสด็จไปอย่างไม่แน่นอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี เหตุไรหนอพระองค์จึงเสด็จกลับมาอีก ท่านจึงรีบเข้าไปกราบพร้อมทั้งทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว เหตุใดจึงเสด็จกลับมาอีก พระเจ้าข้า” พญามารกล่าวว่า “ดูก่อนปุรพันธะ ตอนที่เราแสดงธรรม ยังไม่ทันได้พิจารณา จึงแสดงธรรมแก่เธอขาดไปข้อหนึ่ง”

     ปุรพันธะคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ตามธรรมดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย มีวาจาเป็นหนึ่ง ไม่ตรัสวาจาผิดพลาด จึงเกิดความเฉลียวใจขึ้นมา คิดใคร่ครวญว่า ธรรมดามารทั้งหลาย เป็นข้าศึกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงสัยบุคคลผู้นี้ ต้องเป็นมารแน่นอน จึงถามกลับไปว่า “ท่านเป็นมารหรือ” ถ้อยคำที่อริยสาวกกล่าวนั้น เป็นเสมือนหนึ่งขวานอันคมกริบที่ฟาดฟันพญามาร พญามารตอบว่า “ใช่แล้ว เราคือพญามาร เรามาที่นี่เพื่อทำศรัทธาของท่านให้หวั่นไหว”

     ปุรพันธะชี้หน้าพญามารด้วยใจที่ไม่หวาดหวั่น พร้อมกับกล่าวว่า “เจ้ามารร้าย ผู้มีใจอำมหิต อย่าว่าแต่เจ้าผู้เดียวเลย แม้พวกมารเช่นเจ้าตั้งร้อย ตั้งพัน ก็ไม่อาจทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหวได้ เจ้าจงไปให้พ้นประตูเรือนของเราเดี๋ยวนี้” ท่านได้ขับไล่พญามารออกไปด้วยความกล้าหาญ เมื่อมารฟังคำของอริยสาวกแล้ว ก็ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่อาจพูดจาโต้ตอบ ในที่สุดก็อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง

     ครั้นถึงเวลาเย็น ท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลเรื่องราวที่ได้เจอกับพญามาร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสดับเรื่องราวทั้งหมดด้วยความปลื้มปีติ ทรงสรรเสริญชื่นชมอนุโมทนา และได้สถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศกว่าเหล่าอุบาสก ผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยไม่หวั่นไหว

     ดังนั้นชาวพุทธที่แท้จริง ต้องเป็นผู้ไม่หวั่นไหวดังเช่นท่านปุรพันธะ ที่มีศรัทธาเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย ซึ่งข้อนี้เป็นคุณสมบัติประการแรกของสาธุชนในพระพุทธศาสนา คือจะต้องไม่คลอนแคลนในคำสอนของพระบรมศาสดา รู้จักใช้สติและปัญญา พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจในทุกสิ่งที่ทำ เพราะถ้าหากไม่ใคร่ครวญให้ดีอาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมาในภายหลังได้

     การเป็นชาวพุทธที่สมบูรณ์ตามพระพุทธประสงค์นั้น นอกจากจะเป็นผู้มีความศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย จนได้เข้าถึงพระรัตนตรัยแล้ว ยังจะต้องเป็นผู้มีศีล มีความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เพราะศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วสารทิศ ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัยที่แท้จริงจะต้องมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงในการสร้างความดี ไม่เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว เมื่อมีเรื่องราวเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทั้งดีหรือไม่ดีก็ตาม ต้องทำใจให้เป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ยินดียินร้าย หรือหวั่นไหวไปตามกระแสโลก ถ้าเราไม่หวั่นไหวตามกระแสโลก โลกนี้ก็จะเป็นไปตามใจของเรา


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๓๖๖-๓๗๓

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๓   หน้า ๗๕

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

มรณสติ นำชีวิตสู่หลักชัย

มรณสติ นำชีวิตสู่หลักชัย

                สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็นของไม่เที่ยง ชีวิตเปรียบเสมือนหยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า ยามต้องแสงอาทิตย์อุทัย ย่อมพลันเหือดแห้งหายไป ทุกชีวิตล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย เรามีเวลาสร้างบารมีอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต บัณฑิตทั้งหลายพึงรีบสั่งสมบุญ เพื่อเป็นเหตุให้เข้าถึงความสุขภายในที่แท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน จุลลสุตโสมชาดก ว่า...

    “ ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย เป็นของน้อยนิด ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมัวประมาทเลย”

      พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ทรงชี้ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขารว่า มันสั้นน้อยนิด ไม่นานก็ต้องแตกสลายไปสู่ความตาย จึงสอนให้นึกถึงความตาย ด้วยการเจริญมรณสติบ่อยๆ เพราะถ้าหากไม่นึกถึงเป็นประจำ เมื่อความตายมาปรากฏต่อหน้า ก็จะเกิดความหวาดกลัว ตั้งสติไม่อยู่

       ผู้เจริญมรณสติเป็นนิตย์ จะเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ด้วยการเร่งรีบทำความดี หมั่นเจริญสมาธิ ภาวนาเป็นประจำ เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว ก็จะมีสุคติเป็นที่ไป

         สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับเหล่าภิกษุว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังเจริญมรณสติอยู่หรือ" พระภิกษุได้ตอบทีละรูปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เจริญมรณสติอยู่พระเจ้าข้า แต่เจริญมรณสติเฉพาะในเวลากลางคืน” บางรูปตอบว่าเจริญมรณสติเฉพาะช่วงกลางวันบ้าง เจริญมรณสติทุกเวลาที่ฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่งบ้าง นึกถึงความตายในขณะเคี้ยวข้าวสี่คำบ้าง  นึกในขณะที่เคี้ยวข้าวคำหนึ่งแล้วกลืนบ้าง

       มีรูปหนึ่งได้กราบทูลว่า “ข้าพระองค์นึกถึงความตายว่า คนเรามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้าแลออกเท่านั้น เราพึงพิจารณาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยแยบคาย พึงไม่ประมาท พระเจ้าข้า”

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญภิกษุรูปสุดท้ายว่า ได้เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ส่วนภิกษุที่เหลือนั้น ยังชื่อว่าเป็นผู้ประมาท แล้วตรัสเล่าเรื่องของพระองค์ว่า แม้จะเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ก็ยังเจริญมรณสติ นึกถึงความตายเป็นประจำ

        ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดเป็นหงส์  มีบริวารเก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏ  ทุกวันจะพาบริวารบินออกหากินเมล็ดข้าวที่เกิดเองตามธรรมชาติ วันหนึ่งลูกหงส์ทอง ๒ ตัว ซึ่งเป็นน้องเล็กของพระมหาสัตว์ ปรึกษากันว่า ทั้งสองจะทดสอบบินแข่งกับพระอาทิตย์ดูว่า ระหว่างดวงอาทิตย์กับหงส์ ใครจะเร็วกว่ากัน จึงได้ขออนุญาตพระมหาสัตว์

       พระโพธิสัตว์กล่าวว่า “พ่อเอ๋ย ดวงอาทิตย์มีความเร็วมาก เธอทั้งสองไม่สามารถบินแข่งกับดวงอาทิตย์ได้หรอก มีแต่ต้องตายเสียก่อน อย่าพากันไปเลยนะ” แม้หงส์ทั้งสองจะพยายามอ้อนวอนเพียงไร พระโพธิสัตว์ก็ยังคงไม่อนุญาต น้องทั้งสองเห็นว่าพี่ชายคงไม่อนุญาตเป็นแน่แท้ ด้วยทิฐิมานะว่า ตนเองมีกำลังเร็วยิ่งนัก จึงฝืนคำห้ามของพี่ชาย ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ทั้งสองรีบชวนกันบินไปจับอยู่ที่ยอดเขายุคนธร

       ฝ่ายพระมหาสัตว์ เมื่อไม่เห็นหงส์ทั้งสอง ก็รู้ว่าน้องทั้งสองกำลังไปบินแข่งกับดวงอาทิตย์ ด้วยความเป็นห่วงว่า หงส์สองตัวนี้จะต้องตายในระหว่างทางแน่นอน จึงรีบบินตามไปด้วยความเร็ว เพื่อช่วยเหลือน้องทั้งสอง

        ทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้น หงส์ทั้งคู่พากันบินถลาขึ้นไปอย่างรวดเร็วเพื่อแข่งกับดวงอาทิตย์  แม้ทั้งสองบินไปได้ไกลมากแล้ว ก็ยังไม่มีท่าทีว่าฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ ส่วนพระมหาสัตว์ได้บินติดตามไปอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย ครั้นเวลาสาย น้องเล็กเกิดความเมื่อยล้ามาก รู้สึกว่า ที่ข้อต่อกระดูกและปีกของตนเอง มีความเร่าร้อนมาก เหมือนจะลุกเป็นไฟ ซึ่งเป็นผลจากใช้ความเร็วในการบินเต็มที่นั่นเอง จึงให้สัญญาณแก่พระโพธิสัตว์ว่า บินต่อไปไม่ไหวแล้ว

       พระโพธิสัตว์ปลอบน้องว่า “อย่ากลัวเลย ฉันจักให้ชีวิตแก่เธอ” ว่าแล้วก็ประคองน้องเล็กไว้ด้วยอ้อมปีก พาบินกลับไปภูเขาจิตตกูฏ ให้หมู่หงส์ช่วยกันเยียวยารักษา แล้วตนเองรีบบินกลับไปอีกจนทันดวงอาทิตย์ จากนั้นก็บินชะลอไปกับน้องกลาง ถึงเวลาจวนเที่ยง น้องกลางก็อิดโรย หมดแรงลงอย่างรวดเร็ว ทั้งข้อต่อและปีกเป็นเหมือนว่าไฟลุกท่วมตลอดเวลา จึงให้สัญญาณแก่พี่ชายว่า ไม่ไหวแล้ว

        พระมหาสัตว์ปลอบโยนน้องให้เบาใจ แล้วเอาอ้อมปีกประคองน้องกลางไว้ บินนำกลับสู่เขาจิตตกูฏอีก หลังจากส่งน้องชายแล้ว พระมหาสัตว์เกิดความคิดว่า “วันนี้เราจะทดลองบินแข่งขันกับดวงอาทิตย์ ดูซิว่าใครจะมีความเร็วกว่ากัน”

       พญาหงส์ถลาขึ้นจากยอดเขา ใช้กำลังรวดเดียวเท่านั้น ก็สามารถไล่ตามทันดวงอาทิตย์ บางคราวก็บินแซงไปข้างหน้า บางคราวก็ไล่หลัง บินแข่งกันไปอย่างนี้ โดยที่พญาหงส์ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเลย ยิ่งบินก็ยิ่งเร็ว ยิ่งรู้สึกว่ามีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

       เมื่อเห็นว่าแข่งทั้งวันแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ พญาหงส์จึงได้คิดว่า การบินแข่งกับดวงอาทิตย์ เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ไม่มีสาระ แข่งกันก็เพราะไม่ได้พิจารณาเสียก่อน แต่ความแก่ที่เกิดขึ้นต่อสังขารของเรานี้สิ เร็วยิ่งกว่าความเร็วของดวงอาทิตย์และความเร็วของเรามารวมกันเสียอีก

       คิดดังนั้นแล้ว จึงตั้งใจจะไปแสดงธรรมแก่พระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้เป็นสหาย พระราชาเมื่อรู้ว่าพญาหงส์ทองมาเยี่ยม ทรงจัดตั่งทองเพื่อให้พระโพธิสัตว์บินมาเกาะ แล้วรับสั่งให้ราชบุรุษเอาน้ำมันทาช่องปีกของพระมหาสัตว์ ทรงกระทำปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี แล้วตรัสถามว่า “สหายเอ๋ย ท่านมาลำพังผู้เดียว ไปไหนมาเล่า”

       พระมหาสัตว์จึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดแด่พระราชา พระราชาเมื่อสดับดังนั้น ทรงอยากเห็นความเร็วของพญาหงส์บ้าง แต่พญาหงส์ทูลปฏิเสธว่า “ถ้าหากแสดงการแข่งความเร็วกับดวงอาทิตย์ พระองค์ก็จะไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะเร็วเกินกว่าที่พระองค์จะทอดพระเนตร”

       พญาหงส์ทูลว่า “ขอให้พระองค์ทรงคัดเลือกนายขมังธนู ๔ คนที่ยิงเร็วที่สุดในพระนคร ให้แต่ละคนยืนพิงเสาศิลา โดยหันหน้าไปคนละทิศ แล้วให้ทั้ง ๔ คนนี้ ยิงลูกศร ๔ ดอกตรงไปยังทิศทั้ง ๔ โดยพร้อมกัน หม่อมฉันจะเก็บลูกศรเหล่านั้นมามิให้ทันตกดินเลย แล้วทิ้งลงแทบเท้าของคนทั้ง ๔ พระองค์จะทรงทราบอาการที่หม่อมฉันไปเก็บลูกศรด้วยสัญญาณแห่งเสียงลูกศร แต่พระองค์จะไม่สามารถทอดพระเนตรเห็นตัวของหม่อมฉันได้เลย”

       เมื่อทุกอย่างพร้อม พญาหงส์ก็แสดงอานุภาพของตนเองให้พระราชา และเหล่ามหาอำมาตย์ได้ชมพร้อมๆ กัน ด้วยการบินตามไปเก็บลูกศรทั้ง ๔ ทิศ ด้วยความเร็วเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ทุกคนที่เห็นต่างแซ่ซ้องสาธุการในความเร็วที่ไม่มีใครเปรียบปานได้ พญาหงส์ทูลว่า “ข้าแต่มหาราช นี่มิใช่ความเร็วสูงสุดของข้าพระองค์ ไม่ใช่ความเร็วปานกลาง แต่เป็นความเร็วขั้นต่ำสุดเท่านั้น”

       พระราชาทรงถามว่า “สหายเอ๋ย แล้วความเร็วอย่างอื่น ที่เร็วกว่าความเร็วของท่าน ยังมีอยู่อีกหรือ”

       พระเจ้าข้า พระมหาราชเจ้า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ ย่อมสิ้นไป ย่อมเสื่อมสลายไปรวดเร็วกว่าความเร็วขนาดสูงสุดของหม่อมฉัน เป็นร้อยเท่าพันทวีแสนทวีทีเดียว”

       พระมหาสัตว์แสดงความเสื่อมสิ้นไปของสังขารว่ารวดเร็วมาก ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก แม้ขณะพูดอยู่นี้ ความตายก็ย่างกรายเข้ามาทุกขณะ พระราชาสดับเช่นนั้นเกิดความสลดพระทัย ถึงกับดำรงสติไว้ไม่ได้ เพราะความกลัวต่อมรณภัย ทรงสิ้นสติล้มลงทันที

       พระมหาสัตว์กราบทูลเตือนว่า “ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อย่าได้ทรงหวาดกลัวเลย ขอทรงเจริญมรณสติไว้เถิด ทรงประพฤติธรรมไว้เถิด และทรงหมั่นสั่งสมบุญบารมี อย่าได้ทรงประมาทอีกต่อไปเลย พระเจ้าข้า” แล้วพญาหงส์ทองก็บินกลับที่อาศัย ณ ภูเขาจิตตกูฏ

       แม้พวกเราเองจงอย่าได้ประมาท อย่าคิดว่าเรายังแข็งแรง ยังไม่เจ็บป่วยไข้ เราต้องหมั่นเจริญมรณสติ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ จะได้เป็นผู้ไม่ประมาท รีบเร่งทำภาวนาให้เข้าถึงที่พึ่งอันประเสริฐให้ได้ อย่าเกียจคร้าน อย่ามีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไขในการทำใจหยุดใจนิ่งกัน แล้วเราจะได้ชื่อว่า เป็นยอดนักสร้างบารมีที่แท้จริงกันทุกคน

จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๑๓๒-๑๔๑

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ

(ภาษาไทย) เล่มที่ ๓๖   หน้า ๕๗๐  และ เล่ม ๖๐ หน้า ๒๓๑

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563

บุคคลผู้ทรงธรรม

บุคคลผู้ทรงธรรม
              พระบรมศาสดาทรงเข้าถึงความเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า เพราะได้บรรลุกายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัทธรรมคำสอนของพระองค์จึงเป็นความรู้อันบริสุทธิ์ กลั่นออกมาจากใจที่หยุดอย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นผู้ที่จะศึกษาพระสัทธรรมอันประเสริฐ ต้องมีจิตใจที่หยุดนิ่ง เข้าถึงความบริสุทธิ์ภายในเช่นเดียวกัน

     หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลิกทรมานพระวรกาย ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยคแล้ว ทรงหันมาปฏิบัติตามหนทางสายกลาง ที่เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" จนได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงเปล่งอุทานว่า


     "เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ชัดธรรมพร้อมทั้งเหตุ"

     พระสัทธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของจริง คนจริงเท่านั้นจึงจะคู่ควรกับของจริง หากตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง มีความเพียรไม่ลดละ ปฏิบัติตามพุทธวิธีที่ทรงแนะนำไว้ ย่อมจะรู้แจ้งเห็นจริง หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย จะเข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิต เพราะธรรมะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ ลำพังอาศัยการนึกคิดตรึกตรองด้วยปัญญาของปุถุชน ย่อมไม่สามารถที่จะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง

     ดังนั้น ความสงสัย หรือความเคลือบแคลงในธรรมทั้งหลาย จะหมดไปได้ต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่การมานั่งถกเถียงกัน หรือโต้แย้งในสมมติฐาน วิจารณ์ความคิดเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือสรุปด้นเดาเองว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นการเสียเวลาเปล่า บัณฑิตควรจะพิสูจน์ โดยลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ให้รู้แจ้งเห็นจริงไปตามความเป็นจริง

     ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกย่องพระอรหันตเถระ องค์หนึ่ง ชื่อพระเอกุทานเถระ ว่าเป็นผู้ทรงธรรมที่แท้จริง เนื่องจากได้เข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างถูกวิธี ทำให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

       เรื่องมีอยู่ว่า พระเอกุทานเถระ หลังจากศึกษาด้านพระปริยัติแล้ว ท่านได้ปลีกวิเวกเพื่อมุ่งเข้าสู่การปฏิบัติ ท่านสอนตนเองว่า พระธรรมของพระบรมศาสดาจะรู้แจ้งได้ด้วยการปฏิบัติเท่านั้น ไม่สามารถทำให้หลุดพ้นได้ด้วยการท่องจำพุทธพจน์แต่อย่างใด

     ท่านจึงไม่ประมาท ทำความเพียรอย่างจริงจัง เมื่อว่างเว้นจากภารกิจของการคณะสงฆ์ จะเข้าไปอาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งเพียงลำพัง ปกติท่านจะระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์อยู่บทหนึ่ง แล้วท่านมักจะกล่าวสาธยายหัวข้อธรรมบทนี้ เพื่อเตือนสติตนเองเสมอๆ ว่า...

     “ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท เป็นผู้รู้ ผู้ศึกษาในทางแห่งการปฏิบัติ เพื่อความเป็นผู้รู้ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น สงบระงับแล้ว มีสติในทุกเมื่อ”

     โดยเฉพาะในวันอุโบสถ พระเอกุทานเถระจะกล่าวหัวข้อธรรมบทนี้เป็นประจำ เหตุอัศจรรย์ก็จะบังเกิดขึ้นทุกครั้ง คือเมื่อพระเถระกล่าวธรรมบทนี้จบลง จะได้ยินเสียงสาธุการของเทวดาที่สิงสถิตอยู่บริเวณนั้น เสียงสาธุการดังกังวานไปทั่วบริเวณ และดังลั่นประหนึ่งว่าแผ่นดินจะทรุดฉะนั้น

      วันหนึ่งในวันอุโบสถ มีพระเถระ ๒ รูปเป็นพระผู้ทรงพระไตรปิฎก แตกฉานและเชี่ยวชาญในหัวข้อธรรมต่างๆ ได้พาลูกศิษย์ของท่านจำนวน ๑,๐๐๐ รูป เดินทางมาขอพักอยู่ในราวป่าแห่งนั้นด้วย พระเอกุทานเถระเห็นคณะพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มาถึง ก็ออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ และกล่าวว่า “ในวันนี้นับว่าเป็นบุญลาภของกระผม ที่ท่านทั้งหลายมาพำนักในที่นี้ กระผมได้ยินกิตติศัพท์อันดีงามของท่าน ว่าเป็นผู้ชำนาญในพระไตรปิฎก แสดงธรรมได้ลึกซึ้ง วันนี้กระผมใคร่จะขอฟังธรรมของท่านทั้งสอง ขอกราบอาราธนาแสดงธรรม เพื่อเป็นมงคลแก่กระผมด้วยเถิด”

     พระเถระจึงถามพระเอกุทานว่า “แล้วปกติในที่นี้ มีใครมาฟังธรรมกันบ้างล่ะ เพราะสถานที่แห่งนี้อยู่ในป่า ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน” พระเอกุทานตอบว่า “ปกติธรรมดา ในวันอุโบสถ กระผมมักจะกล่าวธรรมอยู่เพียงบทเดียวตามลำพัง เมื่อกล่าวจบ ก็จะมีเสียงเทวดาทั้งหลายในบริเวณนี้ให้สาธุการ กระผมจึงเข้าใจว่า มีเทวดามาฟังธรรมทุกวันอุโบสถ แต่กระผมเป็นผู้ศึกษาพุทธพจน์มาน้อย จึงกล่าวธรรมที่คล่องปากขึ้นใจได้เพียงบทเดียว” แล้วพระเถระทั้ง ๒ รูป ซึ่งเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกก็ได้แสดงธรรม แต่มิได้ยินเสียงสาธุการของเหล่าเทวาเลย แม้เทวดาตนเดียวก็ไม่ได้ให้สาธุการ

       เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเถระทั้ง ๒ จึงถามพระเอกุทานว่า “เราทั้ง ๒ รูป ได้แสดงธรรมพร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะเป็นเอนกปริยาย แต่ไม่มีเสียงสาธุการของเหล่าเทวดาทั้งหลายในราวป่านี้เลย นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน”

     พระเอกุทานตอบว่า “ในวันที่กระผมกล่าวธรรม จะมีเสียงสาธุการของเหล่าเทวดาทุกครั้งไป แต่ในวันนี้มิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด” พระเถระทั้ง ๒ รูป จึงได้กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ผู้อาวุโสจงแสดงธรรมแก่พวกเราดูบ้างเถิด” เมื่อได้รับนิมนต์แล้ว ท่านจึงกล่าวแสดงธรรมบนอาสนะ ด้วยธรรมบทเดิมนั่นเอง

     ทันทีที่กล่าวธรรมจบลง เหล่าเทวดาทั้งหลายก็ได้ให้สาธุการด้วยเสียงดังกึกก้อง ประหนึ่งว่าแผ่นดินจะทรุด พระเถระทั้ง ๒ รูป ได้ยินเสียงเทวดาเปล่งสาธุการเช่นนั้น จึงคิดว่า เรานี้เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก มหาชนทั้งหลายยกย่อง ว่าเป็นผู้แตกฉานและเชี่ยวชาญในพระธรรมอย่างยิ่ง แต่ทำไมเหล่าเทวดาจึงไม่ให้สาธุการแก่พวกเราเลย เป็นเพราะเทวดาลำเอียงใช่หรือไม่หนอ

     พวกศิษย์ของพระเถระทั้งสอง จึงได้กล่าวติเตียนเทวดาทั้งหลายว่า พวกเทวดาให้สาธุการแก่พระเอกุทานเพราะว่าเห็นแก่หน้า ครั้นพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดกลับไปถึงวัดพระเชตวันแล้ว ต่างพากันกราบทูลความนั้นแด่พระบรมศาสดา ทว่ากลับได้รับการตักเตือนจากพระพุทธองค์ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกผู้เรียนมามากหรือพูดมาก ว่าเป็นผู้ทรงธรรม ส่วนผู้ใดเรียนคาถาแม้บทเดียว แล้วแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม”

      จากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสยกย่องพระเอกุทานว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ทรงธรรมที่แท้จริง เพราะท่านเป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวกิเลสแล้ว ได้ตรัสย้ำอีกว่า “บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมเพราะเหตุที่พูดมาก ส่วนบุคคลใดฟังแม้นิดหน่อย ย่อมเห็นธรรมด้วยกาย เป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม บุคคลนั้นแล เป็นผู้ทรงธรรม”

     เราจะเห็นว่า ลำพังความรู้ในทางปริยัติเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องนำความรู้เหล่านั้นมาปฏิบัติให้ได้ด้วย เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ถ้าเราเข้าถึงธรรมกายได้เมื่อไร ความสงสัยทั้งปวงก็จะสิ้นไป จากผู้ไม่รู้ ก็จะกลายเป็นผู้รู้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ สามารถรู้แจ้งได้ ถ้าทุกคนลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่มีข้อแม้ข้ออ้าง หรือเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ก็จะเข้าถึงธรรมกายได้อย่างแน่นอน

      ทุกท่านเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ ที่เกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา ได้รู้จักวิธีการที่จะทำให้เข้าถึงธรรมกาย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด ควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมกายให้ได้ มุ่งแสวงหาความเป็นผู้รู้แจ้งในธรรมทั้งหลาย จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรมอย่างแท้จริง


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน  ฉบับสารธรรม ๑ หน้า ๑๔๒-๑๕๐

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ
(ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๓   หน้า ๗๓ 

ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...