วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เมตตาบารมี

พญาช้างฉัททันต์ 
กับช้างพัง มหาสุภัททา และจุลลสุภัททา
 

            
         ความสุขและความบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน เพราะถ้ากายและใจของเราไม่มีความสุขแล้ว จะประกอบภารกิจการงานอันใด ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ 

             ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงให้กับตนเอง ร่างกายที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน จำเป็นที่จะต้องชำระล้างให้สะอาด จึงจะอยู่อย่างเป็นสุข และทำหน้าที่ได้เป็นปกติ จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ด้วยการเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนา ใจจึงจะเป็นสุข และสามารถคิดอ่านทำการงานต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ดังนั้นเราต้องหมั่นฝึกฝนใจของเราให้หยุดนิ่ง เพื่อจะได้เข้าถึงความสุขในปัจจุบัน และเพื่อเข้าถึงเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตด้วย

           พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในเมตตาสูตร ความว่า

            บุคคลพึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่  ยังเป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคงทั้งหมด หมู่สัตว์ที่มีลำตัวยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น ผอมหรืออ้วนเหล่าใด ที่เราเห็นแล้วหรือมิได้เห็น อยู่ในที่ใกล้หรือไกล ที่เกิดแล้วหรือที่แสวงหาภพเกิดใหม่ ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด

            มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตนด้วยชีวิตฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาอันไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น พึงเจริญเมตตาอันไม่มีประมาณในโลกทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ให้เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีศัตรูต่อกัน ผู้มีเมตตา ไม่เข้าถึงสักกายทิฏฐิ เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ นำความหมกหมุ่นในกามทั้งหลายออกไปได้ ย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีกต่อไป”

              ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันและกันด้วยความจริงใจ เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เหล่าพุทธบริษัทเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่ให้เบียดเบียนสัตว์อื่น หรือเบียดเบียนซึ่งกันและกัน 

             
นอกจากจะไม่เบียดเบียนกันแล้ว ยังให้ประกอบด้วยมหากรุณา คือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นภัย และให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ความเมตตาที่สั่งสมมากเข้าจะกลั่นตัวเป็นเมตตาบารมี ทำให้เป็นที่รักของมนุษย์ และเทวาทั้งหลาย

              ผู้ที่เจริญเมตตาเป็นปกติทุกๆวัน จะเป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็น ใครเข้าใกล้ จะสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความเย็น เหมือนอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทร ผู้อื่นก็จะรู้สึกเย็นสบายตามไปด้วย จะเป็นที่รักที่พอใจของผู้คนทั้งหลาย ไม่มีศัตรูหมู่ภัยพาลมาเบียดเบียน 

             
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทรงสอนตนเองว่า “ถ้าหากปรารถนาบรรลุพระโพธิญาณ ต้องมีใจเปี่ยมล้นด้วยเมตตา ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปให้ทั้งคนดีและคนเลวเสมอกัน ชะล้างมลทินคือธุลีออกได้ ฉันใด แม้เราก็จะเจริญเมตตาให้สม่ำเสมอไปในคนทั้งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ฉันนั้น”

             ในอดีตกาล พระบรมโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ เป็นช้างที่มีฤทธิ์มีเดช เหาะเหินเดินอากาศได้ อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มีช้าง ๘,๐๐๐ เชือกเป็นบริวาร ลักษณะของพญาช้างฉัททันต์นี้ไม่เหมือนช้างทั่วไป คือมีสีเผือก ปากแดง เท้าแดง สูง ๘๐ ศอก ยาว ๑๒๐ ศอก มีงวงคล้ายกับพวงเงิน ยาวได้ ๕๘ ศอก งาทั้งสองวัดโดยรอบได้ ๑๕ ศอก ยาว ๓๐ ศอก มีรัศมีเปล่งออกจากกายสว่างไสว

             พญาช้างมีช้างพังชื่อ มหาสุภัททา และจุลลสุภัททา เนื่องจากนางจุลลสุภัททา เข้าใจว่าพญาช้างฉัททันต์ให้ความรักความเอ็นดูนางน้อยกว่ามหาสุภัททา จึงเกิดความอาฆาตแค้นในพระโพธิสัตว์ นางได้นำดอกบัวไปบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วอธิษฐานจิตว่า ด้วยอานิสงส์ของการบูชาด้วยดอกบัวนี้ ขอให้นางได้ไปเกิดเป็นพระธิดาของพระราชา แล้วสามารถตัดงาของพญาช้างฉัททันต์นี้ได้ด้วยเถิด

            หลังจากนั้น นางก็ตรอมใจตาย แล้วได้ไปเกิดเป็นพระธิดาของพระราชาสมความปรารถนา เมื่อเติบโตก็ได้ไปเป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ซึ่งพระนางนั้นเป็นหญิงที่ระลึกชาติได้ จึงกราบทูลพระราชาว่า “อยากได้งาของพญาช้างฉัททันต์” พระราชาจึงรับสั่งให้หานายพรานป่าเข้าเฝ้า พระนางจุลลสุภัททาได้เลือกนายพรานชื่อโสณุดรซึ่งเคยเป็นคู่จองเวรกับพระมหาสัตว์มาก่อน แล้วบอกเส้นทางไปป่าหิมพานต์ให้นายพรานไปตัดงาของพญาช้างโพธิสัตว์

              พรานโสณุดรเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ใช้เวลาถึง ๗ ปีเต็ม จึงไปพบพญาช้างฉัททันต์ เนื่องจากพรานเคยเป็นคู่อาฆาตของพญาช้างโพธิสัตว์มาก่อน ทันทีที่เห็นพระโพธิสัตว์ก็อยากจะฆ่าให้ตาย พญาช้างได้ถามพรานว่า “ท่านมาที่นี่ประสงค์อะไร” นายพรานบอกความจริงว่า     “พระนางจุลลสุภัททา   พระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช   มีพระประสงค์อยากได้งาทั้งคู่ของท่าน” 

             
พระโพธิสัตว์ทรงสดับเรื่องราวทั้งหมด   ก็ทราบว่านางจุลลสุภัททามีความอาฆาตพยาบาทในตน แต่ท่านไม่ประสงค์จะจองเวรด้วย จึงตั้งกัลยาณจิตทั้งต่อนายพรานโสณุดร และพระนางจุลลสุภัททา แล้วบอกนายพรานว่า “ให้ท่านเอาเลื่อยมาตัดงาของเราตามชอบใจเถิด”

                   นายพรานโสณุดรรีบลุกขึ้นถือเลื่อยเตรียมตัดงาทันที เนื่องจากพญาช้างสูงประมาณ ๘๐ ศอก พรานจึงเอื้อมมือไปเลื่อยไม่ถึง พระมหาสัตว์จึงย่อกายก้มศีรษะลง เพื่อให้เลื่อยได้สะดวก นายพรานเหยียบงวงขึ้นไปอยู่บนกระพอง สอดเลื่อยเข้าไปในปาก ใช้มือทั้งสองเลื่อยอย่างทะมัดทะแมง ทุกขเวทนาแสนสาหัสได้เกิดขึ้นกับพระมหาสัตว์ ปากเต็มไปด้วยโลหิต นายพรานเลื่อยอยู่นานก็ไม่สามารถตัดงาให้ขาดได้

                   พญาช้างโพธิสัตว์ได้บ้วนโลหิตออกจากปาก สู้อดกลั้นทุกขเวทนาไว้ แล้วบอกว่า “สหายเอ๋ย หากท่านไม่สามารถตัดงาของข้าพเจ้าให้ขาดได้ ก็ส่งเลื่อยมาเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จ” พระโพธิสัตว์ดำรงสติมั่นแล้ว ใช้งวงช่วยนายพรานเลื่อย จนกระทั่งตัดงาทั้งสองข้างได้สำเร็จ

                  พญาช้างให้นายพรานนำงามาถือไว้ แล้วกล่าวว่า สหายเอ๋ย เราให้งาเหล่านี้แก่ท่าน ใช่ว่าเราจะไม่รักงาของเราก็หามิได้ เราทำอย่างนี้มิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะจอมเทพหรือเป็นพรหมเลย แต่เราปรารถนาสัพพัญญุตญาณซึ่งเป็นที่รักยิ่งของเรามากกว่างาคู่นี้ ตั้งร้อยเท่าพันเท่า ขอบุญนี้จงเป็นพลวปัจจัยแห่งการได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณเถิด” แล้วท่านถามนายพรานว่า “สหายเอ๋ย กว่าท่านจะมาถึงที่นี่ ใช้เวลานานเท่าไร” เมื่อทราบว่าใช้เวลาเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงบอกนายพรานว่า “ด้วยอานุภาพแห่งงาคู่นี้ ท่านจักถึงพระนครพาราณสีภายในเจ็ดวันเท่านั้น”

                   พญาช้างได้ป้องกันภัยให้นายพรานเป็นอย่างดี ท่านได้ไปส่งนายพรานพร้อมทั้งตั้งสัตยาธิษฐานว่า “เราได้รับทุกข์ทรมานประดุจผู้ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว แม้จะถูกเวทนาครอบงำ ก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายในบุคคลอื่น มีใจประกอบด้วยความเมตตาในผู้ประทุษร้าย ด้วยความสัตย์จริงตามที่เรากล่าวนี้ ขอสัตว์ร้ายในไพรสณฑ์ อย่าได้มากล้ำกรายนายพรานผู้นี้เลย” เมื่อพญาช้างส่งนายพรานไปแล้ว ท่านก็เสียชีวิตทันที แล้วได้ไปบังเกิดบนสวรรค์

                เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความเป็นผู้ไม่ผูกพยาบาทจองเวรใคร อีกทั้งมีใจประกอบด้วยมหากรุณาของพระโพธิสัตว์ พวกเราทุกคนคงเข้าใจแล้วว่า กว่าใครจะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น ต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต เพื่อสั่งสมบุญบารมีให้แก่รอบ และต้องมีใจประกอบด้วยความเมตตาในสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง มีจิตเสมอในสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้บุคคลนั้นจะไม่ปรารถนาดีด้วยก็ตาม

                   เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะได้นำปฏิปทาของพระพุทธองค์ไปประพฤติปฏิบัติตาม ฝึกฝนอบรมตนให้เป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา เพื่อเมตตาบารมีของเราจะได้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป แม้พวกเราสร้างบารมีไม่ต้องถึงกับเอาชีวิตเข้าแลกอย่างนั้น แต่ต้องฝึกให้มีความเมตตาเป็นพื้นฐานไว้มากๆ จะได้เกื้อกูลต่อบารมีอื่นๆ ที่จะตามมาเสริมบารมีให้แก่รอบยิ่งๆ ขึ้นไป

                 ความรัก และความเมตตาปรารถนาดีจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ต้องเป็นสิ่งที่ออกมาจากจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ออกมาจากต้นแหล่งแห่งความปรารถนาดีที่แท้จริงเท่านั้น คือเริ่มจากใจที่หยุดนิ่ง ได้เข้าถึงความสุขภายใน ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ต่อเมื่อเราได้เข้าถึงต้นแหล่งแห่งความสุข และความบริสุทธิ์ภายในได้มากเข้า กระแสแห่งความเมตตาปรารถนาดีก็จะแผ่ขยายออกไป กว้างขวางยิ่งขึ้นเป็นอัปปมัญญา คือไม่มีประมาณนั่นเอง

                   เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญเมตตาบารมีให้ได้ดีที่สุด จะต้องน้อมนำใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายในตัวของเรา หยุดเข้าไปในแหล่งแห่งความปรารถนาดี จนกระทั่งเกิดเป็นเมตตาบารมีที่ก่อเกิดเป็นความรักและปราคถนาดีอย่างแท้จริง ให้ทุกท่านหมั่นฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอทุกๆวัน จนกว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกๆ คน
      




จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๓๓๓-๓๔๑


อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๖๑   หน้า ๓๗๐




วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เป็นใหญ่ด้วยธรรม


การเป็นใหญ่...
ต้องใหญ่ด้วยธรรม ด้วยความดี ด้วยบุญบารมี
 จะเป็นความยิ่งใหญ่ที่มั่นคงถาวร
 

                วิชาในโลกนี้มีอยู่มากมายและสามารถศึกษาได้ไม่มีวันหมดสิ้น ส่วนบุคคลใดจะเลือกศึกษาวิชาใด หรือจะศึกษามากน้อยแค่ไหน ก็ย่อมแล้วแต่บุคคลนั้นๆ เพราะขึ้นชื่อว่า การศึกษา ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิต วิชาโดยทั่วไปนั้นศึกษาเพียงเพื่อทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังมีสุดยอดของวิชาที่ทุกคนจำเป็นต้องศึกษา ไม่ศึกษาไม่ได้ เพราะถ้าไม่รู้วิชานี้แล้ว ชีวิตจะไม่ปลอดภัย วิชานี้คือวิชาความจริงของชีวิต ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทำให้ชีวิตของเราปลอดภัยทั้งในภพนี้และภพหน้า เป็นวิชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ


                หากใครยังไม่ได้ศึกษาต้องถือว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมานั้น ช่างน่าเสียดายที่สุด เพราะเป็นวิชาที่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้จริง ไม่ว่าทะเลแห่งความทุกข์จะเวิ้งว้างน่าหวาดกลัวเพียงใด ขอเพียงเรามีวิชาของชีวิตนี้ติดตัว เราย่อมจะปลอดภัยทั้งในภพนี้และภพหน้าอย่างแน่นอน
มีวาระพระบาลีใน กปิชาดก ว่า...

               “น สาธุ พลวา พาโล  ยูถสฺส ปริหารโก
                 ธีโร จ พลวา สาธุ     ยูถสฺส ปริหารโก

               ผู้ปกครองหมู่คณะ ถึงจะมีกำลังอำนาจ แต่ถ้าเป็นคนโง่เขลา ก็เอาดีไม่ได้ ผู้ปกครองหมู่คณะ ถ้าเป็นคนฉลาดและมีกำลัง จึงจะได้ผลดี”

               การเป็นผู้นำหรือผู้ปกครองที่มีอำนาจนั้น เมื่อจะตัดสินใจทำสิ่งใด ต้องคิดให้รอบคอบในทุกๆ เรื่อง เพราะการตัดสินใจของผู้นำ ย่อมมีผลกระทบต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสังคมประเทศชาติด้วย สำหรับผู้ที่มีอำนาจหรือผู้อยากจะมีอำนาจนั้น หากคิดเป็นใหญ่ ก็ขอให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยธรรม ยิ่งใหญ่ด้วยความดี มิใช่ด้วยความทะเยอทะยานจนทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยความดีนั้นเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและชาวโลก ยิ่งหากความยิ่งใหญ่นั้นทำให้เกิดสันติสุขแก่โลกแล้ว ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญมากที่สุด

                ผู้ที่เป็นใหญ่มีหน้าที่ปกครองหมู่คณะ ต้องเป็นคนมีสติปัญญา ฉลาดรอบรู้ ทั้งในสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น ต้องมีคุณธรรม รู้จักใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนไปในการสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ จึงจะเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนทั้งหลาย แต่ถ้าไม่ทำเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมแล้ว ความเป็นใหญ่นั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะเกิดโทษ และในไม่ช้าก็ย่อมสูญเสียอำนาจนั้นไป เพราะความไม่ดีของตน ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตดังนี้

              เมื่อพระเทวทัตทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดความเลื่อมใสแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาลาภสักการะที่เกิดขึ้นให้ตั้งอยู่ได้นาน ลาภสักการะของพระเทวทัตได้เสื่อมไป ตั้งแต่ครั้งที่มหาชนได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงปราบช้างนาฬาคิรีที่จะมาประทุษร้ายพระองค์ เหล่าภิกษุได้ประชุมสนทนากันถึงเรื่องนั้นในโรงธรรมสภา

               ขณะนั้นเองพระบรมศาสดาได้เสด็จมาตรัสถามถึงเรื่องที่สนทนากัน เมื่อเหล่าภิกษุกราบทูลแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่ทำลายลาภสักการะ ที่เกิดแก่ตนให้เสื่อมไปในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ยังทำลายลาภสักการะ ให้เสื่อมไปแล้วเช่นกัน” จากนั้นพระองค์ทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า...

             เมื่อครั้งที่พระเจ้าพรหมทัต    เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระราชา เป็นผู้จบไตรเพท และศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ รอบรู้ปฐวีวิชัยมนต์ คือมนต์กลับใจให้หลง  วันหนึ่งพระโพธิสัตว์คิดจะทบทวนมนต์ จึงนั่งสาธยายมนต์บนหินดาดที่เนินผาแห่งหนึ่ง ปกติมนต์นั้นหากผู้มีใจวอกแวก หรือความทรงจำไม่ดี ก็จะไม่สามารถทำให้มีฤทธานุภาพได้  ปุโรหิตจึงต้องไปสาธยายในที่สงบวิเวก แต่ที่หินดาดนั้นมีโพรงไม้ ซึ่งสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันจึงได้ยินมนต์นั้น และสามารถท่องจำจนแคล่วคล่อง ที่เป็นอย่างนี้ เพราะในอดีตชาติสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นเคยเป็นพราหมณ์ที่ทรงจำปฐวีวิชัยมนต์ได้นั่นเอง

             พระโพธิสัตว์สาธยายมนต์จบแล้วก็ลุกไป ส่วนสุนัขจิ้งจอกก็ออกจากโพรงไม้ แล้วกล่าวว่า “ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ มนต์นี้ข้าพเจ้าท่องได้ชำนาญยิ่งกว่าท่านเสียอีก” แล้วรีบวิ่งหนีไป  พระโพธิสัตว์คิดว่า สุนัขจิ้งจอกตัวนี้จักทำอะไรไม่ดีเป็นแน่ จึงติดตามไป สุนัขจิ้งจอกรู้ทันจึงได้หนีเข้าไปในป่า ได้ร่ายปฐวีวิชัยมนต์บังคับสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายให้อยู่ในอำนาจของตน อีกทั้งยังทำสัตว์ ๔ เท้า มีช้าง ม้า สิงโต เสือ กระต่าย เป็นต้น ให้ตกอยู่ในอำนาจของตน แล้วได้ตั้งตนเป็นพญาสัตว์ชื่อว่า สัพพทาฐะ มีนางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเป็นภรรยา ทั้งสองได้นั่งบนหลังราชสีห์ ที่ยืนอยู่บนหลังช้าง ๒ เชือก คอยคุ้มกัน นับเป็นยศอันยิ่งใหญ่ที่มันได้รับในครั้งนั้น

             พญาสุนัขจิ้งจอกมัวเมาด้วยลาภยศ เกิดมานะคิดจะชิงราชสมบัติจากพระเจ้ากรุงพาราณสี จึงนำหมู่สัตว์จตุบาทมากมายขบวนยาวถึง ๑๒ โยชน์ ไปกรุงพาราณสี แล้วพญาสุนัขจิ้งจอกได้ส่งสาสน์ไปถึงพระราชาว่า “จะมอบราชสมบัติให้แต่โดยดี หรือว่าจะรบกัน” ชาวกรุงพาราณสีต่างสะดุ้งหวาดกลัว พากันปิดประตูเมืองทั้งหมด

            พระโพธิสัตว์ได้ไปเข้าเฝ้าพระราชาพลางกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่ากลัวเลย การต่อสู้ด้วยการรบกับสุนัขจิ้งจอก เป็นภาระของข้าพระองค์เอง เว้นข้าพระองค์แล้ว ไม่มีผู้อื่นรบกับมันได้” จากนั้นท่านได้ขึ้นไปบนป้อมที่ประตูเมืองถามว่า “ดูก่อนสัพพทาฐะผู้สหาย ท่านจักทำประการใดจึงจะชิงราชสมบัตินี้ได้” สัพพทาฐะตอบว่า “เราจะให้ราชสีห์เปล่งสีหนาททำให้มหาชนสะดุ้งตกใจกลัว แล้วจักยึดเอาราชสมบัติ” พระโพธิสัตว์เห็นอุบายที่จะแก้ไข ท่านรีบลงจากป้อมแล้วให้เที่ยวตีกลองประกาศให้ชาวเมืองทุกคนเอาแป้งถั่วพันสำลีแล้วอุดหูทั้งสองข้าง

             มหาชนต่างพากันปิดหูของตน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงทั้งหมดด้วย เพื่อไม่ให้ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงได้ยินเสียงของราชสีห์ จากนั้นพระโพธิสัตว์ได้ขึ้นไปบนป้อมแล้วกล่าวว่า “สัพพทาฐะ ท่านจะทำอย่างไรอีก จึงจะชิงราชสมบัตินี้ได้” สัพพทาฐะตอบว่า “ข้าพเจ้าจะให้ราชสีห์เปล่งสีหนาทให้พวกมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงตกใจกลัว ให้ถึงแก่ความตายแล้วจึงจะยึดเอาราชสมบัติ” พระโพธิสัตว์กล่าวว่า “ท่านไม่อาจให้ราชสีห์เปล่งสีหนาทได้ เพราะพญาไกรสรสีหราช มีเท้าหน้าเท้าหลังแดงงาม สมบูรณ์ด้วยชาติ จักไม่ยอมทำตามคำสั่งของสุนัขจิ้งจอกอย่างท่าน”

              สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ดื้อด้านอวดดีจึงกล่าวว่า “เรานั่งอยู่บนหลังราชสีห์ตัวใด จักให้ตัวนั้นแหละแผดเสียง” พระโพธิสัตว์กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น จงให้แผดเสียงเถิด ถ้าท่านสามารถทำได้” สุนัขจิ้งจอกจึงให้สัญญาณด้วยการสะกิดราชสีห์ตัวที่ตนนั่งอยู่พลางกล่าวว่า “เจ้าจงแผดเสียง” ราชสีห์จึงบันลือสีหนาทขึ้น ๓ ครั้งบนกะพองช้าง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ช้างต่างพากันสะดุ้งตกใจกลัว รีบสลัดสุนัขจิ้งจอกให้ตกไปที่โคนเท้า และใช้เท้าเหยียบหัวสุนัขจิ้งจอกจนแหลกละเอียด ทำให้สุนัขจิ้งจอกถึงแก่ความตายทันที พวกช้างต่างพากันวิ่งหนีกันชุลมุน เอางาแทงกันตายมากมายในที่นั้นเอง

              สัตว์ ๔ เท้าทั้งหมดที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นสุกร กระต่าย เป็นต้น ยกเว้นราชสีห์ทั้งหมดที่ได้วิ่งหนีเข้าป่าไปแล้ว พากันถึงแก่ความตาย กองเนื้อสัตว์เกลื่อนไปถึง ๑๒ โยชน์ พระโพธิสัตว์ลงจากป้อมแล้วให้เปิดประตูเมือง และให้ตีกลองเที่ยวประกาศไปทั่วเมืองให้ชาวเมืองเอาแป้งที่อุดหูของตนออก ส่วนผู้ใดที่ต้องการเนื้อก็จงไปเก็บเอามาทำเป็นอาหาร มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคเนื้อสด ที่เหลือก็ตากทำเป็นเนื้อแห้ง   เนื้อแห้งจึงได้เกิดขึ้นในครั้งนั้นนั่นเอง

              ครั้นพระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มากล่าวแล้วจึงตรัสว่า “สุนัขจิ้งจอกที่มากด้วยทิฐิมานะ มีความต้องการด้วยบริวาร ได้บรรลุถึงสมบัติใหญ่ ได้เป็นราชาแห่งสัตว์มีเขี้ยวงาทั้งปวง ฉันใด ในหมู่มนุษย์ผู้ใดมีบริวารมาก ผู้นั้นชื่อว่าเป็นใหญ่ในบริวารเหล่านั้น ดุจสุนัขจิ้งจอกได้เป็นใหญ่กว่าสัตว์มีเขี้ยวงาฉันนั้น แต่ถ้าตั้งอยู่ในความประมาท ก็ย่อมถึงความพินาศ เพราะบริวารนั้นเอง” แล้วทรงประชุมชาดกว่า “สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัต พระราชาได้เป็นสารีบุตร ส่วนปุโรหิตคือเราตถาคต”

               เราจะเห็นว่า บุคคลถ้าเป็นผู้นำแล้ว หากไม่มีปัญญา และไม่ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ในการทำความดีให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อำนาจหน้าที่นั้นก็ไม่มีความหมาย  ยิ่งถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ดีแล้ว   มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและหมู่คณะ   

                หากคนเราจะแสวงหาความเป็นใหญ่ที่แท้จริง ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน หาได้ที่ใจของเราเอง ด้วยการหมั่นทำความดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ให้มีธรรมะอยู่ในใจ ใจของเราย่อมจะยิ่งใหญ่ด้วยธรรม และมีพลังใจที่เข้มแข็ง กล้าเผชิญหน้ากับอุปสรรคทุกอย่าง และจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง  

                เรามาเป็นใหญ่ด้วยธรรม ด้วยความดี ด้วยบุญบารมีกันดีกว่า จะเป็นความยิ่งใหญ่ที่มั่นคงถาวร ฉะนั้นให้เริ่มทำความดี ด้วยการทำใจของเราให้หยุดนิ่ง มีจิตประกอบด้วยเมตตาปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ไปทั่วโลกทั่วจักรวาลกันทุกคน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๔๒๑-๔๒๙

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๗   หน้า ๔๗๔


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ความชั่วแม้เล็กน้อยไม่ควรทำ

ภิกษุ ...เรียนกัมมัฏฐาน...
มายืนดมกลิ่นดอกไม้ 
เทวดามาเตือนว่าขโมยกลิ่น


            การประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยการหมั่น  ทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งของนักสร้างบารมี การที่เราเกิดมาในแต่ละภพแต่ละชาติ จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตคือการไปสู่อายตนนิพพาน ด้วยการหยุดใจในกลางพระธรรมกายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าไปถึงกายที่สุด คือกายธรรมอรหัต ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมอรหัต โดยไม่ถอนถอยเลย เพิ่มพูนความบริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นไปทุกๆ วัน แต่กว่าจะเข้าถึงจุดนี้ได้ ต้องอาศัยบุญบารมีที่สั่งสมมาอย่างยิ่งยวด อีกทั้งความเพียรอันกลั่นกล้า ไม่ท้อแท้ใจในการสร้างบารมีและในการประพฤติปฏิบัติธรรม ดังนั้นในภพชาตินี้ เราต้องเพิ่มเติมบุญบารมีของเราให้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ดีกันทุกๆ คน

มีวาระพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อุปสิงฆบุปผชาดก ความว่า...

              “อนงฺคณสฺส โปสสฺส   นิจฺจํ สุจิคเวสิโน
               วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส   อพฺภามตฺตํว ขายติ


     ผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มีปกติแสวงหาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ บาปประมาณเท่าขนทรายจะปรากฏแก่เขาประดุจเท่ากลีบเมฆ”

            พระคาถาที่กล่าวข้างต้นนี้ เป็นถ้อยคำที่บ่งบอกว่า ในหัวใจของนักสร้างบารมีที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีนั้น ทุกลมหายใจย่อมมีแต่ความปรารถนาที่จะทำความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง และจะไม่ยอมทำบาปอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย เพราะตระหนักดีว่า บาปแม้เพียงเล็กน้อยย่อมเป็นมลทินของใจ อันจะทำให้เห็นจำคิดรู้ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อมีสภาวะจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบานเช่นนี้ บัณฑิตผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ จึงทำความดีได้ง่าย และทำความชั่วได้ยาก ในทางตรงกันข้าม คนชั่วผู้มีจิตใจฝักใฝ่แต่บาปอกุศล ย่อมจะทำความชั่วได้ง่าย ทำความดีได้ยาก

                การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องพบกับผู้คน อีกทั้งการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยบัณฑิตไม่ต้องตำหนิติเตียนนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง แต่หากผู้ใดได้รับคำตำหนิจากบัณฑิต แล้วนำข้อคิดเหล่านั้นมาพินิจพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่

               ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน มีพระสาวกรูปหนึ่ง หลังจากที่เรียนกัมมัฏฐานแล้ว ได้ปลีกตัวหลีกเร้นออกเดินทางหาที่สงบเพื่อบำเพ็ญเพียร แสวงหาความหลุดพ้น ตามโอวาทของพระบรมศาสดา

                พระภิกษุทั้งหลายในสมัยพุทธกาล หลังจากที่ศึกษาคันถธุระแล้ว โดยส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด จะพากันออกไปบำเพ็ญเพียรกันตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อทำวิปัสสนาธุระ พระศาสดาจะประทานโอวาทง่ายๆ ว่า “นั่นเรือนว่าง นั่นลอมฟาง นั่นโคนไม้ เธอจงยังความบริสุทธิ์บริบูรณ์ให้ถึงพร้อมเถิด”

               เมื่อได้รับโอวาทดังนี้แล้ว พระภิกษุรูปนั้นก็เช่นกัน ท่านได้ออกจากพระเชตวัน เดินทางไกลจนมาถึงป่าแห่งหนึ่งที่มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์ เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียร ป่านี้อยู่ในโกศลรัฐ ท่านจึงตัดสินใจอาศัยป่านั้นบำเพ็ญเพียรตลอดมา

               วันหนึ่ง ท่านเดินไปที่สระบัว เพื่อนำน้ำมาไว้ฉันไว้ใช้ตามปกติเช่นทุกวัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดอกบัวกำลังชูช่อบานสะพรั่งรายเรียงสวยงามเต็มสระ และตรงที่ท่านยืนอยู่ใต้ลมพอดี ท่านจึงยืนสูดกลิ่นดอกบัวนั้นอย่างเต็มที่ 

               สถานที่นี้ยังมีเทวดาประจำป่า ได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติของท่านมานาน จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ครั้นเห็นกิริยาอาการเช่นนั้น ก็คิดว่า พระคุณเจ้าบำเพ็ญเพียรมานาน ตอนนี้กำลังปล่อยใจเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งไร้สาระ เราจะให้คติเตือนใจแก่พระคุณเจ้าให้ท่านได้คิด คิดดังนี้แล้ว จึงปรากฏกายให้ท่านเห็น และกล่าวขึ้นว่า “ที่ท่านยืนสูดดมกลิ่นเช่นนี้ ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น เพราะท่านคิดว่ากลิ่นนี้ดีจริงหนอ ความคิดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความขโมย”


             พระภิกษุได้ฟังเพียงแค่นี้ รู้สึกสลดใจมาก จึงเดินทางกลับพระเชตวัน เข้าไปถวายบังคมพระศาสดา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นก็ตรัสถามว่า “ภิกษุ หลังจากที่เธอเรียนกัมมัฏฐานแล้ว เธอไปอยู่ที่ไหนมา” ภิกษุนั้นกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ไปอยู่ป่าในโกศลรัฐ ถูกเทวดาตนหนึ่งที่ป่าทำให้ข้าพระองค์สลดใจ จึงเดินทางกลับมา พระเจ้าข้า” จากนั้นได้ทูลเล่าเรื่องราวทั้งหมด พระองค์สดับดังนั้นแล้ว ก็ตรัสว่า “ภิกษุ ไม่ใช่มีแต่เธอเท่านั้นที่ดมดอกไม้แล้ว ถูกเทวดาตัดพ้อให้สลดใจ แม้บัณฑิตในกาลก่อนก็เคยถูกเทวดาทำให้สลดใจมาแล้วเหมือนกัน” เมื่อภิกษุนั้นทูลอ้อนวอนให้ตรัสเล่า พระองค์จึงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า

              ชาติหนึ่งที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์อาศัยอยู่ในแคว้นกาสี เมื่อเติบโตได้ศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา ครั้นเรียนจบแล้วได้เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน ความคิดของผู้มีบุญนี้ เมื่อเห็นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่คนอื่นไม่คิด แต่ท่านคิด คือ เมื่อท่านเห็นการอยู่ครองเรือนของฆราวาสก็คิดว่า ฆราวาสวิสัยนี้เป็นทางคับแคบ เป็นทางมาแห่งทุกข์ เห็นโทษภัยของการอยู่ครองเรือน จึงตัดสินใจสละความสุขสบายทางโลกออกบวชเป็นดาบส เข้าไปอยู่ในป่า ซึ่งใกล้ๆที่พักของท่านมีสระที่เต็มไปด้วยบัวกำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวล

              วันหนึ่ง ท่านเดินลงไปใกล้ ๆ สระ ยืนอยู่ใต้ลมเพื่อสูดกลิ่นของดอกบัวเหล่านั้น ครั้งนั้นมีเทพธิดาซึ่งอาศัยอยู่บริเวณนั้น ปรารถนาจะให้ดาบสสลดใจ จึงปรากฏกายให้เห็น แล้วกล่าวกับดาบสพระโพธิสัตว์ว่า “ดูก่อนท่านผู้เช่นกับด้วยเรา การที่ท่านตั้งอกตั้งใจสูดดมดอกบัวที่เขาไม่ได้ให้แต่อย่างใด เท่ากับว่ากำลังทำองค์แห่งการขโมยให้เกิดขึ้น คือท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น”

              พระโพธิสัตว์ฟังคำกล่าวของเทพธิดา เกิดความประหลาดใจว่า เพียงแค่การที่เราดมกลิ่นเช่นนี้ จะเป็นการขโมยได้อย่างไร จึงเอ่ยถามว่า “ตัวเราเองไม่ได้ลักดอกบัว ไม่ได้เด็ดดอกบัวแม้แต่ดอกเดียว เพียงแค่เรายืนอยู่ที่ใกล้ๆ เพื่อสูดกลิ่นเท่านั้น เหตุไรจึงหาว่าเราเป็นผู้ขโมยเล่า” 

              ขณะเดียวกันนั้นเอง มีชายคนหนึ่งมาที่สระบัว แล้วเดินลงไปขุดเหง้าบัว และเด็ดดอกบัวในสระนั้น พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “ชายคนนี้ได้ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบัว ได้ทำลายความสวยงามของสระบัว ทำไมท่านไม่ต่อว่าเขาเล่า”


               เทพธิดาปรารถนาจะให้ข้อคิดแก่พระโพธิสัตว์ เพื่อให้พระดาบสผู้ทรงศีลได้สงวนเวลาไว้สำหรับการบำเพ็ญเพียร ไม่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องนอกตัวเหล่านี้ จึงกล่าวเหตุที่ตนเองพูดเช่นนั้นกับพระโพธิสัตว์ว่า “ชายผู้นี้ทำกรรมหยาบช้า ชีวิตของเขาเปรอะเปื้อนด้วยบาป เต็มไปด้วยมลทินทุกวัน ข้าพเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องพูดกับชายผู้นั้น แต่ตัวท่านนี้เป็นผู้ทรงศีล เป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้น ทำตนให้หมดสิ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ กรรมไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมไม่ควรที่จะแปดเปื้อนท่าน บาปแม้เพียงเล็กน้อยเท่าขนทราย ย่อมปรากฏแก่ท่านเท่ากับกลีบเมฆก้อนใหญ่ทีเดียว”

               พระโพธิสัตว์ได้ฟังถ้อยคำนั้น แทนที่จะนึกตัดพ้อต่อว่าเทพธิดา กลับฉุกใจคิดว่า จริงอย่างที่นางกล่าวทีเดียว ชีวิตสมณะของเราไม่ควรที่จะมาเสียเวลากับสิ่งที่ไร้สาระเช่นนี้ กรรมแม้เพียงเล็กน้อยที่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายติเตียน เราไม่ควรทำ แม้เราเองก็เป็นนักบวชที่ต้องการที่จะออกจากทุกข์ ฉะนั้นเราควรที่จะหลีกหนีกรรมนั้นเสียให้ห่างไกล

              เมื่อฉุกใจคิดได้ดังนี้ พระโพธิสัตว์ได้กล่าวขอบคุณเทพธิดาว่า “ข้าแต่ท่านผู้เป็นบัณฑิตผู้ควรบูชา คำพูดของท่านทำให้เราได้ข้อคิดมากมาย ตัวท่านนี้เป็นผู้ที่รู้จักเราอย่างแท้จริง และเป็นผู้ที่อนุเคราะห์เราโดยแท้ ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชา ขอท่านจงชี้ข้อบกพร่องของเราอีกเถิด ถ้าเห็นว่ายังมีการกระทำอันใดที่ไม่เหมาะสม เราพร้อมที่จะปรับปรุงตนเอง”


             เทพธิดาได้ฟังคำของพระดาบสโพธิสัตว์แล้ว เกิดความชื่นชมยินดีว่า ดาบสผู้นี้เป็นบัณฑิตอย่างแท้จริง เมื่อได้รับคำเตือนก็ไม่โกรธ และตอบว่า “ท่านสมณะ ตัวท่านเองนั่นแหละที่รู้กรรมที่จะนำท่านไปสู่จุดหมาย อันเป็นเหตุไปสู่สุคติเข้าถึงพรหมโลก” ครั้นพระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาจบ ภิกษุนั้นก็ได้บรรลุธรรมกายโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล ผู้ไม่แปดเปื้อนด้วยบาปอีกต่อไป

                จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ชีวิตของผู้ที่ตั้งใจสั่งสมความบริสุทธิ์ให้กับตนเองดังเช่นนักสร้างบารมีทั้งหลายในกาลก่อน บาปอกุศลหรือกรรมที่บัณฑิตติเตียนแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สมควรที่จะกระทำอีก พวกเราก็เช่นเดียวกัน ชีวิตเราเป็นชีวิตของผู้รู้ผู้บริสุทธิ์ จิตใจของเราต้องมีแต่บุญกุศลเท่านั้น บาปอกุศลหรือสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะสม เราอย่าไปทำ พยายามประคับประคองชีวิตของเราให้อยู่บนเส้นทางของความบริสุทธิ์บริบูรณ์ เราจะได้มีแต่ความสุขกันทุกๆ คน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๖๐-๒๖๖
อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
ล่มที่ ๕๙   หน้า ๑๘๐

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อานุภาพแห่งความจริง

อานุภาพแห่งความจริง



             ธรรมชาติของใจที่หลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย พ้นจากพันธนาการทั้งปวง เป็นอิสระเหมือนลมพัดไปในอากาศ จิตใจที่สดใสอยู่ในกลางกาย เป็นจิตใจที่มีความสุข แม้อยู่ท่ามกลางปัญหามากมาย ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคของชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้ ด้วยใจที่มีความหวังเต็มเปี่ยมด้วยพลัง เพราะใจที่มีความบริสุทธิ์ สามารถสร้างแรงกาย แรงวาจา และแรงใจได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ 

              ใจดวงนี้เมื่อฝึกดีแล้ว จะเกิดอานุภาพอย่างที่ใครๆ ไม่อาจคาดคิดได้ และคิดไม่ถึง ดังนั้นให้เราหมั่นฝึกฝนให้หยุดนิ่งให้ได้ทุกๆ วัน ใจที่บริสุทธิ์ด้วยความดี แม้ละโลกไปก็ยังได้ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้หมู่ญาติและบิดามารดา เพราะหากบุคคลทำหน้าที่ของตน ที่ได้เกิดมาอย่างเต็มที่แล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในกาลภายหลัง

มีวาระพระบาลี ขุทฺทกนิกาย วัฏฏกชาดก ความว่า

                "สนฺติ ปกฺขา อปตนา      สนฺติ ปาทา อวญฺจนา
                มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา   ชาตเวท ปฏิกฺกม

     ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ 
เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้ 
มารดาและบิดาของเราออกไปหาอาหาร 
ดูก่อนไฟป่า ท่านจงถอยกลับไปเถิด"

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ พระองค์เป็นบรมครูที่สั่งสมอบรมบ่มบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน บารมีที่พระองค์สั่งสมมาคือ บารมี ๑๐ ทัศ ได้แก่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมามากจากบารมีธรรมดาก็กลายเป็นอุปบารมี   และจากอุปบารมีก็กลายเป็นปรมัตถบารมี ซึ่งเป็นบารมีขั้นสุดท้ายในการบำเพ็ญเพียรจนมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมครูของพวกเราทั้งหลาย

               โอกาสนี้หลวงพ่อจะขอแสดงเรื่องสัจจบารมี สัจจะคือความจริงที่เป็นสิ่งไม่ตาย เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันเราให้พ้นจากภยันตรายต่างๆ ได้ และเป็นคุณธรรมที่ดีเลิศในการฝึกฝนอบรมตนเป็นคนจริง ดังเรื่องในสมัยพุทธกาล

              ครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวมคธแห่งหนึ่ง หลังจากที่พระองค์บิณฑบาต และเสวยภัตตาหารแล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ได้เสด็จดำเนินไปสู่หนทาง ในระหว่างทางเกิดไฟป่าไหม้ลุกลามขึ้น เมื่อภิกษุทั้งหลายเห็นไฟที่มีควันเป็นกลุ่มใหญ่ มีเปลวสูงถึงปลายยอดไม้ กำลังลุกลามทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ทำให้ภิกษุที่เป็นปุถุชนต่างหวาดกลัวต่อมรณภัยจึงพูดขึ้นว่า “พวกเราจะจุดไฟเผาเพื่อตัดทางไฟ” เหล่าภิกษุพากันนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟ


             ฝายภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านทำอะไรกัน พวกท่านไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศในโลกกับทั้งเทวโลกหรือ ผู้เสด็จมาพร้อมกับพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านเสมือนคนไม่เห็นดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์รุ่งเรืองด้วยรัศมีอันมีกำลังตั้งพันขึ้นทางด้านทิศตะวันออก เสมือนคนที่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเลแต่มองไม่เห็นทะเล หรือเสมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุ แต่ไม่เห็นเขาสิเนรุฉะนั้น”

                ภิกษุพวกแรกต่างพากันกล่าวอีกว่า “เราจะช่วยกันจุดไฟเพื่อตัดทางไฟ” ภิกษุขีณาสพจึงกล่าวว่า “ขึ้นชื่อว่ากำลังของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีประมาณ พวกท่านไม่รู้หรือ มาเถิดท่าน พวกเราจะไปยังสำนักของพระบรมศาสดากัน”

               ภิกษุสงฆ์พร้อมใจกันไปเฝ้าพระบรมศาสดาซึ่งทรงประทับยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นไฟป่ากำลังไหม้ส่งเสียงดังใกล้เข้ามาทุกขณะ เสมือนจะเผาไหม้สถานที่แห่งนั้นให้วอดวายไปในพริบตา แต่ครั้นไฟป่าลุกลามมาถึงสถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับยืนอยู่ในระยะประมาณ ๑๖ กรีส ไฟป่าก็ดับสนิทในทันที เหมือนคบไฟที่จุ่มลงในน้ำฉะนั้น


               เหล่าภิกษุเห็นเช่นนั้น ต่างพากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “น่าอัศจรรย์จริง ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไฟนี้แม้ไม่มีจิตยังไม่ไหม้สถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ได้ ย่อมดับไปเหมือนคบเพลิงหญ้าถูกดับด้วยน้ำฉะนั้น น่าอัศจรรย์จริง ชื่อว่าพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีประมาณ”

               เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ไฟป่านี้ไหม้มาถึงสถานที่ประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ข้อนี้เป็นกำลังแห่งความมีสัจจะที่มีในกาลก่อนของเราตถาคต จริงอยู่ ประเทศนี้ไฟจะไม่ไหม้ตลอดกัปนี้ ได้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป” ขณะนั้นพระอานนท์เถระได้ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อทำเป็นสถานที่สำหรับประทับนั่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นพระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิ(Meditation)ซึ่งมีภิกษุสงฆ์นั่งแวดล้อม ทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า


               ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่มในสถานที่แห่งนี้  เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมาดูโลกได้ไม่นาน ลูกนกคุ่มมีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนที่บรรทุกสินค้าขนาดใหญ่   วันนั้นมารดาบิดาได้ออกไปหาอาหาร ปล่อยพระโพธิสัตว์ที่ไม่มีกำลังแม้แต่จะเหยียดปีกบินไปในอากาศ  ไม่มีแม้กำลังที่จะยกเท้าเดินได้


               ปกติเมื่อถึงฤดูร้อนของทุก ๆ ปี ไฟป่ามักเผาไหม้สถานที่แห่งนี้เป็นประจำ ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนพอดี และเป็นความพอดีอีกเช่นกันที่ไฟป่ากำลังเผาไหม้ลุกลามส่งเสียงดังลั่นใกล้เข้ามาทุกขณะ  หมู่นกรีบบินออกจากรังของตนเพราะต่างกลัวมรณภัย พากันส่งเสียงร้องหนีไฟป่ากันจ้าละหวั่น แม้แต่มารดาบิดาของพระโพธิสัตว์เอง ก็กลัวต่อมรณภัย พากันทอดทิ้งลูก รีบบินหนีไปยังสถานที่อื่นเช่นกัน


              พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังของตน ได้แต่ชะเง้อคอมองดูไฟป่าที่กำลังไหม้ลุกลามเข้ามา พลางคิดว่า หากเรามีกำลังที่จะกางปีกออกบินไปในอากาศ เราก็จะโบยบินไปในสถานที่อื่น หากเราพึงมีกำลังที่จะยกเท้าเดินหนีไปได้ เราก็จะย่างเท้าหนีไปยังสถานที่อื่นเสีย ส่วนมารดาบิดาของเราต่างกลัวมรณภัย พากันทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว บัดนี้ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี  ที่ต้านทานก็ไม่มี  วันนี้เราจะทำอย่างไรดีหนอ


              ขณะนั้นพระโพธิสัตว์เกิดความคิดขึ้นว่า ชื่อว่าคุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมี ในอดีตกาลพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมีเต็มเปี่ยมแล้วทั้งหลาย ทรงประทับนั่งที่พื้นใต้ต้นโพธิ์ ได้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณา และขันติ คุณธรรมทั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงให้แจ่มแจ้งแล้วย่อมมีอยู่ ก็สัจจะสักอย่างหนึ่งย่อมมีอยู่ในตัวเราเช่นกัน สภาวธรรมอย่างหนึ่งก็ย่อมมีอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะรำลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงรู้แจ้งแล้ว”

              พระโพธิสัตว์จึงระลึกถึงคุณธรรม และสัจจะความดีเหล่านั้น ได้กระทำสัจกิริยาให้ไฟป่าจงถอยกลับไป เพื่อกระทำความปลอดภัยแก่ตน และหมู่นกที่เหลือที่ไม่สามารถเอาตัวรอดไปได้ ด้วยการทำสัจกิริยาว่า “คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลกนี้ ความสัตย์ ความสะอาด และความเอ็นดูมีอยู่ในโลกนี้ ด้วยความสัตย์นี้ ข้าพเจ้าขอทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าได้พิจารณากำลังแห่งธรรม ได้ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งปวงในปางก่อน อาศัยกำลังสัจจะนี้ ข้าพเจ้าขอทำสัจกิริยา”

                เมื่อพระโพธิสัตว์ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว และคุณที่มีอยู่ในตน จึงกล่าวอีกว่า ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไปไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่ก็เดินไปไม่ได้ มารดา และบิดาของเราออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟป่า ท่านจงถอยกลับไปเสียเถิด”

               ด้วยอานุภาพแห่งสัจจบารมีของพระโพธิสัตว์ ไฟป่าก็ไม่สามารถเผาไหม้บริเวณนั้นประมาณ ๑๖ กรีส แต่ไฟป่ากลับไหม้ ข้ามเลยไปในสถานที่แห่งอื่น

              พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่แห่งนี้ ด้วยกำลังของเราในบัดนี้ก็หาไม่ แต่เป็นอานุภาพพลังแห่งสัจจบารมีในสมัยที่เราเป็นลูกนกคุ่ม” ครั้นจบพระธรรมเทศนา ภิกษุบางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี และบางพวกได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

                จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าการมีสัจจะนั้นเป็นคุณธรรมที่สูงส่งมีอานุภาพมากมายมหาศาล และเป็นหนึ่งในบารมี ๑๐ทัศ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญมาแล้วในสมัยที่พระองค์เป็นพระบรมโพธิสัตว์ พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีเหล่านี้อย่างเต็มที่ตลอดมา

                 ดังนั้นพวกเราเหล่านักสร้างบารมี พึงฝึกฝนอบรมคุณธรรม ในเรื่องความมีสัจจะนี้ให้ดี เพราะว่าการมีสัจจะจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เป็นคนดีหรือไม่ดี และสัจจะคือความจริงที่เราจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอนั้น คือ การจริงต่อความดี หมั่นทำความดีให้เต็มที่ เพราะความดีไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนา เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้เต็มที่ เพราะสิ่งนี้เป็นหน้าที่ที่แท้จริงของเรา เมื่อเราจริงต่อความดีแล้ว แม้จะมีอุปสรรคปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น เราย่อมสามารถอาศัยความดีและบุญนั้น ช่วยให้เราฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไปได้โดยง่ายดาย ขอให้เราตั้งใจสั่งสมบารมีให้เต็มที่กันทุกคน


จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๔๐-๒๔๗
อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๕๕  หน้า ๓๔๒


วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ผู้รักในการทำความดี

ผู้รักในการทำความดี




การสั่งสมบุญบารมีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย อันนํามาซึ่งความสุขความสําเร็จ และความสมปรารถนาในชีวิต การที่เราได้โอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น จะต้องอาศัยบุญบารมี ที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้วในชาติปางก่อน จึงจะได้อัตภาพที่สมบูรณ์ มีอวัยวะที่ครบถ้วนเหมาะแก่การงานทั้งปวง

เมื่อเรามีร่างกาย ที่สมบูรณ์แข็งแรง ควรที่จะขวนขวายสร้างบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ควรประมาทเลินเล่อ ให้หมั่นทําทาน รักษาศีล และเจริญ ภาวนา ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมรรคผลนิพพานในภพต่อๆ ไป ชีวิตที่เกิดมาในภพชาตินี้ ย่อมสมหวัง ไม่เปล่าประโยชน์ เป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง



สุดยอดของบุญ คือการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง แม้ว่าใจคนเรา จะไม่ค่อยอยู่นิ่ง พร้อมที่จะท่องเที่ยวตลอดเวลา บางครั้งล่องลอยไปจนตามไม่ทัน ผู้ที่ไม่ระวังรักษาใจปล่อยให้ฟุ้งซ่าน ไปเช่นนั้น จะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและไม่มี ความสุขเลย หากเรารู้เท่าทันธรรมชาติของใจ เราก็ไม่ควร ท้อถอย ให้หมั่นนําใจให้มาหยุด มานิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราจะพบกับความสุขที่เราไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต และการหยุดนิ่งนี้ยังทําให้ชีวิตของเราเจริญรุ่งเรืองไม่มีตกต่ำอีกด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุทฺทกนิกาย คาถา ธรรมบท ว่า
“อนุปุพฺเพน เมธาวี โลกํ โลกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน

ผู้มีปัญญา ทํากุศลอยู่คราวละน้อย ๆ ทุก ๆ ขณะโดย ลําดับ จึงกําจัดมลทิน คือกิเลสของตนได้ เหมือนช่างทอง ขจัดมลทินของทองให้หมดไปได้ฉะนั้น”

บุคคลที่ได้ชื่อว่า เมธาวี เพราะประกอบด้วยปัญญา อันรุ่งเรืองในธรรม ทํากุศลเนืองนิตย์ บัณฑิตทํากุศลบ่อย ๆ ย่อมได้ชื่อว่า กําจัดมลทิน คือกิเลสมีราคะเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ บัณฑิตย่อมเป็นผู้ชื่อว่า มีมลทินอันขจัดแล้ว คือปราศจากกิเลส เหมือนช่างทองที่หลอมทองแล้วทุบเพียงครั้งเดียว ย่อมไม่อาจ ขจัดมลทินให้หมดสิ้นไป และไม่สามารถนํามาทําเครื่องประดับ ต่างๆ ได้ แต่เมื่อหลอมบ่อยๆ ทุบบ่อยๆ จึงจะขจัดมลทินออกได้ และยังเหมาะแก่การทําเครื่องประดับต่างๆ ได้ด้วย

บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นเครื่องรักษาตน มี ปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น สามารถพิจารณาเห็นโทษภัย ในวัฏสงสารอันยาวไกลซึ่งหาเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดมิได้ ให้หมั่นทํากุศลคุณความดีทีละเล็กทีละน้อย โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น

กุศลความดีที่ตนเองได้สั่งสมไว้ดีแล้วนี้ จะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ได้ เสมือนกับหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยด ๆ ยังทําให้เต็มภาชนะได้ บุญกุศลก็เช่นเดียวกัน แม้สั่งสมทีละเล็ก ทีละน้อยเป็น ประจําสม่ำเสมอ โดยไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ก็สามารถเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ได้เช่นกัน

ผู้รักในการสั่งสมบุญบารมีนั้น แม้เห็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นประโยชน์แล้ว จะไม่มองข้าม จะรีบทําความดีนั้นด้วยจิตใจ ที่เบิกบานแจ่มใส โดยไม่เห็นแก่ความลําบากหรือความเหน็ดเหนื่อย จนความดีนั้นสําเร็จสมปรารถนา บุญกุศลที่เกิดขึ้นก็จะติดตัวไปทุกภพทุกชาติ

ดั่งเรื่องที่เกิดขึ้นกับพราหมณ์ท่านหนึ่ง ซึ่งหมั่นสร้างบุญ ทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถสร้างบุญบารมีที่ยิ่งใหญ่ไปตามลําดับสมความปรารถนาของตนได้

เรื่องมีอยู่ว่า “วันหนึ่งพราหมณ์ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เห็นเหล่าภิกษุกําลังยืนห่มจีวรอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะอยู่ ทําให้ชายจีวรของท่าน เปียกน้ำค้าง

เนื่องจากพราหมณ์เป็นคนที่รักในการทําความดีเป็นชีวิตจิตใจ มีใจใฝ่ในการสร้างบุญกุศล เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ จึงคิดที่จะแสวงบุญให้กับตนเองว่า เราควรถางหญ้าในสถานที่แห่งนี้ให้เตียน ไม่ให้มีหญ้า เพื่อพระภิกษุจะได้ห่มจีวรได้สะดวก อีกทั้งจีวรจะได้ไม่เปียกน้ําค้างด้วย

วันรุ่งขึ้น พราหมณ์ถือจอบออกจากบ้าน ได้ถากหญ้าใน สถานที่นั้นจนสะอาด แล้วยังถากหญ้าขยายออกไปให้เป็นลานกว้างยิ่งขึ้นไปอีก พอรุ่งขึ้นวันถัดมา เมื่อพราหมณ์เห็นภิกษุ มายังสถานที่แห่งนั้น เขาสังเกตเห็นชายจีวรของภิกษุรูปหนึ่ง ตกลงไปบนพื้นดินเกลือกกลั้วฝุ่น ทําให้เกิดความคิดขึ้นว่า เราน่าจะเกลี่ยทรายบนสถานที่นี้ คิดดังนั้นแล้วจึงขนทรายมา เกลี่ยลงบนสถานที่นั้น

ธรรมดาของคนมีปัญญารักในการสร้างบุญบารมี ย่อม ขวนขวายแสวงหาบุญและบารมีอยู่เสมอ เพราะรู้ว่าบุญเท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งของเราทั้งหลาย เรานักสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องเป็น ผู้ที่ไวต่อการสร้างบารมี เห็นอะไรที่เป็นบุญกุศล ไม่ว่าจะเป็นบุญเล็กบุญน้อยอย่าได้มองข้าม ไม่ว่าจะเป็นบุญจากการเก็บ เพชรพลอยรักษาความสะอาด หรือจะเป็นบุญจากการรักษาบรรยากาศในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพียงแค่เรานั่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นแถวเป็นแนว บุญกุศลก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะเมื่อภาพแห่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเราที่ประพฤติ ปฏิบัติธรรมอยู่นี้ ได้ปรากฏสู่สายตาของชาวโลก

เมื่อเขาเห็นความเป็นระเบียบและความสงบ เขาจะเกิด ความรู้สึกอยากจะทําตาม จะทําให้เขาเห็นว่าพระพุทธศาสนา ต้องมีอะไรดีแน่ๆ จึงสามารถสอนให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนสงบ นิ่งได้ ในที่สุดเขาจะมาดูเรา แล้วจะปฏิบัติตามเรา สันติสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับโลกได้ โดยที่เราไม่ต้องทําอะไรมากมาย เพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ายิ่งกว่าคําสอน หรือภาพหนึ่งภาพจะแทน คําพูดได้เป็นพันคําเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ให้เราขวนขวาย ในการสร้างบุญทุกๆ บุญให้ครบถ้วนบริบูรณ์กัน

วันต่อมา ช่วงที่แสงแดดแผดกล้านั้น พราหมณ์สังเกต เห็นเหงื่อได้ไหลออกจากกายของพระภิกษุผู้กําลังห่มจีวรอยู่นั้น ทําให้เกิดความคิดขึ้นมาอีกว่า เราควรให้คนช่วยกันสร้าง มณฑปในที่นี้ดีกว่า คิดอย่างนั้นแล้ว เขาได้บอกให้คนมาช่วยกัน สร้างมณฑป รุ่งขึ้นวันต่อมามีฝนตกแต่เช้าตรู่ ขณะเหล่าพระภิกษุกําลังยืนห่มจีวรท่ามกลางสายฝนที่สาดเข้ามาในมณฑป เขาเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า เราจะให้เขามาช่วยกันสร้างศาลา ในสถานที่นี้ คิดเช่นนี้แล้ว ก็รีบชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันสร้างศาลาถวายพระภิกษุ

หลังจากสร้างศาลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเกิดความคิด ที่จะฉลองศาลา จึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้มาเป็นเนื้อนาบุญโดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ทั้งได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดที่ตนเองได้บําเพ็ญมา พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อน พราหมณ์ ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลายทํากุศลคราวละน้อย ๆ ย่อมสามารถขจัดมลทิน คือกิเลสของตนได้โดยลําดับ เหมือนช่างทองปัดเป่ามลทินทองให้หมดไปฉะนั้น” เมื่อตรัสพระธรรม เทศนาจบลง พราหมณ์ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลทันที

จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า พราหมณ์คนนี้เป็นผู้มีปัญญา รักในการสร้างบุญ เห็นสิ่งใดที่เป็นบุญเป็นกุศลก็ไม่ได้ปล่อยผ่าน แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็รีบขวนขวายทํา โดยไม่ต้องให้ใคร มาคอยบอกหรือชี้แนะ รีบทําด้วยตนเอง ด้วยท่านคิดในใจ เสมอว่า เราต้องเอาบุญติดตัวไปในภพชาติเบื้องหน้าให้ได้

ในที่สุดก็ได้สร้างบุญใหญ่ด้วยการชักชวนผู้คนทั้งหลาย ให้ช่วยกันสร้างศาลา แล้วได้ร่วมใจกันฉลองศาลาถวายภัตตาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นับว่าเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่มาก ที่จะติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ

บัณฑิตผู้มีปัญญาจะเป็นเช่นนี้ จิตใจจะมีแต่ความใส สะอาดบริสุทธิ์ รักในการสั่งสมความดีเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อได้ฟัง พระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แค่เพียงเล็กน้อย ก็สามารถทําใจให้หยุดนิ่ง จนกระทั่งมีดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคลในบวรพระพุทธศาสนา

ขอให้เราหมั่นสร้างบุญบารมีให้เป็นประจําสม่ำเสมอ โดยทําตามแบบอย่างของบัณฑิตในกาลก่อนมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน เพื่อกําจัดความตระหนี่ การรักษาศีลเพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเอง และ การเจริญภาวนา เพื่อชําระกาย วาจา ใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง อันเป็นหนทางโปสู่ความหลุดพ้น เข้าถึงความสุข ภายใน จนกระทั่ง สามารถกําจัดมลทินภายในใจของเราให้หมดสิ้นไปได้ ดังนั้น อย่ามองข้ามในการสั่งสมบุญ แม้จะเป็นบุญเล็กน้อยก็ตาม ให้รีบขวนขวายทํากันทุกคน



จากหนังสือธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับสารธรรม ๓ หน้า ๒๑๑-๒๑๘

อ้างอิง.......พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๓ หน้า ๑๓


ศาสดาเอกของโลก (๑)

ศาสดาเอกของโลก   (๑)                  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากกิเลสอาสวะ กิจที่จะทำยิ่...